Home  :   Events  :  Royal Photos  :  Photos Gallery  :  Outbound tour  :  Flowers  :  Portraits   :   Asia Girls  :   Wallpapers  :   News  :  Clip Video   Site Update
  Home   
           
Home   :   Outbound Tour   :   Korea Part 11
ภาพท่องเที่ยวเกาหลี    โซล เกาะนามิ ซอรัคซาน พระราชวังเคียงบก โซลทาวเวอร์ คลองซองเกซอน ฯลฯ
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4
ตอนที่ 5
ตอนที่ 6
ตอนที่ 7
ตอนที่ 8
ตอนที่ 9
ตอนที่ 10
ตอนที่ 11
 
ภาพท่องเที่ยวเกาหลี
  หมู่บ้านฝรั่งเศส และเส้นทางในต่างจังหวัด
  เกาะนามิ จากซีรี่ย์ Winter Love Song
  อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน พระใหญ่วัดชินฮึงซา
  ชิมสตอเบอรี่สดๆจากไร่
  ซ้อปตลาดเมียงดง และทงแดมุน
  พระราชวังเคียงบก และบ้านพักประธานาธิบดีเกาหลี
  โซลทาวเวอร์ (Seoul Tower)
  สวนสนุก Lotte World
  คลองซองเกซอน
  พิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์
  อาหารเกาหลี เนื้อย่างเกาหลี
  แอบถ่ายสาวเกาหลีที่หน้ามหาวิทยาลัย

           
    Home  
Home   :   Outbound Tour   :   Korea Part 11
Korea 11 : Cheonggyecheon Stream and Korean students
แผนที่เกาหลี : ข้อมูลประเทศเกาหลีใต้

        

       

       

       




Korea Tourism part 11

เที่ยวเกาหลีใต้ตอนที่ 11 คลองซองเกซอน และ แอบถ่ายนักศึกษาเกาหลี


ภาพท่องเที่ยวเกาหลีได้มาถึงตอนสุดท้ายแล้วครับ  ชุดนี้จะไปชม "คลองซองเกซอน" กลางกรุงโซล  ที่เป็นคลองเกาแก่มาตั้งแต่ครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 600 ปีก่อน แต่มีการถมคลองสร้างถนน รองรับความเจริญ เช่นเดียวกับอีกหลายๆประเทศรวมทั้งไทยด้วย

หากจะย้อนอดีตของไทยไปราว 100 ปี ก็อาจเป็นได้ว่ามีการถมคลองเพื่อสร้างถนน หรือมีการเบียดบังพื้นที่คลองเพื่อขยายถนนในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะถนนราชดำเนิน  

และที่พอจำความได้ ก็รู้สึกว่าการถมคลองแต่ละครั้งจะได้รับการต่อต้านจากสื่อมวลชน คนในพื้นที่ รวมทั้งนักวิชาการที่ระบุว่า การถมคลองจะทำให้เกิดน้ำท่วม เนื่องจากระบายไม่ทัน แม้จะสร้างท่อระบายขนาดใหญ่มาทดแทน  แต่ก็คงไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับคลองดั่งเดิม

พื้นที่ในกรุงเทพจำนวนหลายแห่งที่มีการถมคลอง หรือถมทางระบายน้ำริมทาง เพื่อขยายถนน หรือสร้างถนนคร่อมคลองมาจนนับไม่ถ้วน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประชาชนไม่ยอมรับการขยายตัวของเมือง แต่เป็นห่วงเรื่องการระบายน้ำมากกว่า เกือบทุกแห่งที่ทราบมาก็ไม่ได้สร้างระบบระบายน้ำกันแบบจริงจัง เช่นใช้ท่อระบายขนาดเล็กเกินไป น้ำไหลไม่สะดวก ทำให้เกิดปัญหาจนถึงทุกวันนี้

ฝนตกน้ำท่วมกรุงเทพในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งต้องถือว่าเป็นผลกรรมจากการแก้ปัญหาของผู้บริหารกทม.ในอดีต คนรุ่นต่อๆไปจึงต้องรับกรรมกันเป็นทอดๆ เนื่องจากปัจจุบันทางกทม.ก็ไม่ได้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ ฝนตกที่ไรท่านผู้ว่าเชื้อเจ้าเชื้อผู้ดี มรว.สุขุมพันธ์ ก็ต้องผวา ไม่รู้ว่าจะโดนด่าผ่านโซเชียลมีเดียอีกหรือไม่

ครั้งก่อนที่น้ำท่วมกรุงก็บอกว่า
"ใครมีปัญหาเดือดร้อนก็ให้ไปอยู่ดอย"

และหากจำกันได้สมัยที่น้ำท่วมกรุงครั้งใหญ่เมื่อปี 54 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ขอผันน้ำเข้าอุโมงค์ขนาดยักษ์เพื่อออกสู่ทะเล มรว.สุขุมพันธ์ ก็ปฏิเสธบอกว่า "สร้างอุโมงค์เพื่อระบายน้ำฝน ไม่ไช่ระบายน้ำหลาก"

รัฐบาลยิ่งลักษณ์
เงิบ เลยครับ

แต่พอฝนตกน้ำท่วมมาหลายครั้ง อุโมงค์ยักษ์ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แถมบ่นกับคนใกล้ชิดที่ไปดูงานในต่างประเทศว่า
"ฝนดันมาตกเอาตอนที่ตนไม่อยู่"

สรุปว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมกทม.ที่อาจเป็นผลสำเร็จได้ในช่วงเวลาสั้นๆนี้ก็คือ
"ให้รัฐบาลสั่งผู้ว่ากทม.กลับไปพักผ่อนน่าจะดีกว่า"
อยู่ไปก็มีแต่จะโดนด่า แถมทำงานไม่เป็น มีวิสัยทัศน์ที่คับแคบ ต่างกับผู้ว่ากรุงโซลชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า


กลับมาต่อที่เกาหลี

คลองซองเกซอนในเกาหลีใต้ที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์โชซ็อน หรือราว 600 ปีก่อน มีระยะทางประมาณ 6 กม.

คลองซองเกซอนมีการถมที่เพื่อสร้างทางด่วนหรือถนนลอยฟ้าในช่วงจังหวะที่เกาหลีมีการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดในช่วงราว 50-60 ปีที่ผ่านมา ไม่ต่างกับประเทศจีนหลังมีนโยบายเปิดประเทศ

เศรษฐกิจโต การพัฒนาในทุกๆด้านก็ตามมา จากชุมชนที่เคยอยู่กันอย่างแออัดกลางกรุงโซล ก็กลายเป็นตึกเป็นคอนโด  หรืออาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่

การรื้อฟื้นคลองดั่งเดิม เป็นความคิดของ นายอี มย็อง-บัก ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการกรุงโซลเมื่อปี 2545 (ค.ศ.2002)

ครั้งแรกที่เสนอโครงการต่อท้องถิ่นก็ได้รับการต่อต้านจากทั่วสารทิศ และคงไม่ง่ายที่มีการรื้อทางด่วน ทุบตอม่อทั้งหมด  เพื่อรื้อฟื้นคลองโบราณที่อยู่ใต้ดิน ดูแล้วมันยากชนิดแสนเข็ญ

แต่โครงการนี้ก็สำเร็จลงได้หลังมีการประชุมถึง 4,300 ครั้งเพื่ออธิบายและทำความเข้าใจกับชุมชน

วันที่ 2 กรกฏาคม  ค.ศ 2003 เป็นวันแรกที่มีการทุบทางด่วนทิ้งด้วยวิธีการที่ทันสมัย มีการวางแผนมาเป็นอย่างดี สะพานทุกท่อน  ตอม่อทุกต้น ใช้วิธีการตัดด้วยเครื่องมือพิเศษ ป้องการเสียงดัง เศษหิน รวมทั้งฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย เนื่องจากเป็นพื้นที่ใจกลางกรุงโซล

ใช้ระยะเวลาประมาณ 3 ปีโครงการนี้จึงสำเร็จ พร้อมกับทำพิธีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2005

จากนั้นนายอี มย็อง-บัก ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบัน เนื่องจากเป็นที่ยอมรับของประชาชน กับผลงานการรื้อฟื้นคลองประวัติศาสตร์กลางกรุงโซล



หลังจากสร้างคลองได้เสร็จเรียบร้อย สื่อมวลชนจากทั่วโลกก็แห่กันมาทำข่าว บางสื่อก็เจาะลึกถึงที่มาที่ไป ถึงความยากลำบาก และปัญหาที่ต้องแก้สารพัดกว่าโครงการนี้จะสำเร็จขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าทึ่งและเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ที่น่าประหลาดไปกว่านั้นก็คือเป็นโครงการที่อยู่กลางกรุงโซลในย่านที่ดินแพงที่สุด ไม่ต่างกับย่านสีลมในเมืองไทย

ทุกวันนี้ใครมาเที่ยวเกาหลีก็ต้องมาแวะชมคลองประวัติศาสตร์ที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ และเป็นคลองใหม่ที่มีการออกแบบอย่างสวยงาม เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่เชิดหน้าชูตาของคนเกาหลี และเป็นสถานท่องเที่ยวที่พลาดไม่ได้

แอบถ่ายสาวเกาหลี

หลังจากเที่ยวชมคลองซองเกซอนแล้วก็ไปทานข้าวเที่ยงที่อยู่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กลางกรุงโซล ทำให้เห็นบรรยากาศ และ เห็นนักศึกษาเกาหลีว่ามีรสนิยมในการแต่งกายที่ถือว่าเป็นแนวหน้าของเอเชีย ชนิดที่แซงญี่ปุ่นไปเรียบร้อยแล้ว

ใครไปเที่ยวญี่ปุ่นก็อาจเห็นการแต่งกายแบบเชยๆ ของคนวัยทำงานและของวัยรุ่น ที่ไม่ค่อยจะตื่นเต้นนัก โดยเฉพาะรูปร่างและใบหน้าที่เป็นแบบธรรมชาติ ไม่เกลี้ยงเกลาหน้าใสเหมือนเกาหลี

แต่พอมาเห็นที่เกาหลีแล้วต้องบอกว่าทึ่งมาก คนเกาหลีมีรสนิยมในการแต่งตัว หากใช้คำว่า “ปารีสแห่งเอเชีย” ก็คงจะไม่ผิดนัก

การแต่งกายของนักศึกษาที่เกาหลีออกแนวแฟชั่น มีรสนิยม คนไทยที่มาเที่ยวเกาหลีที่ว่าแน่แล้วก็อาจดูเชยหากมาเดินปะปนกับคนเกาหลี

จึงไม่แปลกใจว่าทำใมจึงมีสินค้าแฟชั่นเกาหลีมากมายในเมืองไทย โดยเฉพาะที่ซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต

สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งที่มาสังเกตการณ์ที่หน้ามหาวิทยาลัย รวมทั้งแอบถ่ายภาพนักศึกษาก็คือว่า
“เกาหลีเป็นคนขี้อาย” เรียกว่าขี้อายเอามากๆ แม้แต่แอร์โฮสเตสที่ถ่ายไว้ในภาพชุดแรก ก็อายม้วนต้วนเลยทีเดียว

น่าแปลกนะครับ คำว่า “อายม้วน” อาจพบเห็นได้ยากสำหรับคนไทย ที่ยุคนี้ไม่ค่อยจะมียางอายกันแล้ว แต่ไปที่เกาหลี โดยเฉพาะสาวๆ เกือบจะทุกคนที่ถูกถ่ายภาพ แกอายม้วน(ม้วนจริง)

อาจมีคนสงสัยว่า ถ่ายสาวเกาหลี ไม่กลัวบ้างหรือว่าจะถูกตอกหน้า ชี้หน้า(ด่า) หรือเข้ามาต่อว่าว่าห้ามถ่าย

ก็ต้องบอกตามตรงว่า ไม่กลัวครับ ที่ไม่กลัวไม่ไช่ว่าจะทำตัวว่าแน่ หรืออยากแน่ แต่เนื่องจากประเมินแล้วว่า ถ่ายได้ และไม่มีปัญหา แอบถ่ายบ้าง หรือขออนุญาตบ้างก็แล้วแต่โอกาสและความเหมาะสมว่าจะเลือกใช้แบบไหน

แต่ที่หน้ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ใช้ 2 วิธี คือแอบถ่าย กับถ่ายแบบดื้อๆ ตรงๆ

อาจมีคนสงสัยว่าเป็นการละเมิด หรือเสียมารยาท อะไรประมาณนั้น...

ก็ตอบว่า หากใครคิดแบบนี้ก็ไม่ควรซื้อกล้องถ่ายภาพ  เนื่องจากมีกล้องไว้ถ่ายภาพ และถ่ายคน ซื้อมาแล้วก็อย่าคิดมาก อย่ามากเรื่อง หรืออีกทีก็โน่นเลย.. ถ่ายใบไม้ ใบหญ้า ถ่ายป่าเขา ไปตามเรื่องตามราว  

กล้าถ่ายแบบนี้มีความเสี่ยงไม๊....

ก็ต้องตอบว่าเสี่ยงในทุกที่ และทุกประเทศ แต่ก่อนถ่ายก็ต้องประเมินสถานการณ์แล้วว่า "ไม่มีปัญหา"

อาจมีปัญหาบ้างแต่น้อยมาก

เช่น

โบกมือไม่ยอมให้ถ่าย (มีบ้าง..แต่รู้สึกว่าโบกมือไปแบบงั้นๆ พอเป็นพิธี แล้วแอบยิ้ม)

หันหน้าหลบ (มีบ้าง อาย)

ปิดหน้า (พอประมาณ ปิดหน้าแต่แอบมอง)

วิ่งหนี (โดยเฉพาะพวกเด็กๆ จึงต้องวิ่งไล่ตาม เพื่อความสนุก)

ทำตาขวางใส่ (ไม่ค่อยบ่อย สงสัยทะเลาะกับแฟนมา) 

โบกมือไล่ (อันนี้เจอที่เวียดนาม ถ่ายขนมปังจากตู้กระจกข้างนอก ไม่ได้ถ่ายคนนะครับ)

โดนด่า (แม่ค้าจีนด่าต่อหน้าธารกำนัล ขณะถ่ายภาพอาหารในถาด โดนด่าแต่ก็ไม่หยุดถ่าย เนื่องจากฟังไม่รู้เรื่อง)

เกือบวางมวย (คนขับสามล้อในจีน เจอ 2 ครั้ง )

จุงมือสาวมาถ่ายที่สว่าง(ที่เวียดนาม..ทำหลายครั้ง ภาพจะได้สวย สว่าง)

ถ่ายเสร็จขอเช็คแฮนด์ (จีน+เวียดนาม จับมือตามธรรมเนียมนะคร้าบ)

ขอให้ลบภาพที่ถ่าย (เจอ 1 ครั้งที่ญี่ปุ่น..ปรี่เข้ามาบอกขอให้ Delete ทำนิ้วไขว้เป็นสัญญัลกษณ์)

ถูกตำรวจเรียกตัวไปสอบสวน...(ที่ฮ่องกง เนื่องจากสาวที่ถูกถ่ายไปฟ้องตำรวจ ทั้งๆที่เราถ่ายแบบกว้างๆไม่ได้เจาะจง)

ยอมให้ถ่าย ไม่มีปัญหา....(99.99%)



โอ๊ย.. เจอมาหมดแล้วครับ

ถ้าจะถามว่าชาติไหนถ่ายง่าย ไม่มีปัญหา ก็ตอบว่า "ชาติไทยครับ"
เคยลองทดสอบโดยการไปดักถ่ายสาวๆที่สยามพารากอน และที่ตลาดนัดจตุจักร ก็ปรากฏว่าไม่มีใครปฏิเสธแม้แต่คนเดียว ทุกคนให้ความร่วมือด้วยดีชนิดเกินคาด

 



จบการเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศเกาหลี สวัสดี..



โฟโต้ออนทัวร์
4 กรกฏาคม 2558







แผนที่ประเทศเกาหลี








ข้อมูลประเทศเกาหลีใต้
ที่มา : วิกิพีเดีย

สาธารณรัฐเกาหลีใต้

เมืองหลวง : โซล
ประชากร  :  50 ล้านคน(ปี51)
พื้นที่         :  98,480 ตร.กม. หรือ 38,023 ตร.ไมล์
สกุลเงิน     : วอน
อัตราแลกเปลี่ยนกับเงินบาท : 1 บาทเท่ากัีบ 30 วอน (โดยประมาณ)
ระบบจราจร : ขวามือ
ธงประจำชาติหลีใต้ : เป็นรูปของหยิน และหยาง แสดงถึงด้านสว่าง (สีแดง) และด้านมืด (สีน้ำเงิน) หรือจะเปรียบเทียบเป็นร้อน และเย็นก็ได้ โดยภาพจะสมมาตร ทั้ง 2 ส่วน แต่ละมุมจะแสดงถึง สวรรค์ โลก ไฟ และน้ำ





สาธารณรัฐเกาหลี ( Republic of Korea)
หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า เกาหลีใต้ ( South Korea)
เป็นประเทศในเอเชียตะวันออก มีพื้นที่ครอบคลุมส่วนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี พรมแดนทางเหนือติดกับประเทศเกาหลีเหนือ มีประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้โดยมีทะเลญี่ปุ่นและช่องแคบเกาหลีกั้นไว้

ในภาษาเกาหลีอ่านชื่อประเทศว่า แดฮันมินกุก โดยเรียกสั้น ๆ ว่า ฮันกุก ที่หมายถึงคนชาวฮั่นหรือคนเกาหลี และบางครั้งจะใช้ชื่อว่า นัมฮัน ที่หมายถึง ชาวฮั่นทางใต้ ส่วนชาวเกาหลีเหนือจะเรียกเกาหลีใต้ว่า นัมโช ที่หมายถึง โชซอนใต้

ยุคโกโชซอน
อาณาจักรโชซอนโบราณอาณาจักรโกโชซอน หรือ อาณาจักรโชซอนโบราณ ตั้งอยู่ตรงบริเวณตอนใต้ของแมนจูเรียและตอนเหนือของคาบสมุทรเกาหลี ก่อตั้งขึ้นโดยกษัตริย์ ทันกุน วังกอม เมื่อ 2333 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีเมืองหลวงคือ วังกอมซอง (เปียงยางในปัจจุบัน) และล่มสลายลงในปี พ.ศ. 435 โดยการเข้ายึดครองโดยกองทัพของราชวงศ์ฮั่นที่ปกครองประเทศจีน ราชวงศ์ฮั่นได้แบ่งอาณาจักรโกโชซอนออกเป็น 4 แคว้นคือ แคว้นนังนัง แคว้นเหลียวตง แคว้นเสิ่นตู และแคว้นเซินฟาน

ยุคหกอาณาจักรในยุคนี้บนคาบสมุทรเกาหลีและในแมนจูเรียมีอาณาจักรต่างๆก่อตัวขึ้นจำนวนหกอาณาจักร คือ

1 อาณาจักรพูยอ
ตั้งอยู่บริเวณทางตะวันออกเฉียงเหนือของแมนจูเรีย ก่อตั้งโดย พระเจ้าแฮบูรู ภายหลังถูกแบ่งออกเป็นสองอาณาจักร คือ ตงพูยอ และ พุกพูยอ อาณาจักรตงพูยอปกครองโดยพระเจ้าแทโซ ส่วนอาณาจักรพุกพูยอภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอาณาจักรโกคูรยอปกครองโดยพระเจ้าดงเมียงซอง อาณาจักรตงพูยอถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรโกคูรยอหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าแทโซ

2 อาณาจักรทงเย
เดิมทงเยเป็นมณฑลหนึ่งโกโชซอน หลังจากโกโชซอนล้มสลายลงและถูกแบ่งออกเป็น 4 แคว้นนั้น มณฑลทงเยจึงได้ก่อตั้งขึ้นเป็นอาณาจักร อยู่บริเวณทางตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรเกาหลี อาณาจักรทงเยถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรโกคูรยอในปี ค.ศ. 400 สมัยพระเจ้ากวางแกโตมหาราช

3 อาณาจักรอกจอ
เดิมอกจอเป็นเพียงชนเผ่าเล็กๆที่ก่อตัวขึ้นบนคาบสมุทรเกาหลีในพุทธศตวรรษที่ 2 อาณาจักรอกจอตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรเกาหลีทอดตัวยาวตามทะเลญี่ปุ่น ทิศเหนือและทิศตะวันตกมีพื้นที่ติดกับอาณาจักรโกคูรยอทิศใต้มีพื้นที่ติดกับอาณาจักรทงเย อาณาจักรอกจอถูกแบ่งออกเป็นสองอาณาจักร คือ ตงอกจอ และพุกอกจอหรือชิคูรู อาณาจักรอกจอทั้งสองถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรโกคูรยอในพุทธศตวรรษที่ 5 สมัยพระเจ้ากวางแกโตมหาราช

4 อาณาจักรมาฮัน
ตั้งอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรเกาหลี ก่อตั้งขึ้นโดยพระเจ้าจุนที่อพยพประชาชนมาจากโกโชซอน เมื่อ 194 ปีก่อนคริสต์ศักราช ภายหลังอาณาจักรมาฮั่นถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรแพกเจ
5 อาณาจักรพยอนฮัน
ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี ก่อตั้งเมื่อพุทธศตวรรษที่ 4 พยอนฮันเป็นอาณาจักรสืบต่อจากอาณาจักรจินที่เคยรุ่งเรืองในปลายยุคโกโชซอนทางตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี ภายหลังพยอนฮันถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรคายา

6 อาณาจักรจินฮัน
ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของคาบสมุทรเกาหลี รุ่งเรืองอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 1 ถึง พุทธศตวรรษที่ 4 ภายหลังถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรซิลลา

เศรษฐกิจ

เกาหลีใต้เป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด เป็นประเทศพัฒนาแล้ว

การเพาะปลูก : พืชสำคัญได้แก่ ข้าวเจ้า ข้าวบาร์เลย์ แอปเปิล มันฝรั่ง ถั่วเหลือง ข้าวสาลี
การเลี้ยงสัตว์ : สัตว์เลี้ยงสำคัญได้แก่ สุกร โค สัตว์ปีก และตัวไหม
การประมง    : ผลผลิตทางการประมงของเกาหลีใต้มีเหลือใช้ในประเทศจนสามารถส่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอย่างหนึ่ง
เกาหลีใต้สามารถจับปลาได้เป็นอันดับ 10 ของโลก (ไทยเป็นอันดับ 9 สถิติปี พ.ศ. 2535)
การทำเหมืองแร่ : เกาหลีใต้ขาดแคลนถ่านหินและน้ำมันปิโตเลียม แต่มีแร่ธาตุอื่นๆอีกหลายชนิด ได้แก่ แกรไฟต์ ดินเกาลิน และทังสเตน
อุตสาหกรรม : อุตสาหกรรมในเกาหลีใต้ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเบา ผลผลิตทางอุตสาหกรรมที่สำคัญได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ รถยนต์ ปิโตรเคมี และเรือเดินสมุทร


ประชากรศาสตร์

เชื้อชาติ : ประเทศเกาหลีแทบจะไม่มีชนชาติอื่นนอกจากคนเกาหลีเอง แต่ก็มีชาวจีนประมาณ 3 หมื่นคน ซึ่งอยู่ตามเขตเมืองหลวงมาช้านานแล้ว และยังมีชาวฟิลิปปินส์อีก 72,000 คน


ศาสนาในเกาหลีใต้


อศาสนา(ไม่นับถือศาสนาใดๆ)   46.5 %
ศาสนาพุทธ                             22.8 %
โปรเตสแตนต์                          18.3 %
โรมันคาทอลิก                         10.9 %
อื่น ๆ                                        1.7 %

ประเทศเกาหลีใต้ไม่มีศาสนาประจำชาติ
และประชาชนมีอิสระในการนับถือศาสนา ในปี ค.ศ. 2005 ประชากรเกาหลีใต้เกือบครึ่งหนึ่งเป็นอศาสนา ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธหรือคริสต์ ต่อมาในปี ค.ศ. 2007 ได้มีการสำรวจสำมะโนประชากร พบว่าร้อยละ 29.2 นับถือศาสนาคริสต์ (ในจำนวนนี้เป็นโปรเตสแตนต์ร้อยละ 18.3 และคาทอลิกร้อยละ 10.9) รองลงมาคือร้อยละ 22.8 นับถือศาสนาพุทธ

นอกจากนี้ยังศาสนิกของศาสนาอิสลาม ซึ่งเข้าสู่เกาหลีครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 7 รวมทั้งลัทธิเกิดใหม่อย่าง ลัทธิช็อนโด และลัทธิว็อนบุล ทั้งยังมีการปฏิบัติศาสนกิจในลัทธิเชมัน ลัทธิดั้งเดิมของเกาหลีก่อนรับศาสนาอื่น  ซึ่งนับถือเทพเจ้าผู้สร้างคือ ฮวันอิน (คือ พระอินทร์ในพุทธศาสนา) ทั้งได้รับการนับถือในกลุ่มชาวคริสต์ทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ด้วย

โบสถ์คาทอลิกจ็อนดง
วัดแฮอินซาศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีศาสนิกมากที่สุดในเกาหลีใต้ มีศาสนิกชนราว 13.7 ล้านคน โดยประชากรราวสองในสามนิยมเข้าโบสถ์โปรเตสแตนต์ และประชากรร้อยละ 23 นิยมเข้าโบสถ์ของโรมันคาทอลิก อย่างไรก็ตามในช่วงปี ค.ศ. 1980 ศาสนิกชนเข้าโบสถ์โปรเตสแตนต์ลดลง เพราะการขยายตัวของนิกายโรมันคาทอลิก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเกาหลีใต้ถือเป็นประเทศที่มีการส่งมิชชันนารีออกเผยแผ่ศาสนามากเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา

ศาสนาพุทธ
ศษสนาพุทธเข้ามามีบทบาทในเกาหลีตั้งแต่ปี ค.ศ. 372 จากการสำรวจสำมะโนประชากรในปี ค.ศ. 2005 มีศาสนิกชนราว 10.7 ล้านคน ปัจจุบันชาวพุทธส่วนใหญ่ในเกาหลีใต้ร้อยละ 90 นับถือนิกายโจ-กเย ซึ่งศาสนวัตถุของพุทธศาสนาจำนวนมากได้กลายเป็นสมบัติประจำชาติ ซึ่งตกทอดมาจากยุครัฐเหนือใต้ และยุคโครยอที่ศาสนาพุทธมีความเจริญจนถึงขีดสุด และภายหลังศาสนาพุทธได้อ่อนแอลงจากการปราบปรามของราชวงศ์โชซ็อนซึ่งนับถือลัทธิขงจื๊อ

ศาสนาอิสลาม
ศาสนาอิสลามเคยเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนเกาหลีตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 ในยุครัฐเหนือใต้ แต่ผู้สืบเชื้อสายได้หันไปนับถือศาสนาพุทธหรือเชมันแทน เนื่องจากเกาหลีขาดการติดต่อกับโลกอาหรับ ปัจจุบันจากการเผยแผ่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีชาวมุสลิมสัญชาติเกาหลีใต้ราว 30,000-35,000 คน ขณะที่อิสลามิกชนส่วนใหญ่ราว 100,000 คนในเกาหลีใต้เป็นแรงงานชาวต่างชาติ อาทิ บังกลาเทศ และปากีสถาน

เกาหลีใต้ยังมีความขัดแย้งทางศาสนา
กรณีศาสนิกบางส่วนของศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ได้แสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาพุทธ มีเหตุการณ์วางเพลิงและการกระทำที่ป่าเถื่อนกับศาลเพียงตาของพุทธศาสนารวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ หลายสิบครั้ง รวมทั้งการทำลายวัดขนาดใหญ่หลายแห่งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีเนื้อความระบุว่าผู้กระทำผิดเป็นชาวโปรเตสแตนต์ และมีข้อความหลงเหลืออยู่ซึ่งประณามการบูชา "รูปเคารพ"


เครื่องแต่งกายประจำชาติของเกาหลี


ชาวเกาหลีมีชุดประจำชาติตั้งแต่สมัยโบราณ เรียกว่า ฮันบก (ฮันหมายถึงชาวเกาหลี บกหมายถึงชุด รวมกันหมายถึงชุดของชาวเกาหลี) ฮันบกทั้งของผู้หญิงและผู้ชายมีลักษณะหลวมๆ เพื่อความสะดวกสบายและคล่องแคล่วไม่ใช้กระดุมหรือตะขอ แต่จะใช้ผ้าผูกไว้แทน ชุดของผู้ชาย ข้างล่างประกอบด้วย "ปันซือ" แต่สมัยใหม่เรียกว่า "แพนที" ซึ่งหมายถึงกางเกงใน ชั้นนอกสวม "บาจี" เป็นกางเกงขายาวหลวมๆรวบปลายขาไว้ด้วย "แทมิน" เป็นแถบผ้าใช้มัดขากางเกง"บันโซเม" เป็นเสื้อรัดรูปแขนสั้นไว้ข้างใน เสื้อนอกเรียกว่า "จอโกลี" เป็นเสื้อแขนยาวไม่มีปกไม่มีกระเป๋า

ชุดของผู้หญิง ประกอบด้วย "แพนที" หรือกระโปรงที่อยู่ข้างใน ข้างบนใช้ "ซ็อกชีมา" เป็นแถบผ้าขนาดใหญ่ ใช้มัดทรวงอกไว้แทนเสื้อยกทรง ข้างนอกสวม "ชีมา" เป็นกระโปรงยาวกรอมเท้า สวมเสื้อ "จอโกรี" เป็นเสื้อนอกแขนยาว ฮันบกเป็นภาพรวมศิลปะของเกาหลีที่สามารถพบเห็นได้ตามท้องถนนของเกาหลี ราวกับถนนสายแฟชั่นของปารีส ฮันบกชุดแต่งกายประจำชาติของเกาหลีทำจากผ้าสีสันสดใส เนื้อผ้าจะขึ้นอยู่กับโอกาสและวัยของผู้ใส่ เด็กหญิงหรือหญิงสาวจะสวมกระโปรงสีแดงเสื้อสีเหลือง จะเปลี่ยนเป็นกระโปรงสีแดง เสื้อสีเขียวเมื่อแต่งงานแล้ว ส่วนหญิงสูงอายุอาจเลือกสีสันต่างๆ ที่สดใส และเลือกใช้เนื้อผ้าได้หลากหลาย

ปัจจุบันชุดแต่งกายวัฒนธรรมเดิมจะใช้เฉพาะโอกาสพิเศษเท่านั้น แต่ตามถนนหนทาง และรถไฟใต้ดินจะยังคงเห็นผู้คนสวมใส่กันอยู่บ้าง โดยเฉพาะผู้สูงอายุยังคงสวมใส่ชุดฮันบกอยู่

ที่มา : วิกิพีเดีย




การรุกรานเกาหลีของมองโกล

ต้นศตวรรษที่ 13 เป็นช่วงเวลาแห่งการขยายอำนาจของมองโกล ในค.ศ. 1225 วอเคอไตข่าน (Ogedei Khan) ส่งทูตมาเรียกร้องบรรณาการจากโครยอ แต่ทูตมองโกลถูกลอบสังหารอย่างปริศนา วอเคอไตข่านจึงแก้แค้นเกาหลีโดยการส่งแม่ทัพซาร์ไต (Sartai) ยกทัพมองโกลมาบุกเกาหลีในค.ศ. 1231 รุกข้ามแม่น้ำยาลูมาอย่างรวดเร็ว

ชเวอู
ระดมพลเกาหลีไปป้องกันได้ที่เมืองคูซอง  แต่ทัพมองโกลนั้นมีความรวดเร็วสามารถยึดเมืองแคซองได้ในค.ศ. 1232 ด้วยความช่วยเหลือของฮงบกวอน ขุนนางเกาหลีที่ไปเข้ากับมองโกล ราชสำนักเกาหลีต้องยอมเสียเงินทองผ้าไหม รวมทั้งม้าและทาสให้กับมองโกลเป็นค่าชดเชย และวอเคอไตข่านยังให้ผู้ตรวจการ (darugachi) จำนวน 72 คนอยู่ควบคุมสถานการณ์ในโครยอ

แต่ ชเวอู ก็ได้สั่งให้นำผู้ตรวจการทั้ง 72 คนไปสังหารเสีย แล้วย้ายราชสำนักไปที่เกาะคังฮวา สร้างป้อมปราการแข็งแรงล้อมรอบ ซึ่งแผนการย้ายราชสำนักนี้เป็นที่ต่อต้านของพระเจ้าโคจงและขุนนางฝ่ายพลเรือนทั้งหลาย ที่เห็นว่าไม่ควรจะไปสู้รบกับมองโกลเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โครยอ ราชสำนักที่เกาะคังฮวานั้นเป็นวังของชเวอูมากกว่าที่จะเป็นพระราชวังของพระเจ้าโคจง  ออเกอเดย์ข่านเห็นว่าการย้ายเมืองหลวงของเกาหลีเป็นการเตรียมรบกับมองโกล จึงส่งทัพมาบุกอีกนำโดยฮงบกวอน ขุนนางเกาหลีที่ไปเข้าพวกมองโกล ปรากฏว่าแม่ทัพซาร์ไตถูกลอบสังหารโดยพระภิกษุชื่อว่าคิมยุนฮู

ทัพมองโกลยังคงอยู่ในเกาหลีต่อมา ในค.ศ. 1236 พระเจ้าโคจงมีพระราชโองการให้จัดพิมพ์พระไตรปิฏกภาษาเกาหลี ( Tripitaka Koreana) เก็บไว้ที่วัดแฮอิน  ขึ้นมาเพื่อทดแทนของเดิมที่ถูกมองโกลทำลายและทรงเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ได้บุญและโครยอจะรอดพ้นจากการรุกรานของมองโกล เมื่อวอเคอไตข่านเสียชีวิตในค.ศ. 1241 การรุกรานของมองโกลจึงหยุดไป

ในค.ศ. 1251 มองเกอข่าน (Mongke Khan) ข่านคนใหม่ของมองโกล ได้เรียกร้องให้พระเจ้าโคจงย้ายกลับมาประทับที่เมืองแคซอง มองเกอข่านส่งจาแลร์ไต (Jalairtai) ยกทัพมองโกลเข้ามาบุกโครยออีกครั้ง จนพระเจ้าโคจงต้องทรงยอมจำนน ย้ายกลับมาประทับที่แคซอง แต่ชเวฮัง  บุตรชายของชเวอูและผู้นำทหารต่อจากบิดายังคงอยู่ที่เกาะคังฮวา มองเกข่านเห็นว่าเกาหลียังไม่นอบน้อมเพราะผู้นำเผด็จการทหารจึงต้องการนำตัวชเวฮังมาลงโทษ จาแลร์ไตบุกเกาหลีอีกครั้งในค.ศ. 1254 ซึ่งเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดมีความเสียหายมากที่สุด ทัพมองโกลสังหารชาวเกาหลีไปจำนวนมากเป็นพันคนรวมทั้งเผาทำลายบ้านเมืองและวัตถุมีค่า เกาหลีกลายเป็นแดนมิคสัญญีขณะที่ราชสำนักใช้ชีวิตอย่างหรูหราหลบซ่อนอยู่ที่เกาะคังฮวา

ในที่สุด ค.ศ. 1258 พระเจ้าโคจงร่วมกันวางแผนกับคิมอินจุน และขุนนางฝ่ายพลเรือนทั้งหลาย ใช้ให้ยูคยอง  ทำการลอบสังหารชเวอี  ผู้นำเผด็จการทหารบุตรชายของชเวฮังไปเสีย และพระเจ้าโคจงก็ทรงยอมจำนนต่อมองโกล โดยโครยอตกเป็นเมืองขึ้นของมองโกลและต้องส่งองค์ชายโครยอทั้งหลายไปอยู่กับมองโกลที่เมืองคาราโครุม (Karakorum) และต้องอภิเษกกับเจ้าหญิงมองโกล รวมทั้งผนวกมณฑลซังซอง  ให้อาณาจักรมองโกลปกครองโดยตรง ในค.ศ. 1259 พระเจ้าโคจงก็ทรงส่งพระโอรสองค์ชายรัชทายาทวังจอน  ภายหลังเป็น พระเจ้าวอนจง) ไปเป็นองค์ประกันกับพวกมองโกล แต่พระเจ้าโคจงก็สวรรคตในปีเดียวกัน องค์ชายวังจอนจึงขึ้นครองราชย์ต่อเป็นพระเจ้าวอนจง

พระเจ้าโคจงในภายหลังได้รับพระนาม พระเจ้าชุงฮอน จากจักรรพรรดิหยวนซื่อจูกุบไลข่าน แต่ก็ยังทรงมีพระนามที่พระสุสานอยู่

ที่มา : วิกิพีเดีย




โสม

โสม ( Ginseng)
เป็นพืชในสกุล Panax โตได้ในบริเวณซีกโลกเหนือ ในทวีปเอเชีย และทวีปอเมริกาเหนือ มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Panax ginseng C.A. Mayer

ประวัติโสม
เป็นพืชสมุนไพรโบราณ มีหลากหลายสายพันธุ์แตกต่างกันไปตามแต่สถานที่เพาะปลูก เช่น โสมจีน โสมเกาหลี และโสมอเมริกา แรกเริ่มเดิมทีนั้นการใช้โสมถูกบันทึกไว้ในตำรับยาแพทย์แผนจีนหลายพันปีก่อน เชื่อกันว่าโสมในยุคแรกที่มีการนำมาใช้คือโสมป่า ที่ขุดได้จากทางตอนเหนือของจีน มีรูปร่างของรากคล้ายกับคน(หยิ่งเซียม) และมีการใช้โสมแพร่หลายออกไปยังเกาหลี โสมเกาหลี(โสมกอรียอ) และอีกหลากสายพันธุ์จากฝั่งอเมริกา ในสมัยก่อนโสมนั้นมีราคาแพงมาก เนื่องจากโสมป่านั้นเป็นของหายาก

ต้นโสม
โสมเป็นพืชล้มลุกที่ปลูกยาก ต้องปลูกในที่ๆมีอากาศเย็นสม่ำเสมอ ไกลจากทะเล และดินและน้ำไม่มีมลพิษ มีรากลึกประมาณ 1ฟุต ลำต้นสูงประมาณ 1เมตร โสมทางฝั่งเอเชียนิยมเพาะปลูกกันทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน และในประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ส่วนโสมอเมริกาจะมาจากวิสคอนซิน หรือแคนาดา ปัจจุบันมีการเพาะปลูกโสมกันในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากโสมป่าเป็นของที่หายากแล้ว ต้นโสมชนิดของโสมเรานิยมนำโสมมาใช้เฉพาะส่วนของรากที่อยู่ลงไปใต้ดิน โสมที่ขุดนำมาใช้ได้นั้นจะมีอายุตั้งแต่ 3 - 6 ปี ซึ่งโสมอายุ 6 ปีจะเป็นโสมที่ถือว่ามีตัวยาสำคัญมากที่สุด โดยโสมแบ่งได้ 2 ชนิด คือ

โสมขาว
คือโสมสดที่ขุดขึ้นมาจากดิน ล้างทำความสะอาด สามารถนำไปใช้ได้ทันที อาจนำไปตากแห้งให้น้ำระเหยออกไปเพื่อให้เก็บรักษาไว้ใช้ได้นานขึ้น ใช้เป็นส่วนผสมของยาจีนและทำอาหารได้

โสมแดง
คือโสมขาวที่นำไปผ่านวิธีการอบ เพื่อให้มีสรรพคุณทางยามากขึ้น ลักษณะของรากจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมแดง และมีความชื้นเล็กน้อย โสมแดงนี้ถือว่ามีคุณค่าทางยามากที่สุดและราคาแพง ส่วนโสมในปัจจุบันที่ใช้กันโดยทั่วไปนั้น จะเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ได้จากการนำโสมแดงและโสมขาวมาทำ เช่น โสมสกัด โสมเม็ด โสมผง หรือใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง

ประโยชน์ของโสมสาร Adaptogens ในโสม มีคุณสมบัติลดความเครียด ช่วยปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้ทนต่อภาวะต่างๆ ได้มากขึ้น และยังช่วยลดความเมื่อยล้า โดยกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายสร้างพลังงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้น

นอกเหนือจากสรรพคุณที่ได้กล่าวมาแล้วยังมีรายงานผลการวิจัยของโสมเพิ่มเติมอีกดังต่อไปนี้

- กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง โดยการสร้างสาร Interferon ซึ่งเป็นสารต้านเชื้อไวรัส และกระตุ้นการสร้างโปรตีน Interleukin- 1
- โสมมีส่วนช่วยเพิ่มการสร้างพลังงาน ทำให้นักกีฬามีความทนทานต่อการออกกำลังหนักได้ดีขึ้น และทำให้สามารถนำพาออกซิเจนไปใช้
   อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบในหญิงวัยหมดประจำเดือนหรืออาการวัยทอง
- ลดการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียดจากต่อมหมวกไต
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
- ช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ อาจถือได้ว่าเป็นไวอะกร้าธรรมชาติ
- ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นปกติ
- ลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับมาตรฐาน
- ลดอาการข้างเคียงจากการฉายรังสี

ที่มา : วิกิพีเดีย

           
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ