Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound : Kunming China 08       
 
 
 
 


1 เขาซีซาน


2 ตำหนักจินเจี้ยน


3 เส้นทางชนบท


4 อุทยานป่าหิน


5 หุบเขาเปลี่ยนสี


6
เมืองป่าหิน


7 ถ้ำจิ่วเซ๊ยง


8 ทิวทัศน์


9 วัดหยวนทง


10 เมืองกวนตู้
 
  Home
Home   :   Outbound Tour   :   Kunming 08
Kunming China เที่ยวคุนหมิง เขาซีซาน ตำหนักทองจินเตี้ยน อุทยานป่าหิน หุบเขาทรายเปลี่ยนสี  ถ้ำจิ่วเซียง วัดหยวนทง 
 
Kunming 8 Kunming Road Plantation   คุนหมิงตอนที่  8 ทิวทัศน์สองข้างทาง
 


                  

                  

                  

                  


 
   
 

Kunming  Part 8 Kunming Road Plantation 
คุนหมิงตอนที่ 8  ทิวทัศน์ของข้างทาง
(เดินทาง มิถุนายน 2552/2009)



เที่ยวคุนหมิงตอนที่แล้วหรือตอนที่ 7 ได้ไปเที่ยวถ้ำจิ่วเซียง จากนั้นก็เดินทางกลับคุนหมิง ซึ่งเป็นการเดินทางคนละเส้นทางกับตอนขามา

เส้นทางนี้เป็นการออกสู่เมืองชนบทของจีน เข้าใจว่าน่าจะเป็นถิ่นของชนกลุ่มน้อยที่แปรสภาพกลายเป็นคนจีนไปหมดแล้ว  แต่เท่าที่สังเกตก็ยังพอจะเห็นวัฒนธรรมแบบดั่งเดิม เช่นการใช้ตะกร้าไพร่หลัง การขนส่งพืชไร่โดยใช้รถเทียมด้วยสัตว์ และที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นม้า กับควาย ซึ่งควายที่เห็นในภาพนั้นก็กำลังควบแบบม้า บ้านเราเห็นแต่ควายเดิน แต่เมืองจีนเค้าสอนให้วิ่งกันเลย

ม้าที่เห็นผ่านสายตามีหลายสายพันธ์ ตัวเล็กคล้ายมาแกลบก็มี แต่ที่แปลกน่าจะเป็นม้าขนยาวพันธ์พื้นเมืองของจีน  

ชาวบ้านในชนบทของจีนดูคล้ายชาวเขาในบ้านเรา เช่นเดินเท้าเป็นระยะทางไกลๆ หรือบ้านใครมีรถเทียมสัตว์ก็จะนั่งรถเหล่านั้นเข้ามาทำธุระกันในเมือง

ประเทศจีนไม่มีรถอีแต๋น จะว่าไปแล้วก็ถือชนบทในจีนยังล้าหลังกว่าเมืองไทยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะพาหนะที่ใช้ในการขนส่ง บ้านเราในชนบทห่างไกลแค่ไหนก็จะมีรถปิคอัพและรถอีแต๋นวิ่งกันให้พล่าน แต่เวลานี้(มิย.52)ในชนบทจีนยังใช้รถเทียมสัตว์ ซึ่งไม่ต่างกับล้อเกวียนของไทยในสมัยก่อน 

ล้อเกวียนหรือเกวียนเทียมวัวเทียมควาย ได้หายไปจากชนบทของไทยไปหลายปีแล้ว หรือตั้งแต่มีรถอีแต๋นเข้ามาแทนที่ 

คุนหมิงดินแดนที่เหมาะสำหรับทำการเกษตร

เมืองคุนหมิงเป็นเมืองเกษตรกรรมที่สำคัญของจีน พื้นดินที่เป็นที่ราบเนินเขาและอุณหภูมิที่หนาวเย็นเฉลี่ยทั้งปีที่ 25 องศา เหมาะที่จะเพาะปลูกและทำการเกษตร ดังนั้นจึงแทบไม่มีพื้นที่ว่างหรือที่รกร้างว่างเปล่าให้เห็น

การเกษตรส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นการทำไร่ยาสูบ แต่พอใกล้จะถึงคุนหมิงจะเปลี่ยนเป็นพืชผักสวนครัว โดยเฉพาะพื้นที่ริมทะเลสาบ ซึ่งก็ทำกันอย่างจริงจังและเป็นบริเวณกว้าง การเกษตรของจีนที่เห็นนี้เหมือนทำเพื่อเลี้ยงประชากรทั้งโลก จึงไม่แปลกใจว่าทำไมพวกผักและผลไม้จากจีนจึงทะลักเข้าไทย และยังส่งไปขายในประเทศอื่นๆกันอย่างมากมาย

ตลอดเส้นทางที่ผ่าน ไม่ว่าจะเป็นพื้นราบ เนินเขา หรือภูเขาสูงๆ มีแต่ไร่พืชผักเต็มไปหมด ซึ่งต่างกับบ้านเราที่พอออกไปต่างจังหวัดก็จะพบกับที่ดินรกร้างว่างเปล่าตลอดสองข้างทาง สะท้อนให้เห็นว่าเราใช้ที่ดินกันอย่างไม่คุ้มค่า ถือว่าเป็นการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ

หรืออีกอย่างหนึ่งคือ การเกษตรในบ้านเราไม่มีการพัฒนา เราเป็นเมืองเกษตรก็จริงแต่หาคนที่รู้จริงค่อนข้างน้อย ที่น่าเป้นห่วงก็คือเราขาดหน่วยงานที่ทำการวิจัยเรื่องดิน เรื่องการเกษตร รวมทั้งยังขาดบุคคลากรด้วยวิทยาศาสตร์การเกษตรอีกมาก อาชีพการเกษตรส่วนใหญ่ในบ้านเรายังฝากผีฝากไข้กับเทวดา ฝนตกก็ชอบ ฝนแล้งก็ด่า และผลผลิตที่ได้ก็ดันไปแข่งกับประเทศด้อยพัฒนา ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าบ้านเรามาก

หันมาดูการศึกษาด้านการเกษตรในบ้านเรา ก็ไม่เห็นว่าจะมีสถาบันไหนที่เปิดโอกาสให้ลูกชาวนา ลูกชาวสวนชาวไร่ เข้ามาศึกษาในระดับอุดมศึกษาโดยได้สิทธิ์พิเศษกว่าคนอื่นๆ

สถาบันการเกษตรของชาติจะต้องให้โอกาสกับคนกลุ่มนี้ก่อน ไม่ไช่ใช้เกณฑ์สอบแข่งขันแบบทั่วไป ลูกชาวนาทั้งยากจน ทั้งหมดโอกาสทางสังคม จึงเท่ากับผลัก(ถีบ)ให้ออกไปจากภาคการเกษตร

นี่ก็เป็นสาเหตหนุ่งที่ลูกชาวนาชาวสวน หันไปประกอบอาชีพอื่น ไม่ได้สืบสานหรือต่อยอดอาชีพการเกษตรของบรรพบุรุษ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ขายที่นา ขายสวน ขายไร่ ที่เป็นมรดกตกทอด เนื่องจากตนเองไม่ได้มีอาชีพการเกษตร ภาพที่ดินว่างเปล่าจึงเห็นมากมายทั่วประเทศ

ประเทศจีนถึงแม้ว่าจะมีที่ดินเป็นจำนวนมาก แต่ผืนดินเหล่านั้นก็นำมาใช้ประโยชน์กันอย่างคุ้มค่า ไม่ต่างกับประเทศเวียดนาม

เท่าที่สังเกตอีกอย่างก็คือ ระหว่างนั่งรถผ่านไปในท้องที่ชนบท จะไม่มีป้ายโฆษณาเลยแม้แต่แห่งเดียว เรื่องนี้ไม่ได้ถามไกด์แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นข้อห้าม

อีกอย่างหนึ่งที่สังเกตเห็นก็คือ เมื่อมองไปทางไหนก็จะเห็นทิวทัศน์และแปลงพืชผักทางการเกษตรที่สวยงาม  สองข้างทางจะไม่มีบ้านคนหรือมีตึกอาคารเพื่อการค้าให้เห็นแม้แต่น้อย แม้แต่ปั้มน้ำมัน ร้านอาหาร หรือร้านบริการต่างๆก็ไม่มีให้เห็น

นี่ก็น่าจะเป็นกฎระเบียบในเรื่องการอยู่อาศัยที่ให้อยู่รวมกันในหมู่บ้าน ไม่ให้อยู่แบบกระจัดกระจาย ที่เพาะปลูกกับที่อยู่อาศัยจะแยกกันชัดเจน ดูแล้วน่าแปลกมาก และไม่ว่าจะผ่านไปเมืองไหนหรือมณฑลไหนก็จะเป็นเหมือนๆกันหมด ซึ่งต่างกับบ้านเรา ที่ริมถนนหรือที่ดินที่อยู่ติดถนนจะขายให้กับผู้ประกอบการณ์ ส่วนที่ดินของตัวเองที่ใช้ทำนาทำไร่ก็จะอยู่ไกลออกไปจากถนน

คำว่าเก็งกำไรที่ดิน หรือการประกาศขายที่ดินผืนงามๆตามริมถนนนั้น เมืองไทยอาจเห็นเป็นเรื่องปกติ  โดยเฉพาะหากมีถนนสายใหม่ตัดผ่านที่ดินของตนเองก็เท่ากับถูกหวย พอถนนสร้างเสร็จ ที่ดินตลอดแนวถนนก็ประกาศขายแทบจะทันที หรืออีกทีก็ปักป้ายให้เช่า แต่ประเทศจีนจะไม่เป็นแบบนี้

รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของที่ดิน(ทั้งประเทศ)ส่วนประชาชนและผู้ประกอบการณ์หรือนักธุรกิจเป็นผู้เช่าจากรัฐบาลทีต่อหนึ่ง  ปัญหาการบุกรุกที่ดิน การฮุบที่ดินตามที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆในบ้านเรา แต่สำหรับประเทศจีนแล้วรับประกันเลยว่าจะไม่มีปัญหาเช่นนี้

ประเทศจีนจะไม่มีคดีความขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อพิสูจน์ว่า ใครมาอยู่ก่อนอยู่หลัง หลังออกกฎหมายให้พื้นที่ต่างๆเป็นเขตป่าสงวน ขณะนี้ก็มีคดีความจนรกศาล

ถามว่ารัฐบาลจีนเป็นเจ้าของที่ดินมาแต่เมื่อไหร่ หรือมีมานานนับเป็นพันๆปี

คำตอบคือคราวที่เกิดการปฏิวัติทางวัฒนธรรมสมัย ดร.ซุน ยัดเซ็น จีนยึดเอาที่ดินของประชาชน ที่ดินของพวกเจ้าขุนมูลนาย พวกอำมาตย์ หรือของราชสำนักในราชวงศ์ชิง ให้ตกเป็นของแผ่นดิน

การปฏิวัติทางวัฒนธรรมครั้งแรกในจีน เป็นการล้มการปกครองจากระบอบเจ้าหรือระบอบกษัตริย์ของราชวงศ์ชิง มาสู่การปกครองโดย “พรรคก๊กมินตั๋ง “ ที่มี ซุน ยัดเซ็น เป็นผู้นำ พร้อมกับตั้งตนเองเป็นประธานาธิบดี(คนแรกของจีน)เมื่อค.ศ.1912(พ.ศ.2455 ตรงกับสมัยร.6)

หลังจาก ซุน ยัดเซ็น เสียชีวิต นายพลเจียงไคเช็ค ซึ่งเป็นมือขวาของซุน ยัดเซ็น ก็ขี้นบริหารประเทศ จากนั้นไม่นานก็ถูกพรรคคอมมิวนิสต์ ที่มีผู้นำชื่อ เมาเซตุง หรือเหมาเจ๋อตุง โค่นอำนาจเมื่อปีค.ศ.1948 จนนายพลเจียงไคเช็คและพรรคพวกต้องหนีข้ามทะเลไปที่เกาะใต้หวัน ทรัพย์สินที่ขโมยมาจากวังต้องห้ามหรือวังกู้กงในสมัยเจียงไคเช็ค จึงได้ถูกเคลื่อนย้ายไปที่เกาะไต้หวันถึง 3,000 ลัง มีวัตถุโบราณราว 650,000 ชิ้น

ใครไปเที่ยวพระราชวังในจีน ก็จะเห็นแต่ตัวอาคารหรือพระตำหนักโล่งๆ ส่วนทรัพย์สินที่มีค่าส่วนใหญ่ถูกขนย้ายไปที่เกาะไต้หวัน  และก็คงจะอยู่ในที่มิดชิด เพราะหากนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ก็อาจถูกรัฐบาลจีนขอคืนกลับสู่ที่เดิม

และขณะนี้รัฐบาลจีนถือว่าประเทศไต้หวันหรือเกาะไต้หวัน ยังเป็นส่วนหนึ่งของจีน 

ในยุคที่เหมาเจ๋อตุงทำการปฏิวัติประเทศจีนครั้งใหญ่ ก็ยึดเอาทรัพย์สินและที่ดินของประชาชนมาเป็นของแผ่นดิน หรือของพรรคคอมมิวนิสต์  จากนั้นก็นำมาจัดสรรปันส่วนให้ชาวนาได้ทำนา โดยมีสัญญาเป็นการเช่าที่ดิน ไม่สามารถเปลี่ยนมือได้ แต่สามารถยกให้เป็นมรดกตกทอดไปสู่ลูกหลานได้

ที่ดินทุกตารางนิ้วในจีนจึงถูกรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์เข้ามาจัดการทั้งหมด และควบคุมดูการใช้ที่ดินอย่างเป็นระบบ

ที่เห็นได้ชัดก็คือ ห้ามนำที่ดินทางการเกษตรมาหาประโยชน์อื่น เช่นไม่นำไปทำเป็นสถานที่ประกอบการณ์ ห้ามนำที่ดินที่อยู่ติดถนนไปทำประโยชน์ทางการค้าเช่นให้เช่า หรือสร้างอาคาร ฯลฯ

ใครมาเที่ยวจีนก็อาจแปลกใจว่า ทำไมตามริมทางจึงไม่มีร้านค้า หรือสถานบริการต่างๆเลย ถนนจึงโล่งและเห็นทิวทัศน์สองข้างทางได้อย่างเต็มตา ทำให้การขับขี่ยานพาหนะมีความอย่างปลอดภัย

นี่คือข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างการจัดการที่ดินของจีนกับไทย

เมื่อที่ดินทั้งหมดเป็นของรัฐ จึงง่ายที่จะสร้างถนนหนทาง สร้างทางรถไฟทั้งระบบธรรมดา และรถไฟความเร็วสูง ไม่ต้องทำประชาพิจารณ์ หรือรับฟังความเห็นของประชาชน เนื่องจากที่ดินเป็นของรัฐ และหากมีการเวนคืนจากผู้เช่าเดิมเนื่องจากต้องขยายถนน รัฐก็ต้องจ่ายค่าเวนคืนให้ตามกฎหมาย พร้อมกับต้องหาที่อยู่ให้ใหม่ หรือจัดหาที่ทำกินให้ใหม่ ซึ่งรัฐบาลจีนได้เวณคืนที่ดินให้กับประชาชนมานักต่อนักแล้ว บางครั้งถึงกับต้องย้ายประชาชนทั้งเมือง และให้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่ที่ดีกว่าเดิมพร้อมกับจัดสรรที่ดินทำกิน

เมืองไทยคิดจะสร้างถนน สร้างรถไฟฟ้าก็เป็นปัญหามาตลอด แต่ประเทศจีนกลับตรงกันข้าม การพัฒนาประเทศจึงรุดหน้ารวดเร็วยิ่งกว่าจรวด

หากใครไปเที่ยวประเทศจีนก็จะเห็นเองว่า ถนนส่วนใหญ่จะเป็นแนวเส้นตรง ไม่มีการคดเคี้ยวเลี้ยวลดหลบโน่นหลบนี่เหมือนบ้านเรา 

นี่ก็เล่าให้ฟังเท่าที่พอจะจำได้ และพอหันกลับมาบ้านเราก็รู้สึกว่ามีแต่ปัญหา โดยเฉพาะเรื่องที่ดินทำกิน เรียกว่ามีปัญหาในทุกๆด้าน และมีข่าวกันเป็นประจำ

ความจริงก็เป็นปัญหาทั้งประเทศ และตราบใดที่รัฐบาลไม่คิดจะปฏิรูปที่ดิน หรือจัดการปัญหาชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็ยังมองไม่เห็นทางว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร จะให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบหรือจับกุมผู้บุกรุกก็คงจะไม่ไหว เนื่องจากสภาพการณ์ที่เป็นอยู่มันไม่ต่างกับปล้นที่ดินของประเทศ

และที่พูดกันมานานเรื่องการเก็บภาษีที่ดินที่พูดกันมานาน ก็ไม่เห็นว่าจะมีรัฐบาลไหนคิดแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการซื่้อที่ดินว่างเปล่ามาเพื่อเก็งกำไรไว้เป็นจำนวนมากๆ

หากเมืองไทยเป็นประเทศคอมมิวนิสต์เสียแต่แรกเช่นเดียวกับลาวและเขมร ปัญหาเรื่องที่ดินก็คงจะหมดไปจากเมืองไทย เนื่องจากที่ดินถูกยึดมาเป็นของรัฐ เราคงไม่ต้องมาทะเลาะกันในเรื่องล้มเจ้า เนื่องจากระบอบคอมมิวนิสต์ไม่มีเจ้า ไม่มีกษัตริย์ และเราก็คงไม่มีปัญหาเรื่องการการครองอำนาจของรัชกาลต่อไปเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

การที่กลุ่ม กปปส.กำลังดำเนินการไล่บี้รัฐบาลอยู่ในขณะนี้ เป้าหมายที่แท้จริงก็น่าจะเป็นเรื่องของการครองบัลลังก์ต่อจากรัชกาลที่ 9 และเรื่องสถานภาพของสถาบันกษัตริย์ในอนาคต ที่หลายคนอาจคิดไม่ถึงว่ามันเชื่อมโยงกันได้อย่างไร

และที่สงสัยกันนักว่าคนที่อยู่เบื้องหลังนายสุเทพ เทือกสุบรรณนั้นเป็นใคร

จะตอบว่าเป็นใคร ก็คงจะตอบไม่ได้ เนื่องจากมันน่าจะเป็นเรื่องของบุคคล และคณะบุคคล รวมทั้งกลุ่มราชนิกุล ที่ประสานสามัคคี ขึ้นเวทีถล่มรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยชูประเด็นเรื่องล้มระบอบทักษิณ

หากวิเคราะหฺกันให้ดีก็จะเห็นว่า บรรดาบุคคล กลุ่มบุคคลเหล่านั้น ล้วนมีความใกล้ชิดกับในวังทั้งนั้น... เขียนมาถึงตรงนี้คนภายนอกอย่างเราๆท่าน จึงอดแปลกใจและอดสงสัยไม่ได้ "ว่าในรั้วในวังก็มีปัญหาการแตกแยก ไม่ต่างกับคนในสังคมไทยที่กำลังทีปัญหาแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายอยู่ในขณะนี้"

เรื่องล้มระบอบทักษิณ หรือการขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณืก็เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมาย แต่เป้าหลักน่าจะอยู่ที่การเข้ามาวางแผนเกี่ยวกับการครองบัลลังก์ของรัชกาลถัดไป ว่าอาจจะมีปัญหาหากเดินตามระบบ จึงต้องหาทางแก้ไขให้ทันกาล

และหากรัฐบาลยังเป้นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ก็คงยากที่จะได้รับความร่วมมือ เผลอๆ รัฐบาลยิ่งลักษณ์อาจไม่เล่นด้วย กับแผนที่กลุ่มเจ้ากลุ่มอำมาตย์ได้วางแผนไว้

คำว่า มาตรา 7 หรือรัฐบาลเฉพาะกาล ที่มาจากไหนก็ไม่รู้ จึงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาก เนื่องจากรัฐบาลแต่งตั้งหรือรัฐบาลเฉพาะกาลไม่มีกฏหมายรับรอง แต่ช่วงเวลาสั้นๆก็อาจทำอะไรได้มากมาย(ตามแผน)

และการที่ศาลหรือองค์กรอิสระประสานมือเข้าบดขยี้รัฐบาล ก็อาจเป็นเพราะได้รับอาณัติสัญญาณบางอย่างจากผู้มีอำนาจจอมปลอม โดยอ้างเบื้องสูง ให้กระทำการที่เป็นการฝืนความรู้สึกของประชาชน เรียกว่าใครมีอาวุธอะไรก็หยิบมาเข่นฆ่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้จมดิน

หากจะย้อนกลับมามองเรื่องการสืบสันตติวงศ์ ก็เป็นที่แน่ชัดว่าอาจไม่เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลเหมือนที่สังคมเข้าใจ สาเหตุก็อันเนื่องมากจากความประพฤติและความไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงของผู้ที่กำลังจะขึ้นสู่อำนาจ ซึ่งเป็นอำนาจที่สามารถชี้เป็นชี้ตายให้กับประเทศได้

หากทำดี ประพฤติดี ถูกต้องตามทศพิธราชธรรม ก็คงเป็นเรื่องดีของประเทศ ในทางตรงข้ามหากทำไม่ดี ประเทศชาติจะเป็นอย่างไรละ และที่น่าห่วงมากที่สุดก็คือ มีอำนาจสูงสุดตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ จะแต่งตั้งใครให้มาบริหารประเทศ แต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ผู้นำเหล่าทัพ ฯลฯ อำนาจก็อยู่ในมือตามกฏหมายที่ตราไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งนั้น

นอกจากนี้ก็อาจจะมีเรื่องอื่นๆอีกร้อยแปดพันเก้าที่ประเทศไทยและคนไทยจะต้องเจอ โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรงบประมาณ

เมื่อเป็นเช่นนี้คนวงในหรือประเภทมือที่มองไม่เห็น ทั้งมือสะอาดและมือสกปรก จึงมีความพยายามที่จะหาทางออกเพื่อคงไว้ของสถาบันสูงสุดให้อยู่คู่กับสังคมไทยได้อย่างสง่างาม

ครั้นจะให้สตรีเข้ามาขัดตราทัพก็จะขัดแย้งกับกฎมณเฑียรบาล ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย 

“แล้วคราวนี้ละจะทำยังไง”

ใครอยากทราบก็ต้องรอติดตามเมื่อถึงเวลาและโอกาส อาจเป็นรายการช็อกประเทศไทยชนิด อึ้ง กิม กี่

ผลที่ออกมาอาจไม่ต่างกับหนังไทยหรือละครไทยประเภทน้ำเน่า แต่คงไม่ใช่เรื่องตบตีระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้ หรือระหว่างเมียหลวงกับตัวอิจฉา

แต่อาจคล้ายฉากสุดท้ายตามสไตล์ของหนังไทย(น้ำเน่า)ที่บรรดาญาติๆพร้อมหน้าพร้อมตาตอนที่จะแบ่งมรดก(พยายามนึกถึงภาพในละครหน่อยนะ)

ต่อไปนี้ขอให้คิดว่าเป็นบทละครแบบไทยๆ(โบราณ)

หลังจากญาติพี่น้องรวมทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ มารวมกันในห้องโถงใหญ่ กล้องก็มาจับภาพตรงประตูห้อง  พลันก็ปรากฏร่างของทนายความประจำตระกูลกำลังเดินเข้ามา

ทนายมาชุดสูทงามหรู เดินเข้ามานั่ง จากนั้นก็เปิดกระเป๋าเจมส์ บอนด์ หยิบซองน้ำตาลออกมาจากกระเป๋า แล้วหยิบกระดาษที่เป็นพินัยกรรมออกมาจากซองน้ำตาล เปิดอ่านต่อหน้าธารกำนัล

กล้องจับไปที่ใบหน้าทนาย จากนั้นก็แพนไปที่ตัวละคร(ส่วนใหญ่ก็เป็นคนในตระกูล ผู้สูงศักดิ์ ผู้หลักผู้ใหญ่ และผู้แก่ผู้เฒ่า)

ทนายมองผ่านหน้าแต่ละคนเพื่อดูว่ามากันครบ แล้วเริ่มอ่าน “ราชพินัยกรรม“ 

ทนาย.. ต่อไปนี่เป็นการอ่านราชพินัยกรรมของเจ้าเมืองสารขันฑ์ ที่ทำขึ้นต่อหน้าผู้สูงศักดิ์ และผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองที่ได้รับความเชื่อถือ พร้อมยืนยันถึงความสมบูรณ์ถูกต้องของราชพินัยกรรม และยืนยันถึงลายมือชื่อพร้อมตราประทับอย่างถูกต้องตามจารีตประเพณีของราชตระกูล

ความว่า... อะแฮ่ม....(กระแอมเล็กน้อย)

 “ข้าพเจ้า หลวงจักรพรรดิมหาทรัพย์สมบัติแห่งเมืองสารขันฑ์ ขอมอบตำแหน่งจักรพรรดิให้กับ ปูยีน้อย..เพื่อสืบสันตติวงศ์ เป็นลำดับต่อไป”

ถึงตอนนี้ข้าพเจ้าก็ต้องตกใจตื่นขึ้นมากลางดึก..ตายละหว่า ฝันว่าตนเองกำลังดูหนังเรื่อง “The Last Emperor“ ที่ฉายไปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน จึงเห็นภาพของปูยี หรือกษัตริย์น้อยของราชวงศ์จีนเข้ามาในความฝัน

ปูยีน้อยได้เป็นจักรพรรดิ แต่เนื่องจากยังทรงพระเยาว์ จึงต้องมีคณะบุคคลทำหน้าที่แทนจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ส่วนผู้ทำหน้าที่แทนหรือผู้สำเร็จราชการ ถ้าจำไม่ผิด ในภาพยนต์เรื่องนี้น่าจะเป็นปุโรหิตผมหงอกและอายุมาก

สรุปว่าเป็นเรื่องของความฝันครับท่าน





โฟโต้ออนทัวร์
11 มีนาคม 2557



 
 
kunming Maps : แผนที่คุนหมิง คลิกที่ภาพเพื่อขยาย
เส้นทางรถ Bus จากเวียงจันทน์สู่คุนหมิง คลิกที่ภาพเพื่อขยาย

  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ