Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound : Kunming China 01       
 
 
 
 


1 เขาซีซาน


2 ตำหนักจินเจี้ยน


3 เส้นทางชนบท


4 อุทยานป่าหิน


5 หุบเขาเปลี่ยนสี


6
เมืองป่าหิน


7 ถ้ำจิ่วเซ๊ยง


8 ทิวทัศน์


9 วัดหยวนทง


10 เมืองกวนตู้
 
  Home
Home   :   Outbound Tour   :   Kunming 01
Kunming China เที่ยวคุนหมิง เขาซีซาน ตำหนักทองจินเตี้ยน อุทยานป่าหิน หุบเขาทรายเปลี่ยนสี  ถ้ำจิ่วเซียง วัดหยวนทง 
 
Kunming 1 คุนหมิงตอนที่ 1  ศาลเจ้าในลัทธิเต๋าบนเขาซีซาน
 
 
   
 


คุนหมิงตอนที่ 1 Kunming part 1
ศาลเจ้าในลัทธิเต๋าบนเขาซีซาน
(เดินทาง มิถุนายน 2552/2009)





เมืองคุนหมิงของจีน เป็นสถานท่องเที่ยวที่คนไทยรู้จักไม่แพ้เมืองปักกิ่งและเซียงไฮ้  แต่คุนหมิงเป็นเมืองเกษตรกรรม  มีพื้นที่เพาะปลูกกว้างใหญ่ไพศาล เป็นแหล่งผลิตพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญของจีน รวมทั้งยังส่งไปขายยังต่างประเทศ

แหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆในคุนหมิงส่วนใหญ่จะเป็นสถานท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น “ อุทยานป่าหิน ” (Stone Forest)  ซึ่งเป็นอุทยานขนาดใหญ่มีพื้นที่ราว 350 ตารางกิโลเมตร และเป็นป่าหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

คุนหมิงขึ้นชื่อในเรื่องของอากาศ อุณหภูมิโดยเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 15.5 องศาเซลเซียส หรืออยู่ระหว่าง 2.3 - 20.8 องศา

สถิติในรอบ 30 ปี ร้อนสุดของเมืองนี้อยู่ในเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 24.4 องศา หรือพอๆกับห้องแอร์ในบ้านเรา ใครมาเที่ยวคุนหมิงค่อนข้างพอใจกับสภาพอากาศ ไม่ร้อน และไม่หนาวจนเกินไป
 

ตารางอุณหภูมิเปรียบเทียบระหว่างคุนหมิงกับเชียงใหม่(ข้างล่าง) จะเห็นว่าแตกต่างกันค่อนข้างมาก เรามีพืชผักเมืองหนาวที่ปลูกในเชียงใหม่และตามดอยต่างๆ แต่อากาศก็ยังไม่หนาวเท่าคุนหมิงซึ่งเป็นเมืองเกษตรกรรมที่ปลูกพืชผักเมืองหนาวเช่นกัน

ตารางเปรียบเทียบอุณหภูมิที่คุนหมิงกับเมืองเชียงใหม่

          


จากตารางน่าจะพอสรุปได้ว่าคุนหมิงเป็นเมืองที่มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี 

ไกด์บอกว่าคนจีนชอบอากาศที่คุนหมิงมาก หากใครมาอยู่ที่นี่แล้วก็จะติดใจจนไม่อยากย้ายไปอยู่ที่อื่น แถมยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชผักผลไม้ ในระหว่างการเดินทางเราจะเห็นพืชผักตลอดสองข้างทางอย่างชนิดสุดลูกหูลูกตา พื้นดินทุกตารางนิ้วถูกใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อการเพาะปลูก ไม่มีคำว่าที่ดินว่างเปล่าหรือปล่อยให้ไร้ค่าจนต้นหญ้าขึ้นปกคลุม

ปัจจุบันพืชผักผลไม้ที่คุนหมิงถูกส่งไปขายยังประเทศใกล้เคียงเช่นเวียดนาม พม่า และไทย จนแทบจะกล่าวได้ว่าครองตลาดผลไม้ไทยไปกว่าครึ่ง ไม่ว่าจะเป็นส้ม องุ่น ทับทิม ลูกพลับ ฯลฯ แถมยังสดและราคาถูกด้วย ขณะเดียวกันจีนก็นำเข้าผลไม้จากไทยมากเป็นอันดับ 1 เท่ากับว่ามีการแลกเปลี่ยนผลไม้ซึ่งกันและกัน ไทยซื้อจากจีนเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันจีนก็ซื้อจากไทยเป็นจำนวนมากไม่แพ้กัน โดยเฉพาะมังคุดจากไทย

มาเที่ยวคุนหมิงแล้วมีสิ่งที่น่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่งก็คือบนหลังคาตึก หรือชั้นดาดฟ้าของอาคารพาณิชย์ จะเห็นแผงโซล่าเซลล์พร้อมถังน้ำขนาดใหญ่แทบทุกบ้าน ถังที่เห็นนั้นเป็นถังเก็บน้ำอุ่นจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่มาจากแผงโซลาเซลล์ บางบ้านสภาพถังเก็บน้ำดูจะเก่าเอามากๆ หรือบางบ้านเห็นขาเหล็กยึดถังมีสนิมเขรอะ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศจีนมีการใช้แผงโซล่าเชลล์ในบ้านเรือนมานานหลายสิบปีแล้ว

อนาคตจึงพอจะมองออกว่าจีนน่าจะเป็นเจ้าตลาดด้านเทคโนโลยี่พลังงานแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะยานพาหนะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ เช่นจักรยานไฟฟ้า มอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า หรือแม้แต่รถซาเล้งที่รับซื้อกระดาษหนังสือพิมพ์แบบบ้านเราก็เป็นรถไฟฟ้าจากพลังงานแบตเตอรี่

หันกลับมาดูเมืองไทยที่นำเข้าสินค้าจีน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือของเล่นไฟฟ้า ก็ต้องบอกว่ามีวางขายจนเต็มทุกพื้นที่ แถมมีราคาถูกเอามากๆ


คุนหมิงเมืองเอกของมณฑลยูนนาน

คุนหมิงเป็นเมืองเอกของมณฑลยูนนาน มีประชากรราว 3.7 ล้านคน  ส่วนเมืองสำคัญอื่นๆในมณฑลยูนนานได้แก่ สิบสองปันนา (Xishuangbanna)  ต้าหลี่ (Dali)  และเมืองต้าหลี่ก็เกี่ยวข้องกับชนชาติไทยในฐานะที่เคยเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวไต (Tai) มาก่อน 

ต้นกำเนิดของคนไทยในปัจจุบันส่วนหนึ่งก็มาจากอาณาจักรน่านเจ้า ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองต้าหลี่ในปัจจุบัน จากนั้นค่อยๆอพยพลงมาตามลุ่มแม่น้ำโขงเมื่อราว 8-900 ปีก่อน เพื่อหนีการรุกรานของอาณาจักรมองโกล และในปลายรัชกาลที่ 3 หรือราว 185 ปีก่อนก็มีชาวจีนจากมณฑลยูนนาน เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่กรุงเทพมหานคร(สยามประเทศ) นอกจากนี้ก็ยังมีชาวจีนจากมณฑลอื่นๆกระจายไปอยู่ตามจังหวัดต่างๆของประเทศไทย บางกลุ่มก็เข้ามาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

กลุ่มชาวไทยเชื้อสายจีน *

ประเทศไทยมีประชากรคนไทยเชื้อสายจีนประมาณ 8 ล้านคน ส่วนมากจะเป็นเชื้อสายแต้จิ๋ว ประมาณ 56% รองลงมา ได้แก่ แคะ 16% ไหหลำ 11% กวางตุ้ง 7% ฮกเกี้ยน 7% และอื่นๆ 12%

จีนแต้จิ๋ว (Teochew)  เป็นกลุ่มชาวจีนที่มากที่สุด ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามพื้นที่รอบๆแม่น้ำเจ้าพระยาและตามภาคกลาง ได้มาที่สยามตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาแล้ว โดยมาจาก มณฑลฝูเจี้ยน และ มณฑลกวางตุ้ง  ส่วนมากจะทำการค้าทางด้าน การเงิน ร้านขายข้าว และ ยา มีบางส่วนที่ทำงานให้กับภาครัฐ ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พ่อค้าจีนแต้จิ๋วจำนวนมากได้รับสิทธิพิเศษ ชาวจีนกลุ่มนี้จึงเรียกว่า จีนหลวง (Royal Chinese) สาเหตุเนื่องจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีเชื้อสายแต้จิ๋วเช่นกัน ในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์การอพยพของชาวแต้จิ๋วจึงมีมากขึ้น และในประเทศไทยเองก็มีคนแต้จิ๋วเป็นจำนวนมาก

จีนแคะ (Hakka) เป็นกลุ่มชาวจีนอพยพที่มาจาก มณฑลกวางตุ้ง เป็นส่วนมาก จะอพยพมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 และตั้งถิ่นฐานทีแถบจังหวัดสงขลา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดราชบุรี และ จังหวัดกาญจนบุรี  ส่วนมากจะชำนาญทางด้านหนังสัตว์ เหมือง และเกษตรกรรม นอกจากนี้ ชาวจีนแคะยังเป็นเจ้าของธนาคารอีกหลายแห่งอาทิเช่นธนาคารกสิกรไทย

จีนไหหลำ (Haunan) เป็นชาวจีนที่อพยพมาจากเกาะไหหลำของจีน ชาวไหหลำจะมีเป็นจำนวนมากที่ ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ และสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชาวจีนกลุ่มนี้จะชำนาญทางด้านร้านอาหาร และโรงงาน

จีนฮกเกี้ยน หรือ ฝูเจี้ยนฮกเกี้ยน หรือ ฝูเจี้ยน (Hokkien) จะเชี่ยวชาญทางด้านการค้าขายทางเรือ หรือรับราชการ และชาวจีนกลุ่มนี้จะมีจำนวนมากในพื้นที่ภาคใต้ เป็นประชากรส่วนใหญ่ จังหวัดภูเก็ต มีจำนวนมากใน จังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดทั่วๆไป

* (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)


สมัยที่จีนเปิดประเทศใหม่ๆหรือยุคการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่มี " เติ้งเสี่ยวผิง " เป็นผู้นำสูงสุด  ชาวจีนในประเทศไทยจำนวนไม่น้อยที่เดินทางกลับไปเยี่ยมญาติของตนที่อาศัยอยู่ในมณฑลต่างๆ และบริษัททัวร์หรือบริษัทนำเที่ยวจีนในตอนนั้นส่วนใหญ่จะตั้งสำนักงานในย่านถนนเยาวราช ลูกค้าทัวร์ส่วนใหญ่เป็นคนจีนที่ทำธุรกิจค้าขาย การเดินทางไปประเทศจีนช่วงนั้นค่อนข้างลำบาก เนื่องจากจีนพึ่งเปิดประเทศสู่โลกภายนอก ถนนหนทางรวมทั้งระบบขนส่งยังไม่ค่อยจะดีนัก

สภาพความเป็นอยู่ของชาวจีนในยุคนั้นยังถือว่ายากจน สื่อบางประเทศในยุโรปถึงกับล้อเลียนว่าเป็นคนป่วยของเอเชีย ด้านสุขอนามัยโดยทั่วไปยังไม่พัฒนา คุณภาพชีวิตของคนจีนในช่วงนั้นถือว่าแย่มาก ไปทางไหนก็มีแต่คนสูบบุหรี่ ขากสะเหรด หรือสั่งขี้มูกเรี่ยราด โดยเฉพาะเรื่องห้องน้ำห้องส้วมต้องบอกว่าสุดๆ ยิ่งออกไปต่างจังหวัดไกลๆแล้วไม่ต้องพูดถึง ฟังแล้วจะพาลอ๊วกแตกจนกินข้าวไม่ลง

คนไทยที่ไปเที่ยวจีนในยุคนั้นเมื่อกลับมาแล้วแทนที่จะพูดถึงแต่เรื่องสถานที่ท่องเที่ยว แต่กลับพูดถึงเรื่องห้องน้ำห้องส้วม ชนิดฮาทั้งคนเล่าและคนฟัง ทำเอาหลายคนขยาดที่จะไปเที่ยวประเทศจีน กลัวว่าจะได้เห็นสภาพเหมือนกับที่คนอื่นเคยเห็นมา

บางคนเล่าให้ฟังว่ายังเห็นภาพการปันส่วนอาหารหรือใช้บัตรแลกอาหารที่รัฐบาลแจกให้ใช้ในแต่ละเดือน จะซื้อข้าวสารสัก 1 ถังก็ต้องมีบัตร  หากใช้หมดก่อนก็ต้องจ่ายเงินซื้อ และเงินในสมัยนั้นเป็นของหายาก คนไทยที่ไปเยี่ยมญาติจึงต้องลักลอบนำเงินเข้าประเทศจีนเพื่อช่วยเหลือญาติๆของตน ซึ่งวิธีการนำเงินเข้ามีหลายรูปแบบ  

ผ่านมาได้ราว 30 มาแล้ว เทียบกับคนก็อยู่ในวัยผู้ใหญ่แล้ว แต่เมืองคุนหมิงในวันนี้ดูจะพัฒนาได้ช้ากว่าเมืองอื่นๆ สภาพบ้านเมืองดูยังไม่ค่อยจะเรียบร้อยเหมือนกับเมืองอื่นๆที่เคยเห็นมา อาจเป็นเพราะอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงหรือกรุงปักกิ่งค่อนข้างมาก

สำหรับโปรแกรมท่องเที่ยวสำคัญๆในเมืองคุนหมิงของบริษัททัวร์ทั่วๆไปจะมีรายการท่องเที่ยวที่คล้ายๆกัน เนื่องจากถูกกำหนดโดยเอเยนซี่ทัวร์จากจีนหรือจากคุนหมิง แต่ปัจจุบันมีการเปิดเส้นทางใหม่ๆตามความเจริญทางด้านคมนาคม เช่น

คุนหมิง - ตาลี่ - ลี่เจียง (เครื่อง/เครื่อง)
คุณหมิง-ต้าลี่-ลี่เจียง-แชงกรีล่า (เครื่อง/เครื่อง)
คุนหมิง-เลาไก-ซาปา-ฮานอย (เครื่อง/รถไฟ/เครื่อง)
คุนหมิง -เชียงของ-หลวงน้ำทา-เชียงรุ่ง (ไปรถกลับรถ)

แหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆในเมืองคุนหมิงได้แก่เขาซีซาน  ตำหนักทองจินเตี้ยน อุทยานป่าหิน เขาเปลี่ยนสี  ถ้ำจิ่วเซียง วัดหยวนทง ซึ่งเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของยูนนาน และเมืองโบราณกวนตู้


สถานท่องเที่ยวบางแห่งก็อยู่ในตัวเมืองคุนหมิง แต่บางแห่งก็ต้องนั่งรถออกไปนอกเมืองไกลๆ ทำให้มีโอกาสเห็นสภาพชนบทที่อยู่ห่างไกล ชนิดที่หาดูได้ยากในเมืองที่เจริญแล้ว เช่นหมู่บ้านชนบทที่รวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อน ล้อมรอบด้วยพื้นที่การเพาะปลูก ตอนเช้าชาวบ้านจะออกไปทำไร่ทำนา เย็นก็จะกลับเข้าบ้าน ภาพเหล่านี้ยังมีให้เห็นในชนบทของประเทศจีน หรือบ้านดินที่หาดูได้ยากก็ยังพบเห็นอยู่หลายแห่งในระหว่างที่เดินทาง

ไฮไลท์สำคัญสำหรับการท่องเที่ยวคราวนี้น่าจะเป็น อุทยานป่าหิน เขาเปลี่ยนสี  และ ถ้ำจิ่วเซียง ทั้ง 3 แห่งนี้มีความยิ่งใหญ่อลังการและได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี คนไทยมาเที่ยวเมืองจีนส่วนใหญ่จะพบเห็นแต่สิ่งที่เรียกว่า "สุดอลังการ" โดยเฉพาะสถานท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ซึ่งแต่ละมณฑลก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน เที่ยวจีนให้ทั่วคงต้องเที่ยวกันตลอดทั้งปีทั้งชาติ แม้แต่คนจีนเองก็บอกว่ามันกว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่าที่จะเที่ยวให้ทั่วถึง

สิ่งปลูกสร้างทางประวัติศาสตร์ ประเทศจีนก็มีมากเหลือคณานับ โบราณสถานที่กลายเป็นเศษอิฐแบบบ้านเราแทบไม่มีให้เห็นในประเทศจีน เนื่องจากสิ่งก่อสร้างต่างๆส่วนใหญ่สร้างด้วยหิน จึงแข็งแรงทนทานนานนับเป็นพันๆปี

มาเที่ยวจีนจึงไม่ต่างกับคำว่า "ถมไม่เต็ม" หรือเที่ยวอย่างไรก็ไม่มีคำว่าทั่วถึง จีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 1 ของโลก คนจีนที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศของตนก็มีจำนวนมากเช่นกัน ไปเที่ยวที่ไหนๆก็มีแต่คนจีนทั้งนั้น ล่าสุดในชุดเที่ยวเซี่ยงไฮ้ตอนที่ 3 ในชุดทะเลสาบซีหู เมืองหังโจว จะเห็นว่ามีแต่นักท่องเที่ยวทั้งจีนที่เบียดเสียดกันเต็มอุทยาน ส่วนนักท่องเที่ยวจากชาติอื่นๆ เมื่อเทียบกับชาวจีนแล้วเหมือนเป็นไม้ประดับ หรือมีเพียงแค่หยิบมือ


เดือนมิถุนายนปี 52 เป็นช่วงไข้หวัด สายพันธ์ใหม่ หรือไข้หวัด 2009 กำลังระบาดไปทั่วโลก

มาเที่ยวคุนหมิงคราวนี้อยู่ในช่วงที่เกิดการระบาดของโรคไข้หวัดสายพันธ์ใหม่ 2009 ช่วงนั้นหน้ากากอนามัย และเจลล้างมือขายดิบขายดี  แถมยังไม่พอขาย กระทรวงสาธารณสุขของไทยจึงต้องรณรงค์เพื่อป้องกันการระบาดของโรค และยังคงจำกันได้กับสโลแกนที่ว่า “ กินร้อน  ช้อนกลาง ล้างมือ ”

ไม่ใช่แค่ไทยที่ระวังไข้หวัดสายพันธ์ใหม่ แต่ทุกประเทศก็ต้องทำงานหนักไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการป้องกันการระบาดจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ถึงขนาดต้องฉีดยาฆ่าเชื้อโรคที่ล้อรถยนต์ทุกชนิดก่อนผ่านแดน แม้แต่ประเทศลาว และเวียดนามก็ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกัน ส่วนการเดินทางข้ามประเทศโดยเครื่องบินก็ถูกตรวจกันละเอียดยิบก่อนเข้าประเทศนั้นๆ แต่ความเข้มข้นในการตรวจขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศ

เช่นประเทศฮ่องกงที่มีโอกาสไปเที่ยวเมื่อวันที่ 19 มิย.52 ทางฮ่องกงให้ความสำคัญเรื่องการกรอกแบบฟอร์มทางการแพทย์ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Medical Declaration form ใช้เพื่อกรอกข้อมูลส่วนตัวก่อนเข้าประเทศ และในเมืองฮ่องกงเองก็มีการป้องกันที่ได้มาตรฐาน เช่นมีเจลล้างมือบริการตามสถานที่สาธารณะเช่นโรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว และห้องน้ำทุกแห่ง

ฮ่องกงเข้มงวดเรื่องการกรอกแบบฟอร์มมาก กรอกไม่ครบ กรอกผิด หรือไม่เข้าใจ (เนื่องจากเป็นภาษาอังกฤษ) ก็ต้องเสียเวลาแก้ไขเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ผ่านไปได้ง่ายๆ ชนิดตรวจกันทุกตัวอักษร หากกรอกผิดเจ้าหน้าที่ก็ยังใจดีช่วยเขียนให้ถูกต้อง จากนั้นก็จะผ่านเจ้าหน้าที่อีกชุดหนึ่งเพื่อตรวจสอบแบบฟอร์ม เสร็จจากขั้นตอนนี้แล้วจึงจะผ่านไปยังตม.หรือหน่วยตรวจคนเข้าเมืองเพื่อประทับตราหนังสือเดินทาง

ส่วนจีนเข้าใจว่าน่าจะเข้มงวดแบบสุดๆ ชนิดไม่ปล่อยให้ใครเข้าประเทศกันได้ง่ายๆ ใครจะบ่นว่าช้า เสียเวลา เจ้าหน้าที่ก็ไม่สนใจเพราะเค้าจ้างให้มาคุมเข้ม ไม่มีคำว่าหยวนหรือยอมให้ผ่านง่ายๆเหมือนบ้านเรา เห็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างเอาจริงเอาจังที่เมืองคุนหมิงแล้วก็อดชื่นชมไม่ได้

จีนคำนึงถึงชื่อเสียงของประเทศมากกว่าจะคำนึงถึงผลกระทบต่อการเสียเวลาของนักท่องเที่ยว  เพราะหากพบคนไข้เป็นโรคหวัด 2009 ในประเทศจีน  ก็เชื่อแน่ว่ามีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งหมด คงไม่มีใครกล้าเดินทางเข้าประเทศจีนอย่างแน่นอน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จีนเป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่น การระบาดของโรคก็อาจรวดเร็วและรุนแรงกว่าประเทศที่มีประชากรน้อยกว่า

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ทุกประเทศเฝ้าระวังกันเต็มที่เพราะผลในทางลบมันมีมากกว่าที่คิด

ทุกประเทศจึงพยายามไม่ให้มีข่าวการพบคนไข้ติดเชื้อในประเทศของตน แต่ส่วนใหญ่ที่พบมักมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประเทศไทยเองก็พบว่าคนที่ติดโรคนี้เป็นชาวต่างชาติเกือบทั้งนั้น ถึงแม้ว่าจะพบคนไข้ในประเทศไทยแต่ก็เกิดข้อสงสัยว่าเราตรวจสอบกันอย่างไร คนเหล่านี้ถึงเข้ามาในประเทศไทยได้ เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ทันสมัยหรือไม่ และวิธีการตรวจสอบมีความเข้มงวดแค่ไหน


กลับมาที่คุนหมิงต่อ

ในวันที่เดินทางมาถึงสนามบินคุนหมิงเมื่อวันที่  26 มิถุนายน 2552 (2009) ปรากฏว่าต้องเสียเวลานั่งอยู่บนเครื่องราว 1 ชั่วโมง  เนื่องจากต้องรอเจ้าหน้าที่จีนให้ขึ้นมาตรวจผู้โดยสารทุกคนบนเครื่องบิน รออยู่ไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่ 4-5 คนขึ้นมาทำหน้าที่ พร้อมกับไล่เช็คผู้โดยสารทุกคนโดยการเอาเครื่องวัดอุณหภูมิมาส่องหน้าผาก ว่ามีไข้สูงเกินมาตรฐานหรือไม่ หากไม่มีก็ผ่านพร้อมลงชื่อกำกับในแบบฟอร์ม  ในทางตรงกันข้ามหากมีไข้สูงก็คงเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องส่งตัวไปยังศูนย์กักกันป้องกันโรคหวัด 2009 เพื่อรอดูอาการ  และหากผู้โดยสารไฟท์นี้มีผู้ติดเชื้อหวัด 2009 คงเป็นข่าวไปทั่วโลกพร้อมกับขึ้นบัญชีเป็นบุคคล(สำคัญ)ของโลกที่ติดเชื้อหวัดสายพันธ์ใหม่

ในการเดินทางมาคุนหมิงคราวนั้น ได้ยินว่าทั้งแอร์โฮสเตส  สจ๊วต รวมทั้งกับตันเครื่องบินของการบินไทย ถูกเจ้าหน้าที่จีนจับตรวจชนิดไม่มีการยกเว้น เรื่องนี้ต้องยกนิ้วให้กับประเทศจีนที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมการแพร่เชื้อของโรค คนไทยบางคนค่อนข้างหงุดหงิดกับการตรวจที่เข้มงวด  และในแบบฟอร์มของจีนก็มีความยุ่งยากไม่ใช่น้อย ประเทศอื่นๆให้กรอกเพียงไม่กี่แห่ง ส่วนของจีนเล่นเต็มพิกัด

แต่ทางการจีนก็ป้องกันความสับสนในเรื่องแบบฟอร์ม เช่นไฟท์นี้มีคนไทยเป็นส่วนใหญ่ เจ้าหน้าที่ก็จะยกเอาแบบฟอร์มที่ขยายเป็นแผ่นขนาดยักษ์มาตั้งให้เห็นเป็นตัวอย่างพร้อมมีอักษรไทยกำกับไว้ชัดเจน ชนิดที่คนไทยอ่านแล้วเข้าใจโดยไม่ต้องแปล เพราะเค้าแปลมาให้แล้ว เช่นต้องระบุว่าคืนนี้จะพักที่ไหน  และจะเดินทางไปไหนต่อ พักโรงแรมอะไร ให้ระบุชื่อไกด์พร้อมเบอร์โทร หรือแม้แต่เบอร์โทรศัพท์บ้านที่เมืองไทยก็ต้องระบุด้วย 

บางคนงงเอามากๆ พร้อมกับบ่นด้วยความรำคาญว่า " อยากรู้เบอร์โทรศัพท์ที่เมืองไทยไปทำเตี่ยทำไมวะ”


เสียงบ่นเสียงวิจารณ์ของคณะทัวร์ไทยทำเอาไกด์จีนต้องมาอธิบายว่า เป็นเพราะรัฐบาลจีนให้ความสำคัญและหวังดีกับนักท่องเที่ยว  จะได้ทราบว่าไปพักที่ไหนกันบ้าง เผื่อมีปัญหาจะได้ติดต่อและประสานงานกับทางเมืองไทยได้  ฟังดูก็เป็นเหตุผลที่พอจะคลายความหงุดหงิดลงได้บ้าง

ส่วนความเข้มงวดของสนามบินสุวรรณภูมิในบ้านเรา  ก็ขอเขียนบันทึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์กันหน่อยว่า  มีการตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิจำนวน 1 ตัว ที่ดูคล้ายกล้องถ่ายวิดีโอที่บันทึกเป็นภาพขาว-ดำ กล้องจะตั้งหันหน้าเข้าหาผู้โดยสารที่กำลังเดินมา หากใครมีอุณหภูมิสูงหรือมีไข้ก็อาจเรืองแสงสีแดง เจ้าหน้าที่ก็จะกันบุคคลๆนั้นมาตรวจร่างกายให้ละเอียดกันอีกครั้ง

เมื่อเดือนมกราคม 52 หลังกลับจากฮ่องกง เห็นมีเจ้าหน้าที่ 2 คนนั่งอยู่ใกล้ตัวกล้อง แต่เดือน มิถุนายน 52 หรืออีก 6 เดือนต่อมาหลังกลับมาจากคุนหมิง ปรากฏว่าเห็นแต่กล้องแต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ ยังนึกในใจว่ากล้องตัวนี้ยังทำงานอยู่หรือไม่ หรือว่าติดตั้งไว้แบบเท่ห์ ๆ

เห็นการปฏิงานของเจ้าหน้าที่ที่สนามบินสุวรรณภูมิซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติแล้ว มันช่างต่างกับสนามบินเล็กๆที่เมืองคุนหมิงราวฟ้ากับดิน คนไทยรวมทั้งเจ้าหน้าที่ไทยมักติดนิสัยหรือคิดในแง่ดีว่าคงไม่มีอะไร หากใครที่มีไข้สูงก็คงไม่เดินทางข้ามประเทศกันหรอก

สำหรับแบบฟอร์มทางการแพทย์ ที่ต้องยื่นต่อเจ้าหน้าที่เหมือนกับประเทศอื่นนั้นปรากฏว่าของไทยเราไม่มีใครมาตรวจ แต่ให้นำแบบฟอร์มวางไว้ในตะกร้าก่อนเข้าช่อง ตม.ดูแล้วมันง่ายดายชนิดใครเห็นแล้วก็ต้องอึ้ง ประเทศอื่นเค้าให้ความสำคัญกับแบบฟอร์มนี้มาก แต่บ้านเรากลับมองว่าเป็นแค่เศษกระดาษใบหนึ่งเท่านั้นเอง


ที่เขียนอธิบายเรื่องไข้หวัด 2009  ค่อนข้างละเอียด  จะได้เปรียบเทียบการทำงานของเจ้าหน้าที่ไทยในสนามบินสุวรรณภูมิว่าเราทำงานกันจริงจังแค่ไหน โชคดีที่เมืองไทยไม่มีข่าวการระบาดกันอย่างรุนแรงเหมือนบางประเทศ จึงถือว่ารอดตัวไป 

เสียเวลาเรื่องไข้หวัด 2009 มามากแล้ว  ตอนนี้ก็ได้เวลาออกจากสนามบินคุนหมิง แต่พอออกไปนอกอาคารก็เจอฝน  ถึงตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าโปรแกรมเที่ยวเขาซีซานจะมีปัญหาหรือไม่ แต่ก็ยังพอลุ้นเพราะดูเหมือนว่าเมฆฝนได้ผ่านพ้นไปแล้ว

เมืองคุนหมิงตามความเข้าใจแล้วคิดว่าน่าจะเป็นเมืองใหญ่พอสมควร คนไทยก็รู้จักเมืองนี้กันมาก โดยเฉพาะอุทยานป่าหิน  แต่ภาพเมืองคุนหมิงที่เห็นวันนี้ดูจะผิดคาด  คล้ายเป็นเมืองที่กำลังปรับปรุงซ่อมแซม และยังไม่พร้อมที่จะให้ใครมาเที่ยว   สภาพถนนบางเส้นทางดูเฉอะแฉะเป็นดินเป็นโคลน  มีการทุบถนนลอยฟ้ากันใหญ่โตมโหฬารจนรถติด

บ้านเราถนนลอยฟ้าหรือทางด่วนสายต่างๆ ดูสภาพแล้วก็ยังไม่เก่าหรือทรุดโทรมจนถึงขนาดต้องทุบทิ้ง แต่คุนหมิงเห็นกำลังทุบกันเป็นว่าเล่น เศษอิฐที่ทุบแล้วก็สุมกองเป็นภูเขาอยู่ข้างทาง นี่แสดงว่าทางด่วนหรือถนนลอยฟ้าในเมืองคุนหมิงนี้มีมานานแล้ว หรืออาจราว 40-50 ปีเป็นอย่างน้อย ส่วนตึกรามบ้านช่องก็มีสภาพไม่ต่างกับถนน คือดูโทรมๆ ไม่ค่อยเจริญหูเจริญตา คล้ายเป็นเมืองเก่าย้อนยุค  แต่คิดว่าอีกสัก 3-4 ปีข้างหน้าคุนหมิงคงเปลี่ยนโฉมไปมาก เนื่องจากสิ่งที่เห็นกำลังก่อสร้างอยู่ขณะนี้น่าจะเสร็จกันหมดแล้ว ถนนหนทางก็คงสะอาดตา พร้อมกับปลูกต้นไม้สวยๆไว้ตลอดสองข้างทางเช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ


เขาซีซาน สถานที่ตั้งของศาลเจ้าบนหน้าผา


เขาซีซานที่กำลังเดินทางไปนี้อยู่ห่างจากเมืองคุนหมิงราว 30 กม.  เขาลูกนี้มีความสำคัญเนื่องจากมีศาลเจ้าเก่าแก่ตั้งอยู่บนหน้าผา  เป็นศาลเจ้าในลัทธิเต๋าที่มีประวัติว่าสร้างมานานนับเป็นพันๆปี  คนจีนเชื่อกันว่าหากมาคุนหมิงแล้วต้องมาลอดประตูมังกรพร้อมกับเอามือแตะลูกแก้วที่ประตูนี้ด้วย  เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อตนเอง  หากใครไม่มาที่นี่ก็แสดงว่ายังมาไม่ถึงคุนหมิง

ศาลเจ้าบนเขาซีซานจึงถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่กับเมืองคุนหมิง เมื่อขึ้นมาบนเขานี้แล้วก็จะเห็นทะเลสาบคุนหมิงที่มีชื่อว่า “ ทะเลสาบเตียนฉือ  “ (Dian Lake or Kunming lake) ได้อย่างชัดเจน ทะเลสาบแห่งนี้เป็นทะเลสาบน้ำจืด มีพื้นที่ 298 ตารางกิโลเมตร ส่วนที่กว้างที่สุดของทะเลสาบหรือจากริมฝั่งด้านทิศเหนือจรดทิศใต้ มีความยาว 39 กิโลเมตร ความลึกเฉลี่ยของทะเลสาบอยู่ที่ 4.4 เมตร

จากความงดงามของทะเลสาบนี้ ทำให้ถูกขนานนามว่า "ไข่มุกทอแสงแห่งที่ราบสูง" และยังเป็นต้นแบบในการสร้างทะเลสาบคุนหมิงภายในพระราชวังฤดูร้อน(ของพระนางซูสีไทเฮา)ที่กรุงปักกิ่ง

เที่ยวคุนหมิงในตอนที่ 1 มาจบลงที่เขาซีซาน  จากนั้นก็จะนั่งรถกลับสู่ตัวเมือง ส่วนตอนที่ 2 จะไปเที่ยว “ตำหนักทองจินเตี้ยน “ (Kunming Golden Temple) ซึ่งสร้างในราชวงศ์หมิง(ฮกเกี้ยน)  ราวพ.ศ. 2145  จนถึงปัจจุบันมีอายุ  410 ปี 

รอชมภาพในตอนถัดไปได้เลยครับ


โฟโต้ออนทัวร์
24 กรกฎาคม 2555

 
 
kunming Maps : แผนที่คุนหมิง คลิกที่ภาพเพื่อขยาย
เส้นทางรถ Bus จากเวียงจันทน์สู่คุนหมิง คลิกที่ภาพเพื่อขยาย

   
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ