Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound : Kunming China 06       
 
 
 
 


1 เขาซีซาน


2 ตำหนักจินเจี้ยน


3 เส้นทางชนบท


4 อุทยานป่าหิน


5 หุบเขาเปลี่ยนสี


6 เมืองป่าหิน


7 ถ้ำจิ่วเซ๊ยง


8 ทิวทัศน์


9 วัดหยวนทง


10 เมืองกวนตู้
 
  Home
Home   :   Outbound Tour   :   Kunming 06
Kunming China เที่ยวคุนหมิง เขาซีซาน ตำหนักทองจินเตี้ยน อุทยานป่าหิน หุบเขาทรายเปลี่ยนสี  ถ้ำจิ่วเซียง วัดหยวนทง 
 
Kunming 6 คุนหมิงตอนที่ 6  เมืองป่าหิน และการเดินทางสู่ถ้ำจิ่วเซียง
 


                  

                  

                  

                  


 
   
 

Kunming  Part 6 Forest Stone City & Travel to Jiuxiang Caves
คุนหมิงตอนที่ 6  เมืองป่าหินและการเดินทางสู่ถ้ำจิ่วเซียง
(เดินทาง มิถุนายน 2552/2009)



ตอนที่แล้วหรือตอนที่ 5  เราไปเที่ยวอุทยาน หุบเขาเปลี่ยนสี เขตเมืองลู่เหลียง ในจังหวัดคุนหมิง  แต่ขณะกำลังเดินออกจากอุทยานฝนก็เทลงมาอย่างหนัก จนเปียกปอนกันไปหมด ทั้งๆที่มีร่มกันทุกคน ที่เปียกก็เนื่องจากประตูทางออกอยู่ค่อนข้างไกล  จึงฝ่าฝนกันมาแบบชุ่มฉ่ำ

จากนั้นก็นั่งรถต่อไปยังเมืองป่าหินที่อยู่ในจังหวัดคุนหมิงอีกเหมือนกัน เราออกจากหุุบเขาเปลี่ยนสีเวลาประมาณ 15.15 ถึงเมืองป่าหินราว 16.20 ใช้เวลาเดินทางราว 1 ชั่วโมงเศษๆ 

มาถึงเมืองนี้ป่าหินเราก็เข้าที่พักเป็นอันดับแรก จากนั้นราวห้าโมงกว่าๆก็ลงมาทานข้าวมื้อเย็นในห้องอาหารของโรงแรม  ปรากฏว่ามีคนไทยจากกรุ๊ปอื่นมานั่งทานในห้องเดียวกัน

ในจำนวนนั้นก็มีดาราคุ้นหน้า ฝันดี ฝันเด่น รวมอยู่ด้วย ปัจจุบันเราคงไม่ค่อยได้เห็นหน้าค่าตากันบ่อยนัก ก่อนนั้นก็เห็นเป็นพิธีกรรายการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวประเทศต่างๆอยู่พักหนึ่ง จากนั้นดูเหมือนมาทำทัวร์ คล้ายเป็นไกด์ไปกับลูกทัวร์เช่นที่เห็นในวันนี้ แต่ปัจจุบันแทบจะหายไปจากวงการ ไม่ต่างกับดาราหรือนักร้องคนอื่นๆที่ไม่ค่อยไม่จีรังยั่งยืนบนถนนคนบันเทิง

หลังทานอาหารเสร็จเรายังมีเวลาเหลืออีกเยอะ และยังไม่มืดค่ำเท่าใดนัก อีกอย่างหนึ่งเวลาในประเทศจีนจะเร็วกว่าบ้านเรา 1 ชั่วโมง บรรยากาศในเวลา 6 โมงเย็นของจีนก็เท่ากับ 5 โมงเย็นในบ้านเรา

ขณะทานข้าวก็เป็นเวลา 18.30 น.(เวลาในจีน)แต่สภาพทั่วไปเหมือนกับเวลา 17.30 น.

เรื่องวัน-เวลาที่เขียนลงในบทความท่องเที่ยว ตอนนี้สะดวกกว่าแต่ก่อน แค่ดูจากไฟล์ภาพก็รู้ได้เลยว่าถ่ายวันไหน เวลาไหน เนื่องจากกล้องดิจิตอลจะเก็บข้อมูลของ วัน-เวลาไว้ทุกครั้งที่กดชัตเตอร์ 

แต่กล้องรุ่นใหม่บางรุ่นในปัจจุบันยังล้ำหน้าไปอีกขั้นหนึ่งที่สามารถบันทึกพิกัด GPS ของสถานที่นั้นๆได้ หากเราไม่ทราบว่าภาพนี้ถ่ายที่เมืองไหน ประเทศไหน ก็กลับไปดูที่ไฟล์ภาพได้เลย ซึ่งต่อไปในอนาคตกล้องถ่ายภาพทุกชนิดรวมทั้งมือถือทุกรุ่นก็คงบอกพิกัด GPS หรือบอกชื่อสถานที่นั้นๆได้หมด


ข้อมูลเรื่องพิกัด GPS มีประโยชน์หรือไม่

ปัจจุบันอาจไม่ค่อยได้ใช้  หรือมองไม่เห็นประโยชน์ แต่อนาคตคงได้ใช้แน่ ตัวอย่างเช่นการแจ้งเหตุร้าย เพียงแค่ใช้มือถือหรือสมาร์ทโฟนโทรถึงตำรวจ  ทางเจ้าหน้าที่ก็รู้เลยว่าเกิดเหตุตรงจุดไหน ทำให้การเข้ามาถึงที่เกิดเหตุได้รวดเร็วกว่าแต่ก่อนที่ต้องซักถามกันให้ละเอียด ทำให้ช้าและเสียเวลา หรือบางครั้งผู้ประสบเหตุบังเอิญผ่านมาเห็นเหตุการณ์ และไม่ทราบว่าจุดเกิดเหตุอยู่ที่ไหนกันแน่ โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน ระบบ GPS ก็จะมีประโยชน์ในกรณีเหตุการณ์แบบนี้


World Time Zone เรื่องการปรับเวลาให้เป็นมาตรฐานของประเทศนั้นๆ

สำหรับการเดินทางไปต่างประเทศ หากเป็นประเทศที่อยู่คนละโซนกับประเทศไทย ก็จะต้องปรับเวลาบนนาฬิกาข้อมือให้ตรงกับเวลาของประเทศนั้นๆ ซึ่งเป็นเรืื่องปกติของการเดินทางไปต่างประเทศ การนัดหมายกันก็จะใช้เวลาเดียวกัน หากไม่ปรับเวลาก็จะทำให้สับสน และผิดพลาดได้


ตาราง Time Zone ของกล่มประเทศต่างๆ




สำหรับประเทศต่างๆในกลุ่มอาเซียนที่อยู่ในโซนเดียวกับไทย(ตามภาพด้านบน) ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย(บางเมือง) หากเราไปเที่ยวประเทศเหล่านี้ก็ไม่ต้องปรับเวลา แต่ถ้าไปเที่ยวประเทศที่อยู่นอกโซนก็ต้องปรับไปตามเวลามาตรฐานของประเทศนั้นๆ

น่าแปลกใจที่ไทยกับมาเลเซียเป็นประเทศที่อยู่ติดกัน แต่เวลาในมาเลเซียเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง (เช่นไทย 8.00 น. มาเลเซียจะเป็น 9.00 น) ส่วนประเทศเวียดนามอยู่ทางตอนเหนือของไทยและห่างกับไทยเป็นพันๆกิโลเมตรแต่เวลากลับเท่ากับประเทศไทย 

ส่วนลาวกับกัมพูชาที่อยู่ติดกับไทยทางฝั่งตะวันตก ก็เป็นเวลาเดียวกับไทย แต่พม่าที่ติดกับไทยทางฝั่งตะวันออกกลับช้ากว่าไทย 30 นาที เช่นเวลาในไทย 8.00 น. ในพม่าก็จะเป็นเวลา 7.30 น(ช้ากว่าไทย)

คิดไปก็ชักงงๆ ว่าเค้าใช้หลักเกณฑ์อะไร ลองหาข้อมูลจากเว็บไซต์ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี จะใช้เส้นแวง เส้นรุ้ง ก็ดูจะไม่ใช่เสียทั้งหมด เนื่องจากโซนเวลาที่แบ่งตามพื้นที่ต่างๆนั้น มันอ้อมไปอ้อมมาไม่แบ่งชัดเจนเหมือนกับการผ่าซีกแตงโม 

การแบ่งโซนที่จำเป็นต้องอ้อมเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ของประเทศนั้นๆก็พอจะเข้าใจ แต่บางโซนมันกลับแบ่งกันแปลกๆ จนจับหลักอะไรไม่ได้

บางประเทศเช่น จีน อินโดนีเซีย เวลาในประเทศตัวเองแท้ๆก็ยังแบ่งเวลาไม่เท่ากัน คิดแล้วก็คงยุ่งเหมือนกัน  ไม่ต่างกับว่าหากคนจังหวัดยะลาเดินทางเข้ากรุงเทพก็ต้องปรับเวลา และหากเดินทางต่อไปยังเชียงรายก็ต้องปรับเวลากันอีกรอบ

สำหรับประเทศจีนที่มีพื้นที่กว้างใหญ่  หลายสิบปีก่อนมีการแบ่งเวลาในประเทศออกเป็น 3 โซนเวลา  คือทางซีกซ้ายของประเทศที่ติดกับปากีสถานจะใช้เวลาหนึ่ง  ส่วนตรงกลางของประเทศก็จะใช้เวลาหนึ่ง  และทางขวาที่ติดเกาหลีก็เป้นอีกเวลาหนึ่ง แต่ละโซนนี้จะต่างกัน 1 ชั่วโมง เช่น  8.00 น. : 9.00 : 10.00  

แต่พอประเทศจีนเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ในรัฐบาลยุคประธานเหมาเจ๋อตุง จึงได้ปรับแก้เวลาใหม่ โดยให้ใช้เวลาที่กรุงปักกิ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยอ้างความมั่นคง และเกรงว่าอาจเกิดการแบ่งแยกประเทศออกเป็นสามส่วนได้ในภายหลัง

ผลก็คือประเทศจีนทั้งประเทศใช้เวลาเดียวกัน แต่ตามขอบชายแดนเวลาก็จะต่างกับประเทศอื่นๆค่อนข้างมาก  เรียกว่าพอก้าวข้ามแดนไปทางปากีสถาน  เวลาก็ต่างกันถึง  3 ชั่วโมง 


แต่ปัจจุบันจีนได้ปรับเปลี่ยนตารางเวลาใหม่โดยแบ่งออกเป็น 5 โซน แต่ละโซนก็จะมีเวลาต่างกัน 1 ชั่วโมง ตามภาพด้านล่างนี้



(ประเทศจีน ตะวันออกกับตะวันตก เวลาต่างกัน 4 ชั่วโมง)


ไทยกับเม็กซิโก เวลาต่างกัน 24 ชั่วโมง




ที่มา : http://24timezones.com

สำหรับโซนเวลาของประเทศไทยว่าตรงกับประเทศไหนบ้าง ก็ดูได้จากภาพที่ได้ค้นหามา(ด้านบน)  และหากต้องการทราบว่าเวลาที่ห่างกับไทยมากที่สุดหรืออยู่ตรงกันข้ามกันเลย คำตอบก็คือ ประเทศเม็กซิโก ซึ่งเมื่อตะกี้ได้หาข้อมูลจาก Google ไปเจอเว็บหนึ่งที่ใช้ได้ดีทีเดียว สามารถเปรียบเทียบเวลาในปัจจุบันของแต่ละประเทศได้

จากเว็บที่กล่าวมา ก็ทราบได้ว่า ในเวลา 15.36 น. (3.36 PM)หรือบ่ายสามโมงกว่า และประเทศที่อยู่ตรงกันข้ามกับไทยก็คือประเทศเม็กซิโก  ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลา 03.36 น. (03.36 AM) หรือตี 3  

ส่วนคำว่าประเทศตรงกันข้ามคิดแบบง่ายๆก็ได้ว่า หากเราขุดดินลงไปลึกๆจนผ่านแกนโลกและไปโผล่อีกซีกโลกหนึ่ง  ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะไปทะลุในพื้นที่ทะเลมากกว่า  

หลายคนอาจสงสัยว่าเมื่อเดินทางไปประเทศต่างๆที่เวลาแตกต่างกับไทยจะรู้สึกอย่างไร และต้องปรับตัวอะไรบ้าง

ก็ต้องตอบว่าหากเวลาห่างกับไทยเราไม่มาก เช่นประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง ก็คงไม่ต้องปรับตัวอะไร  เพราะร่างกายของเราก็พยายามจะปรับให้อยู่แล้ว แต่ปัญหาก็คือเวลานอน กับเวลากินเท่านั้น 

เช่นเราเคยตื่นตี 5  หากไปเที่ยวต่างประเทศก็ตื่นตี 5 (ตามเวลาท้องถิ่น)เหมือนกัน ถ้าเทียบกับบ้านเราอาจเป็นเวลาตี 3 แรกๆก็อาจลุกยากตื่นยากสักหน่อย แต่พอผ่านไปเป็นวันที่ 2 ที่ 3 ทุกอย่างก็จะเป็นปกติ 

ส่วนเรื่องกินคงไม่เป็นปัญหามากนัก หากไม่หิว(หรือยังไม่ถึงเวลา)ก็กินน้อยอยู่แล้ว หรือหากยังไม่หิว(ยังไม่ถึงเวลา) แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้วมันก็คงหิว และต้องกินตามชาวบ้านเค้า จึงไม่รู้สึกผิดปกติ

อีกอย่างที่หลายคนอาจงงในเรื่องเวลาเช้ามืด กับเวลาหัวค่ำ เนื่องจากเวลาพระอาทิตย์ขึ้นกับเวลาพระอาทิตย์ตกของแต่ละประเทศจะไม่ตรงกัน

เช่นบ้านเราพระอาทิตย์จะขึ้นเวลาประมาณ 6.00 น และตกในเวลา 18.00 น. แต่บ้านอื่นเมืองอื่นจะต่างกับเราเช่นพระอาทิตย์อาจขึ้นตี 4 ตี 5 และตกเวลา บ่าย 3 บ่าย 4 หรือบางประเทศพระอาทิตย์อาจตกในเวลา 1 ทุ่ม หรือ 2 ทุ่ม

พระอาทิตย์ตกเวลา 2 ทุ่ม  อาจสร้างความแปลกในให้กับคนไทยไม่น้อย  หรือประเทศทางโซนยุโรปที่เราจะเห็นไฟเปิดสว่างทั้งตึกในตอนกลางคืน โดยเฉพาะตึกสูงๆที่เราเห็นจากภาพถ่าย ความจริงก็คือว่าที่เราเห็นเปิดไฟเนื่องจากยังไม่ถึงเวลาเลิกงาน อาจเป็นเวลา 16.00 น.หรือ 4 โมงเย็น  แต่สี่โมงประเทศนั้นมันมืดแล้ว ใครถ่ายภาพอาคารสูงงๆในเวลานั้นก็จะเห็นแสงไฟทั่วทั้งตึก

หรือบางประเทศที่น่าแปลกประหลาดเป็นอันมากก็คือ กลางคืนดึกดื่นจะไม่มืดสนิท เนื่องจากพอพระอาทิตย์แตะขอบฟ้าหรือเส้นขอบทะเล จากนั้นพระอาทิตย์ก็จะค่อยยกสูงเหมือนพระอาทิตย์กำลังขึ้นเอียงไปทางขวา ประเทศที่ว่านี้ก็คือสวีเดน  และบริเวณที่เห็นพระอาทิตย์ตอนเที่ยงคืนก็กลายเป็นจุดท่องเที่ยว

แต่ช่วงเวลาดังกล่าวจะเกิดขึ้นเพียงแค่ 2-3 เดือนในแต่ละปีเท่านั้น เช่นเดียวกับบ้านเราที่พอถึงฤดูหนาวก็จะรู้สึกว่าช่วงกลางคืนจะยาวกว่ากลางวัน 

นี่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในเรื่องของเวลา


กลับมาท่องเที่ยวกันต่อที่เมืองป่าหิน ที่ดูสภาพแล้วก็คล้ายเป็นอำเภอเล็กๆ ถึงเล็กมาก แต่อยู่ในเขตจังหวัดคุนหมิง

หลังท่องเที่ยวในอุทยานป่าหินหรือ Forest Stone มรดกโลก ที่นำเสนอไปในตอนที่ 4 จากนั้นก็เดินทางสู่เมืองลู่เหลียงเพื่อชมหุบเขาเปลี่ยนสี และเดินทางต่อมานอนที่เมืองป่าหิน

การเดินทางจากอุทยานป่าหินจนมาถึงเมืองป่าหินนี้นับว่ามาไกลพอสมควร แต่ไม่น่าเชื่อว่าเมืองนี้ยังมีป่าหินหรือ Forest stone ขนาดเล็กๆอีกมากมายทั้งในเมืองและนอกเมือง ที่นี่จึงสมกับเมืองที่มีชื่อว่าป่าหินอย่างแท้จริง

เมืองป่าหินนี้มีบริการรถม้าคล้ายกับรถม้าเมืองลำปางด้วย

แต่ม้าที่นี่เป็นม้าสายพันธ์จากจีนหรือเป็นพันธ์จากม้าป่า ตัวใหญ่ ขนยาว และแข็งแรงกว่าม้าเมืองลำปางมาก ขนาดผู้โดยสารนั่งบนรถม้าถึง 6 – 7 คน ก็ยังเห็นม้าควบไปตามปกติ ไม่มีทีท่าว่าจะหมดเรี่ยวแรงเหมือนม้าลำปาง

การบริการรถม้าดูจะเป็นของใหม่ที่ไว้บริการนักท่องเที่ยว ระหว่างนั่งรถม้านั้น สารถีรถม้าก็อธิบายโน่นอธิบายนี่ ทำเหมือนกับว่าเราฟังภาษาจีนรู้เรื่อง 

แกคุยได้คุยดี ชี้โน่นชี้นี่อยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะภาพวาดบนผนังตึกที่แต่ละแห่งก็มีภาพแตกต่างกันไป แต่โชคดีที่พวกเรามีผู้รู้ภาษาจีนกลาง จึงพอเข้าใจได้บ้าง

เมืองป่าหิน จากที่สังเกตต้องบอกว่าเป็นเมืองใหม่ชนิดแกะกล่อง ทุกอย่างดูใหม่หมด  เช่นถนนหนทาง  ทางเท้า  สวนหย่อม  ตึกอาคาร  โรงแรมที่พัก ฯลฯ 

นึกขึ้นได้ว่าหลายแห่งในประเทศจีน มักเห็นเมืองใหม่แบบซิงๆกันเป็นประจำและดูจะเป็นเรื่องปกติสำหรับคนจีน

ตัวอย่างเช่นเมืองบ่อหานในแคว้นสิบสองปันนา และ เมืองเล็กๆแห่งหนึ่งของเมืองอู๋ซี  ทั้งสองแห่งนี้เป็นเมืองใหม่ไม่ต่างกับเมืองป่าหิน แต่เมืองป่าหินที่นี่เป็นดินแดนที่มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก การออกแบบอาคารและสิ่งปลูกสร้างจึงเน้นความเป็นอัตลักษณ์ของชนกลุ่มน้อยดั่งเดิม 

ประเทศจีนให้ความสำคัญกับชนกลุ่มน้อยเป็นอย่างดี  เช่นให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษา เนื่องจากรู้ว่าเป็นกลุ่มชนที่เสียเปรียบโอกาสทางการศึกษา จึงให้สิทธิพิเศษแก่เด็กนักเรียนกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆในการสอบแข่งขันเพื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาของรัฐ ทั้งระดับมัยธม อุดมศึกษา และระดับปริญญาตรี

เช่นมีคะแนนเพิ่มพิเศษให้ หรือมีคะแนนบวกให้ฟรีๆเมื่อมีการสอบแข่งขันในสถาบันของรัฐ

คะแนนที่บวกให้พิเศษนี้จะไม่เท่ากันในแต่ละกลุ่มชาติพันธ์ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐจะให้ความสำคัญกับกลุ่มไหนมากที่สุด  และเท่าที่ทราบมามักจะให้ความสำคัญกับกลุ่มที่มีประชากรน้อยที่สุดเป็นอันดับแรก ส่วนกลุ่มอื่นๆก็จะได้รับสิทธิพิเศษลดหลั่นกันไป

เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องพิเศษในระบบการศึกษาของจีน

เคยถามชาวจีนที่เป็นกลุ่มชาติพันธ์เล็กๆจนแทบไม่เคยได้ยินชื่อ หรืออยู่ในสาระบบของจีน  เค้าบอกว่าคะแนนที่ได้เพิ่มพิเศษ เช่นอาจเป็นร้อยละ 5  ของคะแนนที่ตนเองทำได้ ถือว่ามากทีเดียวและทำให้อันดับได้ขยับขึ้นไปมาก โอกาสทางการศึกษาของกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆของจีนจึงมีค่อนข้างสูง

ตอนนั้นได้ถามเค้าว่า"ผู้ที่สอบได้จะเรียนได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่โดยเฉพาะระดับปริญญาตรี"  เนื่องจากความรู้ความสามารถคงไม่เท่ากับชาวจีนที่เรียนเก่งๆ เค้าบอกว่าไม่มีปัญหา ใครได้เรียนก็มีโอกาสจบการศึกษา  และยังบอกว่ายังได้รับโอกาสในการทำงานของท้องถิ่นนั้นๆ เช่นการสอบบรรจุเป็นข้าราชการ การได้รับสิทธิ์ในการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ

จากข้อมูลที่พอจะทราบมานี้เท่ากับว่า กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆในประเทศจีนน่าจะได้รับการอุปถัมภ์จากรัฐบาลจีนชนิดเป็นกรณีพิเศษ  ปัญหาความขัดแย้งกับรัฐบาลจึงแทบจะไม่มีหรือมีน้อยมาก เรื่องนี้น่าจะเป็นกุศโลบายของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน ที่มองปัญหาเรื่องความแตกต่างของคนในสังคมได้เป็นอย่างดี

ปัญหาระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มชาติพันธ์จึงแทบไม่มีข่าว ทั้งๆที่ประเทศจีนมีกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆมากที่สุดในโลก 

ชนกลุ่มน้อยในบ้านเราเช่น ม้ง(แม้ว) เย้า อีก้อ กะเหรียง มูเซอ ฯลฯ ทั้งหมดนี้ก็มาจากประเทศจีนทั้งนั้น 

ประเทศจีนถือว่าเป็นต้นตำรับหรือ Original ของกลุ่มชาติพันธ์ในเอเชียทั้งหมด และยังรวมไปถึงดินแดนในยุโรปบางส่วน และตามแนวชายแดนประเทศรัสเซียอีกด้วย

ปัญหาทะเลาะเบาะแว้งในจีนส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องระหว่างกลุ่มชาติพันธ์ด้วยกันเอง เช่นกรณีที่เกิดขึ้นในเมือง ซินเจียงอุยกูร์ เมื่อปี 2552 ก็เป็นปัญหาระหว่างผู้นับถือศาสนาอิสลามหรือชาวอุยกูร์ กับ ชาวจีน(หรือจีนฮั่น)  

การศึกษาของไทยไม่ให้สิทธิพิเศษกับชนกลุ่มน้อย ถือว่าทุกคนเสมอภาคกันหมด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อสังคม การเสียเปรียบทางการศึกษา โดยเฉพาะในที่ห่างไกล 

เรื่องที่คิดว่าน่าจะทำได้และเป็นประโยชน์ต่ออาชีพการเกษตรของชาติในอนาคตก็คือให้ลูกหลานชาวนาและเกษตรกร ควรได้รับโอกาสสอบเข้าวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยของรัฐมากกว่าคนทั่วไปโดยเฉพาะสาขาที่เกี่ยวกับเกษตร เนื่องจากบรรพบุรุษและอาชีพของพวกเค้าก็คือเกษตรกรของชาติ

และในความเป็นจริงก็คือลูกหลานเกษตรกรน้อยคนที่จะยึดอาชีพนี้ ทุกคนต้องการที่จะหนีอาชีพอันน่ารังเกียจและได้รับการดูถูกดูแคลนจากสังคมว่า ยากจน ไม่มีความรู้ เรียนไม่สูง

ลูกหลานชาวนาที่เรียนสูงๆจึงไม่มีใครมาทำอาชีพนี้แล้ว แต่ถ้าหากว่าเราให้โอกาสกับลูกหลานเกษตรกร ในอนาคตก็จะเป็นเกษตรกรที่มีคุณภาพ

ประเทศจีนถึงแม้จะมีการปกครองแบบสังคมนิยม หรือเป็นประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ แต่ประเทศไทยควรเข้าไปศึกษาดูงาน จะได้นำสิ่งดีๆมาปรับใช้ในบ้านเรา

เมืองสิบสองปันนา ซึ่งมีชาวไทลื้ออยู่เป็นจำนวนมากหรือหลายแสนคน และเป็นเขตปกครองตนเองเช่นเดียวกับอีกหลายๆเมือง ปรากฏว่ารัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับชนไทลื้อ โดยมีกฎกติกาว่าตำแหน่งรองผู้ว่าการ(หรือรองผู้ว่าราชการ) จะต้องเป็นคนไทลื้อเท่านั้น  ซึ่งต่างกับการปกครองของไทยที่ตำแหน่งทางการปกครองในภูมิภาคนั้นต้องมาจากส่วนกลาง คนท้องถิ่นโดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ จะไม่มีบทบาททางการปกครองเลยแม้แต่น้อย 

สำหรับประเทศไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าฯ นายอำเภอ หรือผู้ช่วยนายอำเภอ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนท้องถิ่น ไม่จำเป็นผู้เป็นอิสลาม ไม่จำเป็นต้องพูดภาษายาวี  เนื่องจากระเบียบของกระทรวงมหาดไทยไม่ได้กำหนด เพียงแต่ว่าในทางปฏิบัติอาจนำเรื่องนี้มาพิจารณา(บ้าง)เท่านั้น ไม่ได้ตราไว้เป็นกฎหมายเหมือนกับประเทศจีน

รัฐบาลจีนป้องกันปัญหาเหล่านี้โดยวางกฎเกณฑ์ให้คนท้องถิ่นดั่งเดิมได้มีส่วนร่วมในการบริหารท้องถิ่นของตน   

นอกจากนี้การปกครองของจีนยังมีทั้งเขตการปกครองตนเอง หรือเขตการปกครองพิเศษ ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ นับว่าเป็นความฉลาดของจีนที่ป้องกันปัญหาความขัดแย้ง

แต่บ้านเราทำไม่ได้ จะให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของประเทศมีสถานะเป็นเขตปกครองตนเองเช่นเดียวกับจีนไม่ได้เด็ดขาด  

ปัญหา 3 จังหวัดทางภาคใต้ที่เรียกร้องกันมานานเรื่องเขตปกครองตนเอง แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ตอบสนอง เนื่องจากเกรงว่าอาจเป็นปัญหาทางด้านความมั่นคง ซึ่งหน่วยงานการปกครองเช่นกระทรวงมหาดไทยและฝ่ายความมั่นมักค้านหัวชนฝา เพราะกลัวการแบ่งแยกดินแดน

จีนทำมานานแล้ว และก็ไม่ได้สร้างปัญหาแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามกลับเป็นผลดีด้วยซ้ำไป

การท่องเที่ยวเมืองคุนหมิงในตอนที่ 6 ว่ากันแต่เรื่องการปกครองของจีน และการแก้ปัญหาความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธ์ ความจริงประเทศจีนมีเรื่องราวที่น่าสนใจในหลายด้าน และแตกต่างกับบ้านเรา ไปเที่ยวแต่ละครั้งก็ได้ความรู้ใหม่ๆทุกครั้ง และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือมีโอกาสเห็นกับตาตนเอง ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงชนิดที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ 

ล่าสุดที่ไปเที่ยวสิบสองปันนา ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเมืองค่อนข้างมาก ทำให้รู้ว่าคนจีนจากต่างถิ่นเข้ามาลงทุนและทำธุรกิจกันมากมาย ส่วนเมืองอื่นๆก็เป็นไปทำนองเดียวกัน เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด(แต่ไม่หัวคะมำ) ทำให้ธุรกิจตามเมืองต่างๆจากที่เคยเป็นธุรกิจขนาดเล็กก็ขยับขยายและกระจายออกสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น จากธุรกิจที่เคยกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ก็จะจายออกไปทั่วประเทศ  หรือต่างประเทศ

หากมีคนถามว่าจะเกิดการอิ่มตัวหรือไม่ ก็คงตอบว่าไม่ เนื่องจากธุรกิจของจีนหรือสินค้าของจีนเหมือนเป็นการเปิดโลกอีกใบหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือโลกของสินค้าราคาถูก ซึ่งเมื่อก่อนนั้นเป็นตลาดที่แคบและตีวงจำกัด เมื่อประเทศจีนเติบโตในตลาดระดับนี้  ทำให้เกิดการกระจายสินค้า(ราคาถูก)ไปทั่วโลก โดยเฉพาะกับประเทศโลกที่สาม หรือประเทศกำลังพัฒนา

การเจริญเติบโตทางธุรกิจในประเทศจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว สาเหตุสำคัญก็คือการคมนาคมที่สะดวกและรวดเร็ว  หากทำได้ดีก็จะช่วยลดต้นทุนในเรื่องเวลาและลดต้นทุนการขนส่งสินค้า  

แต่บ้านเราพอรัฐบาลคิดวางแผนจะทำโครงการเพื่อรองรับการเป็นเป็นประชาคมอาเซี่ยนหรือ AEC ด้วยงบประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อสร้างปัจจัยพื้นฐานขึ้นมารองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ก็ถูกฝ่ายค้านตีรวน  เรียกว่าค้านแหลก ไม่เห็นด้วยแม้แต่โครงการเดียว โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง อ้างว่าใช้เงินมาก ไม่คุ้มค่าใช้จ่าย ลงทุนเปล่าประโยชน์  เกิดทุจริตคอรัปชั่น

แต่ปรากฏว่าในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเมื่อปี 2553 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เดินทางไปดูงานรถไฟความเร็วสูงในประเทศจีน และร่วมลงนามกับรัฐบาลจีน พอกลับมาก็คุยโม้ว่าจะสร้างรถไฟความเร็วสูงขึ้น 3 สาย ได้แก่กรุงเทพ – หนองคาย/  กรุงเทพ-ปาดังเบซาร์ และกรุงเทพ – ระยอง

ตามคำพูด ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ที่ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเมื่อปี 53 ก่อนมีการเลือกตั้งทั่วประเทศ

"...โครงการ(รถไฟความเร็วสูง)นี้เสร็จเมื่อใดก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ต่อประเทศไทย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อประเทศและประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นส่วนรวม "

และ

"ปชป.จี้ ส.ส.เข้าร่วม ประชุม2สภาฯ ผ่านรถไฟความเร็วสูง"
หัวข่าวไทยรัฐ  15 กย.53



เรื่องรถไฟความเร็วสูงในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีความพยายามเป็นอย่างมากที่จะรวบหัวรวบหางให้โครงการได้เกิดในรัฐบาลของตน  และคิดว่าการเลือกทั่วประเทศครั้งต่อไปที่จะมีขึ้น พรรคประชาธิปัตย์คงได้เข้ามาบริหารประเทศ พร้อมกับสวนฝันโครงการขนาดยักษ์ หรือโครงการรถไฟความเร็วสูงที่บรรดา สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ต่างก็เลียปากแผล็บๆ จนปากมัน ปากด้าน หวังว่าจะได้กินได้งาบกันพุงเปรม

แต่ฝันสลายเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาว่าพรรคเพื่อไทยชนะถล่มทลาย ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็แพ้ถล่มทลายชนิดที่แค้นไปตลอดชาติ

ครั้นรัฐบาลจากพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ ก็หยิบโครงการรถไฟความเร็วสูงแบบเดียวกับที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังจะทำนั่นแหละมาปัดฝุ่น  ปรากฏว่าฝ่ายค้านหรือพรรคประชาธิปัตย์ออกมาค้านกันชนิดหัวทิ่มหัวตำ อ้างว่าไม่จำเป็น  ประเทศเป็นหนี้  ส่อทุจริต ผิดขั้นตอน ผิดกฏหมาย ฯลฯ

แต่ตอนที่ตนเองคิดจะทำ กลับบอกว่า ...จะเป็นผลดีต่อประเทศและประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นส่วนรวม

แบบนี้เขาเรียกว่า กลืนเยี่ยวตนเอง  เอ้ย..กลืนเลือดตนเอง



โฟโต้ออนทัวร์
10  ตุลาคม 2556





 



 
 
kunming Maps : แผนที่คุนหมิง คลิกที่ภาพเพื่อขยาย
เส้นทางรถ Bus จากเวียงจันทน์สู่คุนหมิง คลิกที่ภาพเพื่อขยาย

  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ