Home  :   Events  :  Royal Photos  :  Photos Gallery  :  Outbound tour  :  Flowers  :  Portraits   :   Asia Girls  :   Wallpapers  :   News  :  Clip Video   Site Update
  Home   
           
Home   :   Outbound Tour   :   Korea Part 6
ภาพท่องเที่ยวเกาหลี    โซล เกาะนามิ ซอรัคซาน พระราชวังเคียงบก โซลทาวเวอร์ คลองซองเกซอน ฯลฯ
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4
ตอนที่ 5
ตอนที่ 6
ตอนที่ 7
ตอนที่ 8
ตอนที่ 9
ตอนที่ 10
ตอนที่ 11
 
ภาพท่องเที่ยวเกาหลี
  หมู่บ้านฝรั่งเศส และเส้นทางในต่างจังหวัด
  เกาะนามิ จากซีรี่ย์ Winter Love Song
  อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน พระใหญ่วัดชินฮึงซา
  ชิมสตอเบอรี่สดๆจากไร่
  ซ้อปตลาดเมียงดง และทงแดมุน
  พระราชวังเคียงบก และบ้านพักประธานาธิบดีเกาหลี
  โซลทาวเวอร์ (Seoul Tower)
  สวนสนุก Lotte World
  คลองซองเกซอน
  พิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์
  อาหารเกาหลี เนื้อย่างเกาหลี
  แอบถ่ายสาวเกาหลีที่หน้ามหาวิทยาลัย

           
    Home  
Home   :   Outbound Tour   :   Korea Part 6
Korea6 : เกาหลีตอนที่ 6 ซ้อปปิ้งย่านทงแดมุน และพระราชวังเคียงบ็อก
แผนที่เกาหลี : ข้อมูลประเทศเกาหลีใต้
        

       

       



Korea Tourism part 6

เที่ยวเกาหลีใต้ตอนที่ 6 ซ้อปปิ้งย่านทงแดมุน และพระราชวังเคียงบ็อก




มาเที่ยวเกาหลีคราวนี้เจอฝนแบบเต็มๆ  ทำให้ต้องเปลี่ยนโปรแกรมท่องเที่ยวตามไปด้วย  ดูก็น่าแปลกเหมือนกันที่เกาหลีขณะนี้ยังอยู่ในช่วงฤดูหนาว ผู้คนก็ยังใส่เสื้อหนาวกันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่กลับมีฝนตก และตกกันตลอดทั้งวัน

ฤดูหนาวบ้านเราที่จำได้ก็ยังไม่เคยมีครั้งไหนที่จู่ๆฝนก็ตกลงมาตลอดทั้งวันแบบที่เจอในเกาหลี

สำหรับประเทศอื่นที่เป็นเมืองหนาวแบบเกาหลี จะมีอากาศที่ผิดฝาผิดฝั่งแบบนี้บ้างหรือเปล่าก็ไม่ทราบเหมือนกัน รู้แต่ว่าเมืองไทยไม่เคยเจอ

วันนี้ชุ่มฉ่ำฝนมาตั้งแต่เช้ามืด มาถึงเย็นนี้ก็ยังไม่หยุดตก ทำให้การออกไปซ้อปปิ้งตอนกลางคืนในย่านดังของเกาหลีจึงวุ่นวายพอสมควร  เพราะฝนดันมาลงหนักตอนที่ลงจากรถเพื่อไปซ้อปปิ้ง จึงต้องวิ่งหลบฝนเข้าไปในห้างใหญ่ในย่าน “ทงแดมุน” ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านซ้อปปิ้งที่มีชื่อของเกาหลี ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในโปรแกรมการท่องเที่ยวของบริษัททัวร์ต่างๆ

เมื่อเดินเข้าห้างใหญ่ของเกาหลี มีความรู้สึกว่าตนเองและอีกหลายๆคนแต่งตัวค่อนข้างจะเชย ผิดกับคนเกาหลีที่ส่วนใหญ่แต่งกายทันสมัย ออกแนวแฟชั่นฝรั่งเศส เสื้อผ้าออกโทนน้ำตาลหรือดำตามสมัยนิยม

อยู่เมืองไทยไม่มีโอกาสรู้ว่ารสนิยมของคนเกาหลีเป็นอย่างไร แต่มาเห็นของจริงแล้วก็ต้องบอกว่า น่าจะใช้คำว่า "ปารีสแห่งเอเชีย หรือปารีสแห่งตะวันออก" ก็น่าจะได้ มองไปทางไหนก็รู้สึกว่าคนเกาหลีเค้ามีรสนิยมในการแต่งกายที่ล้ำหน้าไปมาก เทียบกับญี่ปุ่นแล้วก็คิดว่าเหนือกว่าด้วยซ้ำไป

สินค้าเกาหลีที่พอจะทราบ หรือตามที่ขายในเมืองไทย ถือว่าราคาไม่แพงนัก เรียกว่าสมกับราคา คุณภาพอาจไม่เท่าเกรด A เมื่อเทียบกับแบรนด์ดังระดับโลก แต่ก็ถือว่ามีคุณภาพที่ดีพอที่จะหาซื้อมาได้ในราคาที่เหมาะสม

แต่ที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อผู้บริโภคก็คือ  สินค้าเกาหลีได้ผ่านการรับรองจากองค์กรหรือหน่วยงานควบคุมมาตรฐานของรัฐที่พอจะมั่นใจได้ว่าปลอดภัย ไม่หลอกลวง  เช่นหากเป็นพวกของทานพวกขนมหรือของกินต่างๆ ก็มั่นใจได้ โดยไม่ต้องไปมองหาว่ามี อย.หรือไม่ เนื่องจากกฏหมายคุ้มครองผู้บริโภคในเกาหลีลำหน้ากว่าประเทศอื่นๆมาก ผู้ประกอบการก็มีจิตสำนึก 

สำหรับสินค้าประเภทอาหารหรือของคบเคี้ยวต่างๆ ในเอเชียนี้รู้สึกว่าเกาหลีจะเป็นรองก็แค่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น อาหารที่หมดอายุ หรือมีสารปลอมปนที่อาจเป็นอันตราย จึงหมดห่วงสำหรับประเทศเกาหลี เรื่องเหล่านี้มันฝังอยู่ในจิตใจของคนเกาหลีไปแล้ว ของที่ผลิตไม่ว่าจะเป็นของกินหรือของใช้จึงปลอดภัยไร้กังวล

ตอนเช้าวันรุ่งขึ้นปรากฏว่ามีแดดออกจ้าชนิดหน้ามือเป็นหลังมือกับวันวาน

โปรแกรมวันนี้ก็จะไปเที่ยวพระราชวังเคียงบ็อคของราชวงศ์เกาหลี หรือราชวงศ์โชซอน  ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายก่อนที่เกาหลีจะตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศญี่ปุ่น

ภาพยนตร์ซีรี่ย์เกาหลี เช่น “แดจังกึม” หรือชื่อเป็นทางการว่า “จอมนางแห่งวังหลวง” ก็เกิดขึ้นในยุคปลายๆของราชวงศ์โชซอน

ราชวงศ์โชซอนอยู่ในช่วง ค.ศ. 1392-1910 (พ.ศ 1935 – 2435) รวมแล้วราชวงศ์นี้มีอายุ 600 ปี หากเทียบกับเมืองไทยก็อยู่ในยุคกรุงศรีอยุธยาจนถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนกลางหรือสิ้นสุดสมัยรัชกาลที่ 6

ราชวงศ์โชซอนถือว่าเป็นราชวงศ์ที่มีประวัติมายาวนานมาก ต่างกับของไทยทีมีหลายราชวงศ์ หรือมีการชิงดีชิงเด่นแย่งอำนาจกัน  ประวัติศาสตร์ของไทยเราจึงมีราชวงศ์ใหม่ๆขึ้นมาตลอด

สำหรับราชวงศ์ของไทยตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ประกอบด้วย
1 ราชวงศ์อู่ทอง (ครั้งที่ 1)
2 ราชวงศ์สุพรรณภูมิ (ครั้งที่ 1)
3 ราชวงศ์อู่ทอง (ครั้งที่ 2)
4 ราชวงศ์สุพรรณภูมิ (ครั้งที่ 2)
5 ราชวงศ์สุโขทัย
6 ราชวงศ์ปราสาททอง
7 ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
8 ราชวงศ์ธนบุรี
9 ราชวงศ์จักรี


กษัตริย์ไทยตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์แทบจะไม่ได้มีการสืบสันตติวงศ์กันอย่างยาวนานนัก หรือจากรุ่นปู่ สู่พ่อ ไปสู่ลูก สู่หลาน  ส่วนใหญ่กษัตริย์ไทยมักเกิดจากการแย่งชิงอำนาจหรือแย่งชิงความเป็นใหญ่ ไม่ต่างกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน หรือกรณีม๊อบ กปปส.ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำนั่นแหละครับ

เหตุการณ์ที่กำลังวุ่นวายในเมืองไทยในปี พ.ศ.2556 ต่อด้วยปี 2557 หากเป็นสมัยประวัติศาสตร์เรียกว่าเป็นการช่วงชิงอำนาจ และมักจะเกิดขึ้นในช่วงปลายของกษัตริย์ที่กำลังจะหมดอำนาจ

สมัยก่อนที่ช่วงเวลาใดที่กษัตริย์อ่อนแอ ป่วยหนัก หรือชราภาพ หากเวลานั้นยังไม่แน่ใจว่าต่อไปใครจะขึ้นมาเป็นใหญ่แทนกษัตริย์องค์เดิม บรรดาแม่ทัพนายกองหากคิดไม่ซื่อก็จะพยายามฉวยโอกาสเพื่อรอแต่งตั้งตัวเองหรือพรรคพวกตนเองให้เป็นใหญ่

หากสำเร็จก็จะทำพิธี ”ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ “ หรือตั้งตนเป็นใหญ่(จากสามัญชน) เช่นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า(รัชกาลที่1) ซึ่งต่างกับคำว่า "ราชาภิเษก" (เช่นกษัตริย์ในราชวงศ์จักรีลำดับต่อๆมา)

ขณะเดียวกันประเทศที่เป็นเมืองขึ้นหรือประเทศราชก็มักใช้เวลานี้สะสมกองกำลังเพื่อเข้าชิงเมือง หรือเตรียมประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นต่อกัน

ดังนั้นในสมัยประวัติศาสตร์จึงต้องมีการตรวจเช็คกำลังภายในของหัวเมืองต่างๆ รวมทั้งประเทศที่ตกเป็นเมืองขึ้น ว่ายังจงรักภักดี หรือยังยอมที่เป็นเมืองขึ้นต่อกันหรือไม่ โดยดููจากเครื่องราชบรรณาการ หรือการส่งส่วย ซึ่งอาจเป็นทองคำ ผ้าไหมแพรพรรณ ช้างม้า วัวควาย หรือเป็นข้าวเปลือก ทั้งนี้ก็แล้วแต่ละยุคสมัย ใครไม่ส่งมาบรรณาการ แสดงว่าแข็งข้อ และพร้อมที่จะทำสงครามกัน

หากไปอ่านประวัติศาสตร์ไทยในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีก็จะเห็นเองว่า หลังขับไล่พม่าออกไปจากไทยจากการเสียกรุงครั้งที่ 2 แล้ว ภาระกิจสำคัญของพระองค์ก็คือต้องไปทำศึกสงครามตามหัวเมืองต่างๆอย่างไม่ทรงหยุดหย่อน เพื่อให้ทราบว่าใครที่ยังเป็นพวกเดียวกัน เนื่องจากในช่วงเวลาที่ไทยตกเป็นเมืองขึ้นของพม่านั้น เหล่าบรรดาหัวเมืองต่างๆก็เกิดการกระด้างกระเดื่อง และไม่ยอมรับการเป็นผู้นำของพระเจ้าตากที่ตีค่ายพม่าหนีไปซ่องสุมกำลังอยู่ทางฝั่งทะเลภาคตะวันออก ซึ่งสาเหตหนึ่งก็เนื่องจากพระองค์ไม่ได้มีเชื้อสายกษัตริย์

แม้แต่เมืองจันทน์(จังหวัดจันทบุรี) ซึ่งเป็นเมืองบริวารของกรุงศรีอยุธยา ก็ไม่ต้อนรับกลุ่มกองกำลังของพระเจ้าตาก ในคราวที่พระองค์ออกไปรวมรวมไพร่พลเพื่อมากู้ชาติกับพม่า จนพระองค์ต้องสั่งให้ทหารทุบหม้อข้าวหม้อแกง ก่อนที่จะปีนกำแพงเข้าตีเมืองจนได้รับชัยชนะ พร้อมกับสำเร็จโทษเจ้าเมืองจันทน์

เมืองไทยใน พ.ศ.2557 นี้ แม้จะไม่มีเหตุการณ์เหมือนครั้งประวัติศาสตร์ในเรื่องชิงบ้านชิงเมือง แต่สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็ดูจะไม่ต่างจากอดีตนัก เพียงแต่ว่ารูปแบบได้เปลี่ยนไปตามยุคสมัย หรือเปลี่ยนเป็นศึกแย่งชิงมวลชน

หลายคนอาจไม่ทราบว่า ม็อป กปปส.นี้มีเป้าหมายอย่างไร และใครอยู่เบื้องหลัง ก็ขอเดาว่า “ เป้าใหญ่น่าจะอยู่ที่การเปลี่ยนถ่ายราชวงศ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต “

เพราะหากเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลแล้วก็รู้ๆกันอยู่ว่ารัชทายาทที่มีฐานันดรศักดิ์เป็น ”พระบรมโอรสาธิราช “ ก็ต้องได้รับการแต่งตั้งให้สืบราชสมบัติเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป

คำว่า ” โอรสาธิราช” นั้นไม่ใช่เป็นชื่อนะครับ แต่เป็นยศถาบรรดาศักดิ์เพื่อประกาศให้ทราบว่าจะได้สืบสมบัติเป็นรัชกาลถัดไป(อย่างแน่นอน) การสถาปนาจาก “เจ้าชาย หรือเจ้าฟ้าชาย” มาเป็นคำว่า "โอรสาธิราช" นั้น จะกระทำเมื่อครบอายุครบ 20 พรรษา(28 กรกฏาคม 2515) ตามกฏมณเฑียรบาล

และหากเป็นไปตามที่ว่านี้ก็รู้ๆเห็นๆแล้วว่า สมเด็จพระราชินีของไทยองค์ต่อไปคือใคร เนื่องจากมีตำแน่งรองรับอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ก็คือตำแหน่ง "พระวรราชา" มีความหมายว่า "ภริยาเอก"

นี่ก็ว่ากันตามกฎมณเฑียรบาลที่ยังถือว่ามีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนี้

แต่ปัญหาก็คือว่าหากเป็นไปตามนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าราชวงศ์ของไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร หลายคนอาจร้องยี้ว่ารับไม่ได้  และคำว่าหลายคนในที่นี้ก็ต้องบอกว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ยังจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ไทย

เพื่อไม่ให้ประชาชนเสื่อมความนิยมต่อสถาบันกษัตริย์ จึงมีความพยายามของผู้ที่เกี่ยวข้องหลายๆฝ่าย ที่จะมีการแก้ไขกฎระเบียบในราชสำนัก เป็นการดับไฟแต่ต้นลม เพื่อคงไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์ให้มั่นคงเหมือนเดิม โดยพยายามจะพลักดันให้สุภาพสตรีเป็นผู้สืบสมบัติ ซึ่งเรื่องนี้ก็เห็นมีคำทำนายจากโหรต่างๆออกมาในสังคมอินเตอร์เน็ตมากมาย ซึ่งค้นหาได้ไม่ยาก บ้างก็อ้างกันเป็นคำทำนายพระเกจิองค์นั้นองค์นี้

แต่จะเป็นไปตามนั้นหรือไม่ ก็ต้องรอดูเหตุการณ์บ้านเมืองที่กำลังปรากฏอยู่ในขณะนี้ ว่าจะลงเอยอย่างไร กษัตริย์ของไทยองค์ต่อไปจะเป็นหญิงหรือชาย หรือจะจบลงตามคำทำนายแต่โบราณว่าราชวงศ์จักรีมีแค่ 9 รัชกาลเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้เคยได้ยินมาตั้งแต่เกิดแล้ว

หากเป็นเช่นนั้นก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ 3 แต่คิดว่าไม่น่าจะมาแนวทางนี้ เนื่องจากสถาบันกษัตริย์ฝังแน่นอยู่คู่สังคมไทยมานาน แถมยังหยั่งรากลึกชนิดที่เปลี่ยนแปลงได้ยากสำหรับอนาคตอันใกล้นี้

เป็นที่แน่นอนว่าจากนี้ไป "แผ่นดินไทยคงกระเพื่อมแน่" และฟันธงได้เลยว่าหากฝ่ายไหนควบคุมรัฐสภาได้ ก็อาจเห็นแนวโน้มของราชวงศ์ไทยในอนาคตได้ค่อนข้างชัดเจน


อาจสงสัยว่ารัฐสภาไทย ทำไมจึงเกี่ยวข้องกับการราชวงศ์


ก็ต้องย้อนกลับไปในอดีต สมัยที่รัชกาลที่ 8 ถูกลอบปลงพระชนม์ด้วยปืนจนสวรรคตในเช้ามืดของวันที่ 9 มิถุนายน 2489 หลังจากนั้นก็มีการประชุมรัฐสภาแบบเร่งด่วนเพื่อพิจารณาผู้สืบสันติวงศ์ ซึ่งก็รู้กันโดยทั่วไปว่าต้องเป็นพระอนุชา

เย็นวันที่ 9 มิถุนายน 2489 รัฐสภาก็ออกประกาศอัญเชิญให้ “พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช” ขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 9

หากสังเกตให้ดีๆก็จะเห็นว่าการประกาศแต่งตั้งการสืบสมบัติกระทำโดยรัฐสภา และประกาศในวันเดียวกับที่รัฐบาลประกาศการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 8 หรือเช้ารัฐบาลประกาศการสวรรคต พอตกเย็นฝ่ายรัฐสภาก็ประกาศการสืบราชสมบัติชนิดทันทีทันควัน

ดังนั้นรัฐสภาคือองค์กรที่มีหน้าที่พิจารณาแต่งตั้งผู้สืบสันตติวงค์ (ตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ)

และก็รู้ๆกันอยู่แล้วว่า หากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ สส.จำนวนมากเข้ามานั่งในสภา ก็ต้องดำเนินการตามกฏมณเฑียรบาลอย่างมิต้องสงสัย แต่ถ้าหากเป็นสภาลากตั้งโดย กปปส. ก็อาจพิจารณาแก้ไขกฏมณเฑียรบาลในเรื่องการสืบสันตติวงศ์ เพื่อให้มีทางเลือกใหม่ในการพิจารณาผู้สืบสันตติวงศ์ จากนั้นก็ให้ในหลวงทรงลงพระปรมาภิไธย

เท่ากับว่าการสืบสันตติวงศ์ ต้องให้สภาผู้แทนราษฏรพิจารณาให้ความเห็นชอบเสียก่อน

ดังนั้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ สภาผู้แทนราษฏรจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะหากพิจารณาประกาศแต่งตั้งไปตามกฏมณเฑียรบาลที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแล้ว ทุกอย่างก็ต้องลากยาวกันแบบตลอดชีวิต ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใดๆได้

ถามว่าการแก้กฏมณเฑียรบาลทำได้หรือไม่ ตอบได้เลยว่าเรื่องนี้เป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ และในรัชกาลต่างๆก็มีการปรับแก้ไขให้เหมาะสมกับยุคสมัยอยู่แล้ว

เหตุการณ์ทางการเมืองที่คุกรุ่นอยู่ในขณะนี้ ข่าวบางกระแสก็ชี้ให้เห็นว่ามีความเชื่อมโยงกับเรื่องราวที่กล่าวมาข้างต้น  ส่วนที่บอกว่าเป้าหมายที่จะโค่นระบอบทักษิณนั้น ก็อาจเป็นแค่ทางผ่านหรือทัพหน้าที่ใช้โจมตีรัฐบาลและเพื่อเรียกหาแนวร่วมเท่านั้น

และที่หลายคนสงสัยกันว่าทำไมกำนันสุเทพ จึงไม่ยอมจบ ก็เนื่องว่าจบไม่ได้ และอาจเป็นเพราะภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น และที่สำเร็จเสร็จสิ้นไปหนึ่งเปราะ ก็คือการประกาศยุบสภาของนายกฯยิ่งลักษณ์ ที่ทำให้สภาผู้แทนว่างลง แต่ปํญหาก็คือจะทำอย่างไรให้สภาผู้แทนนี้ เป็นสภาของการแต่งตั้งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพราะหากให้เป็นสภาจากการเลือกตั้งแล้ว ก็เข้าทางพรรคเพื่อไทยอีกตามเคย

ดังนั้นการดำเนินการที่จะล้มขบวนการเลือกตั้งเพื่อไม่ให้มีสภาผู้แทนราษฏรในช่วงเวลานี้ จึงเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ฝ่าย กปปส.พยายามขัดขวางให้จงได้

เขียนเรื่องราชวงศ์โชซอนของเกาหลี แต่ดันมาปิดฉากลงที่ราชวงศ์ของไทย

ก็อ่านเล่นๆกันดูนะครับ จะได้มีมุมมองที่กว้างขึ้น ที่สำคัญอย่าไปอิน หรือเทใจให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพราะเราก็แค่หญ้าแพรก หากเผลอไปร่วมในเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดก็อาจตายฟรี ยังไงก็เผื่อใจไว้บ้าง จะได้มองเหตุการณ์อย่างเข้าใจและมีสติ

จริงหรือไม่จริง อีกไม่นานก็จะทราบว่า หวยออกทางไหนกันแน่ แต่ที่แน่ๆก็คือความชุลมุน ตุมตาม ที่โน่นที่นี่ จนคนไทยขวัญหนีดีฝ่อ  เรื่องการสืบสันตติวงศ์ก็อาจมีส่วนกับเหตุการณ์นี้ด้วย หากสังเกตให้ดีก็จะเห็นองค์กร รวมทั้งบุคคลที่ใกล้ชิดกับในรั้วในวัง ก็กำลังตกเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้





โฟโต้ออนทัวร์
20 กุมภาพันธ์ 2557   







แผนที่ประเทศเกาหลี








ข้อมูลประเทศเกาหลีใต้
ที่มา : วิกิพีเดีย

สาธารณรัฐเกาหลีใต้

เมืองหลวง : โซล
ประชากร  :  50 ล้านคน(ปี51)
พื้นที่         :  98,480 ตร.กม. หรือ 38,023 ตร.ไมล์
สกุลเงิน     : วอน
อัตราแลกเปลี่ยนกับเงินบาท : 1 บาทเท่ากัีบ 30 วอน (โดยประมาณ)
ระบบจราจร : ขวามือ
ธงประจำชาติหลีใต้ : เป็นรูปของหยิน และหยาง แสดงถึงด้านสว่าง (สีแดง) และด้านมืด (สีน้ำเงิน) หรือจะเปรียบเทียบเป็นร้อน และเย็นก็ได้ โดยภาพจะสมมาตร ทั้ง 2 ส่วน แต่ละมุมจะแสดงถึง สวรรค์ โลก ไฟ และน้ำ





สาธารณรัฐเกาหลี ( Republic of Korea)
หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า เกาหลีใต้ ( South Korea)
เป็นประเทศในเอเชียตะวันออก มีพื้นที่ครอบคลุมส่วนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี พรมแดนทางเหนือติดกับประเทศเกาหลีเหนือ มีประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้โดยมีทะเลญี่ปุ่นและช่องแคบเกาหลีกั้นไว้

ในภาษาเกาหลีอ่านชื่อประเทศว่า แดฮันมินกุก โดยเรียกสั้น ๆ ว่า ฮันกุก ที่หมายถึงคนชาวฮั่นหรือคนเกาหลี และบางครั้งจะใช้ชื่อว่า นัมฮัน ที่หมายถึง ชาวฮั่นทางใต้ ส่วนชาวเกาหลีเหนือจะเรียกเกาหลีใต้ว่า นัมโช ที่หมายถึง โชซอนใต้

ยุคโกโชซอน
อาณาจักรโชซอนโบราณอาณาจักรโกโชซอน หรือ อาณาจักรโชซอนโบราณ ตั้งอยู่ตรงบริเวณตอนใต้ของแมนจูเรียและตอนเหนือของคาบสมุทรเกาหลี ก่อตั้งขึ้นโดยกษัตริย์ ทันกุน วังกอม เมื่อ 2333 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีเมืองหลวงคือ วังกอมซอง (เปียงยางในปัจจุบัน) และล่มสลายลงในปี พ.ศ. 435 โดยการเข้ายึดครองโดยกองทัพของราชวงศ์ฮั่นที่ปกครองประเทศจีน ราชวงศ์ฮั่นได้แบ่งอาณาจักรโกโชซอนออกเป็น 4 แคว้นคือ แคว้นนังนัง แคว้นเหลียวตง แคว้นเสิ่นตู และแคว้นเซินฟาน

ยุคหกอาณาจักรในยุคนี้บนคาบสมุทรเกาหลีและในแมนจูเรียมีอาณาจักรต่างๆก่อตัวขึ้นจำนวนหกอาณาจักร คือ

1 อาณาจักรพูยอ
ตั้งอยู่บริเวณทางตะวันออกเฉียงเหนือของแมนจูเรีย ก่อตั้งโดย พระเจ้าแฮบูรู ภายหลังถูกแบ่งออกเป็นสองอาณาจักร คือ ตงพูยอ และ พุกพูยอ อาณาจักรตงพูยอปกครองโดยพระเจ้าแทโซ ส่วนอาณาจักรพุกพูยอภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอาณาจักรโกคูรยอปกครองโดยพระเจ้าดงเมียงซอง อาณาจักรตงพูยอถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรโกคูรยอหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าแทโซ

2 อาณาจักรทงเย
เดิมทงเยเป็นมณฑลหนึ่งโกโชซอน หลังจากโกโชซอนล้มสลายลงและถูกแบ่งออกเป็น 4 แคว้นนั้น มณฑลทงเยจึงได้ก่อตั้งขึ้นเป็นอาณาจักร อยู่บริเวณทางตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรเกาหลี อาณาจักรทงเยถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรโกคูรยอในปี ค.ศ. 400 สมัยพระเจ้ากวางแกโตมหาราช

3 อาณาจักรอกจอ
เดิมอกจอเป็นเพียงชนเผ่าเล็กๆที่ก่อตัวขึ้นบนคาบสมุทรเกาหลีในพุทธศตวรรษที่ 2 อาณาจักรอกจอตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรเกาหลีทอดตัวยาวตามทะเลญี่ปุ่น ทิศเหนือและทิศตะวันตกมีพื้นที่ติดกับอาณาจักรโกคูรยอทิศใต้มีพื้นที่ติดกับอาณาจักรทงเย อาณาจักรอกจอถูกแบ่งออกเป็นสองอาณาจักร คือ ตงอกจอ และพุกอกจอหรือชิคูรู อาณาจักรอกจอทั้งสองถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรโกคูรยอในพุทธศตวรรษที่ 5 สมัยพระเจ้ากวางแกโตมหาราช

4 อาณาจักรมาฮัน
ตั้งอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรเกาหลี ก่อตั้งขึ้นโดยพระเจ้าจุนที่อพยพประชาชนมาจากโกโชซอน เมื่อ 194 ปีก่อนคริสต์ศักราช ภายหลังอาณาจักรมาฮั่นถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรแพกเจ
5 อาณาจักรพยอนฮัน
ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี ก่อตั้งเมื่อพุทธศตวรรษที่ 4 พยอนฮันเป็นอาณาจักรสืบต่อจากอาณาจักรจินที่เคยรุ่งเรืองในปลายยุคโกโชซอนทางตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี ภายหลังพยอนฮันถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรคายา

6 อาณาจักรจินฮัน
ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของคาบสมุทรเกาหลี รุ่งเรืองอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 1 ถึง พุทธศตวรรษที่ 4 ภายหลังถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรซิลลา

เศรษฐกิจ

เกาหลีใต้เป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด เป็นประเทศพัฒนาแล้ว

การเพาะปลูก : พืชสำคัญได้แก่ ข้าวเจ้า ข้าวบาร์เลย์ แอปเปิล มันฝรั่ง ถั่วเหลือง ข้าวสาลี
การเลี้ยงสัตว์ : สัตว์เลี้ยงสำคัญได้แก่ สุกร โค สัตว์ปีก และตัวไหม
การประมง    : ผลผลิตทางการประมงของเกาหลีใต้มีเหลือใช้ในประเทศจนสามารถส่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอย่างหนึ่ง
เกาหลีใต้สามารถจับปลาได้เป็นอันดับ 10 ของโลก (ไทยเป็นอันดับ 9 สถิติปี พ.ศ. 2535)
การทำเหมืองแร่ : เกาหลีใต้ขาดแคลนถ่านหินและน้ำมันปิโตเลียม แต่มีแร่ธาตุอื่นๆอีกหลายชนิด ได้แก่ แกรไฟต์ ดินเกาลิน และทังสเตน
อุตสาหกรรม : อุตสาหกรรมในเกาหลีใต้ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเบา ผลผลิตทางอุตสาหกรรมที่สำคัญได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ รถยนต์ ปิโตรเคมี และเรือเดินสมุทร


ประชากรศาสตร์

เชื้อชาติ : ประเทศเกาหลีแทบจะไม่มีชนชาติอื่นนอกจากคนเกาหลีเอง แต่ก็มีชาวจีนประมาณ 3 หมื่นคน ซึ่งอยู่ตามเขตเมืองหลวงมาช้านานแล้ว และยังมีชาวฟิลิปปินส์อีก 72,000 คน


ศาสนาในเกาหลีใต้


อศาสนา(ไม่นับถือศาสนาใดๆ)   46.5 %
ศาสนาพุทธ                             22.8 %
โปรเตสแตนต์                          18.3 %
โรมันคาทอลิก                         10.9 %
อื่น ๆ                                        1.7 %

ประเทศเกาหลีใต้ไม่มีศาสนาประจำชาติ
และประชาชนมีอิสระในการนับถือศาสนา ในปี ค.ศ. 2005 ประชากรเกาหลีใต้เกือบครึ่งหนึ่งเป็นอศาสนา ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธหรือคริสต์ ต่อมาในปี ค.ศ. 2007 ได้มีการสำรวจสำมะโนประชากร พบว่าร้อยละ 29.2 นับถือศาสนาคริสต์ (ในจำนวนนี้เป็นโปรเตสแตนต์ร้อยละ 18.3 และคาทอลิกร้อยละ 10.9) รองลงมาคือร้อยละ 22.8 นับถือศาสนาพุทธ

นอกจากนี้ยังศาสนิกของศาสนาอิสลาม ซึ่งเข้าสู่เกาหลีครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 7 รวมทั้งลัทธิเกิดใหม่อย่าง ลัทธิช็อนโด และลัทธิว็อนบุล ทั้งยังมีการปฏิบัติศาสนกิจในลัทธิเชมัน ลัทธิดั้งเดิมของเกาหลีก่อนรับศาสนาอื่น  ซึ่งนับถือเทพเจ้าผู้สร้างคือ ฮวันอิน (คือ พระอินทร์ในพุทธศาสนา) ทั้งได้รับการนับถือในกลุ่มชาวคริสต์ทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ด้วย

โบสถ์คาทอลิกจ็อนดง
วัดแฮอินซาศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีศาสนิกมากที่สุดในเกาหลีใต้ มีศาสนิกชนราว 13.7 ล้านคน โดยประชากรราวสองในสามนิยมเข้าโบสถ์โปรเตสแตนต์ และประชากรร้อยละ 23 นิยมเข้าโบสถ์ของโรมันคาทอลิก อย่างไรก็ตามในช่วงปี ค.ศ. 1980 ศาสนิกชนเข้าโบสถ์โปรเตสแตนต์ลดลง เพราะการขยายตัวของนิกายโรมันคาทอลิก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเกาหลีใต้ถือเป็นประเทศที่มีการส่งมิชชันนารีออกเผยแผ่ศาสนามากเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา

ศาสนาพุทธ
ศษสนาพุทธเข้ามามีบทบาทในเกาหลีตั้งแต่ปี ค.ศ. 372 จากการสำรวจสำมะโนประชากรในปี ค.ศ. 2005 มีศาสนิกชนราว 10.7 ล้านคน ปัจจุบันชาวพุทธส่วนใหญ่ในเกาหลีใต้ร้อยละ 90 นับถือนิกายโจ-กเย ซึ่งศาสนวัตถุของพุทธศาสนาจำนวนมากได้กลายเป็นสมบัติประจำชาติ ซึ่งตกทอดมาจากยุครัฐเหนือใต้ และยุคโครยอที่ศาสนาพุทธมีความเจริญจนถึงขีดสุด และภายหลังศาสนาพุทธได้อ่อนแอลงจากการปราบปรามของราชวงศ์โชซ็อนซึ่งนับถือลัทธิขงจื๊อ

ศาสนาอิสลาม
ศาสนาอิสลามเคยเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนเกาหลีตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 ในยุครัฐเหนือใต้ แต่ผู้สืบเชื้อสายได้หันไปนับถือศาสนาพุทธหรือเชมันแทน เนื่องจากเกาหลีขาดการติดต่อกับโลกอาหรับ ปัจจุบันจากการเผยแผ่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีชาวมุสลิมสัญชาติเกาหลีใต้ราว 30,000-35,000 คน ขณะที่อิสลามิกชนส่วนใหญ่ราว 100,000 คนในเกาหลีใต้เป็นแรงงานชาวต่างชาติ อาทิ บังกลาเทศ และปากีสถาน

เกาหลีใต้ยังมีความขัดแย้งทางศาสนา
กรณีศาสนิกบางส่วนของศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ได้แสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาพุทธ มีเหตุการณ์วางเพลิงและการกระทำที่ป่าเถื่อนกับศาลเพียงตาของพุทธศาสนารวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ หลายสิบครั้ง รวมทั้งการทำลายวัดขนาดใหญ่หลายแห่งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีเนื้อความระบุว่าผู้กระทำผิดเป็นชาวโปรเตสแตนต์ และมีข้อความหลงเหลืออยู่ซึ่งประณามการบูชา "รูปเคารพ"


เครื่องแต่งกายประจำชาติของเกาหลี


ชาวเกาหลีมีชุดประจำชาติตั้งแต่สมัยโบราณ เรียกว่า ฮันบก (ฮันหมายถึงชาวเกาหลี บกหมายถึงชุด รวมกันหมายถึงชุดของชาวเกาหลี) ฮันบกทั้งของผู้หญิงและผู้ชายมีลักษณะหลวมๆ เพื่อความสะดวกสบายและคล่องแคล่วไม่ใช้กระดุมหรือตะขอ แต่จะใช้ผ้าผูกไว้แทน ชุดของผู้ชาย ข้างล่างประกอบด้วย "ปันซือ" แต่สมัยใหม่เรียกว่า "แพนที" ซึ่งหมายถึงกางเกงใน ชั้นนอกสวม "บาจี" เป็นกางเกงขายาวหลวมๆรวบปลายขาไว้ด้วย "แทมิน" เป็นแถบผ้าใช้มัดขากางเกง"บันโซเม" เป็นเสื้อรัดรูปแขนสั้นไว้ข้างใน เสื้อนอกเรียกว่า "จอโกลี" เป็นเสื้อแขนยาวไม่มีปกไม่มีกระเป๋า

ชุดของผู้หญิง ประกอบด้วย "แพนที" หรือกระโปรงที่อยู่ข้างใน ข้างบนใช้ "ซ็อกชีมา" เป็นแถบผ้าขนาดใหญ่ ใช้มัดทรวงอกไว้แทนเสื้อยกทรง ข้างนอกสวม "ชีมา" เป็นกระโปรงยาวกรอมเท้า สวมเสื้อ "จอโกรี" เป็นเสื้อนอกแขนยาว ฮันบกเป็นภาพรวมศิลปะของเกาหลีที่สามารถพบเห็นได้ตามท้องถนนของเกาหลี ราวกับถนนสายแฟชั่นของปารีส ฮันบกชุดแต่งกายประจำชาติของเกาหลีทำจากผ้าสีสันสดใส เนื้อผ้าจะขึ้นอยู่กับโอกาสและวัยของผู้ใส่ เด็กหญิงหรือหญิงสาวจะสวมกระโปรงสีแดงเสื้อสีเหลือง จะเปลี่ยนเป็นกระโปรงสีแดง เสื้อสีเขียวเมื่อแต่งงานแล้ว ส่วนหญิงสูงอายุอาจเลือกสีสันต่างๆ ที่สดใส และเลือกใช้เนื้อผ้าได้หลากหลาย

ปัจจุบันชุดแต่งกายวัฒนธรรมเดิมจะใช้เฉพาะโอกาสพิเศษเท่านั้น แต่ตามถนนหนทาง และรถไฟใต้ดินจะยังคงเห็นผู้คนสวมใส่กันอยู่บ้าง โดยเฉพาะผู้สูงอายุยังคงสวมใส่ชุดฮันบกอยู่

ที่มา : วิกิพีเดีย




การรุกรานเกาหลีของมองโกล

ต้นศตวรรษที่ 13 เป็นช่วงเวลาแห่งการขยายอำนาจของมองโกล ในค.ศ. 1225 วอเคอไตข่าน (Ogedei Khan) ส่งทูตมาเรียกร้องบรรณาการจากโครยอ แต่ทูตมองโกลถูกลอบสังหารอย่างปริศนา วอเคอไตข่านจึงแก้แค้นเกาหลีโดยการส่งแม่ทัพซาร์ไต (Sartai) ยกทัพมองโกลมาบุกเกาหลีในค.ศ. 1231 รุกข้ามแม่น้ำยาลูมาอย่างรวดเร็วชเวอูระดมพลเกาหลีไปป้องกันได้ที่เมืองคูซอง  แต่ทัพมองโกลนั้นมีความรวดเร็วสามารถยึดเมืองแคซองได้ในค.ศ. 1232 ด้วยความช่วยเหลือของฮงบกวอน ขุนนางเกาหลีที่ไปเข้ากับมองโกล ราชสำนักเกาหลีต้องยอมเสียเงินทองผ้าไหม รวมทั้งม้าและทาสให้กับมองโกลเป็นค่าชดเชย และวอเคอไตข่านยังให้ผู้ตรวจการ (darugachi) จำนวน 72 คนอยู่ควบคุมสถานการณ์ในโครยอ

แต่ชเวอูก็ได้สั่งให้นำผู้ตรวจการทั้ง 72 คนไปสังหารเสีย แล้วย้ายราชสำนักไปที่เกาะคังฮวา สร้างป้อมปราการแข็งแรงล้อมรอบ ซึ่งแผนการย้ายราชสำนักนี้เป็นที่ต่อต้านของพระเจ้าโคจงและขุนนางฝ่ายพลเรือนทั้งหลาย ที่เห็นว่าไม่ควรจะไปสู้รบกับมองโกลเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โครยอ ราชสำนักที่เกาะคังฮวานั้นเป็นวังของชเวอูมากกว่าที่จะเป็นพระราชวังของพระเจ้าโคจง  ออเกอเดย์ข่านเห็นว่าการย้ายเมืองหลวงของเกาหลีเป็นการเตรียมรบกับมองโกล จึงส่งทัพมาบุกอีกนำโดยฮงบกวอน ขุนนางเกาหลีที่ไปเข้าพวกมองโกล ปรากฏว่าแม่ทัพซาร์ไตถูกลอบสังหารโดยพระภิกษุชื่อว่าคิมยุนฮู

ทัพมองโกลยังคงอยู่ในเกาหลีต่อมา ในค.ศ. 1236 พระเจ้าโคจงมีพระราชโองการให้จัดพิมพ์พระไตรปิฏกภาษาเกาหลี ( Tripitaka Koreana) เก็บไว้ที่วัดแฮอิน  ขึ้นมาเพื่อทดแทนของเดิมที่ถูกมองโกลทำลายและทรงเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ได้บุญและโครยอจะรอดพ้นจากการรุกรานของมองโกล เมื่อวอเคอไตข่านเสียชีวิตในค.ศ. 1241 การรุกรานของมองโกลจึงหยุดไป

ในค.ศ. 1251 มองเกอข่าน (Mongke Khan) ข่านคนใหม่ของมองโกล ได้เรียกร้องให้พระเจ้าโคจงย้ายกลับมาประทับที่เมืองแคซอง มองเกอข่านส่งจาแลร์ไต (Jalairtai) ยกทัพมองโกลเข้ามาบุกโครยออีกครั้ง จนพระเจ้าโคจงต้องทรงยอมจำนน ย้ายกลับมาประทับที่แคซอง แต่ชเวฮัง  บุตรชายของชเวอูและผู้นำทหารต่อจากบิดายังคงอยู่ที่เกาะคังฮวา มองเกข่านเห็นว่าเกาหลียังไม่นอบน้อมเพราะผู้นำเผด็จการทหารจึงต้องการนำตัวชเวฮังมาลงโทษ จาแลร์ไตบุกเกาหลีอีกครั้งในค.ศ. 1254 ซึ่งเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดมีความเสียหายมากที่สุด ทัพมองโกลสังหารชาวเกาหลีไปจำนวนมากเป็นพันคนรวมทั้งเผาทำลายบ้านเมืองและวัตถุมีค่า เกาหลีกลายเป็นแดนมิคสัญญีขณะที่ราชสำนักใช้ชีวิตอย่างหรูหราหลบซ่อนอยู่ที่เกาะคังฮวา

ในที่สุด ค.ศ. 1258 พระเจ้าโคจงร่วมกันวางแผนกับคิมอินจุน และขุนนางฝ่ายพลเรือนทั้งหลาย ใช้ให้ยูคยอง  ทำการลอบสังหารชเวอี  ผู้นำเผด็จการทหารบุตรชายของชเวฮังไปเสีย และพระเจ้าโคจงก็ทรงยอมจำนนต่อมองโกล โดยโครยอตกเป็นเมืองขึ้นของมองโกลและต้องส่งองค์ชายโครยอทั้งหลายไปอยู่กับมองโกลที่เมืองคาราโครุม (Karakorum) และต้องอภิเษกกับเจ้าหญิงมองโกล รวมทั้งผนวกมณฑลซังซอง  ให้อาณาจักรมองโกลปกครองโดยตรง ในค.ศ. 1259 พระเจ้าโคจงก็ทรงส่งพระโอรสองค์ชายรัชทายาทวังจอน  ภายหลังเป็น พระเจ้าวอนจง) ไปเป็นองค์ประกันกับพวกมองโกล แต่พระเจ้าโคจงก็สวรรคตในปีเดียวกัน องค์ชายวังจอนจึงขึ้นครองราชย์ต่อเป็นพระเจ้าวอนจง

พระเจ้าโคจงในภายหลังได้รับพระนาม พระเจ้าชุงฮอน จากจักรรพรรดิหยวนซื่อจูกุบไลข่าน แต่ก็ยังทรงมีพระนามที่พระสุสานอยู่

ที่มา : วิกิพีเดีย




โสม

โสม ( Ginseng)
เป็นพืชในสกุล Panax โตได้ในบริเวณซีกโลกเหนือ ในทวีปเอเชีย และทวีปอเมริกาเหนือ มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Panax ginseng C.A. Mayer

ประวัติโสม
เป็นพืชสมุนไพรโบราณ มีหลากหลายสายพันธุ์แตกต่างกันไปตามแต่สถานที่เพาะปลูก เช่น โสมจีน โสมเกาหลี และโสมอเมริกา แรกเริ่มเดิมทีนั้นการใช้โสมถูกบันทึกไว้ในตำรับยาแพทย์แผนจีนหลายพันปีก่อน เชื่อกันว่าโสมในยุคแรกที่มีการนำมาใช้คือโสมป่า ที่ขุดได้จากทางตอนเหนือของจีน มีรูปร่างของรากคล้ายกับคน(หยิ่งเซียม) และมีการใช้โสมแพร่หลายออกไปยังเกาหลี โสมเกาหลี(โสมกอรียอ) และอีกหลากสายพันธุ์จากฝั่งอเมริกา ในสมัยก่อนโสมนั้นมีราคาแพงมาก เนื่องจากโสมป่านั้นเป็นของหายาก

ต้นโสม
โสมเป็นพืชล้มลุกที่ปลูกยาก ต้องปลูกในที่ๆมีอากาศเย็นสม่ำเสมอ ไกลจากทะเล และดินและน้ำไม่มีมลพิษ มีรากลึกประมาณ 1ฟุต ลำต้นสูงประมาณ 1เมตร โสมทางฝั่งเอเชียนิยมเพาะปลูกกันทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน และในประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ส่วนโสมอเมริกาจะมาจากวิสคอนซิน หรือแคนาดา ปัจจุบันมีการเพาะปลูกโสมกันในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากโสมป่าเป็นของที่หายากแล้ว ต้นโสมชนิดของโสมเรานิยมนำโสมมาใช้เฉพาะส่วนของรากที่อยู่ลงไปใต้ดิน โสมที่ขุดนำมาใช้ได้นั้นจะมีอายุตั้งแต่ 3 - 6 ปี ซึ่งโสมอายุ 6 ปีจะเป็นโสมที่ถือว่ามีตัวยาสำคัญมากที่สุด โดยโสมแบ่งได้ 2 ชนิด คือ

โสมขาว
คือโสมสดที่ขุดขึ้นมาจากดิน ล้างทำความสะอาด สามารถนำไปใช้ได้ทันที อาจนำไปตากแห้งให้น้ำระเหยออกไปเพื่อให้เก็บรักษาไว้ใช้ได้นานขึ้น ใช้เป็นส่วนผสมของยาจีนและทำอาหารได้

โสมแดง
คือโสมขาวที่นำไปผ่านวิธีการอบ เพื่อให้มีสรรพคุณทางยามากขึ้น ลักษณะของรากจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมแดง และมีความชื้นเล็กน้อย โสมแดงนี้ถือว่ามีคุณค่าทางยามากที่สุดและราคาแพง ส่วนโสมในปัจจุบันที่ใช้กันโดยทั่วไปนั้น จะเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ได้จากการนำโสมแดงและโสมขาวมาทำ เช่น โสมสกัด โสมเม็ด โสมผง หรือใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง

ประโยชน์ของโสมสาร Adaptogens ในโสม มีคุณสมบัติลดความเครียด ช่วยปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้ทนต่อภาวะต่างๆ ได้มากขึ้น และยังช่วยลดความเมื่อยล้า โดยกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายสร้างพลังงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้น

นอกเหนือจากสรรพคุณที่ได้กล่าวมาแล้วยังมีรายงานผลการวิจัยของโสมเพิ่มเติมอีกดังต่อไปนี้

- กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง โดยการสร้างสาร Interferon ซึ่งเป็นสารต้านเชื้อไวรัส และกระตุ้นการสร้างโปรตีน Interleukin- 1
- โสมมีส่วนช่วยเพิ่มการสร้างพลังงาน ทำให้นักกีฬามีความทนทานต่อการออกกำลังหนักได้ดีขึ้น และทำให้สามารถนำพาออกซิเจนไปใช้
   อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบในหญิงวัยหมดประจำเดือนหรืออาการวัยทอง
- ลดการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียดจากต่อมหมวกไต
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
- ช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ อาจถือได้ว่าเป็นไวอะกร้าธรรมชาติ
- ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นปกติ
- ลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับมาตรฐาน
- ลดอาการข้างเคียงจากการฉายรังสี

ที่มา : วิกิพีเดีย

           
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ