Home  :   Events  :  Royal Photos  :  Photos Gallery  :  Outbound tour  :  Flowers  :  Portraits   :   Asia Girls  :   Wallpapers  :   News  :  Clip Video   Site Update
  Home   
           
Home   :   Outbound Tour   :   Korea Part 3
ภาพท่องเที่ยวเกาหลี    โซล เกาะนามิ ซอรัคซาน พระราชวังเคียงบก โซลทาวเวอร์ คลองซองเกซอน ฯลฯ
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4
ตอนที่ 5
ตอนที่ 6
ตอนที่ 7
ตอนที่ 8
ตอนที่ 9
ตอนที่ 10
ตอนที่ 11
 
ภาพท่องเที่ยวเกาหลี
  หมู่บ้านฝรั่งเศส และเส้นทางในต่างจังหวัด
  เกาะนามิ จากซีรี่ย์ Winter Love Song
  อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน พระใหญ่วัดชินฮึงซา
  ชิมสตอเบอรี่สดๆจากไร่
  ซ้อปตลาดเมียงดง และทงแดมุน
  พระราชวังเคียงบก และบ้านพักประธานาธิบดีเกาหลี
  โซลทาวเวอร์ (Seoul Tower)
  สวนสนุก Lotte World
  คลองซองเกซอน
  พิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์
  อาหารเกาหลี เนื้อย่างเกาหลี
  แอบถ่ายสาวเกาหลีที่หน้ามหาวิทยาลัย

           
    Home  
Home   :   Outbound Tour   :   Korea Part 3
Korea 3 : เกาหลีตอนที่ 3 อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน
แผนที่เกาหลี : ข้อมูลประเทศเกาหลีใต้
        

       

      
 


Korea Tourism part 3

เที่ยวเกาหลีใต้ตอนที่ 3 อุทยานแห่งชาติโซรัคซาน




หลังเที่ยวเกาะนามิเสร็จแล้วก็นั่งเรือ(แพ)ข้ามทะเลสาบจากเกาะนามิ มายังฝั่งเมืองชุนซอนเพื่อขึ้นรถบัสเดินทางต่อ แต่ก็ต้องคอยให้พร้อมหน้าพร้อมตา เพราะบางคนข้ามเรือมาก่อน บางคนก็ตามมาทีหลัง ช่วงที่คอยดูแล้วยังพอมีเวลาซื้อของว่างทานกัน ซึ่งก็น่าลองทั้งนั้น

ที่น่าสนใจได้แก่ข้าวโพดปิ้งร้อนๆ ซึ่งไม่ได้ใช้ปิ้งย่างจากเตาถ่านเหมือนบ้านเรา แต่ดูเหมือนกับวางหินบนตระแกรงของเตาไฟฟ้าอีกที ความร้อนจากหินอาจไม่ร้อนแดงเหมือนเตาถ่าน แต่ก็ร้อนพอที่จะทำให้ข้าวโพดสุก และมีประโยชน์ตรงที่ไม่มีควัน  (หรืออาจเอาข้าวโพดไปต้มก่อนแล้วนำไปย่างทีหลัง...ก็ไม่แน่)

แต่วิธีนี้ดีตรงที่ข้าวโพดไม่มีรอยไหม้ดำ ซึ่งเป็นพวกสารก่อมะเร็ง 

อร่อยไม๊...

ตอบได้เลยว่าเป็นของแนะนำและอร่อยกว่าข้าวโพดปิ้งหรือข้าวโพดต้มในบ้านเรา  ทานแล้วเหมือนเป็นข้าวโพดพันธ์ผสมระหว่างข้าวโพดเหลืองกับข้าวโพดข้าวเหนียว ตอนเคี้ยวรู้สึกนุ่มนิ่ม รสชาติก็หวานกว่าบ้านเรา วันนั้นก็ทานทั้งฝักจนไม่เหลือหรอ ยิ่งทานก็ยิ่งมัน ใครมาเที่ยวเกาหลีหากเจอข้าวโพดแบบนี้ที่ไหนก็ควรลอง จะได้เปรียบเทียบกับบ้านเราว่าต่างกันอย่างไร ส่วนใครไปเที่ยวจีนแล้วเจอข้าวโพดสีดำๆแดงๆก็อย่าได้ลอง แข็กโป๊ก แถมจืดสนิท

ในบรรดาอาหารพวกของขบเคี้ยวหรือว่าพวกผลไม้ในเกาหลี  เค้ามีกฎหมายเข้มงวดเรื่องสารตกค้าง หรือพวกสารเคมีต่างๆ  ของเข้าปากไม่ว่าจะซื้อที่ไหนในเกาหลีจะปลอดภัยทุกที่ โดยเฉพาะพวกพืชผักผลไม้ต่างๆ  เพราะกรรมวิธีในการปลูกเค้าใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาจัดการ ไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีหรือฉีดยาฆ่าแมลง เกษตรกรบ้านเค้ามีความรู้และมีการศึกษา ผลผลิตจึงมีคุณภาพ ใครมาเที่ยวเกาหลีจึงหมดห่วงในเรื่องนี้  เจออะไรหรือก็ซื้อทานได้เลยเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น 

บ้านเรากว่าจะมาถึงจุดนี้ได้น่าจะใช้เวลาอีกหลายสิบปี(ย้ำอีกทีว่าอีกหลายสิบปี) เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องความรู้ความก้าวหน้าทางวิชาการเกษตรแล้ว จิตสำนึกของผู้คนรวมทั้งระบบการศึกษาของคนในชาติก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

อาจมีคนสงสัยว่าการเกษตรแบบนี้คงต้องลงทุนสูง ก็คงจะเป็นจริง  เพียงแต่ว่าต้นทุนในการทำเกษตรแบบทันสมัยและปลอดภัยต่อสุขภาพมันเป็นมาตรฐานของโลกในอนาคต แม้ต้นทุนจะสูงแต่คนในประเทศเค้าก็มีรายได้มากพอที่จะหาซื้อไปรับประทาน

เรื่องต้นทุนจึงไม่เป็นปัญหา แพงแค่ไหนก็มีคนซื้อหากปลอดภัยจริง

ตัวอย่างเช่นข้าวสาร  หากปลอดสารพิษที่แท้จริง ประเทศร่ำรวยเขาก็ซื้อ มันมีตลาดรองรับอยู่แล้ว หากธุรกิจเกษตรกรบ้านเรามองโลกให้กว้างๆ และพยายามหาลูกค้าตลาดบนหรือประเทศที่มีฐานะร่ำรวยก็ขายได้สบายๆเพราะเขาเอาแน่  แต่ถ้าไปขายให้กับประเทศที่ยากจนก็อาจขายยากเพราะมันแพง แถมมีคู่แข่งมาก 

ปัญหาอย่างหนึ่งที่ต่างชาติรังเกียจข้าวจากประไทยก็เพราะมีการปลอมปน ไม่มีความน่าเชื่อถือ ตรงนี้แหละที่ต้องให้พ่อค้าสิงคโปร์เข้ามาจัดการ เพราะเค้ามีองค์กรที่สามารถประทับตรารับรองคุณภาพให้ได้ หลายคนอาจแปลกใจว่าสิงคโปร์ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ แต่กลับมีธุรกิจเรื่องสินค้าเกษตร สินแร่ น้ำมัน ฯลฯ ที่เป็นเช่นนี้เพราะสิงคโปร์เขาขายหลักประกันหรือขายเครดิต

ข้าวจากไทยไปขายในยุโรปหรือกลุ่มอียูอาจมีปัญหาเพราะเค้าไม่ให้ความเชื่อถือเรื่องมาตรฐานและคุณภาพ แต่เค้าจะเชื่อถือข้าวที่ส่งมาจากสิงคโปร์ ซึ่งก็มาจากประเทศไทยนี่แหละ

เมื่อสินค้าต้องส่งผ่านมาในนามของบริษัทสิงคโปร์ แน่นอนว่าสิงคโปร์ก็ต้องมาควบคุมคุณภาพจากปลายทาง ซึ่งก็คือจากฟาร์มหรือจากไร่ เพราะหากทำไม่ดีพ่อค้าสิงคโปร์ก็จะเสียความน่าเชื่อถือ

ถามว่าสิงคโปร์มีดีอะไร....ก็เป็นเหมือนตัวอย่างที่ยกมาให้ดูนี่แหละครับ ขณะเดียวกันสิงคโปร์ก็ยังทำมากไปกว่านั้น เช่นสามารถกำหนดกลไกของราคาตลาดได้ด้วย เพราะเขามี Power พอที่จะเป็นเจ้า(พ่อ)ของธุรกิจนั้นๆ ทั้งๆที่ตนเองไม่มีสินค้าในมือแม้แต่ชิ้นเดียว แต่เค้าอาศัยการเป็นทางผ่าน และขายความน่าเชื่อถือ

ใกล้ตัวเข้ามาอีกหน่อยก็เรื่องอะไหล่รถญี่ปุ่นที่ส่งมาขายในเมืองไทย เชื่อหรือไม่ว่าเราต้องติดต่อผ่านตัวแทนสิงคโปร์ทั้งนั้น เหมือนกับว่าสิงคโปร์รับอาสาเป็นผู้จัดจำหน่ายแทนโรงงานผลิตชิ้นส่วนของญี่ปุ่น พร้อมกับส่งขายไปทั่วโลก เข้าใจง่ายๆก็คือสิงคโปร์ทำหน้าที่เป็นผู้จัดจำหน่าย(ไปทั่วโลก) เมื่อพ่อค้าไทยจะซื้อมาจำหน่ายในประเทศก็ต้องติดต่อผ่านสิงคโปร์ ไปซื้อโดยตรงจากผู้ผลิตเขาไม่ขายให้หรอกครับ

เรื่องมาตรฐานในเรื่องคุณภาพสินค้า บ้านเราพอจะเข้าใจกันบ้าง แต่ก็ยังไม่ลึกซึ้งพอที่จะให้ฝังอยู่ในใจ เพราะมักจะแหกกฏอยู่เรื่อย ขี้โกงอยู่เรื่อย ส่วนประเทศเพื่อนบ้านเช่นมาเลเซียก็ตามสิงคโปร์มาติดๆ เรื่องมาตรฐานของสินค้าและความปลอดภัย แม้จะไม่ครอบคลุมได้ทั้งประเทศ แต่ก็มีบางส่วนที่ควบคุมได้ และเป็นที่รู้กันในประเทศมาเลเซีย

เขียนถึงเรื่องนี้ทำให้นึกถึงการเกษตรบนเขาคาเมรอนประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นพื้นที่การเกษตรปลอดสารพิษ มีการปลูกพืชผักโดย่ใช้วิทยาการและระบบการจัดการที่ทันสมัย แต่ราคาก็ไม่แพงจนเกินเหตุ วันหยุดหรือวันเสาร์อาทิตย์คนมาเลเซียจะเดินทางมาท่องเที่ยวพร้อมกับซื้อผักและผลไม้กลับบ้าน ขณะเดียวกันตลาดที่รองรับผลผลิตของฟาร์มต่างๆบนเขาคาเมรอนก็เป็นประเทศที่มีมาตรฐานการดำรงชีวิตที่สูง ได้แก่ประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง และออสเตรเลีย

กลับมาดูที่บ้านเรา ความจริงการเกษตรที่มุ่งขายตลาดบนในบ้านเราก็มีเยอะ เพียงแต่ว่าเราไม่ค่อยรู้ เพราะส่วนใหญ่จะส่งออกไปต่างประเทศหรือขายในโรงแรมใหญ่ๆเกือบหมด ตัวอย่างเช่นผลผลิตจากฟาร์มไร่บีเอ็น(BN) ก็ทำมานานหลายสิบปีแล้ว หรือทำกันมาก่อนที่ทางการจะประกาศให้พิ้นที่บริเวณแค้มป์สนในตำบลเขาค้อเป็นพื้นที่สีแดง หรือเป็นเขตแทรกซึมของผู้ก่อการร้าย

พวกพืชผักเมืองหนาวที่เราๆรู้จักกันดี บอกได้เลยว่าไร่บีเอ็นจากเพชรบูรณ์ทำเป็นเจ้าแรก ซึ่งเมื่อก่อนไรบีเอ็นก็เป็นแหล่งท่องเที่ยว ใครไปเที่ยวเค้าก็มีบริการนั่งรถแทรกเตอร์พาชมไร่ คนที่ไปเห็นก็มีแต่ชื่นชมในความทันสมัย ว่าเป็นการเกษตรแผนใหม่(แต่ต่างประเทศทำมานานแล้ว ตอนขากลับก็ซื้อพวกพืชผักเมืองหนาวแปลกๆกลับบ้าน สำหรับพืชผักจากไร่บีเอ็นจะส่งขายเฉพาะภัตตาคารและโรงแรมใหญ่ๆเท่านั้น ไม่มีวางขายทั่วไป ใครอยากซื้ออยากทานต้องไปที่เขาค้อจังหวัดเพชรบูรณ์

หลายเดือนก่อนเคยซื้อแคนตาลูปที่ตลาด อตก.ทางเจ้าของฟาร์มเค้ามาขายเอง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นการจัดงานเกษตรอะไรสักอย่าง ตอนนั้นเห็นราคาแคนตาลูปจากฟาร์มนี้แล้วตกใจเพราะแพงลิ่ว ถามคนขายว่าทำไมแพงกว่าชาวบ้าน เค้าตอบว่าเป็นการปลูกด้วยวิธีที่สมัยใหม่  มีการดูแลและควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานทุกขั้นตอน ไม่เหมือนกับการปลูกแบบทั่วๆไป

แคนตาลูปลูกไม่ใหญ่มากตกราคาลูกละราว 350 -385 บาท แกบอกว่าการปลูกจะให้ออกลูกเพียงต้นละ 1 ลูกเท่านั้น (ที่เหลือเด็ดดอกทิ้ง) ทั้งที่ก็เพื่อให้ได้ลูกที่มีขนาดตามต้องการ

ต้นละ 1 ลูก  ลูกละ  350 บาท วันนั้นยอมกัดฟันซื้อไป 1 ลูก แต่ก็ทานได้สนิทใจเพราะปลอดสารพิษ 100%  ไม่ใส่ปุ๋ย ไม่มียาฆ่าแมลง ไม่ใส่สารเร่งความหวาน

กลับมาดูเรื่องการเกษตรในบ้านเรา เห็นว่าเกษตรกรไทยหรือชาวนาไทยส่วนใหญ่ยังมุ่งขายตลาดล่าง และยังเอาตัวเราไปเปรียบเทียบหรือแแข่งกับเขมร เวียดนาม พม่า และอินเดีย หากคิดกันกันแบบนี้ก็ไปไม่ถึงไหน เพราะคำนึงแต่เรื่องปริมาณ โดยไม่คำนึงเรื่องคุณภาพ ไม่ต่างกับคิดผลิตแต่สินค้าเพื่อวางขายแบกะดิน ไม่คิดที่จะไปวางขายในห้าง

เคยไปเที่ยวปักกิ่งประเทศจีน ปรากฏว่าคนจีนชอบข้าวหอมมะลิไทยมากเลย บอกว่าข้าวประเทศไหนๆก็สู้ข้าวหอมมะลิไทยไม่ได้  แถมยังบอกว่ามีเท่าไหร่ประเทศจีนรับซื้อไม่อั้น

และเคยไปเที่ยวเวียดนามอยู่หลายครั้ง  คนเวียดนามก็ยกให้ข้าวหอมมะลิไทย เหนือกว่าข้าวเวียดนาม บอกว่าข้าวหอมมะลิไทยทานอร่อยกว่ามาก

เมื่อเป็นแบบนี้เกษตรกรไทยควรมุ่งปลูกข้าวชั้นดีและปลอดสารพิษให้มากๆ จะได้หนีจากตลาดล่างขึ้นไปขายตลาดบนที่มีกำลังซื้อพอ  ซึ่งดูแล้วน่าจะมีคู่แข่งน้อยมาก  เพราะข้าวหอมมะลิไทยเป็นข้าวชั้นดีของตลาดโลก

ความจริงการประกันราคาข้าวของรัฐบาลหากเป็นไปได้ก็น่าจะยกระดับข้าวหอมมะลิให้มีราคาสูงกว่าปัจจุบัน เป็นการกระตุ้นชาวนาให้ปลูกข้าวที่มีคุณภาพดี ไม่เช่นนั้นพ่อค้าไทยก็จะไปเหมาโหลเอาข้าวเขมรมาปนกับข้าวไทยเพื่อตบตาโรงสี กลายเป็นว่านโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลสร้างประโยชน์ให้กับชาวนาเขมรไปด้วย



เที่ยวเกาหลีต่อ

เมื่อคนมาพร้อมแล้วก็ได้เวลาล้อหมุน  จุดหมายก็คืออุทยานแห่งชาติซอรัคซาน หรือโซรัคซาน (Seoraksan National Park) ซึ่งประกาศให้เป็นอุทยานแห่งแรกของเกาหลีเมื่อปีพ.ศ.2514 ต่อมาปี ค.ศ.1982 (2525) ยูเนสโกได้ประกาศขี้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

จากกาะนามิคาดว่าใช้เวลาเดินทางถึงโซรัคซานราว 2.30 ชม. ตอนนี้เป็นเวลาราวบ่ายโมงครึ่ง ถึงอุทยานก็ราว 4 โมงเย็น



ขณะนี้เราอยู่ในเขตเมืองชุนชอน ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ทางตอนเหนือของเกาหลีใต้ ไม่ห่างจากพรมแดนประเทศเกาหลีเหนือมากนัก ส่วน อช.โซรัคซานจะอยู่เหนือขึ้นไปทางฝั่งตะวันออก (ดูแผนที่ประกอบ)

อช.โซรัคซานตั้งอยู่ในเขตหนาว ไกด์บอกว่าบริเวณอุทยานซึ่งตั้งอยู่บนบริเวณเทือกเขาที่มีเนื้อที่ประมาณ 400 ตารางกิโลเมตร และจะเป็นบริเวณที่หิมะละลายช้าที่สุด 

และการเดินทางต่อจากนี้ไปก็จะเข้าสู่ดินแดนหิมะของประเทศเกาหลีใต้ 

ตลอดสองข้างทางเป็นบรรยากาศของเมืองหิมะ ยิ่งรถค่อยไต่ระดับสูงขึ้นก็จะเห็นหิมะตามป่าเขาที่อยู่สองข้างทาง ดูเหมือนกับมาเที่ยวประเทศทางยุโรป(ยังไม่เคยไป) มองไปไกลๆก็จะเห็นหิมะสีขาวๆปกคลุมตามภูเขา เป็นภาพที่น่าตื่นตาสำหรับคนไทย ภาพที่เห็นขณะนี้หากเป็นฤดูหนาวคงมองอะไรไม่เห็นนัก  คงขาวโพลนไปด้วยละอองหิมะ  และหนาวยะเยือก

ถนนเส้นนี้ดูแล้วก็น่าแปลกที่ไม่ค่อยจะเห็นรถวิ่งสักเท่าไหร่ทั้งๆที่เป็นถนนสายหลักและเป็นมอเตอร์เวย์หรือทางด่วนที่พึ่งสร้างเสร็จไม่นานนัก  สภาพถนนจึงดูใหม่มาก และมีความปลอดภัยมากเช่นกัน  

เกือบตลอดทางเห็นหิมะสลับไปกับภูเขา ป่าไม้  และหมู่บ้านชนบท  แต่ชนบทเกาหลีจะต่างกับบ้านเรา  เพราะเป็นชนบทที่ทันสมัย  บ้านเมืองสะอาดเรียบร้อย  โดยเฉพาะตามแม่น้ำลำธารที่ผ่านตาไปค่อนข้างบ่อย ถนนที่ขับเลียบแนวอุทยานดูแล้วน่าจะเป็นถนนที่สวยงามสายหนึ่งของเกาหลี  

นั่งรถดูป่าไม้และหิมะมาได้ไม่นานก็เข้าสู่ชุมชนที่อยู่ลริเวณปากทางเข้าอุทยาน ช่วงเวลานี้ดูอากาศสลัวๆ มัวซัวพิกลทั้งๆที่เป็นเวลาแค่ 4 โมงเย็นแต่มีความรู้สึกเหมือนเป็นเวลา 6 โมงเย็น

ลงจากรถก็เจออากาศหนาวทันที  ตอนนี้ต้องหยิบหมวก หยิบถุงมือมาสวม  อุณหภูมิประมาณ 6-7 องศา  แต่เมื่อเดินลึกเข้าไปในอุทยานกลับหนาวยิ่งขึ้น น่าจะอยู่ราว 4-5 องศา  แม้จะหนาวจัดแต่ก็ยังไม่มีอุปสรรคมากนัก เรียกว่ายังมีอารมณ์เที่ยวอยู่มาก  อีกอย่างมาเที่ยวคราวนี้ก็ไม่คาดคิดว่าจะเจอหิมะแต่ก็โชคดีที่ยังหลงเหลือให้เห็น  และน่าจะเป็นหิมะรุ่นสุดท้ายแห่งปี  เพราะจากนี้อีกไม่กี่อาทิตย์หิมะที่เห็นปกคลุมตามยอดเขาก็คงจะละลายจนหมด

เมื่อเดินเข้าไปภายในอุทยานก็ยิ่งเห็นความเป็นระเบียบเรียบร้อย ร้านค้าก็ตั้งขายแบบพอประมาณ  ที่น่าสนใจก็ตรงที่มีตู้ขายกาแฟร้อนๆแบบหยอดเหรียญด้วย 

อุทยานแห่งชาติโซรัคซาน เป็นอุทยานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเกาหลี  หากเป็นบ้านเราก็ประมาณ อช.เขาใหญ่  ที่แต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวแวะไปเที่ยวและนอนค้างแรม โดยเฉพาะวันหยุดจะมากเป็นพิเศษ แต่ที่โซรัคซานคงไม่มีใครมากางเต้นท์แน่นอน เพราะหนาวมาก

อช.โซรัคซานได้ชื่อว่าเป็นอุทยาน 4 ฤดู  ความหมายก็คือสวยตลอดทั้งปี โดยเฉพาะฤดูใบไม้ร่วงหรือช่วงที่ป่ากำลังผลัดใบ  ถึงเวลานั้นก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ  ต้นไม้ใบไม้จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีแดง และสีส้ม  เรียกฤดูนี้ว่าฤดูใบเปลี่ยนสี  ทัวร์ไทยจะขายดีในช่วงนี้ ขณะเดียวกันคนเกาหลีก็นิยมมาเที่ยวในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเช่นเดียวกัน ใครรักการถ่ายรูปน่าจะชอบเพราะธรรมชาติเป็นใจ ถ่ายมาอย่างไรก็ดูสวยคล้ายมืออาชีพ

ภายในอุทยานโซรัคซานมีจุดที่น่าสนใจอยู่  3 จุด  จุดแรกได้แก่การนั่งกระเช้าขึ้นไปชมวิวบนยอดเขา จุดที่ 2 ได้แก่อนุสาวรีย์หมีดำ เรียกว่าเป็นมุมยอดนิยมใครมาก็ต้องถ่ายภาพเป็นที่ระลึก  จุดที่ 3 ได้แก่วัดชินฮันซาและพระใหญ่ที่สร้างด้วยทองสัมฤทธิ์ 
แต่มาวันนี้ไม่มีโอกาสนั่งกระเช้าลอยฟ้าหรือ Cable Car เพราะมาเอาตอนที่ใกล้เวลาจะปิดอุทยานแล้ว และการนั่งกระเช้าได้ยินว่าเหมาะสำหรับฤดุใบไม่เปลี่ยนสี เพราะเป็นช่วงเวลาที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง สามารถมองเห็นยอดเขาต่างๆได้สวยงาม 

ส่วนการเที่ยววัดชินฮันซาพร้อมกับนมัสการพระองค์ใหญ่  ทั้งชาวเกาหลีและชาวไทยจะทำบุญด้วยการซื้อถุงข้าวสาร และซื้อเทียนจุดบูชาเพื่อความเป็นศิริมงคล หรือใครอยากจะบริจาคเงินซื้อกระเบื้องสร้างวัดก็มีคล้ายๆกับบ้านเรา  

เมื่อได้เวลาก็ออกจากอุทยานในเวลาค่ำมืดพอดี  ที่ลานจอดรถเหลือแต่รถบัสของเราเป็นคันสุดท้าย ส่วนนักท่องเที่ยวที่เหลือจะเป็นกลุ่มเล็กๆที่ขับรถส่วนตัวมาเอง

ออกจากอุทยานก็ได้เวลาอาหารมื้อเย็น เราแวะที่ภัตตาคารเล็กๆของเมืองที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยาน  มื้อนี้ได้ทานชาบู ชาบู หรือสุกี้เกาหลีจากต้นตำรับ พร้อมเครื่องเคียงมากมายหลายอย่าง

ส่วนจะน่าทานน่าอร่อยแค่ไหนก็ดูจากภาพชุดสุดท้ายได้นะครับ

ตอนนี้ต้องขอตัวไปทานข้าวเย็นก่อน  อารมณ์หิวมันมากเกินกว่าที่จะมีอารมณ์เขียนบทความแล้วครับ



โฟโต้ออนทัวร์
9 กรกฏาคม 2556







 
แผนที่ประเทศเกาหลี








ข้อมูลประเทศเกาหลีใต้
ที่มา : วิกิพีเดีย

สาธารณรัฐเกาหลีใต้

เมืองหลวง : โซล
ประชากร  :  50 ล้านคน(ปี51)
พื้นที่         :  98,480 ตร.กม. หรือ 38,023 ตร.ไมล์
สกุลเงิน     : วอน
อัตราแลกเปลี่ยนกับเงินบาท : 1 บาทเท่ากัีบ 30 วอน (โดยประมาณ)
ระบบจราจร : ขวามือ
ธงประจำชาติหลีใต้ : เป็นรูปของหยิน และหยาง แสดงถึงด้านสว่าง (สีแดง) และด้านมืด (สีน้ำเงิน) หรือจะเปรียบเทียบเป็นร้อน และเย็นก็ได้ โดยภาพจะสมมาตร ทั้ง 2 ส่วน แต่ละมุมจะแสดงถึง สวรรค์ โลก ไฟ และน้ำ





สาธารณรัฐเกาหลี ( Republic of Korea)
หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า เกาหลีใต้ ( South Korea)
เป็นประเทศในเอเชียตะวันออก มีพื้นที่ครอบคลุมส่วนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี พรมแดนทางเหนือติดกับประเทศเกาหลีเหนือ มีประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้โดยมีทะเลญี่ปุ่นและช่องแคบเกาหลีกั้นไว้

ในภาษาเกาหลีอ่านชื่อประเทศว่า แดฮันมินกุก โดยเรียกสั้น ๆ ว่า ฮันกุก ที่หมายถึงคนชาวฮั่นหรือคนเกาหลี และบางครั้งจะใช้ชื่อว่า นัมฮัน ที่หมายถึง ชาวฮั่นทางใต้ ส่วนชาวเกาหลีเหนือจะเรียกเกาหลีใต้ว่า นัมโช ที่หมายถึง โชซอนใต้

ยุคโกโชซอน
อาณาจักรโชซอนโบราณอาณาจักรโกโชซอน หรือ อาณาจักรโชซอนโบราณ ตั้งอยู่ตรงบริเวณตอนใต้ของแมนจูเรียและตอนเหนือของคาบสมุทรเกาหลี ก่อตั้งขึ้นโดยกษัตริย์ ทันกุน วังกอม เมื่อ 2333 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีเมืองหลวงคือ วังกอมซอง (เปียงยางในปัจจุบัน) และล่มสลายลงในปี พ.ศ. 435 โดยการเข้ายึดครองโดยกองทัพของราชวงศ์ฮั่นที่ปกครองประเทศจีน ราชวงศ์ฮั่นได้แบ่งอาณาจักรโกโชซอนออกเป็น 4 แคว้นคือ แคว้นนังนัง แคว้นเหลียวตง แคว้นเสิ่นตู และแคว้นเซินฟาน

ยุคหกอาณาจักรในยุคนี้บนคาบสมุทรเกาหลีและในแมนจูเรียมีอาณาจักรต่างๆก่อตัวขึ้นจำนวนหกอาณาจักร คือ

1 อาณาจักรพูยอ
ตั้งอยู่บริเวณทางตะวันออกเฉียงเหนือของแมนจูเรีย ก่อตั้งโดย พระเจ้าแฮบูรู ภายหลังถูกแบ่งออกเป็นสองอาณาจักร คือ ตงพูยอ และ พุกพูยอ อาณาจักรตงพูยอปกครองโดยพระเจ้าแทโซ ส่วนอาณาจักรพุกพูยอภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอาณาจักรโกคูรยอปกครองโดยพระเจ้าดงเมียงซอง อาณาจักรตงพูยอถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรโกคูรยอหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าแทโซ

2 อาณาจักรทงเย
เดิมทงเยเป็นมณฑลหนึ่งโกโชซอน หลังจากโกโชซอนล้มสลายลงและถูกแบ่งออกเป็น 4 แคว้นนั้น มณฑลทงเยจึงได้ก่อตั้งขึ้นเป็นอาณาจักร อยู่บริเวณทางตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรเกาหลี อาณาจักรทงเยถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรโกคูรยอในปี ค.ศ. 400 สมัยพระเจ้ากวางแกโตมหาราช

3 อาณาจักรอกจอ
เดิมอกจอเป็นเพียงชนเผ่าเล็กๆที่ก่อตัวขึ้นบนคาบสมุทรเกาหลีในพุทธศตวรรษที่ 2 อาณาจักรอกจอตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรเกาหลีทอดตัวยาวตามทะเลญี่ปุ่น ทิศเหนือและทิศตะวันตกมีพื้นที่ติดกับอาณาจักรโกคูรยอทิศใต้มีพื้นที่ติดกับอาณาจักรทงเย อาณาจักรอกจอถูกแบ่งออกเป็นสองอาณาจักร คือ ตงอกจอ และพุกอกจอหรือชิคูรู อาณาจักรอกจอทั้งสองถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรโกคูรยอในพุทธศตวรรษที่ 5 สมัยพระเจ้ากวางแกโตมหาราช

4 อาณาจักรมาฮัน
ตั้งอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรเกาหลี ก่อตั้งขึ้นโดยพระเจ้าจุนที่อพยพประชาชนมาจากโกโชซอน เมื่อ 194 ปีก่อนคริสต์ศักราช ภายหลังอาณาจักรมาฮั่นถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรแพกเจ
5 อาณาจักรพยอนฮัน
ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี ก่อตั้งเมื่อพุทธศตวรรษที่ 4 พยอนฮันเป็นอาณาจักรสืบต่อจากอาณาจักรจินที่เคยรุ่งเรืองในปลายยุคโกโชซอนทางตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี ภายหลังพยอนฮันถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรคายา

6 อาณาจักรจินฮัน
ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของคาบสมุทรเกาหลี รุ่งเรืองอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 1 ถึง พุทธศตวรรษที่ 4 ภายหลังถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรซิลลา

เศรษฐกิจ

เกาหลีใต้เป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด เป็นประเทศพัฒนาแล้ว

การเพาะปลูก : พืชสำคัญได้แก่ ข้าวเจ้า ข้าวบาร์เลย์ แอปเปิล มันฝรั่ง ถั่วเหลือง ข้าวสาลี
การเลี้ยงสัตว์ : สัตว์เลี้ยงสำคัญได้แก่ สุกร โค สัตว์ปีก และตัวไหม
การประมง    : ผลผลิตทางการประมงของเกาหลีใต้มีเหลือใช้ในประเทศจนสามารถส่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอย่างหนึ่ง
เกาหลีใต้สามารถจับปลาได้เป็นอันดับ 10 ของโลก (ไทยเป็นอันดับ 9 สถิติปี พ.ศ. 2535)
การทำเหมืองแร่ : เกาหลีใต้ขาดแคลนถ่านหินและน้ำมันปิโตเลียม แต่มีแร่ธาตุอื่นๆอีกหลายชนิด ได้แก่ แกรไฟต์ ดินเกาลิน และทังสเตน
อุตสาหกรรม : อุตสาหกรรมในเกาหลีใต้ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเบา ผลผลิตทางอุตสาหกรรมที่สำคัญได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ รถยนต์
ปิโตรเคมี และเรือเดินสมุทร


ประชากรศาสตร์

เชื้อชาติ : ประเทศเกาหลีแทบจะไม่มีชนชาติอื่นนอกจากคนเกาหลีเอง แต่ก็มีชาวจีนประมาณ 3 หมื่นคน ซึ่งอยู่ตามเขตเมืองหลวงมาช้านานแล้ว และยังมีชาวฟิลิปปินส์อีก 72,000 คน


ศาสนาในเกาหลีใต้


อศาสนา(ไม่นับถือศาสนาใดๆ)   46.5 %
ศาสนาพุทธ                             22.8 %
โปรเตสแตนต์                          18.3 %
โรมันคาทอลิก                         10.9 %
อื่น ๆ                                        1.7 %

ประเทศเกาหลีใต้ไม่มีศาสนาประจำชาติ
และประชาชนมีอิสระในการนับถือศาสนา ในปี ค.ศ. 2005 ประชากรเกาหลีใต้เกือบครึ่งหนึ่งเป็นอศาสนา ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธหรือคริสต์ ต่อมาในปี ค.ศ. 2007 ได้มีการสำรวจสำมะโนประชากร พบว่าร้อยละ 29.2 นับถือศาสนาคริสต์ (ในจำนวนนี้เป็นโปรเตสแตนต์ร้อยละ 18.3 และคาทอลิกร้อยละ 10.9) รองลงมาคือร้อยละ 22.8 นับถือศาสนาพุทธ

นอกจากนี้ยังศาสนิกของศาสนาอิสลาม ซึ่งเข้าสู่เกาหลีครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 7 รวมทั้งลัทธิเกิดใหม่อย่าง ลัทธิช็อนโด และลัทธิว็อนบุล ทั้งยังมีการปฏิบัติศาสนกิจในลัทธิเชมัน ลัทธิดั้งเดิมของเกาหลีก่อนรับศาสนาอื่น  ซึ่งนับถือเทพเจ้าผู้สร้างคือ ฮวันอิน (คือ พระอินทร์ในพุทธศาสนา) ทั้งได้รับการนับถือในกลุ่มชาวคริสต์ทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ด้วย

โบสถ์คาทอลิกจ็อนดง
วัดแฮอินซาศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีศาสนิกมากที่สุดในเกาหลีใต้ มีศาสนิกชนราว 13.7 ล้านคน โดยประชากรราวสองในสามนิยมเข้าโบสถ์โปรเตสแตนต์ และประชากรร้อยละ 23 นิยมเข้าโบสถ์ของโรมันคาทอลิก อย่างไรก็ตามในช่วงปี ค.ศ. 1980 ศาสนิกชนเข้าโบสถ์โปรเตสแตนต์ลดลง เพราะการขยายตัวของนิกายโรมันคาทอลิก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเกาหลีใต้ถือเป็นประเทศที่มีการส่งมิชชันนารีออกเผยแผ่ศาสนามากเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา

ศาสนาพุทธ
ศษสนาพุทธเข้ามามีบทบาทในเกาหลีตั้งแต่ปี ค.ศ. 372 จากการสำรวจสำมะโนประชากรในปี ค.ศ. 2005 มีศาสนิกชนราว 10.7 ล้านคน ปัจจุบันชาวพุทธส่วนใหญ่ในเกาหลีใต้ร้อยละ 90 นับถือนิกายโจ-กเย ซึ่งศาสนวัตถุของพุทธศาสนาจำนวนมากได้กลายเป็นสมบัติประจำชาติ ซึ่งตกทอดมาจากยุครัฐเหนือใต้ และยุคโครยอที่ศาสนาพุทธมีความเจริญจนถึงขีดสุด และภายหลังศาสนาพุทธได้อ่อนแอลงจากการปราบปรามของราชวงศ์โชซ็อนซึ่งนับถือลัทธิขงจื๊อ

ศาสนาอิสลาม
ศาสนาอิสลามเคยเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนเกาหลีตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 ในยุครัฐเหนือใต้ แต่ผู้สืบเชื้อสายได้หันไปนับถือศาสนาพุทธหรือเชมันแทน เนื่องจากเกาหลีขาดการติดต่อกับโลกอาหรับ ปัจจุบันจากการเผยแผ่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีชาวมุสลิมสัญชาติเกาหลีใต้ราว 30,000-35,000 คน ขณะที่อิสลามิกชนส่วนใหญ่ราว 100,000 คนในเกาหลีใต้เป็นแรงงานชาวต่างชาติ อาทิ บังกลาเทศ และปากีสถาน

เกาหลีใต้ยังมีความขัดแย้งทางศาสนา
กรณีศาสนิกบางส่วนของศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ได้แสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาพุทธ มีเหตุการณ์วางเพลิงและการกระทำที่ป่าเถื่อนกับศาลเพียงตาของพุทธศาสนารวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ หลายสิบครั้ง รวมทั้งการทำลายวัดขนาดใหญ่หลายแห่งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีเนื้อความระบุว่าผู้กระทำผิดเป็นชาวโปรเตสแตนต์ และมีข้อความหลงเหลืออยู่ซึ่งประณามการบูชา "รูปเคารพ"


เครื่องแต่งกายประจำชาติของเกาหลี


ชาวเกาหลีมีชุดประจำชาติตั้งแต่สมัยโบราณ เรียกว่า ฮันบก (ฮันหมายถึงชาวเกาหลี บกหมายถึงชุด รวมกันหมายถึงชุดของชาวเกาหลี) ฮันบกทั้งของผู้หญิงและผู้ชายมีลักษณะหลวมๆ เพื่อความสะดวกสบายและคล่องแคล่วไม่ใช้กระดุมหรือตะขอ แต่จะใช้ผ้าผูกไว้แทน ชุดของผู้ชาย ข้างล่างประกอบด้วย "ปันซือ" แต่สมัยใหม่เรียกว่า "แพนที" ซึ่งหมายถึงกางเกงใน ชั้นนอกสวม "บาจี" เป็นกางเกงขายาวหลวมๆรวบปลายขาไว้ด้วย "แทมิน" เป็นแถบผ้าใช้มัดขากางเกง"บันโซเม" เป็นเสื้อรัดรูปแขนสั้นไว้ข้างใน เสื้อนอกเรียกว่า "จอโกลี" เป็นเสื้อแขนยาวไม่มีปกไม่มีกระเป๋า

ชุดของผู้หญิง ประกอบด้วย "แพนที" หรือกระโปรงที่อยู่ข้างใน ข้างบนใช้ "ซ็อกชีมา" เป็นแถบผ้าขนาดใหญ่ ใช้มัดทรวงอกไว้แทนเสื้อยกทรง ข้างนอกสวม "ชีมา" เป็นกระโปรงยาวกรอมเท้า สวมเสื้อ "จอโกรี" เป็นเสื้อนอกแขนยาว ฮันบกเป็นภาพรวมศิลปะของเกาหลีที่สามารถพบเห็นได้ตามท้องถนนของเกาหลี ราวกับถนนสายแฟชั่นของปารีส ฮันบกชุดแต่งกายประจำชาติของเกาหลีทำจากผ้าสีสันสดใส เนื้อผ้าจะขึ้นอยู่กับโอกาสและวัยของผู้ใส่ เด็กหญิงหรือหญิงสาวจะสวมกระโปรงสีแดงเสื้อสีเหลือง จะเปลี่ยนเป็นกระโปรงสีแดง เสื้อสีเขียวเมื่อแต่งงานแล้ว ส่วนหญิงสูงอายุอาจเลือกสีสันต่างๆ ที่สดใส และเลือกใช้เนื้อผ้าได้หลากหลาย

ปัจจุบันชุดแต่งกายวัฒนธรรมเดิมจะใช้เฉพาะโอกาสพิเศษเท่านั้น แต่ตามถนนหนทาง และรถไฟใต้ดินจะยังคงเห็นผู้คนสวมใส่กันอยู่บ้าง โดยเฉพาะผู้สูงอายุยังคงสวมใส่ชุดฮันบกอยู่

ที่มา : วิกิพีเดีย




การรุกรานเกาหลีของมองโกล

ต้นศตวรรษที่ 13 เป็นช่วงเวลาแห่งการขยายอำนาจของมองโกล ในค.ศ. 1225 วอเคอไตข่าน (Ogedei Khan) ส่งทูตมาเรียกร้องบรรณาการจากโครยอ แต่ทูตมองโกลถูกลอบสังหารอย่างปริศนา วอเคอไตข่านจึงแก้แค้นเกาหลีโดยการส่งแม่ทัพซาร์ไต (Sartai) ยกทัพมองโกลมาบุกเกาหลีในค.ศ. 1231 รุกข้ามแม่น้ำยาลูมาอย่างรวดเร็วชเวอูระดมพลเกาหลีไปป้องกันได้ที่เมืองคูซอง  แต่ทัพมองโกลนั้นมีความรวดเร็วสามารถยึดเมืองแคซองได้ในค.ศ. 1232 ด้วยความช่วยเหลือของฮงบกวอน ขุนนางเกาหลีที่ไปเข้ากับมองโกล ราชสำนักเกาหลีต้องยอมเสียเงินทองผ้าไหม รวมทั้งม้าและทาสให้กับมองโกลเป็นค่าชดเชย และวอเคอไตข่านยังให้ผู้ตรวจการ (darugachi) จำนวน 72 คนอยู่ควบคุมสถานการณ์ในโครยอ

แต่ชเวอูก็ได้สั่งให้นำผู้ตรวจการทั้ง 72 คนไปสังหารเสีย แล้วย้ายราชสำนักไปที่เกาะคังฮวา สร้างป้อมปราการแข็งแรงล้อมรอบ ซึ่งแผนการย้ายราชสำนักนี้เป็นที่ต่อต้านของพระเจ้าโคจงและขุนนางฝ่ายพลเรือนทั้งหลาย ที่เห็นว่าไม่ควรจะไปสู้รบกับมองโกลเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โครยอ ราชสำนักที่เกาะคังฮวานั้นเป็นวังของชเวอูมากกว่าที่จะเป็นพระราชวังของพระเจ้าโคจง  ออเกอเดย์ข่านเห็นว่าการย้ายเมืองหลวงของเกาหลีเป็นการเตรียมรบกับมองโกล จึงส่งทัพมาบุกอีกนำโดยฮงบกวอน ขุนนางเกาหลีที่ไปเข้าพวกมองโกล ปรากฏว่าแม่ทัพซาร์ไตถูกลอบสังหารโดยพระภิกษุชื่อว่าคิมยุนฮู

ทัพมองโกลยังคงอยู่ในเกาหลีต่อมา ในค.ศ. 1236 พระเจ้าโคจงมีพระราชโองการให้จัดพิมพ์พระไตรปิฏกภาษาเกาหลี ( Tripitaka Koreana) เก็บไว้ที่วัดแฮอิน  ขึ้นมาเพื่อทดแทนของเดิมที่ถูกมองโกลทำลายและทรงเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ได้บุญและโครยอจะรอดพ้นจากการรุกรานของมองโกล เมื่อวอเคอไตข่านเสียชีวิตในค.ศ. 1241 การรุกรานของมองโกลจึงหยุดไป

ในค.ศ. 1251 มองเกอข่าน (Mongke Khan) ข่านคนใหม่ของมองโกล ได้เรียกร้องให้พระเจ้าโคจงย้ายกลับมาประทับที่เมืองแคซอง มองเกอข่านส่งจาแลร์ไต (Jalairtai) ยกทัพมองโกลเข้ามาบุกโครยออีกครั้ง จนพระเจ้าโคจงต้องทรงยอมจำนน ย้ายกลับมาประทับที่แคซอง แต่ชเวฮัง  บุตรชายของชเวอูและผู้นำทหารต่อจากบิดายังคงอยู่ที่เกาะคังฮวา มองเกข่านเห็นว่าเกาหลียังไม่นอบน้อมเพราะผู้นำเผด็จการทหารจึงต้องการนำตัวชเวฮังมาลงโทษ จาแลร์ไตบุกเกาหลีอีกครั้งในค.ศ. 1254 ซึ่งเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดมีความเสียหายมากที่สุด ทัพมองโกลสังหารชาวเกาหลีไปจำนวนมากเป็นพันคนรวมทั้งเผาทำลายบ้านเมืองและวัตถุมีค่า เกาหลีกลายเป็นแดนมิคสัญญีขณะที่ราชสำนักใช้ชีวิตอย่างหรูหราหลบซ่อนอยู่ที่เกาะคังฮวา

ในที่สุด ค.ศ. 1258 พระเจ้าโคจงร่วมกันวางแผนกับคิมอินจุน และขุนนางฝ่ายพลเรือนทั้งหลาย ใช้ให้ยูคยอง  ทำการลอบสังหารชเวอี  ผู้นำเผด็จการทหารบุตรชายของชเวฮังไปเสีย และพระเจ้าโคจงก็ทรงยอมจำนนต่อมองโกล โดยโครยอตกเป็นเมืองขึ้นของมองโกลและต้องส่งองค์ชายโครยอทั้งหลายไปอยู่กับมองโกลที่เมืองคาราโครุม (Karakorum) และต้องอภิเษกกับเจ้าหญิงมองโกล รวมทั้งผนวกมณฑลซังซอง  ให้อาณาจักรมองโกลปกครองโดยตรง ในค.ศ. 1259 พระเจ้าโคจงก็ทรงส่งพระโอรสองค์ชายรัชทายาทวังจอน  ภายหลังเป็น พระเจ้าวอนจง) ไปเป็นองค์ประกันกับพวกมองโกล แต่พระเจ้าโคจงก็สวรรคตในปีเดียวกัน องค์ชายวังจอนจึงขึ้นครองราชย์ต่อเป็นพระเจ้าวอนจง

พระเจ้าโคจงในภายหลังได้รับพระนาม พระเจ้าชุงฮอน จากจักรรพรรดิหยวนซื่อจูกุบไลข่าน แต่ก็ยังทรงมีพระนามที่พระสุสานอยู่

ที่มา : วิกิพีเดีย




โสม

โสม ( Ginseng)
เป็นพืชในสกุล Panax โตได้ในบริเวณซีกโลกเหนือ ในทวีปเอเชีย และทวีปอเมริกาเหนือ มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Panax ginseng C.A. Mayer

ประวัติโสม
เป็นพืชสมุนไพรโบราณ มีหลากหลายสายพันธุ์แตกต่างกันไปตามแต่สถานที่เพาะปลูก เช่น โสมจีน โสมเกาหลี และโสมอเมริกา แรกเริ่มเดิมทีนั้นการใช้โสมถูกบันทึกไว้ในตำรับยาแพทย์แผนจีนหลายพันปีก่อน เชื่อกันว่าโสมในยุคแรกที่มีการนำมาใช้คือโสมป่า ที่ขุดได้จากทางตอนเหนือของจีน มีรูปร่างของรากคล้ายกับคน(หยิ่งเซียม) และมีการใช้โสมแพร่หลายออกไปยังเกาหลี โสมเกาหลี(โสมกอรียอ) และอีกหลากสายพันธุ์จากฝั่งอเมริกา ในสมัยก่อนโสมนั้นมีราคาแพงมาก เนื่องจากโสมป่านั้นเป็นของหายาก

ต้นโสม
โสมเป็นพืชล้มลุกที่ปลูกยาก ต้องปลูกในที่ๆมีอากาศเย็นสม่ำเสมอ ไกลจากทะเล และดินและน้ำไม่มีมลพิษ มีรากลึกประมาณ 1ฟุต ลำต้นสูงประมาณ 1เมตร โสมทางฝั่งเอเชียนิยมเพาะปลูกกันทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน และในประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ส่วนโสมอเมริกาจะมาจากวิสคอนซิน หรือแคนาดา ปัจจุบันมีการเพาะปลูกโสมกันในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากโสมป่าเป็นของที่หายากแล้ว ต้นโสมชนิดของโสมเรานิยมนำโสมมาใช้เฉพาะส่วนของรากที่อยู่ลงไปใต้ดิน โสมที่ขุดนำมาใช้ได้นั้นจะมีอายุตั้งแต่ 3 - 6 ปี ซึ่งโสมอายุ 6 ปีจะเป็นโสมที่ถือว่ามีตัวยาสำคัญมากที่สุด โดยโสมแบ่งได้ 2 ชนิด คือ

โสมขาว
คือโสมสดที่ขุดขึ้นมาจากดิน ล้างทำความสะอาด สามารถนำไปใช้ได้ทันที อาจนำไปตากแห้งให้น้ำระเหยออกไปเพื่อให้เก็บรักษาไว้ใช้ได้นานขึ้น ใช้เป็นส่วนผสมของยาจีนและทำอาหารได้

โสมแดง
คือโสมขาวที่นำไปผ่านวิธีการอบ เพื่อให้มีสรรพคุณทางยามากขึ้น ลักษณะของรากจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมแดง และมีความชื้นเล็กน้อย โสมแดงนี้ถือว่ามีคุณค่าทางยามากที่สุดและราคาแพง ส่วนโสมในปัจจุบันที่ใช้กันโดยทั่วไปนั้น จะเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ได้จากการนำโสมแดงและโสมขาวมาทำ เช่น โสมสกัด โสมเม็ด โสมผง หรือใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง

ประโยชน์ของโสมสาร Adaptogens ในโสม มีคุณสมบัติลดความเครียด ช่วยปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้ทนต่อภาวะต่างๆ ได้มากขึ้น และยังช่วยลดความเมื่อยล้า โดยกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายสร้างพลังงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้น

นอกเหนือจากสรรพคุณที่ได้กล่าวมาแล้วยังมีรายงานผลการวิจัยของโสมเพิ่มเติมอีกดังต่อไปนี้

- กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง โดยการสร้างสาร Interferon ซึ่งเป็นสารต้านเชื้อไวรัส และกระตุ้นการสร้างโปรตีน Interleukin- 1
- โสมมีส่วนช่วยเพิ่มการสร้างพลังงาน ทำให้นักกีฬามีความทนทานต่อการออกกำลังหนักได้ดีขึ้น และทำให้สามารถนำพาออกซิเจนไปใช้
   อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบในหญิงวัยหมดประจำเดือนหรืออาการวัยทอง
- ลดการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียดจากต่อมหมวกไต
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
- ช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ อาจถือได้ว่าเป็นไวอะกร้าธรรมชาติ
- ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นปกติ
- ลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับมาตรฐาน
- ลดอาการข้างเคียงจากการฉายรังสี

ที่มา : วิกิพีเดีย

           
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ