Home  :   Events  :  Royal Photos  :  Photos Gallery  :  Outbound tour  :  Flowers  :  Portraits   :   Asia Girls  :   Wallpapers  :   News  :  Clip Video   Site Update
  Home   
           
Home   :   Outbound Tour   :   Korea Part 7
ภาพท่องเที่ยวเกาหลี    โซล เกาะนามิ ซอรัคซาน พระราชวังเคียงบก โซลทาวเวอร์ คลองซองเกซอน ฯลฯ
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4
ตอนที่ 5
ตอนที่ 6
ตอนที่ 7
ตอนที่ 8
ตอนที่ 9
ตอนที่ 10
ตอนที่ 11
 
ภาพท่องเที่ยวเกาหลี
  หมู่บ้านฝรั่งเศส และเส้นทางในต่างจังหวัด
  เกาะนามิ จากซีรี่ย์ Winter Love Song
  อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน พระใหญ่วัดชินฮึงซา
  ชิมสตอเบอรี่สดๆจากไร่
  ซ้อปตลาดเมียงดง และทงแดมุน
  พระราชวังเคียงบก และบ้านพักประธานาธิบดีเกาหลี
  โซลทาวเวอร์ (Seoul Tower)
  สวนสนุก Lotte World
  คลองซองเกซอน
  พิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์
  อาหารเกาหลี เนื้อย่างเกาหลี
  แอบถ่ายสาวเกาหลีที่หน้ามหาวิทยาลัย

           
    Home  
Home   :   Outbound Tour   :   Korea Part 7
Korea 7 : เกาหลีตอนที่ 7พระราชวังเคียงบ็อก
แผนที่เกาหลี : ข้อมูลประเทศเกาหลีใต้
        

       

       







Korea Tourism part 7

เที่ยวเกาหลีใต้ตอนที่ 7 พระราชวังเคียงบ็อก


ภาพท่องเที่ยวเกาหลีตอนที่ 7 ยังอยู่ในพระราชวังเคียงบก ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว

สำหรับชื่อพระราชวังแห่งนี้ เรียกกันหลายชื่อ และเขียนกันหลายชื่อ แต่ถ้าเป็นชื่อที่คนไทยพูดได้แบบสำเนียงไทยที่ออกเสียงไม่ลำบากนักก็มักใช้คำว่า พระราชวังเคียงบก” หรือ พระราชวังเคียงบ๊อก”

แต่ถ้าจะเอาตามเว็บไซต์วิกิพีเดียแล้วจะใช้คำว่า พระราชวังคย็องบก” เห็นแล้วก็ไม่ทราบว่าจะออกเสียงอย่างไร

สำหรับชื่อภาษาอังกฤษใช้คำว่า Gyeongbokgung ถ้าจะอ่านให้คนไทยเข้าใจง่ายๆก็ใช้คำว่า เคียงบ๊อกกุง

พระราชวังเคียงบกสร้างเมื่อปีค.ศ. 1394 หรือ พ.ศ. 1937 ในสมัยของราชวงศ์ "โชซ็อน" นับว่าเป็นพระราชวังที่เก่าแก่และมีอายุยาวนานถึง 620 ปี

แต่สภาพที่เห็นแทบไม่มีความเก่าหลงเหลือ ทุกอย่างดูเหมือนสร้างใหม่ตามแบบแต่ใช้แบบแปลนดั่งเดิม ใครจะบอกว่าทุกตำหนักที่เห็นนี้มีอายุหกร้อยกว่าปีก็คงไม่มีใครเชื่อ

ตามประวัติแล้วพระราชวังเคียงบกถูกกองทัพญี่ปุ่นเข้าเผาทำลายเมื่อพ.ศ.2135 ไม่ต่างกับกรุงศรีอยุธยาที่ถูกพม่าเผาเมื่อปี พ.ศ.2112  ซึ่งห่างกันราว 23 ปี

เมืองเก่าหรือวังเก่าสมัยกรุงศรีอยุธยาปัจจุบันเหลือแต่ซากและกองอิฐเก่าๆ ผิดกับเกาหลีที่รื้อฟื้นขึ้นมาใหม่จนดูสวยงาม

ที่น่าแปลกใจคือว่า พื้นที่ในเขตพระราชฐานจะเป็นพื้นดินทั้งหมด จะเป็นปูนและหินเฉพาะในส่วนที่เป็นพระตำหนัก  ยังนึกในใจว่านอกจากคนเกาหลียังอนุรักษ์วังเก่า ซ่อม สร้างขึ้นมาใหม่ให้เหมือนเดิมแล้วก็ยังรักษาบรรยากาศของพระราชวังเดิมในอดีตไว้เป็นอย่างดี

ภาพและบรรยากาศในการท่องเที่ยวพระราชวังเห็นแดดแรงๆแล้วดูเหมือนอากาศจะร้อน แต่หนาวนะครับ  ลองสังเกตในภาพก็จะเห็นว่าทุกคนใส่เสื้อกันหนาวกันอย่างเต็มยศ  โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนชายที่เข้าใจว่ามาจากต่างจังหวัดที่ใส่ชุดกันหนาวสีน้ำเงินเข้มที่ดูใหญ่โต และทรงเดียวกันหมด

ส่วนนักเรียนจากกรุงโซลดูจะแต่งตัวทันสมัย และมีราคา ชนิดที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

เห็นเด็กเกาหลีที่เข้ามาทัศนศึกษาในพระราชวังแล้วก็อดเปรียบเทียบกับเด็กไทยไม่ได้ว่า ระบบการศึกษาของเกาหลีล้ำหน้ากว่าไทยค่อนข้างมาก สังเกตได้จากการอธิบายของคุณครูที่ดูจะจริงจัง และรู้จริงกับประวัติศาสตร์ของพระราชวัง

ส่วนเด็กๆก็จะเห็นจดเลกเชอร์ และมีสมุดดินสอมาทุกคน ลองชะโงกหน้าดูสมุดที่เด็กๆเขียนเค้าใช้ดินสอนะครับ  ไม่ทราบว่าบ้านเราเด็กๆวัยนี้ยังใช้ดินสอกันหรือเปล่า หรือว่าใช้ปากกากันหมดแล้ว

เคยคุยกับไกด์ในเรื่องการเรียนการสอนในเกาหลี แกบอกว่าคุณครูที่สอนเด็กๆนี้ไม่ใช่จะเรียนกันง่ายๆ หรือจบกันง่ายๆ  หากเป็นระดับมหาวิทยาลัยแล้วก็อาจเป็นคณะที่เรียนยากและจบยาก เนื่องจากประเทศเกาหลีให้ความสำคัญกับการศึกษาโดยเฉพาะคุณครู ซึ่งถือว่าเป็นแม่พิมพ์ของชาติ

แต่เมื่อบุคคลเหล่านี้ได้ทำงานแล้ว จะมีผลตอบแทนหรือมีเงินเงินเดือนที่ดีกว่าคนที่เรียนจบจากสาขาอื่นๆอีกหลายสาขา

วงการศึกษาในบ้านเราเคยได้ยินคำว่า ปฏิรูปการศึกษา“ มาหลายยุคหลายสมัยแล้ว แต่ผลการวิจัยของ World Economic Forum (WEF) - The Global Information Technology Report 2013 ปรากฏว่าผลการวิจัยการศึกษาของเด็กไทยอยู่ในขั้นที่ย่ำแย่  และน่าอับอายขายขี้หน้าเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเราอยู่ในลำดับท้ายๆของกลุ่มอาเซียน  แถมยังอยู่ในอันดับที่แย่กว่าเขมรหรือกำพูชา เพื่อนบ้านเราเสียอีก

คิดแล้วก็น่าแปลกที่เห็นเด็กไทยในยุคนี้เรียนกันจนคร่ำเครียด แต่ผลก็ออกมาอย่างที่ทราบๆกัน

เมื่อเด็กไทยถูกประเมินด้านการศึกษาอยู่ในขั้นต่ำ ก็ไม่ต้องแปลกใจที่นักการเมืองที่ถือว่าเป็นผู้กุมชะตากรรมประเทศจะเป็นอย่างไร

โง่ “  .......  คือคำตอบ

เรื่องนี้ตอบแทนคนอื่นๆได้เลยว่าเมืองไทยมีแต่ผู้แทนที่โง่ๆ  คอยจ้องแต่จะแย่งชิงอำนาจและครองความเป็นใหญ่ในประเทศ 


 


โฟโต้ออนทัวร์
24 มีนาคม 2557   







แผนที่ประเทศเกาหลี








ข้อมูลประเทศเกาหลีใต้
ที่มา : วิกิพีเดีย

สาธารณรัฐเกาหลีใต้

เมืองหลวง : โซล
ประชากร  :  50 ล้านคน(ปี51)
พื้นที่         :  98,480 ตร.กม. หรือ 38,023 ตร.ไมล์
สกุลเงิน     : วอน
อัตราแลกเปลี่ยนกับเงินบาท : 1 บาทเท่ากัีบ 30 วอน (โดยประมาณ)
ระบบจราจร : ขวามือ
ธงประจำชาติหลีใต้ : เป็นรูปของหยิน และหยาง แสดงถึงด้านสว่าง (สีแดง) และด้านมืด (สีน้ำเงิน) หรือจะเปรียบเทียบเป็นร้อน และเย็นก็ได้ โดยภาพจะสมมาตร ทั้ง 2 ส่วน แต่ละมุมจะแสดงถึง สวรรค์ โลก ไฟ และน้ำ





สาธารณรัฐเกาหลี ( Republic of Korea)
หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า เกาหลีใต้ ( South Korea)
เป็นประเทศในเอเชียตะวันออก มีพื้นที่ครอบคลุมส่วนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี พรมแดนทางเหนือติดกับประเทศเกาหลีเหนือ มีประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้โดยมีทะเลญี่ปุ่นและช่องแคบเกาหลีกั้นไว้

ในภาษาเกาหลีอ่านชื่อประเทศว่า แดฮันมินกุก โดยเรียกสั้น ๆ ว่า ฮันกุก ที่หมายถึงคนชาวฮั่นหรือคนเกาหลี และบางครั้งจะใช้ชื่อว่า นัมฮัน ที่หมายถึง ชาวฮั่นทางใต้ ส่วนชาวเกาหลีเหนือจะเรียกเกาหลีใต้ว่า นัมโช ที่หมายถึง โชซอนใต้

ยุคโกโชซอน
อาณาจักรโชซอนโบราณอาณาจักรโกโชซอน หรือ อาณาจักรโชซอนโบราณ ตั้งอยู่ตรงบริเวณตอนใต้ของแมนจูเรียและตอนเหนือของคาบสมุทรเกาหลี ก่อตั้งขึ้นโดยกษัตริย์ ทันกุน วังกอม เมื่อ 2333 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีเมืองหลวงคือ วังกอมซอง (เปียงยางในปัจจุบัน) และล่มสลายลงในปี พ.ศ. 435 โดยการเข้ายึดครองโดยกองทัพของราชวงศ์ฮั่นที่ปกครองประเทศจีน ราชวงศ์ฮั่นได้แบ่งอาณาจักรโกโชซอนออกเป็น 4 แคว้นคือ แคว้นนังนัง แคว้นเหลียวตง แคว้นเสิ่นตู และแคว้นเซินฟาน

ยุคหกอาณาจักรในยุคนี้บนคาบสมุทรเกาหลีและในแมนจูเรียมีอาณาจักรต่างๆก่อตัวขึ้นจำนวนหกอาณาจักร คือ

1 อาณาจักรพูยอ
ตั้งอยู่บริเวณทางตะวันออกเฉียงเหนือของแมนจูเรีย ก่อตั้งโดย พระเจ้าแฮบูรู ภายหลังถูกแบ่งออกเป็นสองอาณาจักร คือ ตงพูยอ และ พุกพูยอ อาณาจักรตงพูยอปกครองโดยพระเจ้าแทโซ ส่วนอาณาจักรพุกพูยอภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอาณาจักรโกคูรยอปกครองโดยพระเจ้าดงเมียงซอง อาณาจักรตงพูยอถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรโกคูรยอหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าแทโซ

2 อาณาจักรทงเย
เดิมทงเยเป็นมณฑลหนึ่งโกโชซอน หลังจากโกโชซอนล้มสลายลงและถูกแบ่งออกเป็น 4 แคว้นนั้น มณฑลทงเยจึงได้ก่อตั้งขึ้นเป็นอาณาจักร อยู่บริเวณทางตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรเกาหลี อาณาจักรทงเยถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรโกคูรยอในปี ค.ศ. 400 สมัยพระเจ้ากวางแกโตมหาราช

3 อาณาจักรอกจอ
เดิมอกจอเป็นเพียงชนเผ่าเล็กๆที่ก่อตัวขึ้นบนคาบสมุทรเกาหลีในพุทธศตวรรษที่ 2 อาณาจักรอกจอตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรเกาหลีทอดตัวยาวตามทะเลญี่ปุ่น ทิศเหนือและทิศตะวันตกมีพื้นที่ติดกับอาณาจักรโกคูรยอทิศใต้มีพื้นที่ติดกับอาณาจักรทงเย อาณาจักรอกจอถูกแบ่งออกเป็นสองอาณาจักร คือ ตงอกจอ และพุกอกจอหรือชิคูรู อาณาจักรอกจอทั้งสองถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรโกคูรยอในพุทธศตวรรษที่ 5 สมัยพระเจ้ากวางแกโตมหาราช

4 อาณาจักรมาฮัน
ตั้งอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรเกาหลี ก่อตั้งขึ้นโดยพระเจ้าจุนที่อพยพประชาชนมาจากโกโชซอน เมื่อ 194 ปีก่อนคริสต์ศักราช ภายหลังอาณาจักรมาฮั่นถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรแพกเจ
5 อาณาจักรพยอนฮัน
ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี ก่อตั้งเมื่อพุทธศตวรรษที่ 4 พยอนฮันเป็นอาณาจักรสืบต่อจากอาณาจักรจินที่เคยรุ่งเรืองในปลายยุคโกโชซอนทางตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี ภายหลังพยอนฮันถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรคายา

6 อาณาจักรจินฮัน
ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของคาบสมุทรเกาหลี รุ่งเรืองอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 1 ถึง พุทธศตวรรษที่ 4 ภายหลังถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรซิลลา

เศรษฐกิจ

เกาหลีใต้เป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด เป็นประเทศพัฒนาแล้ว

การเพาะปลูก : พืชสำคัญได้แก่ ข้าวเจ้า ข้าวบาร์เลย์ แอปเปิล มันฝรั่ง ถั่วเหลือง ข้าวสาลี
การเลี้ยงสัตว์ : สัตว์เลี้ยงสำคัญได้แก่ สุกร โค สัตว์ปีก และตัวไหม
การประมง    : ผลผลิตทางการประมงของเกาหลีใต้มีเหลือใช้ในประเทศจนสามารถส่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอย่างหนึ่ง
เกาหลีใต้สามารถจับปลาได้เป็นอันดับ 10 ของโลก (ไทยเป็นอันดับ 9 สถิติปี พ.ศ. 2535)
การทำเหมืองแร่ : เกาหลีใต้ขาดแคลนถ่านหินและน้ำมันปิโตเลียม แต่มีแร่ธาตุอื่นๆอีกหลายชนิด ได้แก่ แกรไฟต์ ดินเกาลิน และทังสเตน
อุตสาหกรรม : อุตสาหกรรมในเกาหลีใต้ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเบา ผลผลิตทางอุตสาหกรรมที่สำคัญได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ รถยนต์ ปิโตรเคมี และเรือเดินสมุทร


ประชากรศาสตร์

เชื้อชาติ : ประเทศเกาหลีแทบจะไม่มีชนชาติอื่นนอกจากคนเกาหลีเอง แต่ก็มีชาวจีนประมาณ 3 หมื่นคน ซึ่งอยู่ตามเขตเมืองหลวงมาช้านานแล้ว และยังมีชาวฟิลิปปินส์อีก 72,000 คน


ศาสนาในเกาหลีใต้


อศาสนา(ไม่นับถือศาสนาใดๆ)   46.5 %
ศาสนาพุทธ                             22.8 %
โปรเตสแตนต์                          18.3 %
โรมันคาทอลิก                         10.9 %
อื่น ๆ                                        1.7 %

ประเทศเกาหลีใต้ไม่มีศาสนาประจำชาติ
และประชาชนมีอิสระในการนับถือศาสนา ในปี ค.ศ. 2005 ประชากรเกาหลีใต้เกือบครึ่งหนึ่งเป็นอศาสนา ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธหรือคริสต์ ต่อมาในปี ค.ศ. 2007 ได้มีการสำรวจสำมะโนประชากร พบว่าร้อยละ 29.2 นับถือศาสนาคริสต์ (ในจำนวนนี้เป็นโปรเตสแตนต์ร้อยละ 18.3 และคาทอลิกร้อยละ 10.9) รองลงมาคือร้อยละ 22.8 นับถือศาสนาพุทธ

นอกจากนี้ยังศาสนิกของศาสนาอิสลาม ซึ่งเข้าสู่เกาหลีครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 7 รวมทั้งลัทธิเกิดใหม่อย่าง ลัทธิช็อนโด และลัทธิว็อนบุล ทั้งยังมีการปฏิบัติศาสนกิจในลัทธิเชมัน ลัทธิดั้งเดิมของเกาหลีก่อนรับศาสนาอื่น  ซึ่งนับถือเทพเจ้าผู้สร้างคือ ฮวันอิน (คือ พระอินทร์ในพุทธศาสนา) ทั้งได้รับการนับถือในกลุ่มชาวคริสต์ทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ด้วย

โบสถ์คาทอลิกจ็อนดง
วัดแฮอินซาศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีศาสนิกมากที่สุดในเกาหลีใต้ มีศาสนิกชนราว 13.7 ล้านคน โดยประชากรราวสองในสามนิยมเข้าโบสถ์โปรเตสแตนต์ และประชากรร้อยละ 23 นิยมเข้าโบสถ์ของโรมันคาทอลิก อย่างไรก็ตามในช่วงปี ค.ศ. 1980 ศาสนิกชนเข้าโบสถ์โปรเตสแตนต์ลดลง เพราะการขยายตัวของนิกายโรมันคาทอลิก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเกาหลีใต้ถือเป็นประเทศที่มีการส่งมิชชันนารีออกเผยแผ่ศาสนามากเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา

ศาสนาพุทธ
ศษสนาพุทธเข้ามามีบทบาทในเกาหลีตั้งแต่ปี ค.ศ. 372 จากการสำรวจสำมะโนประชากรในปี ค.ศ. 2005 มีศาสนิกชนราว 10.7 ล้านคน ปัจจุบันชาวพุทธส่วนใหญ่ในเกาหลีใต้ร้อยละ 90 นับถือนิกายโจ-กเย ซึ่งศาสนวัตถุของพุทธศาสนาจำนวนมากได้กลายเป็นสมบัติประจำชาติ ซึ่งตกทอดมาจากยุครัฐเหนือใต้ และยุคโครยอที่ศาสนาพุทธมีความเจริญจนถึงขีดสุด และภายหลังศาสนาพุทธได้อ่อนแอลงจากการปราบปรามของราชวงศ์โชซ็อนซึ่งนับถือลัทธิขงจื๊อ

ศาสนาอิสลาม
ศาสนาอิสลามเคยเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนเกาหลีตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 ในยุครัฐเหนือใต้ แต่ผู้สืบเชื้อสายได้หันไปนับถือศาสนาพุทธหรือเชมันแทน เนื่องจากเกาหลีขาดการติดต่อกับโลกอาหรับ ปัจจุบันจากการเผยแผ่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีชาวมุสลิมสัญชาติเกาหลีใต้ราว 30,000-35,000 คน ขณะที่อิสลามิกชนส่วนใหญ่ราว 100,000 คนในเกาหลีใต้เป็นแรงงานชาวต่างชาติ อาทิ บังกลาเทศ และปากีสถาน

เกาหลีใต้ยังมีความขัดแย้งทางศาสนา
กรณีศาสนิกบางส่วนของศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ได้แสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาพุทธ มีเหตุการณ์วางเพลิงและการกระทำที่ป่าเถื่อนกับศาลเพียงตาของพุทธศาสนารวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ หลายสิบครั้ง รวมทั้งการทำลายวัดขนาดใหญ่หลายแห่งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีเนื้อความระบุว่าผู้กระทำผิดเป็นชาวโปรเตสแตนต์ และมีข้อความหลงเหลืออยู่ซึ่งประณามการบูชา "รูปเคารพ"


เครื่องแต่งกายประจำชาติของเกาหลี


ชาวเกาหลีมีชุดประจำชาติตั้งแต่สมัยโบราณ เรียกว่า ฮันบก (ฮันหมายถึงชาวเกาหลี บกหมายถึงชุด รวมกันหมายถึงชุดของชาวเกาหลี) ฮันบกทั้งของผู้หญิงและผู้ชายมีลักษณะหลวมๆ เพื่อความสะดวกสบายและคล่องแคล่วไม่ใช้กระดุมหรือตะขอ แต่จะใช้ผ้าผูกไว้แทน ชุดของผู้ชาย ข้างล่างประกอบด้วย "ปันซือ" แต่สมัยใหม่เรียกว่า "แพนที" ซึ่งหมายถึงกางเกงใน ชั้นนอกสวม "บาจี" เป็นกางเกงขายาวหลวมๆรวบปลายขาไว้ด้วย "แทมิน" เป็นแถบผ้าใช้มัดขากางเกง"บันโซเม" เป็นเสื้อรัดรูปแขนสั้นไว้ข้างใน เสื้อนอกเรียกว่า "จอโกลี" เป็นเสื้อแขนยาวไม่มีปกไม่มีกระเป๋า

ชุดของผู้หญิง ประกอบด้วย "แพนที" หรือกระโปรงที่อยู่ข้างใน ข้างบนใช้ "ซ็อกชีมา" เป็นแถบผ้าขนาดใหญ่ ใช้มัดทรวงอกไว้แทนเสื้อยกทรง ข้างนอกสวม "ชีมา" เป็นกระโปรงยาวกรอมเท้า สวมเสื้อ "จอโกรี" เป็นเสื้อนอกแขนยาว ฮันบกเป็นภาพรวมศิลปะของเกาหลีที่สามารถพบเห็นได้ตามท้องถนนของเกาหลี ราวกับถนนสายแฟชั่นของปารีส ฮันบกชุดแต่งกายประจำชาติของเกาหลีทำจากผ้าสีสันสดใส เนื้อผ้าจะขึ้นอยู่กับโอกาสและวัยของผู้ใส่ เด็กหญิงหรือหญิงสาวจะสวมกระโปรงสีแดงเสื้อสีเหลือง จะเปลี่ยนเป็นกระโปรงสีแดง เสื้อสีเขียวเมื่อแต่งงานแล้ว ส่วนหญิงสูงอายุอาจเลือกสีสันต่างๆ ที่สดใส และเลือกใช้เนื้อผ้าได้หลากหลาย

ปัจจุบันชุดแต่งกายวัฒนธรรมเดิมจะใช้เฉพาะโอกาสพิเศษเท่านั้น แต่ตามถนนหนทาง และรถไฟใต้ดินจะยังคงเห็นผู้คนสวมใส่กันอยู่บ้าง โดยเฉพาะผู้สูงอายุยังคงสวมใส่ชุดฮันบกอยู่

ที่มา : วิกิพีเดีย




การรุกรานเกาหลีของมองโกล

ต้นศตวรรษที่ 13 เป็นช่วงเวลาแห่งการขยายอำนาจของมองโกล ในค.ศ. 1225 วอเคอไตข่าน (Ogedei Khan) ส่งทูตมาเรียกร้องบรรณาการจากโครยอ แต่ทูตมองโกลถูกลอบสังหารอย่างปริศนา วอเคอไตข่านจึงแก้แค้นเกาหลีโดยการส่งแม่ทัพซาร์ไต (Sartai) ยกทัพมองโกลมาบุกเกาหลีในค.ศ. 1231 รุกข้ามแม่น้ำยาลูมาอย่างรวดเร็ว

ชเวอู
ระดมพลเกาหลีไปป้องกันได้ที่เมืองคูซอง  แต่ทัพมองโกลนั้นมีความรวดเร็วสามารถยึดเมืองแคซองได้ในค.ศ. 1232 ด้วยความช่วยเหลือของฮงบกวอน ขุนนางเกาหลีที่ไปเข้ากับมองโกล ราชสำนักเกาหลีต้องยอมเสียเงินทองผ้าไหม รวมทั้งม้าและทาสให้กับมองโกลเป็นค่าชดเชย และวอเคอไตข่านยังให้ผู้ตรวจการ (darugachi) จำนวน 72 คนอยู่ควบคุมสถานการณ์ในโครยอ

แต่ ชเวอู ก็ได้สั่งให้นำผู้ตรวจการทั้ง 72 คนไปสังหารเสีย แล้วย้ายราชสำนักไปที่เกาะคังฮวา สร้างป้อมปราการแข็งแรงล้อมรอบ ซึ่งแผนการย้ายราชสำนักนี้เป็นที่ต่อต้านของพระเจ้าโคจงและขุนนางฝ่ายพลเรือนทั้งหลาย ที่เห็นว่าไม่ควรจะไปสู้รบกับมองโกลเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โครยอ ราชสำนักที่เกาะคังฮวานั้นเป็นวังของชเวอูมากกว่าที่จะเป็นพระราชวังของพระเจ้าโคจง  ออเกอเดย์ข่านเห็นว่าการย้ายเมืองหลวงของเกาหลีเป็นการเตรียมรบกับมองโกล จึงส่งทัพมาบุกอีกนำโดยฮงบกวอน ขุนนางเกาหลีที่ไปเข้าพวกมองโกล ปรากฏว่าแม่ทัพซาร์ไตถูกลอบสังหารโดยพระภิกษุชื่อว่าคิมยุนฮู

ทัพมองโกลยังคงอยู่ในเกาหลีต่อมา ในค.ศ. 1236 พระเจ้าโคจงมีพระราชโองการให้จัดพิมพ์พระไตรปิฏกภาษาเกาหลี ( Tripitaka Koreana) เก็บไว้ที่วัดแฮอิน  ขึ้นมาเพื่อทดแทนของเดิมที่ถูกมองโกลทำลายและทรงเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ได้บุญและโครยอจะรอดพ้นจากการรุกรานของมองโกล เมื่อวอเคอไตข่านเสียชีวิตในค.ศ. 1241 การรุกรานของมองโกลจึงหยุดไป

ในค.ศ. 1251 มองเกอข่าน (Mongke Khan) ข่านคนใหม่ของมองโกล ได้เรียกร้องให้พระเจ้าโคจงย้ายกลับมาประทับที่เมืองแคซอง มองเกอข่านส่งจาแลร์ไต (Jalairtai) ยกทัพมองโกลเข้ามาบุกโครยออีกครั้ง จนพระเจ้าโคจงต้องทรงยอมจำนน ย้ายกลับมาประทับที่แคซอง แต่ชเวฮัง  บุตรชายของชเวอูและผู้นำทหารต่อจากบิดายังคงอยู่ที่เกาะคังฮวา มองเกข่านเห็นว่าเกาหลียังไม่นอบน้อมเพราะผู้นำเผด็จการทหารจึงต้องการนำตัวชเวฮังมาลงโทษ จาแลร์ไตบุกเกาหลีอีกครั้งในค.ศ. 1254 ซึ่งเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดมีความเสียหายมากที่สุด ทัพมองโกลสังหารชาวเกาหลีไปจำนวนมากเป็นพันคนรวมทั้งเผาทำลายบ้านเมืองและวัตถุมีค่า เกาหลีกลายเป็นแดนมิคสัญญีขณะที่ราชสำนักใช้ชีวิตอย่างหรูหราหลบซ่อนอยู่ที่เกาะคังฮวา

ในที่สุด ค.ศ. 1258 พระเจ้าโคจงร่วมกันวางแผนกับคิมอินจุน และขุนนางฝ่ายพลเรือนทั้งหลาย ใช้ให้ยูคยอง  ทำการลอบสังหารชเวอี  ผู้นำเผด็จการทหารบุตรชายของชเวฮังไปเสีย และพระเจ้าโคจงก็ทรงยอมจำนนต่อมองโกล โดยโครยอตกเป็นเมืองขึ้นของมองโกลและต้องส่งองค์ชายโครยอทั้งหลายไปอยู่กับมองโกลที่เมืองคาราโครุม (Karakorum) และต้องอภิเษกกับเจ้าหญิงมองโกล รวมทั้งผนวกมณฑลซังซอง  ให้อาณาจักรมองโกลปกครองโดยตรง ในค.ศ. 1259 พระเจ้าโคจงก็ทรงส่งพระโอรสองค์ชายรัชทายาทวังจอน  ภายหลังเป็น พระเจ้าวอนจง) ไปเป็นองค์ประกันกับพวกมองโกล แต่พระเจ้าโคจงก็สวรรคตในปีเดียวกัน องค์ชายวังจอนจึงขึ้นครองราชย์ต่อเป็นพระเจ้าวอนจง

พระเจ้าโคจงในภายหลังได้รับพระนาม พระเจ้าชุงฮอน จากจักรรพรรดิหยวนซื่อจูกุบไลข่าน แต่ก็ยังทรงมีพระนามที่พระสุสานอยู่

ที่มา : วิกิพีเดีย




โสม

โสม ( Ginseng)
เป็นพืชในสกุล Panax โตได้ในบริเวณซีกโลกเหนือ ในทวีปเอเชีย และทวีปอเมริกาเหนือ มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Panax ginseng C.A. Mayer

ประวัติโสม
เป็นพืชสมุนไพรโบราณ มีหลากหลายสายพันธุ์แตกต่างกันไปตามแต่สถานที่เพาะปลูก เช่น โสมจีน โสมเกาหลี และโสมอเมริกา แรกเริ่มเดิมทีนั้นการใช้โสมถูกบันทึกไว้ในตำรับยาแพทย์แผนจีนหลายพันปีก่อน เชื่อกันว่าโสมในยุคแรกที่มีการนำมาใช้คือโสมป่า ที่ขุดได้จากทางตอนเหนือของจีน มีรูปร่างของรากคล้ายกับคน(หยิ่งเซียม) และมีการใช้โสมแพร่หลายออกไปยังเกาหลี โสมเกาหลี(โสมกอรียอ) และอีกหลากสายพันธุ์จากฝั่งอเมริกา ในสมัยก่อนโสมนั้นมีราคาแพงมาก เนื่องจากโสมป่านั้นเป็นของหายาก

ต้นโสม
โสมเป็นพืชล้มลุกที่ปลูกยาก ต้องปลูกในที่ๆมีอากาศเย็นสม่ำเสมอ ไกลจากทะเล และดินและน้ำไม่มีมลพิษ มีรากลึกประมาณ 1ฟุต ลำต้นสูงประมาณ 1เมตร โสมทางฝั่งเอเชียนิยมเพาะปลูกกันทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน และในประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ส่วนโสมอเมริกาจะมาจากวิสคอนซิน หรือแคนาดา ปัจจุบันมีการเพาะปลูกโสมกันในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากโสมป่าเป็นของที่หายากแล้ว ต้นโสมชนิดของโสมเรานิยมนำโสมมาใช้เฉพาะส่วนของรากที่อยู่ลงไปใต้ดิน โสมที่ขุดนำมาใช้ได้นั้นจะมีอายุตั้งแต่ 3 - 6 ปี ซึ่งโสมอายุ 6 ปีจะเป็นโสมที่ถือว่ามีตัวยาสำคัญมากที่สุด โดยโสมแบ่งได้ 2 ชนิด คือ

โสมขาว
คือโสมสดที่ขุดขึ้นมาจากดิน ล้างทำความสะอาด สามารถนำไปใช้ได้ทันที อาจนำไปตากแห้งให้น้ำระเหยออกไปเพื่อให้เก็บรักษาไว้ใช้ได้นานขึ้น ใช้เป็นส่วนผสมของยาจีนและทำอาหารได้

โสมแดง
คือโสมขาวที่นำไปผ่านวิธีการอบ เพื่อให้มีสรรพคุณทางยามากขึ้น ลักษณะของรากจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมแดง และมีความชื้นเล็กน้อย โสมแดงนี้ถือว่ามีคุณค่าทางยามากที่สุดและราคาแพง ส่วนโสมในปัจจุบันที่ใช้กันโดยทั่วไปนั้น จะเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ได้จากการนำโสมแดงและโสมขาวมาทำ เช่น โสมสกัด โสมเม็ด โสมผง หรือใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง

ประโยชน์ของโสมสาร Adaptogens ในโสม มีคุณสมบัติลดความเครียด ช่วยปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้ทนต่อภาวะต่างๆ ได้มากขึ้น และยังช่วยลดความเมื่อยล้า โดยกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายสร้างพลังงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้น

นอกเหนือจากสรรพคุณที่ได้กล่าวมาแล้วยังมีรายงานผลการวิจัยของโสมเพิ่มเติมอีกดังต่อไปนี้

- กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง โดยการสร้างสาร Interferon ซึ่งเป็นสารต้านเชื้อไวรัส และกระตุ้นการสร้างโปรตีน Interleukin- 1
- โสมมีส่วนช่วยเพิ่มการสร้างพลังงาน ทำให้นักกีฬามีความทนทานต่อการออกกำลังหนักได้ดีขึ้น และทำให้สามารถนำพาออกซิเจนไปใช้
   อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบในหญิงวัยหมดประจำเดือนหรืออาการวัยทอง
- ลดการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียดจากต่อมหมวกไต
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
- ช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ อาจถือได้ว่าเป็นไวอะกร้าธรรมชาติ
- ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นปกติ
- ลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับมาตรฐาน
- ลดอาการข้างเคียงจากการฉายรังสี

ที่มา : วิกิพีเดีย

           
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ