Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว    Home > Outbound Tour > Lao2 > Back to Vangvieng  
 HomeArticles : City Tour : EventsGallery : Outbound tour : Royal Photos : Today Talk : Photo Service : Guest : Free Wallpaper : About site : Misc. :
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
 
 
ทริป เวียงจันทน์-วังเวียง-หลวงพระบาง (บันทึกการเดินทางเมื่อเดือน กรกฏาคม 2551)
 


หลวงพระบางตอนที่ 16
วันเดินทางกลับ

                          เที่ยวลาวหลวงพระบางได้ผ่านมาถึงตอนที่ 16 ซึ่งเป็นตอนที่ได้เวลาเดินทางกลับกันแล้วละครับ

15 ตอนที่ผ่าน น่าจะมีรายละเอียดการเดินทางให้ผู้สนใจได้เห็นภาพ และพอจะมองออกว่า นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะคนไทยที่มากับบริษัททัวร์ จะไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง

และไม่ว่าจะมากับทัวร์ไหน กรุ๊ปไหน ก็่จะมีโปรแกรมท่องเที่ยวที่คล้ายๆกัน เพราะสถานที่ท่องเที่ยวในหลวงพระบางส่วนใหญ่ก็มีเท่าที่เห็น

วันนี้เราออกเดินทางเช้ากว่าปกติ เพราะต้องเดินทางค่อนข้างไกล กะว่าจะไปถึงกรุงเทพกันตอนเช้ามืด

กองคาราวานรถตู้ในทริปนี้ประกอบไปด้วยบริษัททัวร์ที่หลากหลาย แต่ใช้บริการรถตู้จากบริษัทเดียวกัน จึงต้องวิ่งตามๆกันมาเป็นขบวน และใช้วิทยุสื่อสารติดต่อกันอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้สึกว่าช่วยให้มีความปลอดภัยขึ้น

เช่นขณะเดินทาง คันแรกหรือผู้นำขบวนจะเป็นผู้แจ้งเส้นทางให้รถคันที่ตามอยู่ข้างหลังว่า ข้างหน้าว่าปลอดภัยหรือไม่ พบเห็นอะไร หรือต้องระวังอะไรบ้าง ทั้งหลุมบ่อ ทางขรุขระ สัตว์เลี้ยง หรือรถที่กำลังวิ่งสวนมา ทำให้รถที่กำลังวิ่งตามมาได้ทราบล่วงหน้า หรือแม้แต่การขับอยู่บนเขา และมีรถขับช้าอยู่ข้างหน้า ซึ่งเป็นปัญหาว่าแซงได้หรือไม่ จะปลอดภัยหรือไม่

การมีวิทยุสื่อสารก็จะบอกต่อๆกันเป็นทอดๆ หลังจากคันแรกแซงไปแล้วก็จะรายงานให้รถคันหลังๆแซงตามหากข้างหน้าปลอดภัย เรียกว่าแซงได้พร้อมกันหมดทั้งขบวน ทำให้ปลอดภัยกว่าการตัดสินใจเอง ซึ่งอาจเจอกับรถที่กำลังสวนมาได้

ระหว่างเดินทางอยู่บนเขา โชเฟอร์ได้ชี้ให้ดูถนนหักศอก ตรงจุดๆหนึ่ง บอกว่ารถฮอนด้า CRV จากคาราวาน Off Road ของคนไทย ตกลงไปในบริเวณนี้ โชคดีคนขับไม่เสียชีวิต พอวันถัดจะให้ช่างมายกรถขึ้นมาจากเขา ปรากฏว่าชิ้นส่วนรถยนต์ถูกถอดไปเกือบหมด

ใครมาถอดเอาไป...คำตอบคือชาวบ้านที่อยู่แถวนั้น

 
   
แผนที่ประเทศลาว     เขตการปกครอง/ พื้นที่    แผนที่เมืองเวียงจันทน  ประวัติศาสตร์ประเทศลาว  สงครามปราบกบฏในลาว  เรียนรู้ภาษาลาว
 



การขับรถในลาวดูไม่ต่างกับเมืองไทยนัก จะต่างกันเฉพาะกฎจราจรของลาวต้องชิดขวาเท่านั้นเอง คนไทยขับผ่านด่านมาแล้วอาจสับสนในช่วงแรกๆ แต่พอขับไปสักระยะก็จะเริ่มชิน อีกอย่างรถราในลาวก็ไม่มากเหมือนเมืองไทย และคนลาวก็ขับรถกันไม่เร็วนัก จึงไม่ค่อยมีปัญหาสักเท่าใด

ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่คนไทยมักลืม และเผลอไปว่าที่นี่คือเมืองไทย จึงขับกันโดยไม่ค่อยรู้นิสัยของคนลาว คนลาวในต่างจังหวัดเวลาจะข้ามถนนก็อาจค่อยไม่ดูรถ หรือคนขับมอเตอร์ไซด์ ก็ไม่ใช้สัญญาณไฟเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา นึกจะเลี้ยวก็เลี้ยวกันทันที คนไทยที่ไม่รู้นิสัยคนลาว ก็มักประสบเหตุกับเรื่องทำนองแบบนี้

ขับรถในชนบท ยังต้องระวังสัตว์เลี้ยง ที่เดินเพ่นผ่านตามถนน มีทั้งหมูหมา กาไก่ ขับรถทับไก่ตายไปสักตัว อาจเป็นเรื่องใหญ่โต ถูกเรียกค่าเสียหายเป็นเงินหลายร้อยบาท ไม่จ่ายก็ไม่ได้ เพราะชาวบ้านเอาจริง พร้อมรบกันได้ทุกเมื่อ เพราะถือว่าเป็นถิ่นของตนเอง

เคยมีคนไทยขับรถทับไก่แล้วหนี แต่ชาวบ้าน (หรือชาวเขา) ก็วิ่งตามมาทัน

ถามว่าชาวบ้านวิ่งเร็วกว่ารถหรือ ตอบว่าไม่ไช่ครับ พวกเค้าลงเขาทางลัดกัน ตรงข้ามกับการขับรถที่ต้องขับอ้อมไปอ้อมมาอยู่บนเขา

คนขับรถถึงกับตกใจ มาได้ยังไงหว่า.. ชาวบ้าน ยืนจังก้าถือมีดอยู่ข้างหน้า

ในที่สุดก็ต้องลงไปเจรจา และต้องปฏิบัติตามกฎหมายของท้องถิ่น ชนิดที่คนขับถึงกับหัวเสีย เพราะค่าชดใช้ไก่ตายเพียงแค่ตัวเดียว แพงกว่าค่าปรับการขับรถฝ่าไฟแดงในบ้านเราเสียอีก

ในตอนขามาเมื่อ 2-3 วันก่อน ถนนสายที่กำลังเดินทางอยู่นี้มีฝนตกเกือบตลอดทาง เจอทั้งน้ำท่วม น้ำป่าทะลัก ต้นไม้หักโค่น ดิน หิน ตามหน้าผาทรุดตัวลงในหลายๆจุด สิ่งเหล่านี้คนลาวคงเห็นเป็นเรื่องปกติ แต่คนไทยรู้สึกตื่นเต้น

เรื่องดินถล่มลงมาจากหน้าผา บางคนคิดว่ามันเป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่มานึกอีกทีว่าสาเหตุอาจไม่ไช่เกิดจากธรรมชาติ

รถบรรทุก 10 ล้อ ต่างหากที่น่าจะเป็นปัญหาจนสร้างความเสียหาย เพราะดูจากสภาพถนนที่คับแคบ และวนไปตามสันเขา เนื้อดินของถนนคงไม่แน่นหนาพอจะรับน้ำหนักรถขนาดใหญ่ได้ ทั้งดินและหินจึงถล่มลงกันเป็นประจำ

ทางแก้ก็คงต้องปรับเปลี่ยนให้มาเป็นรถที่มีน้ำหนักเบาขึ้นเช่นรถ 6 ล้อ แต่อาจทำยากเพราะจะทำให้ค่าขนส่งสูงขึ้น อีกวิธีหนึ่งก็คือขยายถนนให้เป็นถนนระดับมาตรฐาน ซึ่งก็ทำยากกว่าวิธีแรก เพราะต้องใช้เงินงบประมาณมหาศาล และวิธีนี้ก็อาจสร้างปัญหาให้กับสภาพแวดล้อม ทั้งชุมชน และป่าเขาบางส่วนต้องถูกทำลายไปในการก่อสร้าง

แต่การปรับขนาดของรถบรรทุกขนาดใหญ่ให้เป็นรถบรรทุกขนาดเล็กน่าจะเป็นทางออกมากกว่า หากทางรัฐบาลลาวไม่แก้ไข สภาพดินถล่มก็คงจะเกิดขึ้นเป็นจำวัน และไม่ว่าจะเป็นฤดูใดโอกาสที่ดินจะถล่มก็คงไม่แตกต่างกันนัก

ก็วิจารณ์กับตามสภาพที่เห็น แต่คนลาวก็อาจมีวิธีการแก้ปัญหาแบบลาว คือไม่ต้องทำอะไร ดินถล่มก็จ้างชาวบ้านแถวนั้นช่วยกันโกยออก ง่ายๆและไม่ได้ใช้งบประมาณมาก ใครขับรถบนเขาก็ต้องวัดดวงกันเอาเอง โชคดีก็รอด โชคร้ายก็โดนฝัง นี่แหละที่เป็นถนนสาย Unseen ของลาว ไม่มาก็ไม่รู้ มาแล้วก็รู้ว่ามันเป็นแบบนี้นี่เอง

ระหว่างเดินทางกลับ โชเฟอร์มือดีของเราก็ชี้ให้ดูรถกรมทางฯของลาวที่วิ่งอยู่ข้างหน้า ลักษณะเป็นรถดัมพ์ออกสีเหลืองๆ คล้ายรถกรมทางฯ ในบ้านเรา บนรถมีคนงานหลายคนนั่งอยู่ในกระบะพร้อมเครื่องมือ โชเฟอร์บอกว่าคนงานเหล่านี้ในอดีตก็คือคนลาวคอมมิวนิสต์ หรือลาวแดง ซึ่งก็เป็นชาวเขาที่อาศัยอยู่แถวๆนี้

ในสมัยสงครามเย็นหรือสงครามคอมมิวนิสต์ เส้นทางสายนี้ถือว่าเป็นถนนยุทธศาสตร์ และอันตรายสำหรับการเดินทางในยามคับขัน เช่นเดียวกับถนนหลายสายของไทย ในช่วงสงครามเย็น เช่นวิ่งตอนกลางวันได้ แต่กลางคืนอันตราย

เมื่อสงครามสิ้นสุด รัฐบาลลาวจึงว่าจ้างลาวแดง(ชาวบ้าน) ที่อาศัยอยู่แถวๆนี้ให้เป็นผู้ดูแลถนนแทนรัฐบาล ให้แต่ละหมู่บ้านดูแลในพื้นที่ของตนเอง เขตใครเขตมัน เมื่อเกิดดินพังเขาถล่ม หรือมีหญ้ารกตามริมทาง ก็ต้องคอยจัดการให้เรียบร้อย เรียกว่าแบ่งกันรับผิดชอบ

หากใครนั่งรถผ่านเส้นทางนี้อาจไม่เห็นหน่วยงานกรมทางฯของลาวที่คอยซ่อมบำรุง เพื่อจะได้เข้ามาแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที ก็มีชาวเขาหรือลาวแดงในอดีตนี่แหละที่คอยดูแลแก้ไข โชเฟอร์เล่าต่อว่า สมัยก่อน หรือสมัยที่คอมมิวนิสต์ล่มสลาย รถที่ผ่านไปมาบนเส้นทางนี้ต้องจ่ายค่าส่วย หรือด่านผี เป็นการตั้งด่านของชาวบ้านกันเองโดยไม่เกี่ยวกับตำรวจ หรือหน่วยราชการอื่น ราคาที่เรียกเก็บก็ไม่เท่ากัน อาจจะดูคล้ายแดนเถื่อนหรือเก็บค่าคุ้มครอง หากไม่จ่ายก็ไม่รับรองความปลอดภัย ทำนองนั้น แต่มันเป็นอดีตที่ผ่านไปแล้วเมื่อราว 20-30 ปีก่อน

เรื่องเถื่อนๆในลาวสมัยสงครามเย็น ปัจจุบันไม่มีให้เห็นอีกแล้ว แต่น่าแปลกที่ประเทศไทย ซึ่งไม่เคยตกเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ หรือเป็นไทยแดง แต่บ้านเมืองในปัจจุบันกลับมีปัญหาให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ ไม่ต่างกับกำลังเข้าสู่ยุคสงครามเย็นเมื่อราว 30 ปีก่อน

เรื่องแรกที่เถือนมากๆ ก็มีคนไทยใส่เสื้อสีแดง สร้างความปันป่วนขึ้นในกรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา หรือ เมษายน 2552 มันเถื่อน มันถ่อย จนแทบปิดโทรทัศน์ เพื่อหนีภาพอุดจาดของความรุนแรงที่เกิดขึ้นกลางเมืองหลวง มันเป็นความต้องการของคนไทยกลุ่มหนึ่งที่จะสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง โดยมีเป้าหมายที่จะถล่มประเทศไทย ให้ย่อยยับและอับอายต่อชาวโลก ถัดมาก็จะถล่มสถาบันสูงสุด เพื่อล้มล้างและปฏิวัติประเทศให้เป็นไปในแนวทางของพวกมัน หรือไม่ต้องการให้พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจตามกฏหมายรัฐธรรมนูญอีกต่อไป

พวกนี้ถือว่าอำนาจของประชาชนอยู่เหนือกว่าอำนาจใดๆ และเข้าใจว่าพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เป็นการขัดขวางการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ต้องการให้ไทยเป็นประชาธิปไตยเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ คนพวกนี้คิดว่าประเทศไทยจะต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่ไช่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เหมือนเช่นในปัจจุบัน

การกระทำครั้งนั้น รู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่ามีคนไทยที่เป็นถึงอดีตนายกฯ มีฉายาว่า ไอ้หน้าเหลี่ยม ซึ่งหลบหนีคดีอยู่ในต่างแดน เป็นผู้บงการ ปลุกปั่นยุยงให้คนไทยแตกความสามัคคี พร้อมกับสนับสนุนเงินทองให้เหล่าสมุนออกมาชุมนุมเพื่อเผาประเทศให้ฉิบหายวายวอด

มันบ้าดีเดือดถึงขนาดขับรถบรรทุกแก็สออกมาจอดอยู่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ขู่ว่าจะเผาเพื่อให้กรุงเทพตกอยู่ในนรกของเปลวเพลิงไปครึ่งเมืองค่อนเมือง

ขณะเดียวกันโทรทัศน์บางช่องก็ดูจะเมามันไปกับการรายงานเหตุการณ์ โดยเฉพาะช่อง Thai PBS ที่เกาะติด รายงานสดจากหน้าเวทีคนเสื้อแดง สัมภาษณ์นักการเมืองฝ่ายเสื้อแดง เพื่อให้เห็นว่า สื่อต้องเป็นกลาง ต้องเสนอข่าวรอบด้าน แม้กระทั่งกองโจรที่กำลังทำลายล้างประเทศชาติ ก็ต้องให้ความสำคัญกับมันด้วย เนื้อข่าวก็รายงานซ้ำไปซ้ำมาจนไม่รู้ว่าภาพข่าวที่กำลังออกอากาศนั้น เป็นเหตุการณ์ไหนเวลาไหน เป็นการตอกย้ำความรุนแรงกันทุกชั่วโมง นำไฮไลท์เด็ดๆมาออกซ้ำกันครั้งแล้วครั้งเล่า

ซาดิสต์....

มันน่าสะอิดสะเอียนจนชาวบ้านต้องหันไปดูละครน้ำเน่าช่องอื่นกันแทน จิตใจจะได้เบาสบาย ไม่เครียด

ทีวีของรัฐทำหน้าทีรายงานข่าวมากเกินไปจนไร้ขอบเขต และไม่นึกถึงความบอบช้ำของสังคม ดูแล้วไม่ต่างกับถ่ายทอดสด คนที่กำลังชำแหละเนื้อคน รายงานข่าวนะไม่เถียง แต่การย้ำเหตุการณ์ กันตลอดทั้งวัน ถามว่ามันถูกต้องหรือเปล่า ทำไมไม่นึกถึงผลกระทบต่อจิตใจของคนไทยบ้าง หรือว่าให้ประชาชนใช้วิจารณญานกันเอาเอง โดยที่สื่อไม่จำเป็นต้องคัดกรอง

ซาดิสต์...

แล้วการที่ชอบไปสัมภาษณ์พวกโจร หรือให้นักการเมืองที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นสมุนโจรมานั่งแสดงความเห็นในรายการโทรทัศน์ รู้ๆทั้งรู้ว่าจะพูดแบบไหน แนวไหน เรียกว่าไม่ต้องอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่กันแล้ว ถามว่ามีวิจารณญาณกันดีอยู่หรือเปล่า ยังมีสติดีอยู่หรือไม่ ทำไปทำมากลายเป็นว่า สื่อของรัฐทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กลุ่มโจรมันเสียเอง

อย่าลืมว่าการรายงานข่าว การนำเสนอข่าว มันต้องมีเส้นแบ่งของความเหมาะสม ไม่ไช่ประชาธิปไตยจ๋า จนลืมนึกถึงความสงบของบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ทุกวันนี้ชาวบ้านเขาด่าสื่อมวลชนโดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ พอๆกับด่าพวกโจรห้าร้อยเหล่านั้น และผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน หรือโพล ในเหตุการณ์ครั้งนั้นประชาชนก็ชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงของเหตุการณ์ส่วนหนึ่งมาจากการนำเสนอข่าวของสื่อโทรทัศน์ และหากถามต่อว่าช่องไหน ก็อา่จได้คำตอบว่า ก็ Thai PBS นั่นเอง

วงการสื่อโทรทัศน์ย่อมรู้ดีถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของเหตุการณ์ รวมทั้งรู้ลึกถึงพฤติกรรมของนักการเมืองที่เป็นสมุนของฝ่ายโจร จะนำเสนอเรื่องอะไรก็ขอให้นึกถึงผลกระทบ และความเสียหายที่จะตามมา ไม่ไช่เมาหมัด กอดรัด กับคำว่าประชาธิปไตยของสื่อ จนลืมนึกถึงความเหมาะสมถูกต้อง

สื่อโทรทัศน์ของรัฐที่สังคมคาดหวังว่าน่าจะเป็นความหวังใหม่ให้กับสังคม ควรทำตัวเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ มากกว่าจะวิ่งตามกระแส เป็นแฟชั่นข่าว เหมือนเช่นเหตุการณ์ที่ผ่านมา

ก่อนที่ทีวีช่องนี้จะเกิด เห็นชอบกันนัก วิจารณ์กันบ่อยว่า อยากได้สื่อที่ทำหน้าที่คล้ายๆกับ BBC ของอังกฤษ แต่เอาเข้าจริงแล้วมันไม่ไช่ กลายเป็นสถานีโทรทัศน์ ที่ไม่ต่างกับโทรทัศน์ช่องอื่นๆ รายงานข่าวกันตามกระแส แย่งกันเสนอข่าว เหมือนกับจะอวดว่าข้าแน่กว่าเอง โหด มันส์ สะใจ

ข่าวจาก BBC ที่เคยรับรู้มานั้น สั้น กระชับ ได้ใจความ น่าเชื่อถือ และไม่เป็นกระบอกเสียงให้ใคร นี่แหละคือสื่อประเภทมืออาชีพ

เถื่อนเรื่องที่สองก็กลุ่มเสื้อแดงบุกโรงแรมที่พัทยา เพื่อล้มประชุมอาเซียน

ความเถื่อนครั้งนี้เสียหายกันไปหมดทั้งประเทศ คนที่ดีใจ สะใจ กับเรื่องนี้เห็นจะมีอดีตนายกฯหน้าเหลี่ยม ที่หนีคุก และกบดานอยู่ต่างประะเทศนั่นแหละ ตอนที่สมุนเผาเมืองเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็คงนั่งลุ้น ตบมือ ไชโยโฮ่หิ้ว ไม่ต่างกับเป็นคนบ้า หรือคนเสียสติ ระยะหลังๆรู้สึกจะออดอ้อนขอความเห็นใจ อยากปิ๊กบ้าน อยากกลับมาตายรัง

ไม่นานนี้ก็มีญาติพี่น้องและคนใกล้ชิดทำพิธีแซยิด หรือสืบชะตาอายุครบ 60 ซึ่งเป็นพิธีที่แปลกประหลาดพิลึกพิลั่นในวัดแห่งหนึ่ง ในพิธีมีหงายบาตรด้วย

ก็ไม่ทราบว่าพิธีประหลาดนี้มีมาแต่เมื่อไหร่ ดูแล้วไม่น่าจะเป็นเรื่องของพระสงฆ์องค์เจ้า ขณะทำพิธีก็มีการถ่ายถอดผ่านดาวเทียมจากดูไบ นำภาพอดีตนายกฯหน้าเหลี่ยมนั่งพนมมือหน้าเหี่ยวออกทีวี เพื่อให้เห็นว่าคนหน้าเหลี่ยมก็ร่วมพิธีกับเค้าด้วย ส่วนพิธีในวัดก็เอาภาพขนาดใหญ่ของท่านแม้ว ที่มัดสายสิญจ์รอบตัว ดูแล้วคล้ายถูกมัดตราสังข์ สะกดวิญญาณ แล้วให้พระ 4 -5 องค์ มายืนล้อมภาพและบริกรรมคาถากับภาพนั้น ประหลาด ..

ความจริงถ้าจะให้ดีกว่านี้ น่าจะเอาสายสิญจ์ ไปพันจอภาพทีวี ที่กำลังรับสัญญาณภาพจากดูใบ ให้พระมานั่งล้อมจอโทรทัศน์ แล้วสวดบริกรรมคาถา น่าจะเข้าท่ากว่าใช้ภาพโปสเตอร์ เพราะจอภาพเป็นภาพจริงเสียงจริงของท่านแม้ว ที่กำลังพนมมือ (หน้าเหี่ยวหน้าแห้ง) เวลาจะพรมน้ำมนต์ก็พรมๆ สลัดๆ ที่จอทีวีนั้นเลย ง่ายดีจะตาย ส่วนท่านแม้วก็ทำท่าเอามือลูกหัว เหมือนกับว่า ได้รับน้ำมนต์เรียบร้อยแล้ว

เอวังก็ด้วยประการ ฉะนี้..


โอ้ย..เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ก็มีครั้งนี้แหละที่เห็นที่ทำพิธีกรรมกันแบบข้ามโลกผ่านดาวเทียม แต่รู้สึกว่าบุญที่ทำมันจะตกหล่นลงทะเลจนหมด คงไม่ไปถึงประเทศดูใบแน่ เพราะบาปหนามันขวางกั้น

เรียกว่าทำบุญแบบไฮเท็ค ที่พิลึกกึกกือ ลือลั่น สนั่นเมือง ใครเห็นพิธีก็ขำกลิ้งกันใหญ่ ไม่ต่างกับดูตลกของหม่ำจ๊กม็ก

บาตรที่ใช้ทำพิธีน่าจะเล็กเกินไปสำหรับพิธีกรรมของมนุษย์ที่ทำบาปไว้มาก คราวหน้าขอแนะนำให้ใช้ หม้อใบใหญ่ๆ น่าจะเหมาะสม เพราะหม้อมีขนาดใหญ่พอที่จะรองรับบาปกรรมได้มากกว่า คว่ำหม้อแต่ละที กรรมชั่วก็น่าจะหลุดออกหมด หากคิดว่าหม้อมันเล็กไป โอ่ง หรือกาละมัง ก็ไม่เลว ยิ่งเป็นกระทะใบบัวก็ยิ่งดีใหญ่

ก่อนหน้านั้นก็เคยได้ยินข่าวเรื่องการทำบุญสืบชะตาที่วัดอุโมงค์เชียงใหม่ หลังเสร็จพิธีสงฆ์ ก็เอาผีเจ้าเข้าทรงที่ไหนก็ไม่ทราบได้มานั่งทางใน นั่งไปนั่งมาสักพัก ก็บอกว่าอดีตนายกฯหน้าเหลี่ยมจอมโจรมหาโกงคนนี้ อดีตชาติเป็นเจ้ามูลเมือง (แปลว่าเจ้าขี้เมือง) สมัยที่เมืองล้านนารบกับพม่าไปโน่น

ข่าวนี้สร้างความขบขันให้กับคนเฒ่าคนแก่ในภาคเหนือเป็นอย่างมาก บางคนได้ยินก็หัวเราะขำกลิ้ง จนเมี่ยงที่อมหลุดออกมาจากปาก (แต่ก็คว้าเก็บมาอมใหม่) ว่าจู่ๆก็มีเจ้าโผล่ขึ้นมาจากไหนก็ไม่ทราบ และไม่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของล้านนามาก่อน

สำหรับพิธีสืบชะตาคราวนี้ ความจริงน่าจะเชิญผีเจ้าผีทรงคนเดิมนั่งทางใน เสกเป่า อมพรวดๆ ไม่แน่อาจมีเจ้าองค์ใหม่โผล่ขึ้นมาแทรกในประวัติศาสตร์สมัยพระเจ้าตาก หรือพระเจ้ากรุงธนบุรีก็เป็นได้

คนเราชะตาตกอับ มันเป็นเพราะบาปกรรมของตนเองทั้งนั้น บูญเรา กรรมของเรา เราเท่านั้นที่เป็นคนก่อ จะมาทำพิธีตัดกรรมแบบที่ทำคราวนี้ มันกลายเป็นพิธีของคนโง่ ของคนที่มีอวิชชา หรือคนที่ขาดปัญญามากกว่า พระสงฆ์องค์เจ้าที่ประพฤติดีประพฤติชอบคงไม่มีใครทำแบบนี้แน่ ยกเว้นแต่พระคุณเจ้าที่ดวงตายังไม่เห็นธรรม และคิดว่าพิธีกรรมแบบนี้ เป็นหนทางของการตัดกรรมตัดกิเลสได้

บุญกรรมนะมันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ใครทำอะไรไว้มันก็จะได้ผลกระทบจากสิ่งที่เราทำ

เข้าใจง่ายๆ ก็คือทำดีก็ได้ดี ทำชั่วก็ต้องได้ชั่ว เป็นของธรรมดา เด็กๆอมมือก็รู้ด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เชื่อ และเชื่อว่า ทำชั่วแล้วตัดกรรมชั่วออกไปจากตัวได้ นี่หากมันตัดเวรตัดกรรมได้แบบนี้จริง สังคมคงวุ่นวาย และคงทำพิธีตัดกรรมแบบรายวัน ตามวัดก็คงจะเนืองแน่นไปด้วยพวกโจร หรือพวกหัวโขมย

" ฆ่าใคร ปล้นใคร ก็มาทำพิธีตัดกรรมซะ จะได้ไม่มีบาปติดตัว มันไม่ง่ายอย่างนั้นละมั้ง พระคุณเจ้า.. "

เห็นข่าวบอกว่า ในพิธีมีการเอามีดมาตัดต้นระกำด้วย

ปัทโธ่..ต้นระกำ มันเป็นแค่ต้นไม้ ไม่ไช่แพะบูชายันต์สักหน่อย บ้ากันจริง เพี้ยนกันจัง แถมต้นระกำ กับคำว่า กรรมชั่ว มันคนละเรื่อง คนละความหมายกันเลย

พระแทนที่จะแนะนำสั่งสอนให้ทำบุญและหยุดการทำบาป เป็นการปฏิบัติตามแนวทางของพุทธศาสนา และชี้ทางสว่างให้ญาติโยม แต่กลับสนับสนุนให้ประชาชนมีความเชื่อกันแบบผิดๆ คิดว่าใครทำบาปทำชั่ว ก็สามารถมาแก้กรรม ตัดกรรมกันได้ง่ายๆ

พระเจ้าวัดไหน เชื่อแบบนี้ สอนกันแบบนี้ น่าจะสึกออกไปดีกว่า อยู่ไปก็จะทำให้หลักของพุทธศาสนาผิดเพี้ยน กลายเป็นพิธีกรรมของ พวกเดียรถีย์  (เดียรถีย์ แปลว่านักบวชนอกศาสนา)

ท่านปัญญานันทะ จากวัดชลประทานรังสฤษฏ์ เคยเทศนาเรื่องพระที่สอนแบบผิดๆเพี้ยนๆว่า พระแบบนี้อยู่ไปก็เปลืองข้าวสุกเสียข้าวสาร และเรียกร้องให้ชาวบ้านเลิกศรัทธา หากเป็นพระด้วยกันก็ใช้วิธีคว่ำบาตร หรือ ไม่สนับสนุน ไม่เห็นด้วย เป็นการประท้วงกันแบบกลายๆ

เรื่องกรรมชั่วของอดีตนายกฯ หน้าเหลี่ยมมันสายไปแล้วครับ


“ ตัดน้ำตัดไฟนั้นพอตัดได้ แต่ตัดกรรมนั้นมันตัดไม่ได้ “ เข้าใจหรือยัง


ยังไงก็ต้องรับใช้กรรมที่ก่อไว้ ชีวิตจะกลับหลังหันแบบง่ายๆนั้นไม่มี ทำไปก็เป็นการฝืนธรรมชาติ หรือฝืนกฎ เสียเวลา เสียเงินเสียทอง แถมโง่อีกต่างหาก ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย

ธรรมะ มีทางออกให้กับชีวิตได้เสมอ เพียงแค่หยุดทำชั่ว ณ บัดนี้ และหันมาตั้งใจทำความดีให้กับตนเอง ครอบครัว และกับประเทศชาติ ความดีที่กระทำกันก็จะส่งผลกรรมที่ดีตามมา นี่คือความยุติธรรม ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบเมื่อ 2588 ปีก่อน เป็นการค้นพบกฏของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ในทางตรงกันข้าม หากยังเห็นกงจักรเป็นดอกบัว และยังดึงดันที่จะทำชั่วแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเผาประเทศ ลบหลู่เบื้องสูง ยุยงให้คนในชาติแตกแยก หรือยื่นถวายฏีกา ชีวิตก็เหมือนกับค่อยๆเดินลงนรกไปทุกขณะ จิตใจก็มีแต่ความเศร้าหมอง ขณะเดียวกันกรรมชั่วของตนเองยังฉุดลากเอาลูกเมีย ญาติพี่น้อง และคนใกล้ชิด ให้ลงนรกไปพร้อมๆกันด้วย

แก้กรรม ตัดกรรม ในทางพุทธศาสนาคือการกลับเนื้อกลับตัว และประพฤติตนเป็นคนดีอยู่ในศีลในธรรม ไม่ไช่ไปแก้กรรมเหมือนพิธีบ้าๆตามที่เป็นข่าว ที่ใช้มืดไปตัดต้นระกำให้ขาดเป็นสองท่อน คิดให้ดี..เป็นการทำบาปให้กับต้นไม้ เป็นการฆ่าต้นไม้หรือเปล่า เพิ่มบาปเข้าไปอีก เออ เอาเข้าไป ต้นเดียวตัดกรรมไม่ขาด ต่อไปก็อาสักร้อยต้น หรือตัดกันทั้งสวนทั้งไร่เลยเป็นไง

ชีวิตที่เหลือ น่าจะตั้งสติ และหวนมาคิดถึงถึงการกระทำในอดีต พิจารณาตามความเป็นจริง โดยยึดเอาหลักของศาสนาเป็นที่ตั้ง แสงแห่งธรรมก็อาจพอเห็นบ้างสำหรับชีวิตที่เหลือ แม้จะเป็นแสงที่ริบหรี่ ก็ยังดีว่าให้แสงพระเพลิงจากไฟนรกโลกันต์ต้องเผาไหม้ตนเองไปตลอดชั่วชีวิต


ถึงวันนั้นก็จะรู้ว่า คนรวยที่สุด ก็ตกนรกชั้นต่ำสุดได้เช่นกัน


มีคนฝากกลอนบทนี้ไปถึงคนไทยในดูไบได้อ่าน ความว่า

พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

(โดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
จากหนังสือเรียนภาษาไทย ชุดพื้นฐานภาษา
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เล่ม 1 หน้า 58 )


พ่อแม่ผู้ปกครอง หรือครูบาอาจารย์ ของเด็กประถม 4 ควรอธิบายให้เด็กๆเข้าใจความหมายนี้ว่า สัตว์ ช้างม้า วัว ควาย แม้ตายไป ก็ยังมีนอ มีหนัง มีเขา มีงา เหลืออยู่ ซึ่งมนุษย์ยังสามารถนำไปทำประโยชน์ได้ แต่มนุษย์ หากตายไปก็จะไม่เหลือสิ่งใดให้เป็นอนุสรณ์ คงมีแต่ความชั่ว และความดีเท่านั้น ที่จะให้ผู้คนได้กล่าวถึง ดังนั้นจึงควรเลือกทำความดี โลกจะได้กล่าวถึง และยกย่องสรรเสริญ


ตายละ พูดเรื่องธรรมะจนลืมไปว่า กำลังนั่งรถกลับจากหลวงพระบาง...

ขออภัยครับ เผลองีบไปหน่อย แค่งีบเดียวแต่ก็ฝันป็นตุเป็นตะ ว่ากันเรื่องนรกโลกันต์อะไรไปโน่น..

อย่างว่าละครับ คนธรรมะ ธรรมโม หนีไม่พ้นที่จะพูดถึงเรื่องวัดวา เรื่องพระเรื่องเจ้า จะได้เกิดปัญญา และรู้จักความเป็นจริงของชีวิตกันบ้าง ไม่ไช่งมงายอยู่กับพิธีกรรมของคนที่มีความคิดระดับบัวที่อยู่ในโคลนตม และไม่ยอมพ้นจากน้ำเสียที


สำหรับหลวงพระบางในตอนต่อไปคิดว่าเป็นตอนสุดท้าย เรื่องราวก็ยังคงเป็นภาพวิวทิวทัศน์ตลอดสองข้างทางไปจนถึงเมืองเวียงจันทน์




โฟโต้ออนทัวร์
8 สิงหาคม 2552




   
   
 

แผนที่ประเทศลาว คลิกที่ภาพ

เขตการปกครอง/ พื้นที่ คลิกที่ภาพ

 
แผนที่เมืองเวียงจันทน์ คลิกที่ภาพ

เรียนรู้ภาษาลาว อักษรลาว+ไทย พยัญชนะของลาว



 
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ