Home  :   Events  :  Royal Photos  :  Photos Gallery  :  Outbound tour  :  Flowers  :  Portraits   :   Asia Girls  :   Wallpapers  :   News  :  Clip Video   Site Update
  Home   
           
Home   :   Outbound Tour   :   Korea Part 4
ภาพท่องเที่ยวเกาหลี    โซล เกาะนามิ ซอรัคซาน พระราชวังเคียงบก โซลทาวเวอร์ คลองซองเกซอน ฯลฯ
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4
ตอนที่ 5
ตอนที่ 6
ตอนที่ 7
ตอนที่ 8
ตอนที่ 9
ตอนที่ 10
ตอนที่ 11
 
ภาพท่องเที่ยวเกาหลี
  หมู่บ้านฝรั่งเศส และเส้นทางในต่างจังหวัด
  เกาะนามิ จากซีรี่ย์ Winter Love Song
  อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน พระใหญ่วัดชินฮึงซา
  ชิมสตอเบอรี่สดๆจากไร่
  ซ้อปตลาดเมียงดง และทงแดมุน
  พระราชวังเคียงบก และบ้านพักประธานาธิบดีเกาหลี
  โซลทาวเวอร์ (Seoul Tower)
  สวนสนุก Lotte World
  คลองซองเกซอน
  พิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์
  อาหารเกาหลี เนื้อย่างเกาหลี
  แอบถ่ายสาวเกาหลีที่หน้ามหาวิทยาลัย

           
    Home  
Home   :   Outbound Tour   :   Korea Part 4
Korea 4 : เกาหลีตอนที่ จาก อช.ซอรัคซานสู่กรุงโซล
แผนที่เกาหลี : ข้อมูลประเทศเกาหลีใต้
        

       

       
 
 


Korea Tourism part 4

เที่ยวเกาหลีใต้ตอนที่ 4 เส้นทางจากซอรัคซานเมืองชุนซอน สู่กรุงโซล




เที่ยวเกาหลีตอนที่ 4 ขณะนี้เรามาพักที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งในเขต อุทยานฯซอรัคซาน อากาศที่นี่ค่อนข้างหนาว ทั้งที่เป็นปลายฤดูหนาว แต่ที่นี่เป็นพื้นที่ป่าและมีภูเขาสูง หิมะจึงละลายช้ากว่าที่อื่นๆ แต่วันนี่เจอทั้งหนาวและแถมด้วยฝนมาตั้งแต่เช้ามึด

มาเที่ยวต่างประเทศหากเจอฝนตกที่ไช่ฤดูกาลก็ถือว่าซวย เพราะจะเป็นอุปสรรคในการเที่ยวชมสถานที่ต่างๆที่อยู่กลางแจ้ง อากาศที่ไม่ค่อยแจ่มใส ถ่ายภาพมาก็ไม่ค่อยจะสวยนัก แถมยังต้องระวังกล้องโดนฝนอีกด้วย

หลายประเทศที่เคยไป บางครั้งก็ไม่แน่นอน มักเจอฝนชนิดผิดฤดูเป็นประจำ โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม ล่าสุดที่นำภาพเมืองเว้มาลงก็เจอฝนสะบักสะบอมชนิดที่ไม่เคยเจอมาก่อน

แต่ก็ดีที่ทำให้รู้จักประเทศเวียดนามตอนที่มีฝนตกหนักๆว่ามีสภาพอย่างไร 

คนเวียดนามเค้าชินชากับเรื่องฝน เพราะต้องเจอเป็นประจำ ฝนตกหรือน้ำท่วมก็ดูจะไม่ค่อยเดือดร้อนนัก ต่างกับบ้านเราที่วิตกกันไปหมด สื่อมวลชนก็ตื่นตะหนก รายงานกันแทบทุกชั่วโมงทั้งๆที่ไม่มีอะไรมากนัก ความจริงชาวบ้านเขาก็ไม่ค่อยจะเดือดร้อนด้วยซ้ำไป เพราะเจอประจำ แต่บรรดาสื่อทั้งหลายเวลาสัมภาษณ์ก็มักตั้งคำถามประเภทยัดเยียดให้ชาวบ้านต้องพูดว่า "เดือดร้อนแล้ว ลำบากแล้วจ้า อะไรทำนองนั้น " จะได้ดูน่าสนใจหน่อย

ที่มักจะออกจากปากสือคือมักจะพูดว่า "จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง" ความจริงชาวบ้านเขาแค่พึ่งเจอปัญหาที่ยังไม่รุนแรงนัก และยังไม่มีใครเรียกร้องหรือขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่สื่อบ้านเราโดยเฉพาะช่อง TPBS มักจะใช้คำพูดแบบนี้เป็นประจำ เรียกว่าใช้คำพูดที่ยัดเยียดให้เป็นข่าวมากกว่า

เวียดนามเป็นประเทศที่อยู่ในแนวมรสุมพัดผ่านจึงต้องเจอกับฝนและพายุกันเป็นประจำ แม้กำลังเขียนบทความนี้ดีเปรสชั่นก็กำลังขึ้นฝั่งทางตอนเหนือของเวียดนาม และยังแผ่อิทธิพลมาถึงประเทศลาวและไทยที่อยู่ทางตอนล่าง

ล่าสุดกรมอุตุฯประกาศเตือน(ฉบับที่ 13 ลวท.19 กย.56 )ว่าจังหวัดทางภาคเหนือและภาคอีสานให้ระวังน้ำล้นตลิ่ง เนื่องจากจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วง 19-20 กย.นี้

วันนี้(19กย.)ผู้ว่าราชการจังหวัดอยุธยาเรียกประชุมนายอำเภอทุกอำเภอ เพื่อวางแผนป้องกันน้ำท่วม

เวียดนามห่างจากไทยเป็นพันๆกิโลเมตร แต่ถ้าพายุขึ้นชายฝั่งเวียดนามทีไร ไทยเป็นต้องเจอหางเลขทุกครั้ง คิดดูก็แล้วกันว่า เวียดนามที่อยู่ศูนย์กลางของพายุหรือดีเปรสชั่นนั้น จะหนักกว่าเราขนาดไหน

ประเทศไทย ลาว และกัมพูชาถือว่าโชคดีที่มีประเทศเวียดนามมาช่วยปกป้องพายุฝนที่มาจากทางฝั่งทะเลจีนใต้ หากดูจากแผนที่แล้วก็จะเห็นชัดเจน ว่าเวียดนามเหมือนเป็นกำแพงกั้นให้กับเรา หากพายุขึ้นฝั่งเวียดนามเมื่อไร กว่าจะมาถึงไทยก็ลดความรุนแรงไปเยอะ

มาเที่ยวเกาหลีคราวนี้ ไกด์ก็ต้องเฝ้าติดตามข่าวเรื่องฟ้าเรื่องฝนอยู่ตลอด โดยเฉพาะเมืองที่เรากำลังจะเดินทางไปก็คือกรุงโซล เมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้ หากเจอฝนก็งานคงกร่อยแน่


ชุนซอน(อช.ซอรัคซาน)สู่กรุงโซล

วันนี้เราจะเดินทางจากจังหวัดชุนซอนเข้ากรุงโซล จากเมื่อวานตอนขามาเราผ่านกรุงโซลแค่เฉียดๆ แต่ตอนขากลับเราไม่ใช้เส้นทางเดิม เนื่องจากขณะนี้เราอยู่ในเขต อช.ซอรักซาน ซึ่งห่างจากเมืองชุนซอนราว 250 กม. เรียกว่าเลยตัวจังหวัดมาไกลแล้ว

ในเส้นทางนี้เราจะแวะไร่องุ่นพร้อมกับให้เด็ดกินฟรี จะได้รู้ว่าแตกต่างจากบ้านเราขนาดไหน ฤดูนี้เป็นฤดูสตอเบอรี่กำลังออกสู่ตลาด จึงถือว่าโชคสำหรับทริปนี้  เพราะหากมาไม่ตรงฤดูก็คงไม่มีโอกาสได้ชิม สตอเบอรี่เกาหลีถือว่าเป็นที่กล่าวขานกันมากสำหรับคนไทยที่มาเที่ยวเกาหลี  ซื้อไปฝากใครก็ไม่ผิดหวังทั้งรสชาติและขนาดที่ใหญ่โต

สำหรับตอนที่ 4 นี้เป็นการเดินทางเข้าเมืองหลวง แต่ก็ต้องเจอกับฝน ซึ่งตกมาตั้งแต่เมื่อคืน ยังต้องลุ้นต่อว่าเมื่อถึงกรุงโซลแล้วฟ้าฝนจะเป็นใจหรือไม่ หรือจะเป็นอุปสรรคกันตลอดรายการ ไกด์บอกว่าวันนี้ 50:50 แต่พรุ่งนี้กรมอุตุบอกว่าฟ้าเปิด

การพยากรณ์อากาศของประเทศที่เจริญแล้วเช่นเกาหลี จีน ญี่ปุ่น ที่เคยประสบมาถือว่ามีความแม่นยำมาก ชนิดที่วางใจได้เลย 

หลายปีก่อนไปเที่ยวปักกิ่ง ไกด์ได้รายงานอากาศจากกรมอุตุฯให้พวกเราทราบเป็นระยะ ซึ่งตอนนั้นยิ่งหนาวลงเรื่อยๆ  

เรื่องอากาศหนาว ดูเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับคนไทยที่อยู่ในเขตร้อน ไปเที่ยวปักกิ่งเจออุณหภูมิ 5-6 องศา ก็หนาวเหน็บสำหรับคนไทยแล้ว ยิ่งหนาวลงเรื่อยๆก็มีลุ้นว่าจะเจอหิมะหรือไม่
 
คนไทยอยากเจอหิมะ แต่ไม่อยากเจอกับอากาศหนาว และไม่ค่อยยอมออกจากอาคารเช่นโรงแรมซึ่งมีเครื่องทำความอุ่น 

ปกติหน้าโรงแรมหรือบริเวณใกล้ๆเคียงส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวไทยมักออกมาเดินเล่นก่อนจะได้เวลานัดหมายให้ขึ้นรถ แต่มาปักกิ่งคราวนี้ต่างเก็บตัวอยู่ในล็อบบี้ จะออกมาก็เมื่อได้เวลานัดหรือเมื่อรถบัสมาถึง

ไปเที่ยวปักกิ่งคราวนั้นเจออุณหภูมิอยู่ระดับ 0 องศา จนน้ำในแม่น้ำเริ่มกลายเป็นน้ำแข็ง ที่ตื่นเต้นกันมากก็คือขวดน้ำที่แจกบนรถและทานกันไม่หมดตั้งแต่เมื่อวาน ปรากฏว่าเช้านี้มันกลายเป็นน้ำแข็ง

เดินทางกันดีกว่า

เราออกจากโรงแรมหรือรีสอร์ทที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของอช.ซอรัคซานในเวลา 8.00 น. รถมุ่งหน้าสู่กรุงโซล ซึ่งคาดว่าจะถึงในตอนเย็นๆ ระยะทางอาจมาไกลนัก แต่เราจะแวะตามจุดสำคัญต่างๆ รวมทั้งทานอาหารกลางวัน ซึ่งเป็นเมนูเนื้อย่างเกาหลี

ความจริงอยู่เกาหลีจนถึงเวลานี้ ก็ทานอาหารเกาหลีมาหลายมื้อจนเริ่มชิน หรือความตื่นเต้นลดลงไปเยอะ แต่มื้อกลางวันนี้ ไกด์บอกว่าจะเป็นเนื้อย่างเกาหลีที่สมบูรณ์แบบ มีทั้งเนื้อวัว และเนื้อหมู และให้ทานกับแบบไม่อั้น มีปาก มีท้องเท่าไหร่ ยัดเข้าไปให้หมด

ไกด์บอกว่าร้านนี้ได้ลูกค้าคนไทยเป็นหลัก ที่รวยมาจนทุกวันนี้ก็เพราะคนไทย ดังนั้นจึงให้การต้อนรับขับสู้คนไทยค่อนข้างดี

เดิมร้านนี้เป็นร้านเล็กๆตั้งอยู่ริมทางหลวง ตอนนี้ขยายจนเป็นภัตตาคารใหญ่โต แต่รสชาติและปริมาณก็ยังเหมือนเดิม คิดว่าคนไทยที่มาเที่ยวเกาหลีในโปรแกรม โซล-เกาะนามิ-ซอรัคซาน ก็คงมีโอกาสมาแวะที่ร้านดังร้านนี้กันทุกคน   

ไม่ผิดหวังครับ ขนาดไกด์เกาหลี(แต่เป็นคนไทย)เคยพาลูกทัวร์มาทานเป็นประจำแกก็ยังไม่ยอมเบื่อ เห็นทานได้ทานดีด้วยความเอร็ดอร่อย

ขอเพิ่มเติมอีหน่อยว่า เนื้อย่างที่นี่แปลกกว่าที่เคยทาน(ในเมืองไทย)

โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นหมูสามชั้น ซึ่งมีทั้งเนื้อ หนัง มัน เค้าให้เราไปตักในตู้ที่แช่หมูจนเกือบแข็ง ที่แรกเข้าใจว่าพอย่างแล้วหมูสามชั้นหรือหมูติดมันรสชาติคงจืดๆ แต่ไม่ใช่ครับ ปรากฏว่ามันได้รสชาติเหมือนกับหมักเครื่องปรุง ชนิดที่ย่างเสร็จและทานเปล่าๆก็อร่อยแล้ว

น่าแปลกที่สามชั้นหั่นบางๆหนาประมาณ 1.5 เซนติเมตรแต่ชื้นโตขนาดเท่าฝ่ามือ ที่ดููออกเป็นสีขาวๆเหมือนหมูแช่แข็งทั่วไป แต่พอย่างแล้วกลับอร่อยจนแทบไม่น่าเชื่อ ทุกวันนี้ก็ยังสงสัยว่ารสชาตินั้นมันมาจากไหน จะว่ากะทะเค้าทาด้วยเครื่องปรุงไว้แล้วก็คงไม่ไช่ สรุปว่าคงต้องไปหาคำตอบอีกครั้งหนึ่ง

หมูกะทะหรือเนื้อกะทะในบ้านเรามีมาแต่เมื่อไหร่ คงตอบกันไม่ค่อยได้ เพราะมันนานมาก อาจพอๆกับร้าน "ไดโดมอน" ที่เปิดขายตามห้างสรรพสินค้าเมื่อราวยี่สิบกว่าปีก่อน และวันนี้ก็ถือว้าเจ้งสนิทในบ้านเรา แต่ในญี่ปุ่นซึ่งเป็นบริษัทแม่จะยังมีอยู่หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ

ส่วนร้านเนื้อกะทะที่เปิดร้านกันเต็มบ้านเต็มเมืองในบ้านเรา และปิดกิจการหรือเจ้งกันไปมากแล้ว ก็เอาต้นตำรับมาจากเกาหลีทั้งนั้น แต่บ้านเราก็นำมาดัดแปลงให้ถูกกับรสนิยมคนไทย มีโน่นมีนี่เพิ่มเติม

ปัจจุบันอาหารประเภทนี้ก็แพร่หลายไปอีกหลายประเทศ เช่นจีน  เวียดนาม ลาว เขมร บางแห่งก็ผสมผสานระหว่างหมูกระทะกับร้านสุกี้ เพราะต้องปรุงแบบสดๆไม่ต่างกัน

เมื่อหลายเดือนก่อนไปเที่ยวหลวงพระบาง พอตกเย็นตามริมฝั่งแม่น้ำโขงมีร้านหมูกะทะขึ้นเรียงเป็นตับ ดูท่าทางแล้วไม่ค่อยเวอร์ค บางร้านแมลงวันตอมหึ่ง ไม่น่าเชื่อว่าหลวงพระบางเป็นเมืองที่อยู่ในหุบเขาจะมีแมลงวันมากมายขนาดนั้น

พูดแล้วอาจนึกภาพไม่ออก แต่ถ้าบอกว่าโต๊ะวางพวกเนื้อสัตว์ รวมทั้งพวกผักต่างๆ ถึงขนาดต้องเอาผ้าผืนใหญ่ๆคลุมไว้ ใครจะตักก็เปิดผ้า ตักเสร็จก็ต้องปิด ไหวไม๊ละครับแบบนี้ เห็นแล้วก็ทานไม่ลง


ขอเปลี่ยนเรื่องหน่อยนะครับ กลัวทานข้าวมือเย็นนี้ไม่ลง


สตอเบอรี่เกาหลี เป็นที่ถูกใจคนไทย ชนิดไม่ลอง ก็ไม่รู้

มาเที่ยวเกาหลีในฤดูนี้ กรุ๊ปไหนก็ไม่พลาดที่จะลงไปเด็ดกินสตอเบอรี่กันสดๆจากไร่ เพราะเป็นเส้นทางผ่านที่มุ่งหน้าสู่กรุงโซล

ตอนที่นั่งอยู่บนรถก็ไม่สามารถทราบได้ว่าพื้นที่ตรงไหนที่ปลูกสตอเบอรี่ เพราะชาวสวนเค้าปลูกในกระโจมพลาสติคสีขาวขุ่น(บางแห่งเรียกว่าเรือนกระจก) พืชผักอื่นๆรวมทั้งไม้ดอกก็ปลูกกันในกระโจม มองลงไปก็เห็นแต่กระโจมสีขาวๆ แต่ไม่ทราบว่าข้างในนั้นปลูกอะไรกันบ่้าง

การปลูกผักหรือไม้ดอกไม้ประดับในกระโจม ประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นเค้าทำกันมานานแล้ว ทั้งนี้เพราะเป็นเมืองหนาว ปลูกในกระโจมจะช่วยป้องกันหิมะและอากาศที่หนาวเย็นได้



สำหรับทางภาคเหนือคิดว่านำวิธีการนี้มาใช้ไม่กี่ปีมานี้ เมื่ออาทิตย์ก่อนไปเที่ยวโครงการหลวงบนดอยอินทนนท์ ในบริเวณน้ำตกสองพี่น้องซึ่งแต่เดิมเป็นหมู่บ้านชาวเขา ได้เห็นวิธีการปลูกผักปลูกดอกไม้ในกระโจมไม้ไผ่แล้วคลุมด้วยพลาสติก เชื่อว่าอีกไม่นานคงแพร่หลายไปทั่วประเทศ ข้อดีสำหรับการปลูกในกระโจมพลาสติกก็คือ ช่วยลดความบอบช้ำเสียหายจากฝนที่ตกรุนแรง และยังช่วยรักษาสารอาหารบนหน้าดินไม่ให้ถูกซะล้างไปกับฝนอีกด้วย

สำหรับกระโจมไร่องุ่นในเกาหลี หากใครไม่เคยเข้าไปในคงไม่ทราบว่าอุณหภูมิข้างนอกกับข้างในจะต่างกันแค่ไหน วันนั้นพอลงจากรถก็ปะทะทั้งลมและฝนจนหนาวสั่น แต่พอเข้าไปในกระโจมปรากฏว่าอบอุ่นกว่าข้างนอกมาก หากเดาๆก็น่าจะต่างกันราว 6-7 องศา

น่าแปลกที่พอเข้าไปในกระโจมที่คลุมด้วยพลาสติกสีขาวหนาๆ กลับอบอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศใดๆ

สำหรับการไปชิมสตอเบอรี่ในสวน ไกด์ได้แนะนำดังนี้

1 ให้เด็ดทานได้ไม่เกินคนละ 5 ลูก (หากเกินจะมีค่าปรับ)
2 หลังทานแล้วไม่ให้ทิ้งควั่นหรือเศษก้านลงพื้น แต่ให้ใส่กระเป๋าแล้วนำไปทิ้งด้านนอก
3 ไม่เหยียบย่ำทำลาย หรือขึ้นไปบนแปลง ให้เดินเฉพาะช่องทางของร่องระหว่างแปลงเท่านั้น
4 ให้เด็ดเฉพาะลูกที่จะทาน ห้ามเด็ดมาเป็นพวงที่ติดลูกอ่อน หรือติดดอกมาด้วย

พร้อมกับบอกว่าชาวสวนที่นี่จะไม่ใช้ยาฆ่าแมง จึงเด็ดทานได้สนิทใจ ส่วนระบบการให้ปุ๋ยและน้ำจะปล่อยมาตามท่อหรือปล่อยมาจากสปริงเกอร์ที่อยู่ใต้หลังคา

กำชับว่าเข้ามาข้างในจึงต้องระมัดระวัง และในกระโจมเค้าจะเลี้ยงผึ้งเพื่อช่วยผสมเกสร เป็นการเลี้ยงแบบธรรมชาติ 

สตอเบอรี่ของเกาหลีได้รับความนิยมขนาดไหนก็ลอง Search หาดูก็จะเห็นว่ามีผู้กล่าวถึงกันมาก และมีภาพมากมาย 

สตอเบอรี่ความจริงเป็นผลไม้ที่มีเสน่ห์ ใครเห็นก็ชอบเพราะสีสวย พวกฝรั่งนำไปทำเป็นขนมนมเนยได้สารพัด บ้านเราก็ปลูกกันมากทางภาคเหนือ ช่วงหน้าหนาวก็ขายกันเกร่อ ปีไหนออกมากก็จะราคาถูก

แต่สตอเบอรี่บ้านเรารสเปรี้ยวครับ..... 

ลูกสีแดงสดๆ ลูกใหญ่ดูน่าทาน แต่มีรสเปรี้ยวๆหวานๆ คิดแล้วก็น่าแปลกที่บ้านเราปลูกกันมากแต่กลับไม่ค่อยหวานเหมือนของต่างประเทศ สตอเบอรี่บ้านเราจึงไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าใดนัก เพราะซื้อมากินกี่ครั้งก็ออกเปรี้ยวทุกครั้ง

แต่ความเปรี้ยวของสตอเบอรี่จากยอดดอยในบ้านเรากลับมีคนคิดค้นหาวิธีทานให้ได้รสชาติแบบไทยๆ

เมื่อสองปีก่อนได้ไปเที่ยวเชียงใหม่ตอนที่สตอเบอรี่กำลังขายกันทั่วบ้านทั่วเมือง มีร้านรถเข็นแห่งหนึ่ง ได้นำสตอเบอรี่ลูกเล็กๆเปรี้ยวๆนี่แหละมาผ่าครึ่งแล้วนำมาคลุกเกลือกับน้ำตาลทราย จากนั้นก็ตักใส่ถ้วยแก้วพลาสติกแล้วเสียบไม้จิ้ม ขายถ้วยละ 25 บาท ถูกมากๆ และอร่อยมาก วันนั้นซื้อทานตอนหัวค่ำก่อนทานอาหารเย็น พอทานข้าวเย็นเสร็จยังติดใจไม่หายจึงซื้อทานอีกรอบ

ปีไหนสตอเบอรี่ราคาถูกๆ และอยากทานแบบนี้บ้างก็ลองทำดูนะครับ รับรองว่ายิ่งทานก็ยิ่งเพลิน

แต่ขอเตือนไว้อย่างว่าระวังท้องไส้ให้ดีๆ หากมีปัญหาก็ยาธาตุแผนโบราณนี่แหละได้ผลชะงัดนัก และเป็นของที่ต้องติดตัวไปเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ยาธาตุ หรือยาธาตุ 4 ตรากิเลน หรือตราอะไรก็ได้ทั้งนั้น จะช่วยให้คลายกังวลจากการเดินทางท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี




โฟโต้ออนทัวร์
19 กันยายน 2556







 
แผนที่ประเทศเกาหลี








ข้อมูลประเทศเกาหลีใต้
ที่มา : วิกิพีเดีย

สาธารณรัฐเกาหลีใต้

เมืองหลวง : โซล
ประชากร  :  50 ล้านคน(ปี51)
พื้นที่         :  98,480 ตร.กม. หรือ 38,023 ตร.ไมล์
สกุลเงิน     : วอน
อัตราแลกเปลี่ยนกับเงินบาท : 1 บาทเท่ากัีบ 30 วอน (โดยประมาณ)
ระบบจราจร : ขวามือ
ธงประจำชาติหลีใต้ : เป็นรูปของหยิน และหยาง แสดงถึงด้านสว่าง (สีแดง) และด้านมืด (สีน้ำเงิน) หรือจะเปรียบเทียบเป็นร้อน และเย็นก็ได้ โดยภาพจะสมมาตร ทั้ง 2 ส่วน แต่ละมุมจะแสดงถึง สวรรค์ โลก ไฟ และน้ำ





สาธารณรัฐเกาหลี ( Republic of Korea)
หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า เกาหลีใต้ ( South Korea)
เป็นประเทศในเอเชียตะวันออก มีพื้นที่ครอบคลุมส่วนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี พรมแดนทางเหนือติดกับประเทศเกาหลีเหนือ มีประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้โดยมีทะเลญี่ปุ่นและช่องแคบเกาหลีกั้นไว้

ในภาษาเกาหลีอ่านชื่อประเทศว่า แดฮันมินกุก โดยเรียกสั้น ๆ ว่า ฮันกุก ที่หมายถึงคนชาวฮั่นหรือคนเกาหลี และบางครั้งจะใช้ชื่อว่า นัมฮัน ที่หมายถึง ชาวฮั่นทางใต้ ส่วนชาวเกาหลีเหนือจะเรียกเกาหลีใต้ว่า นัมโช ที่หมายถึง โชซอนใต้

ยุคโกโชซอน
อาณาจักรโชซอนโบราณอาณาจักรโกโชซอน หรือ อาณาจักรโชซอนโบราณ ตั้งอยู่ตรงบริเวณตอนใต้ของแมนจูเรียและตอนเหนือของคาบสมุทรเกาหลี ก่อตั้งขึ้นโดยกษัตริย์ ทันกุน วังกอม เมื่อ 2333 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีเมืองหลวงคือ วังกอมซอง (เปียงยางในปัจจุบัน) และล่มสลายลงในปี พ.ศ. 435 โดยการเข้ายึดครองโดยกองทัพของราชวงศ์ฮั่นที่ปกครองประเทศจีน ราชวงศ์ฮั่นได้แบ่งอาณาจักรโกโชซอนออกเป็น 4 แคว้นคือ แคว้นนังนัง แคว้นเหลียวตง แคว้นเสิ่นตู และแคว้นเซินฟาน

ยุคหกอาณาจักรในยุคนี้บนคาบสมุทรเกาหลีและในแมนจูเรียมีอาณาจักรต่างๆก่อตัวขึ้นจำนวนหกอาณาจักร คือ

1 อาณาจักรพูยอ
ตั้งอยู่บริเวณทางตะวันออกเฉียงเหนือของแมนจูเรีย ก่อตั้งโดย พระเจ้าแฮบูรู ภายหลังถูกแบ่งออกเป็นสองอาณาจักร คือ ตงพูยอ และ พุกพูยอ อาณาจักรตงพูยอปกครองโดยพระเจ้าแทโซ ส่วนอาณาจักรพุกพูยอภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอาณาจักรโกคูรยอปกครองโดยพระเจ้าดงเมียงซอง อาณาจักรตงพูยอถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรโกคูรยอหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าแทโซ

2 อาณาจักรทงเย
เดิมทงเยเป็นมณฑลหนึ่งโกโชซอน หลังจากโกโชซอนล้มสลายลงและถูกแบ่งออกเป็น 4 แคว้นนั้น มณฑลทงเยจึงได้ก่อตั้งขึ้นเป็นอาณาจักร อยู่บริเวณทางตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรเกาหลี อาณาจักรทงเยถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรโกคูรยอในปี ค.ศ. 400 สมัยพระเจ้ากวางแกโตมหาราช

3 อาณาจักรอกจอ
เดิมอกจอเป็นเพียงชนเผ่าเล็กๆที่ก่อตัวขึ้นบนคาบสมุทรเกาหลีในพุทธศตวรรษที่ 2 อาณาจักรอกจอตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรเกาหลีทอดตัวยาวตามทะเลญี่ปุ่น ทิศเหนือและทิศตะวันตกมีพื้นที่ติดกับอาณาจักรโกคูรยอทิศใต้มีพื้นที่ติดกับอาณาจักรทงเย อาณาจักรอกจอถูกแบ่งออกเป็นสองอาณาจักร คือ ตงอกจอ และพุกอกจอหรือชิคูรู อาณาจักรอกจอทั้งสองถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรโกคูรยอในพุทธศตวรรษที่ 5 สมัยพระเจ้ากวางแกโตมหาราช

4 อาณาจักรมาฮัน
ตั้งอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรเกาหลี ก่อตั้งขึ้นโดยพระเจ้าจุนที่อพยพประชาชนมาจากโกโชซอน เมื่อ 194 ปีก่อนคริสต์ศักราช ภายหลังอาณาจักรมาฮั่นถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรแพกเจ
5 อาณาจักรพยอนฮัน
ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี ก่อตั้งเมื่อพุทธศตวรรษที่ 4 พยอนฮันเป็นอาณาจักรสืบต่อจากอาณาจักรจินที่เคยรุ่งเรืองในปลายยุคโกโชซอนทางตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี ภายหลังพยอนฮันถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรคายา

6 อาณาจักรจินฮัน
ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของคาบสมุทรเกาหลี รุ่งเรืองอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 1 ถึง พุทธศตวรรษที่ 4 ภายหลังถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรซิลลา

เศรษฐกิจ

เกาหลีใต้เป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด เป็นประเทศพัฒนาแล้ว

การเพาะปลูก : พืชสำคัญได้แก่ ข้าวเจ้า ข้าวบาร์เลย์ แอปเปิล มันฝรั่ง ถั่วเหลือง ข้าวสาลี
การเลี้ยงสัตว์ : สัตว์เลี้ยงสำคัญได้แก่ สุกร โค สัตว์ปีก และตัวไหม
การประมง    : ผลผลิตทางการประมงของเกาหลีใต้มีเหลือใช้ในประเทศจนสามารถส่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอย่างหนึ่ง
เกาหลีใต้สามารถจับปลาได้เป็นอันดับ 10 ของโลก (ไทยเป็นอันดับ 9 สถิติปี พ.ศ. 2535)
การทำเหมืองแร่ : เกาหลีใต้ขาดแคลนถ่านหินและน้ำมันปิโตเลียม แต่มีแร่ธาตุอื่นๆอีกหลายชนิด ได้แก่ แกรไฟต์ ดินเกาลิน และทังสเตน
อุตสาหกรรม : อุตสาหกรรมในเกาหลีใต้ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเบา ผลผลิตทางอุตสาหกรรมที่สำคัญได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ รถยนต์ ปิโตรเคมี และเรือเดินสมุทร


ประชากรศาสตร์

เชื้อชาติ : ประเทศเกาหลีแทบจะไม่มีชนชาติอื่นนอกจากคนเกาหลีเอง แต่ก็มีชาวจีนประมาณ 3 หมื่นคน ซึ่งอยู่ตามเขตเมืองหลวงมาช้านานแล้ว และยังมีชาวฟิลิปปินส์อีก 72,000 คน


ศาสนาในเกาหลีใต้


อศาสนา(ไม่นับถือศาสนาใดๆ)   46.5 %
ศาสนาพุทธ                             22.8 %
โปรเตสแตนต์                          18.3 %
โรมันคาทอลิก                         10.9 %
อื่น ๆ                                        1.7 %

ประเทศเกาหลีใต้ไม่มีศาสนาประจำชาติ
และประชาชนมีอิสระในการนับถือศาสนา ในปี ค.ศ. 2005 ประชากรเกาหลีใต้เกือบครึ่งหนึ่งเป็นอศาสนา ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธหรือคริสต์ ต่อมาในปี ค.ศ. 2007 ได้มีการสำรวจสำมะโนประชากร พบว่าร้อยละ 29.2 นับถือศาสนาคริสต์ (ในจำนวนนี้เป็นโปรเตสแตนต์ร้อยละ 18.3 และคาทอลิกร้อยละ 10.9) รองลงมาคือร้อยละ 22.8 นับถือศาสนาพุทธ

นอกจากนี้ยังศาสนิกของศาสนาอิสลาม ซึ่งเข้าสู่เกาหลีครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 7 รวมทั้งลัทธิเกิดใหม่อย่าง ลัทธิช็อนโด และลัทธิว็อนบุล ทั้งยังมีการปฏิบัติศาสนกิจในลัทธิเชมัน ลัทธิดั้งเดิมของเกาหลีก่อนรับศาสนาอื่น  ซึ่งนับถือเทพเจ้าผู้สร้างคือ ฮวันอิน (คือ พระอินทร์ในพุทธศาสนา) ทั้งได้รับการนับถือในกลุ่มชาวคริสต์ทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ด้วย

โบสถ์คาทอลิกจ็อนดง
วัดแฮอินซาศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีศาสนิกมากที่สุดในเกาหลีใต้ มีศาสนิกชนราว 13.7 ล้านคน โดยประชากรราวสองในสามนิยมเข้าโบสถ์โปรเตสแตนต์ และประชากรร้อยละ 23 นิยมเข้าโบสถ์ของโรมันคาทอลิก อย่างไรก็ตามในช่วงปี ค.ศ. 1980 ศาสนิกชนเข้าโบสถ์โปรเตสแตนต์ลดลง เพราะการขยายตัวของนิกายโรมันคาทอลิก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเกาหลีใต้ถือเป็นประเทศที่มีการส่งมิชชันนารีออกเผยแผ่ศาสนามากเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา

ศาสนาพุทธ
ศษสนาพุทธเข้ามามีบทบาทในเกาหลีตั้งแต่ปี ค.ศ. 372 จากการสำรวจสำมะโนประชากรในปี ค.ศ. 2005 มีศาสนิกชนราว 10.7 ล้านคน ปัจจุบันชาวพุทธส่วนใหญ่ในเกาหลีใต้ร้อยละ 90 นับถือนิกายโจ-กเย ซึ่งศาสนวัตถุของพุทธศาสนาจำนวนมากได้กลายเป็นสมบัติประจำชาติ ซึ่งตกทอดมาจากยุครัฐเหนือใต้ และยุคโครยอที่ศาสนาพุทธมีความเจริญจนถึงขีดสุด และภายหลังศาสนาพุทธได้อ่อนแอลงจากการปราบปรามของราชวงศ์โชซ็อนซึ่งนับถือลัทธิขงจื๊อ

ศาสนาอิสลาม
ศาสนาอิสลามเคยเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนเกาหลีตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 ในยุครัฐเหนือใต้ แต่ผู้สืบเชื้อสายได้หันไปนับถือศาสนาพุทธหรือเชมันแทน เนื่องจากเกาหลีขาดการติดต่อกับโลกอาหรับ ปัจจุบันจากการเผยแผ่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีชาวมุสลิมสัญชาติเกาหลีใต้ราว 30,000-35,000 คน ขณะที่อิสลามิกชนส่วนใหญ่ราว 100,000 คนในเกาหลีใต้เป็นแรงงานชาวต่างชาติ อาทิ บังกลาเทศ และปากีสถาน

เกาหลีใต้ยังมีความขัดแย้งทางศาสนา
กรณีศาสนิกบางส่วนของศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ได้แสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาพุทธ มีเหตุการณ์วางเพลิงและการกระทำที่ป่าเถื่อนกับศาลเพียงตาของพุทธศาสนารวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ หลายสิบครั้ง รวมทั้งการทำลายวัดขนาดใหญ่หลายแห่งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีเนื้อความระบุว่าผู้กระทำผิดเป็นชาวโปรเตสแตนต์ และมีข้อความหลงเหลืออยู่ซึ่งประณามการบูชา "รูปเคารพ"


เครื่องแต่งกายประจำชาติของเกาหลี


ชาวเกาหลีมีชุดประจำชาติตั้งแต่สมัยโบราณ เรียกว่า ฮันบก (ฮันหมายถึงชาวเกาหลี บกหมายถึงชุด รวมกันหมายถึงชุดของชาวเกาหลี) ฮันบกทั้งของผู้หญิงและผู้ชายมีลักษณะหลวมๆ เพื่อความสะดวกสบายและคล่องแคล่วไม่ใช้กระดุมหรือตะขอ แต่จะใช้ผ้าผูกไว้แทน ชุดของผู้ชาย ข้างล่างประกอบด้วย "ปันซือ" แต่สมัยใหม่เรียกว่า "แพนที" ซึ่งหมายถึงกางเกงใน ชั้นนอกสวม "บาจี" เป็นกางเกงขายาวหลวมๆรวบปลายขาไว้ด้วย "แทมิน" เป็นแถบผ้าใช้มัดขากางเกง"บันโซเม" เป็นเสื้อรัดรูปแขนสั้นไว้ข้างใน เสื้อนอกเรียกว่า "จอโกลี" เป็นเสื้อแขนยาวไม่มีปกไม่มีกระเป๋า

ชุดของผู้หญิง ประกอบด้วย "แพนที" หรือกระโปรงที่อยู่ข้างใน ข้างบนใช้ "ซ็อกชีมา" เป็นแถบผ้าขนาดใหญ่ ใช้มัดทรวงอกไว้แทนเสื้อยกทรง ข้างนอกสวม "ชีมา" เป็นกระโปรงยาวกรอมเท้า สวมเสื้อ "จอโกรี" เป็นเสื้อนอกแขนยาว ฮันบกเป็นภาพรวมศิลปะของเกาหลีที่สามารถพบเห็นได้ตามท้องถนนของเกาหลี ราวกับถนนสายแฟชั่นของปารีส ฮันบกชุดแต่งกายประจำชาติของเกาหลีทำจากผ้าสีสันสดใส เนื้อผ้าจะขึ้นอยู่กับโอกาสและวัยของผู้ใส่ เด็กหญิงหรือหญิงสาวจะสวมกระโปรงสีแดงเสื้อสีเหลือง จะเปลี่ยนเป็นกระโปรงสีแดง เสื้อสีเขียวเมื่อแต่งงานแล้ว ส่วนหญิงสูงอายุอาจเลือกสีสันต่างๆ ที่สดใส และเลือกใช้เนื้อผ้าได้หลากหลาย

ปัจจุบันชุดแต่งกายวัฒนธรรมเดิมจะใช้เฉพาะโอกาสพิเศษเท่านั้น แต่ตามถนนหนทาง และรถไฟใต้ดินจะยังคงเห็นผู้คนสวมใส่กันอยู่บ้าง โดยเฉพาะผู้สูงอายุยังคงสวมใส่ชุดฮันบกอยู่

ที่มา : วิกิพีเดีย




การรุกรานเกาหลีของมองโกล

ต้นศตวรรษที่ 13 เป็นช่วงเวลาแห่งการขยายอำนาจของมองโกล ในค.ศ. 1225 วอเคอไตข่าน (Ogedei Khan) ส่งทูตมาเรียกร้องบรรณาการจากโครยอ แต่ทูตมองโกลถูกลอบสังหารอย่างปริศนา วอเคอไตข่านจึงแก้แค้นเกาหลีโดยการส่งแม่ทัพซาร์ไต (Sartai) ยกทัพมองโกลมาบุกเกาหลีในค.ศ. 1231 รุกข้ามแม่น้ำยาลูมาอย่างรวดเร็วชเวอูระดมพลเกาหลีไปป้องกันได้ที่เมืองคูซอง  แต่ทัพมองโกลนั้นมีความรวดเร็วสามารถยึดเมืองแคซองได้ในค.ศ. 1232 ด้วยความช่วยเหลือของฮงบกวอน ขุนนางเกาหลีที่ไปเข้ากับมองโกล ราชสำนักเกาหลีต้องยอมเสียเงินทองผ้าไหม รวมทั้งม้าและทาสให้กับมองโกลเป็นค่าชดเชย และวอเคอไตข่านยังให้ผู้ตรวจการ (darugachi) จำนวน 72 คนอยู่ควบคุมสถานการณ์ในโครยอ

แต่ชเวอูก็ได้สั่งให้นำผู้ตรวจการทั้ง 72 คนไปสังหารเสีย แล้วย้ายราชสำนักไปที่เกาะคังฮวา สร้างป้อมปราการแข็งแรงล้อมรอบ ซึ่งแผนการย้ายราชสำนักนี้เป็นที่ต่อต้านของพระเจ้าโคจงและขุนนางฝ่ายพลเรือนทั้งหลาย ที่เห็นว่าไม่ควรจะไปสู้รบกับมองโกลเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โครยอ ราชสำนักที่เกาะคังฮวานั้นเป็นวังของชเวอูมากกว่าที่จะเป็นพระราชวังของพระเจ้าโคจง  ออเกอเดย์ข่านเห็นว่าการย้ายเมืองหลวงของเกาหลีเป็นการเตรียมรบกับมองโกล จึงส่งทัพมาบุกอีกนำโดยฮงบกวอน ขุนนางเกาหลีที่ไปเข้าพวกมองโกล ปรากฏว่าแม่ทัพซาร์ไตถูกลอบสังหารโดยพระภิกษุชื่อว่าคิมยุนฮู

ทัพมองโกลยังคงอยู่ในเกาหลีต่อมา ในค.ศ. 1236 พระเจ้าโคจงมีพระราชโองการให้จัดพิมพ์พระไตรปิฏกภาษาเกาหลี ( Tripitaka Koreana) เก็บไว้ที่วัดแฮอิน  ขึ้นมาเพื่อทดแทนของเดิมที่ถูกมองโกลทำลายและทรงเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ได้บุญและโครยอจะรอดพ้นจากการรุกรานของมองโกล เมื่อวอเคอไตข่านเสียชีวิตในค.ศ. 1241 การรุกรานของมองโกลจึงหยุดไป

ในค.ศ. 1251 มองเกอข่าน (Mongke Khan) ข่านคนใหม่ของมองโกล ได้เรียกร้องให้พระเจ้าโคจงย้ายกลับมาประทับที่เมืองแคซอง มองเกอข่านส่งจาแลร์ไต (Jalairtai) ยกทัพมองโกลเข้ามาบุกโครยออีกครั้ง จนพระเจ้าโคจงต้องทรงยอมจำนน ย้ายกลับมาประทับที่แคซอง แต่ชเวฮัง  บุตรชายของชเวอูและผู้นำทหารต่อจากบิดายังคงอยู่ที่เกาะคังฮวา มองเกข่านเห็นว่าเกาหลียังไม่นอบน้อมเพราะผู้นำเผด็จการทหารจึงต้องการนำตัวชเวฮังมาลงโทษ จาแลร์ไตบุกเกาหลีอีกครั้งในค.ศ. 1254 ซึ่งเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดมีความเสียหายมากที่สุด ทัพมองโกลสังหารชาวเกาหลีไปจำนวนมากเป็นพันคนรวมทั้งเผาทำลายบ้านเมืองและวัตถุมีค่า เกาหลีกลายเป็นแดนมิคสัญญีขณะที่ราชสำนักใช้ชีวิตอย่างหรูหราหลบซ่อนอยู่ที่เกาะคังฮวา

ในที่สุด ค.ศ. 1258 พระเจ้าโคจงร่วมกันวางแผนกับคิมอินจุน และขุนนางฝ่ายพลเรือนทั้งหลาย ใช้ให้ยูคยอง  ทำการลอบสังหารชเวอี  ผู้นำเผด็จการทหารบุตรชายของชเวฮังไปเสีย และพระเจ้าโคจงก็ทรงยอมจำนนต่อมองโกล โดยโครยอตกเป็นเมืองขึ้นของมองโกลและต้องส่งองค์ชายโครยอทั้งหลายไปอยู่กับมองโกลที่เมืองคาราโครุม (Karakorum) และต้องอภิเษกกับเจ้าหญิงมองโกล รวมทั้งผนวกมณฑลซังซอง  ให้อาณาจักรมองโกลปกครองโดยตรง ในค.ศ. 1259 พระเจ้าโคจงก็ทรงส่งพระโอรสองค์ชายรัชทายาทวังจอน  ภายหลังเป็น พระเจ้าวอนจง) ไปเป็นองค์ประกันกับพวกมองโกล แต่พระเจ้าโคจงก็สวรรคตในปีเดียวกัน องค์ชายวังจอนจึงขึ้นครองราชย์ต่อเป็นพระเจ้าวอนจง

พระเจ้าโคจงในภายหลังได้รับพระนาม พระเจ้าชุงฮอน จากจักรรพรรดิหยวนซื่อจูกุบไลข่าน แต่ก็ยังทรงมีพระนามที่พระสุสานอยู่

ที่มา : วิกิพีเดีย




โสม

โสม ( Ginseng)
เป็นพืชในสกุล Panax โตได้ในบริเวณซีกโลกเหนือ ในทวีปเอเชีย และทวีปอเมริกาเหนือ มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Panax ginseng C.A. Mayer

ประวัติโสม
เป็นพืชสมุนไพรโบราณ มีหลากหลายสายพันธุ์แตกต่างกันไปตามแต่สถานที่เพาะปลูก เช่น โสมจีน โสมเกาหลี และโสมอเมริกา แรกเริ่มเดิมทีนั้นการใช้โสมถูกบันทึกไว้ในตำรับยาแพทย์แผนจีนหลายพันปีก่อน เชื่อกันว่าโสมในยุคแรกที่มีการนำมาใช้คือโสมป่า ที่ขุดได้จากทางตอนเหนือของจีน มีรูปร่างของรากคล้ายกับคน(หยิ่งเซียม) และมีการใช้โสมแพร่หลายออกไปยังเกาหลี โสมเกาหลี(โสมกอรียอ) และอีกหลากสายพันธุ์จากฝั่งอเมริกา ในสมัยก่อนโสมนั้นมีราคาแพงมาก เนื่องจากโสมป่านั้นเป็นของหายาก

ต้นโสม
โสมเป็นพืชล้มลุกที่ปลูกยาก ต้องปลูกในที่ๆมีอากาศเย็นสม่ำเสมอ ไกลจากทะเล และดินและน้ำไม่มีมลพิษ มีรากลึกประมาณ 1ฟุต ลำต้นสูงประมาณ 1เมตร โสมทางฝั่งเอเชียนิยมเพาะปลูกกันทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน และในประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ส่วนโสมอเมริกาจะมาจากวิสคอนซิน หรือแคนาดา ปัจจุบันมีการเพาะปลูกโสมกันในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากโสมป่าเป็นของที่หายากแล้ว ต้นโสมชนิดของโสมเรานิยมนำโสมมาใช้เฉพาะส่วนของรากที่อยู่ลงไปใต้ดิน โสมที่ขุดนำมาใช้ได้นั้นจะมีอายุตั้งแต่ 3 - 6 ปี ซึ่งโสมอายุ 6 ปีจะเป็นโสมที่ถือว่ามีตัวยาสำคัญมากที่สุด โดยโสมแบ่งได้ 2 ชนิด คือ

โสมขาว
คือโสมสดที่ขุดขึ้นมาจากดิน ล้างทำความสะอาด สามารถนำไปใช้ได้ทันที อาจนำไปตากแห้งให้น้ำระเหยออกไปเพื่อให้เก็บรักษาไว้ใช้ได้นานขึ้น ใช้เป็นส่วนผสมของยาจีนและทำอาหารได้

โสมแดง
คือโสมขาวที่นำไปผ่านวิธีการอบ เพื่อให้มีสรรพคุณทางยามากขึ้น ลักษณะของรากจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมแดง และมีความชื้นเล็กน้อย โสมแดงนี้ถือว่ามีคุณค่าทางยามากที่สุดและราคาแพง ส่วนโสมในปัจจุบันที่ใช้กันโดยทั่วไปนั้น จะเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ได้จากการนำโสมแดงและโสมขาวมาทำ เช่น โสมสกัด โสมเม็ด โสมผง หรือใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง

ประโยชน์ของโสมสาร Adaptogens ในโสม มีคุณสมบัติลดความเครียด ช่วยปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้ทนต่อภาวะต่างๆ ได้มากขึ้น และยังช่วยลดความเมื่อยล้า โดยกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายสร้างพลังงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้น

นอกเหนือจากสรรพคุณที่ได้กล่าวมาแล้วยังมีรายงานผลการวิจัยของโสมเพิ่มเติมอีกดังต่อไปนี้

- กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง โดยการสร้างสาร Interferon ซึ่งเป็นสารต้านเชื้อไวรัส และกระตุ้นการสร้างโปรตีน Interleukin- 1
- โสมมีส่วนช่วยเพิ่มการสร้างพลังงาน ทำให้นักกีฬามีความทนทานต่อการออกกำลังหนักได้ดีขึ้น และทำให้สามารถนำพาออกซิเจนไปใช้
   อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบในหญิงวัยหมดประจำเดือนหรืออาการวัยทอง
- ลดการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียดจากต่อมหมวกไต
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
- ช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ อาจถือได้ว่าเป็นไวอะกร้าธรรมชาติ
- ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นปกติ
- ลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับมาตรฐาน
- ลดอาการข้างเคียงจากการฉายรังสี

ที่มา : วิกิพีเดีย

           
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ