Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound : Kunming China 06       
 
 
 
 


1 เขาซีซาน


2 ตำหนักจินเจี้ยน


3 เส้นทางชนบท


4 อุทยานป่าหิน


5 หุบเขาเปลี่ยนสี


6
เมืองป่าหิน


7 ถ้ำจิ่วเซ๊ยง


8 ทิวทัศน์


9 วัดหยวนทง


10 เมืองกวนตู้
 
  Home
Home   :   Outbound Tour   :   Kunming 07
Kunming China เที่ยวคุนหมิง เขาซีซาน ตำหนักทองจินเตี้ยน อุทยานป่าหิน หุบเขาทรายเปลี่ยนสี  ถ้ำจิ่วเซียง วัดหยวนทง 
 
Kunming 7 Jiuxiang Caves    คุนหมิงตอนที่  7 ถ้ำจิ่วเซียง
 


                  

                  

                  

                  


 
   
 

Kunming  Part 7 Jiuxiang Caves
คุนหมิงตอนที่ 7  ถ้ำจิ่วเซียง
(เดินทาง มิถุนายน 2552/2009)


ช่วงนี้หนีการเมืองวุ่นๆในบ้านเราแล้วไปเที่ยวต่างประเทศกันดีกว่า และที่ทราบมานั้น ยามใดที่บ้านเมืองวุ่นวาย  คนไทยไม่ค่อยคิดจะเที่ยวในประเทศกันนัก  เนื่องจากไม่ต้องการที่จะรับรู้กับเรื่องการบ้านการเมืองที่ไม่เป็นมงคลแก่ชีวิต  หลายคนจึงคิดไปเที่ยวต่างประเทศที่มีค่าใช้จ่ายไม่ค่อยสูงนัก 

ที่นิยมก็ได้แก่เขมร มาเลเซีย ลาว และเวียดนาม ราคาค่าทัวร์ก็พอๆกับบ้านเราหรือแพงกว่านิดหน่อย  แต่สิ่งที่ได้รับก็คือมีโอกาสเปิดหูเปิดตากับสิ่งใหม่ๆในต่างประเทศ มีโอกาสได้มาเห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่กับตาตนเอง 

ทุกครั้งที่มีปัญหาความวุ่นวาย การท่องเที่ยวในประเทศก็จะได้รับผลกระทบเนื่องจากคนไทยไม่มีอารมณ์เที่ยวสักเท่าใด  รวมทั้งไม่มีอารมณ์ที่จะไปกินอาหารนอกบ้าน ผลกระทบก็จะเกิดกับธุรกิจร้านอาหารและแหล่งบันเทิงต่างๆ  หลายคนคิดว่าต้องประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากไม่แน่ใจว่าอนาคตของประเทศจะเป็นอย่างไร

บ้านเราจะว่าไปก็ดูจะแตกต่างกับประเทศอื่นที่เคยผ่านสงครามจนคนในชาติต้องรบราฆ่าฟันกัน ซึ่งเมื่อสงครามสงบคนในประเทศเหล่านั้นก็จะไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่มีฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ ไม่มีฝ่ายซ้ายฝ่ายขวา และไม่ทะเลาะกัน

ผิดกับบ้านเราที่ไม่ค่อยเจอสงครามชนิดบ้านแตกสาแหรกขาด เราจึงไม่รู้พิษสงว่ามันเป็นห้วงเวลาที่ยากลำบากขนาดไหน ชีวิตคนไทยจึงดูค่อนข้างสงบพอสมควร

แต่ระยะหลังมานี้คนไทยทะเลาะกันบ่อยขึ้น ไม่ลงรอย ไม่ยอมรับความเห็นต่างซึ่งเป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย  ทุกครั้งที่ไม่พอใจรัฐบาลก็มักออกมาแสดงพลังให้เห็น เช่นปิดถนน ปิดสถานที่ราชการ  พร้อมกับยื่นข้อเรียกร้องให้ผู้ที่รับผิดชอบหรือเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีออกมารับทราบปัญหาด้วยตนเอง

ล่าสุดก็เกิดกรณีม็อบสวนยางทางภาคใต้ ปรากฏว่าชาวสวนยางแตกคอกันเอง คนส่วนใหญ่ที่มาปิดถนนประท้วงยอมรับเงินชดเชยจากรัฐบาล หรือเงินชดเชยสำหรับต้นทุนผลิตยางที่สูงขึ้น โดยมีเกณฑ์คิดตามจำนวนพื้นที่ปลูกสวนยาง ใครมีสวนยางมากก็จะได้รับเงินช่วยเหลือมากตามสัดส่วน

แต่สำหรับผู้ไม่พอใจก็พยายามดึงดันให้รัฐรับประกันราคายาง(แผ่นดิบ)ให้ได้  แต่รัฐบาลก็ไหวทันเนื่องจากรู้ว่ายางพาราหรือยางดิบส่วนใหญ่จะอยู่ในโกดังของพ่อค้าที่รับซื้อยางพารา 

หากรัฐรับซื้อยางในราคาประกันก็จะทำให้พ่อค้าเหล่านี้นำยางจากโกดังที่รับซื้อในราคาถูกๆออกขายให้กับรัฐ ผลประโยชน์ก็จะตกกับนายทุนหรือพ่อค้ายาง แทนที่จะตกอยู่กับชาวสวนยางที่แท้จริง

ส่วนการจ่ายเงินชดแหลือตามจำนวนสวนยางหรือคิดเป็นต่อไร่นั้น เจ้าของโกดังจะไม่ได้รับเงินชดเชยเนื่องจากไม่ใช่เป็นคนปลูกยาง และไม่ได้เป็นเจ้าของสวนยาง

และพ่อค้ายางเหล่านี้สืบไปสืบมาก็คือญาติพี่น้องของนักการเมืองท้องถิ่น หรือนักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันทั้งนั้น จึงตอบข้อสงสัยว่าทำไมการปิดถนนประท้วงจึงไม่จบง่าย ทั้งๆที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ เดินทางไปแก้ปัญหาด้วยตนเอง

เรื่องม็อบสวนยางจึงจบไม่ลงเนื่องจากเป็นที่ทราบกันอยู่ว่านักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ให้การหนุนหลังกลุ่มผู้ประท้วงปิดถนน  และที่หนักไปกว่านั้นก็คือมีความพยายามให้เกิดความรุนแรง แต่พอรัฐบาลจะขอคืนพื้นที่ถนนก็ถูกต่อต้าน ขว้างปาก้อนหินใส่เจ้าหน้าที่ เผารถตำรวจ และเผารถนักข่าวช่อง 3  แล้วฟ้องสื่อว่ารัฐใช้ความรุนแรง ทั้งๆที่ภาพจากโทรทัศน์ก็เห็นโทนโท่ว่าชาวบ้านปาก้อนหินเข้าใส่ตำรวจทั้งนั้น



ทางรัฐบาลเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากม็อบสวนยาง และก็ได้คำตอบว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับสส.ของพรรคประชาธิปัตย์  ที่พยายามสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายทั้งในสภาและนอกสภา จนพัฒนากลายเป็นม็อบมวลมหาชนในเวลาต่อมา

นายสุเทพ เทือสุบรรณกับเพื่อน สส.ของพรรค ปชป.ส่วนหนึ่งได้ลาออกจากสส.เพื่อจะมาปลุกระดมมวลชน โดยชูธงต่อต้านระบอบทักษิณ และอาศัยความเพลี่ยงพล้ำของรัฐบาล ในกรณีการแก้ไขกฏหมายนิรโทษกรรมแบบสุดซอย

บางคนตั้งข้อสังเกตว่า เหตุที่พรรคประชาธิปัตย์ดับเครื่องชนและทุ่มสุดตัว ก็เนื่องจากรู้ตัวดีกว่าอนาคตพรรคปชป.คงตกต่ำลงเรื่อยๆ  หรืออาจกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านไปตลอดชาติ จึงต้องคิดทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อกอบกู้ฐานะ 



ซึ่งพฤติกรรมต่างๆของพรรคประชาธิปัตย์ยังสร้างความอึดอัดใจให้กับนายพิชัย รัตตกุล ที่มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาพรรคฯและเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่สังคมให้การยอมรับ ซึ่งเคยพูดไว้เมื่อวันที่ 14 กย.55 ว่า

"ผมให้เกรดนายกฯ ยิ่งลักษณ์มากกว่าหัวหน้าพรรคของผม คุณอภิสิทธิ์ก็ทำงานดีถ้าไม่มีไอ้ลูกน้อง 3-4 คน ผมคิดว่าอภิสิทธิ์ได้คะแนนไม่เกิน 60 ส่วนคุณยิ่งลักษณ์ไม่เกิน 75 คะแนน ด้วยความเห็นของผม พวกนี้ไม่ได้เอาใจใครนะ"

ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาพรรคปชป.พยายามสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายในสภามาโดยตลอด เช่นขึ้นไปลากเก้าอี้ประธานสภา ปาหนังสือ  ทุ่มเก้าอี้ หรือใช้วาจาหยาบคายชนิดที่ถ่อยสถุน จนหลายคนสงสัยว่าทำไมสส.พรรคประชาธิปัตย์จึงมีพฤติกรรมต่ำทรามเช่นนี้ ทั้งที่เป็นพรรคที่น่าจะเป็นความหวังของสังคม

อย่าว่าแต่คนไทยไม่น้อยที่สงสัย แม้แต่สื่อต่างประเทศก็ยังสงสัยด้วยเหมือนกัน และแปลกใจมากที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเคยกล่าวว่ามีความยึดมั่นต่อระบอบรัฐสภา แต่กลับสร้างความเสื่อมเสียชนิดที่ผิดปกติและรับไม่ได้แบบนี้

และเมื่อพรรครัฐบาลจากพรรคเพื่อไทยเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมแบบสุดซอย พรรค ปชป.จึงถือโอกาสคิดการณ์ใหญ่ เพื่อขจัดเสี้ยนหนามพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะต้องการขจัดระบอบทักษิณให้สิ้นซาก รวมทั้งคิดที่จะขับไล่ตระกูลของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรให้ออกไปนอกประเทศ

เรียกว่าขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์เล่นเกมส์แรง มีความเสี่ยงสูง เพราะหากไม่สำเร็จก็เท่ากับว่าอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์คงดับสูญแน่  ขณะเดียวกันก็ได้รับการสนับสนุนจากสังคมชั้นสูง จากกลุ่มศักดินาอำมาตย์ ในนามของ กลุ่มราชนิกุล กรณีออกมาแถลงปกป้องสถาบันและคัดค้านร่างพรบ.นิรโทษกรรม

หรือแม้แต่อดีตนายทหารคนสนิทของป๋าเปรม (ประธานองคมนตรี) ก็ออกมาให้กำลังใจกับฝ่ายสุเทพ-จำลอง ที่สนามหญ้ากองทัพบกอย่างออกหน้าในวันที่กลุ่มม็อบคปท.บุกกองทัพบก งานนี้จึงไม่ต้องบอกว่าป๋าเปรมยืนอยู่ฝ่ายไหน และไม่ต้องสงสัยว่ากลุ่มคนที่อยู่สูงกว่าป๋าเปรมจะเข้าข้างใคร เรียกว่าเป็นการประสานเสียงพร้อมกันของกลุ่มบุคคลชั้นสูง รวมทั้งกลุ่มอาจารย์หรือผู้บริหารจากจุฬาและธรรมศาสตร์ ที่มีแนวคิดแบบเดียวกันหรือแนวคิดแบบศักดินา ที่สั่งปิดมหาวิทยาลัยตามคำสั่งของกำนันสุเทพฯ

ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมพรรคประชาธิปัตย์จึงมักจะกล่าวหาใครต่อใครว่า ไม่มีความจงรักภักดีอยู่ตลอดระยะเวลาที่เป็นฝ่ายค้าน เท่ากับว่าเสนอตัวเองเพื่อปกป้องเจ้า ผูกขาดความจงรักภักดี และมองคนที่คิดต่างว่าเป็นพวกระบอบทักษิณ เป็นคนไม่รักชาติรักประเทศ

หากยังจำกันได้ ก็พวกพรรคประชาธิปัตย์นี้แหละที่กล่าวหารัฐบาลว่า ไม่จงรักภักดี ไม่พยายามปราบปรามเว็บไซต์ที่หมิ่นสถาบัน จนเจ้ากระทรวงไอซีทีต้องออกมาชี้แจง และนี่คือแผนการของพวกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ต้องการคะแนนเสียงจากกลุ่มคนไทยที่รักในหลวง เพื่อให้เกลียดชังรัฐบาลและหันมาสนับสนุนพวกตน

มันชัดเจนอยู่แล้วว่าพรรคประชาธิปัตย์กำลังยืนพิงกำแพงวังเพื่อต่อสู่กับฝ่ายรัฐบาลอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะรู้ดีว่าตนเองมี Back ดี น้ำเลี้ยงเหลือเฟือ และมีทุนหนากว่าทักษิณด้วย

หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า "ใครที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของกลุ่มนายสุเทพ เนื่องจากการต่อสู้ของนายสุเทพ มันบ้าดีเดือดเกินกว่าที่มนุษย์จะคิดการใหญ่แบบนี้ และตัวนายสุเทพเองก็ไม่ไช่เป็นนักต่อสู้เพื่อชาติ เพื่อประเทศ หรือเป็นนักสู้เพื่อประชาชน แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นนักการเมืองที่มีประวัติคดโกงที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าระบอบทักษิณ"

การที่นายสุเทพนำมวลมหาชนมาปิดถนนราชดำเนิน ปิดสถานที่ราชการ รวมทั้งตัดน้ำตัดไฟ ได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศชาติจนประเมินค่ามิได้ พฤติกรรมแบบนี้เท่ากับเป็นปฏิปักษ์กับประเทศหรือเป็นกบฏต่อแผ่นดิน โทษคือประหารชีวิต

คิดว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศคงไม่ยอมให้อภัยแน่ และพร้อมจะออกมาสั่งสอนพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งคราวหน้า
 
และหากพรรคประชาธิปัตย์จะยุบพรรคและประกาศจะเลิกเล่นการเมืองกันทั้งพรรคแบบเดียวกับพ่อกำนันสุเทพฯ ก็คงไม่สายเกินไป มวลมหาประชาชนจะได้แซ่ซ้องสรรเสริญ เนื่องจากในอนาคตพรรคปชป.อาจแพ้ซ้ำซากในเวทีเลือกตั้ง

ยุบพรรค ลาออก และเลิกเล่นการเมืองพร้อมๆกันทั้งพรรค ในอนาคตน่าจะเป็นผลดีต่อประเทศชาติ ดีกว่าจะอยู่ไปแบบไร้ค่า และยังขายขี้หน้าต่อชาวโลกอีกด้วย

สำหรับการปฏิรูปประเทศนั้น สังคมไทยยอมรับอยู่แล้ว เนื่องจากยังเป็นสังคมที่กำลังพัฒนาด้านประชาธิปไตย จึงต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างของสังคมตามโอกาสที่เหมาะสม แต่วิธีปฏิรูปก็จะต้องถูกครรลองคลองธรรม หรือถูกต้องตามกฏหมาย ไม่ไช่มาปฏิวัติประเทศจนเสียหายย่อยยับกันแบบนี้ ซึ่งเป็นวิธีการที่นานาประเทศไม่มีใครยอมรับ เนื่องจากไมไช่เป็นวิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย เพราะนี่คือการปล้นประชาธิปไตย



เราจึงไม่แปลกใจที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐอเมริกาประจำภาคพื้นแปซิฟิก เข้าพบนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 5 ธัวาคม 2556 เพราะนี่คือสัญญานที่สหรัฐอเมริกามีต่อประเทศไทย ว่าสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากประชาชน ไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่นอกระบบ พร้อมกับกล่าวชื่นชมนายกฯยิ่งลักษณ์ที่มีความแข็งแกร่งอดทน และไม่ใช้วิธีการที่รุนแรง(เหมือนเช่นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ทีมีผู้เสียชีวิตถึง 98 ศพ)

และข่าวล่าสุดจากโพสต์ทูเดย์ เมื่อกี้นี้เอง (15 ธค.56)
(อ่านข่าวได้จาก Manager online)




ขอพักเรื่องการเมืองไว้แต่เพียงแค่นี้ก่อน  คราวนี้ก็มาเที่ยวเมืองคุนหมิงกันต่อ



ถ้ำจิ่วเชียง


ถ้ำจิ่วเชียง เป็นถ้ำหินงอกหินย้อยที่สวยงามตระการตา เป็นถ้ำมหัศจรรย์ที่สวยงาม และเป็น 1 ใน 10 สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติของมณฑลยูนานจนได้รับฉายาว่า"บ้านถ้ำ"ที่เกิดจากการกัดเซาะของภูเขาไฟโบราณจนเกิดเป็นโพรงถ้ำขนาดยาว 3-4 กิโลเมตร

จิ่วเซียงยังมีอีกชื่อหนึ่งก็คือ "ถ้ำพิพิธภัณฑ์"

ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่าคล้ายกับ sinkholes หรือแม่น้ำใต้ดินที่มีห้องโถงใหญ่เช่นเดียวกับกลุ่มถ้ำในยูโกสลาเวีย ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

ถ้ำจิ่วเซียงแตกต่างจากถ้ำทั่วๆไปเนื่องจากขณะที่เดินเข้าไปในถ้ำก็จะได้ยินเสียงน้ำไหลภายในถ้ำที่มืดสนิท แต่มีไฟส่องสว่างทั่วตลอดทั้งทางเดิน จึงดูไม่น่ากลัวและน่าอันตรายนัก

ส่วนหินงอกหินย้อยที่สำคัญๆ ก็จะเล่นสีสันด้วยไฟส่องสว่างสีเขียวสีแดงและสีต่างๆ หากมองผ่านๆก็อาจเข้าใจผิดว่าเป็นสีจากธรรมชาติ  แต่ความจริงแล้วเป็นการเล่นสีเล่นแสงจากไฟสปอตไลท์ ที่ค่อนข้างจะหนักหนาเอาการ แตกต่างจากบางประเทศ(รวมทั้งไทย) ที่ไม่นิยมแสงสีที่เกินจริง

โชคดีที่ถ้ำต่างๆในบ้านเราใช้ไฟส่องสว่างเพื่อให้เห็นสีสันที่แท้จริงของหินงอกหินย้อย รวมทั้งส่วนต่างๆภายในถ้ำ หรือทำแค่เพียงให้เกิดความสว่างเท่านั้น แต่ถ้ำในประเทศจีนทุกแห่งจะเร่งสีกันแบบลิเก จนดูไม่เป็นธรรมชาติ ไม่ต่างกับาพลวงตา    

ในถ้ำจิ่วเซียงที่จำได้มีน้ำตกอยู่ 2 แห่ง ที่ต่างระดับกัน สำหรับแห่งที่สองนี้เป็นน้ำตกคู่แฝดมีชื่อว่า น้ำตกผัวเมีย  ซึ่งมีน้ำไหลเช่นนี้ตลอดทั้งปี และเมื่อน้ำตกกระทบกับพื้นถ้ำก็จะเกิดเป็นละอองน้ำที่ฟุ้งกระจายอยู่ตลอดเวลา 

หากมองด้วยตาก็อาจไม่เห็นละอองน้ำ แต่ถ้าถ่ายภาพโดยใช้แฟลชแล้วก็จะเห็นชัดเจน

ถ้ำจิ่วเซียงถือว่าเป็นธรรมชาติที่สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและคนจีน เรียกว่าคุ้มค่ากับการมาเยือนมาก 

ช่วงแรกของการมาเที่ยวถ้ำจิ่วเซียงก็คือการล่องเรือไประหว่างซอกเขาแคบๆที่คล้ายเป็นอ่างเก็บน้ำ (ตอนที่6)

เสร็จจากล่องเรือก็มาเดินเข้าถ้ำ ซึ่งน่าจะเรียกว่าเดินลงถ้ำมากกว่า เมื่อผ่านถ้ำแรกแล้วก็จะต้องลงถ้ำที่สองต่อ จากนั้นก็เดินลงไปเรื่อยๆตามทางเดินที่มืดสนิท ระหว่างนั้นก็จะเห็นความอัศจรรย์ภายในถ้ำ เมื่อมาถึงกลางถ้ำก็จะเป็นห้องโถงใหญ่ บริเวณนี้มีเวทีการแสดงของชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในบริเวณถ้ำ ซึ่งในอดีตมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ทางแถบนี้เป็นจำนวนมาก 

สำหรับช่วงสุดท้ายจะต้องเดินขึ้นบันใดหินที่สูงพอสมควร  หากใครเร่งรีบมากก็อาจหายใจไม่ค่อยทันหรือหายใจไม่ค่อยถนัด  เนื่องจากภายในถ้ำมีอากาศที่เบาบาง ต่างกับพื้นที่โล่งแจ้งที่สามารถสูดอากาศได้เต็มปอด

และในช่วงนี้เองก็มีบริการนั่งเสลี่ยงสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะผู้สูงวัยทั้งหลาย

เมื่อออกจากปากถ้ำก็เห็นแผนกพยาบาลที่คอยให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยว แสดงว่าที่ผ่านน่าจะมีผู้ใช้บริการกันมากที่เดียว  ถึงขนาดที่ทางการจีนต้องจัดห้องพยาบาลถึง 2 ห้อง

จากนั้นก็นั่งกระเช้า หรือ Cable car กลับไปยังจุดเริ่มต้น เป็นอันจบการเที่ยวถ้ำจิ่วเซียงด้วยความประทับใจ ขณะที่นั่งกระเช้าก็เห็นว่า กระเช้าที่นั่งอยู่นี้ไม่ได้ทำลายธรรมชาติเหมือนกับที่คนไทยเข้าใจกัน ในต่างประเทศก็เห็นกันเป็นเรื่องปกติ ขณะเดียวกันก็ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว

บ้านเราแค่คิดจะสร้างหรือแค่เสนอไอเดียก็จะได้รับการต่อต้านจากกลุ่มเอนจีโอ NGO 

ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า NGO นี้มีหมายความว่าโง่(NGO) หรือไม่ เพราะเห็นค้านกันตลอด ชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็พลอยเชื่อไปกับคนกลุ่มนี้ด้วย ทั้งๆที่เป็นการนำสิ่งดีๆมาสู่ท้องถิ่น

เมื่อราว 2 ปีก่อนก็ฆ่ากันตายเพราะเรื่องนโยบายสร้างกระเช้าลอยฟ้าที่ปลายแหลมสงขลา ปรากฏว่าคนที่คิดจะสร้าง(น่าจะเป็นหัวหน้าอบต.) ถูกชาวบ้านยิงตาย  


เอากันถึงตายเลยครับท่าน



โฟโต้ออนทัวร์
13 ธันวาคม 2556

 


 
 
kunming Maps : แผนที่คุนหมิง คลิกที่ภาพเพื่อขยาย
เส้นทางรถ Bus จากเวียงจันทน์สู่คุนหมิง คลิกที่ภาพเพื่อขยาย

  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ