Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว    Home > Outbound Tour > Lao2 > Go Home  
 HomeArticles : City Tour : EventsGallery : Outbound tour : Royal Photos : Today Talk : Photo Service : Guest : Free Wallpaper : About site : Misc. :
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
 
 
ทริป เวียงจันทน์-วังเวียง-หลวงพระบาง (บันทึกการเดินทางเมื่อเดือน กรกฏาคม 2551)
 


หลวงพระบางตอนที่ 17
(ชุดสุดท้าย)

                          ทริปลาวหลวงพระบาง เดินทางมาเกือบจะถึงเส้นชัย หรือชายแดนลาว-ไทยแล้ว จากตอนที่แล้วหรือตอนที่ 16 ได้พามาเกือบถึงสี่แยกพูคูน จุดสูงสุดบนเส้นทางการเดินทางมายังหลวงพระบาง

ขามาเจอหมอก ขากลับก็ไม่ต่างกัน

ดูแล้วก็น่าจะเป็นเรื่องตื่นเต้นและน่าลุ้นเหมือนกันว่า หากผ่านมาถึงจุดนี้แล้วจะฝ่าดงหมอกอีกหรือไม่ แต่ถ้าฟังจากโชเฟอร์แล้วบอกว่า ผ่านมากี่ครั้ง ก็จะเป็นแบบนี้ทุกครั้ง ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่าโอกาสที่จะเจอบรรยากาศเช่นนี้เป็นไปได้สูงมาก และคงไม่ต้องลุ้นเหมือนเมืองไทยว่าจะต้องรอให้ถึงหน้าหนาวเท่านั้น

พูคูน ณ จุดตรงนี้ มีความสูงระดับเดียวกับเมฆฝน น่าจะเรียกว่าอยู่ท่ามกลางปุยเมฆมากกว่า หมอกที่เห็นความจริงแล้วเป็นละอองฝอยยิบ และอากาศหนาวด้วย บางช่วงขณะที่นั่งอยู่ในรถ รู้สึกว่าจะมีลมพัดแรงมากจนต้นไม้และยอดหญ้าลู่ไปตามลม

พูคูนอาจมีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่มากนัก เพียงแค่ 1648 เมตรเท่านั้น
แต่สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยป่าเขาที่มีแต่ความชุ่มชื้น ทำให้การก่อตัวของไอน้ำในอากาศ หรือมีความชื้นสัมพัทธ์สูงมาก ไอน้ำและเมฆจึงก่อตัวได้ง่ายกว่าท้องที่อื่นๆ ที่มีแต่ความสูงแต่เพียงอย่างเดียว

เปรียบเทียบได้กับเขาเก็นติ้งในมาเลเซีย ใครไปเที่ยวกี่ครั้งก็เจอเมฆหมอกทุกครั้ง บางครั้งกลุ่มเมฆก็พัดผ่านไปแบบไม่มีปีมีขลุ่ย ทั้งที่ความสูงของเก็นติ้งก็ไม่ได้สูงมากมายนัก

คำว่าหมอก หมอกฝน จึงสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ หากพื้นที่แถบนั้นมีความชื้นสูง

พามาเที่ยวลาวจนจะกลับประเทศไทยแล้ว ขอแทรกข้อมูลเรื่องภูเขาในลาวสักหน่อยว่า มาหลวงพระบางเจอแต่ภูเขา แล้วภูเขาในลาวสูงสุดแค่ไหนกัน

ไหนๆก็ไหนๆ เอามาเปรียบเทียบกันสัก 4-5 ประเทศ ที่มีพรมแดนเชื่อมต่อกันเลยดีกว่า

 
   
แผนที่ประเทศลาว    เขตการปกครอง/ พื้นที่   แผนที่เมืองเวียงจันทน  ประวัติศาสตร์ประเทศลาว  สงครามปราบกบฏในลาว  เรียนรู้ภาษาลาว คดีตัวอย่างศาลสั่งมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ
 


เปรียบเทียบภูเขาที่สูงที่สุดในแต่ละประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกัน

ลำดับ
ภูเขา
ประเทศ
ความสูง/เมตร
1
Hkakabo Razi
พม่า
5881
2
Kinabalu
มาเลเซีย
4094
3
Fansipan ฟานซิปัน
เวียดนาม
3143
4
Phou Bia ภูเบี้ย                        *
ลาว 
2819
5
Inthanon อินทนนท์                *
ไทย
2565

พม่าเป็นประเทศปิด และข้อมูลของประเทศนี้น้อยคนที่จะรู้ เช่นเรื่องภูเขาสูงๆที่มีหลายแห่งในพม่า ชนิดที่บ้านเราเทียบไม่ได้เลย เพราะชายแดนตอนเหนือของพม่าติดกับเทือกเขาหิมาลัย และมีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี (แค่ได้ยินก็หนาวแล้ว)



หลายคนอาจไม่เชื่อ หรือไม่ทราบมาก่อนว่า ดอยอินทนนท์ ที่คนไทยแห่ไปดูแม่คะนิ้งกันทุกปี กลายเป็นถูเขาที่ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับประเทศต่างที่อยู่ติดกัน แถมยังสูงไม่เท่าเขาภูเบี้ยในประเทศลาว นี่แหละครับ บ้านเขา-บ้านเรา รู้ไว้บ้างก็ดี ลาวใกล้แค่นี้ แต่มีอะไรมากมายที่คนไทยไม่ค่อยจะรู้กัน เห็นว่าลาวเป็นประเทศเล็กๆ แต่บางอย่างก็สามารถข่มไทยได้ อย่าดูถูกลาวนะครับ

ขนาดไทยรบกับลาว ยังแพ้ลาวเลย ไม่เชื่อถามบิกจิ๋ว พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ (ผบ.ทบ. ในขณะนั้น) ดูก็ได้ว่าจริงหรือไม่กับเหตุการณ์บ้านร่มเกล้าเมื่อปี พ.ศ. 2531 และนับจากนั้นพ่อจิ๋วของเรา ก็ได้รับฉายาอย่างเต็มภาคภูมิใจ ว่า "รบกับลาวก็ยังแพ้ลาว"

เหตุการณ์ครั้งนั้นถือว่าไทยประเมินสถานการณ์ผิดพลาด คิดว่าลาว ก็คือไอ้น้องลาวแบบที่รู้ๆกัน แต่ที่ไหนได้ กลายเป็นว่าทหารไทยรบกับทหารคิวบาและรัสเซียที่มีอาวุธทันสมัยกว่าเรา แถมยังมีทหารเวียดนามที่แฝงตัวเข้ามาปะปนกับทหารลาวอีกนับไม่ถ้วน เขาว่ากันว่า เรด้ารัสเชียจับความเคลื่อนไหวของไทยได้ทั้งหมด ตอนนั้นไทยจะพึ่งพาสหรัฐก็ไม่ได้ เพราะอเมริกาเผ่นหนีจากเวียดนาม(ใต้) ไปนอนเลียแผลที่ประเทศของตนกันหมดแล้ว ไทยจึงต้องไปเจรจากับจีนอย่างลับๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือเรื่องอาวุธ และเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้กับลาว(ใครไม่เชื่อไปถาม เติ้ง เสี่ยว ผิง ดูก็ได้ แต่อย่าไปถาม เติ้ง เสี่ยว หาร นะ เพราะแกไม่รู้เรื่อง)

พาทหารไปตาย..ไช่เลย พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ

คนในค่ายทหารจังหวัดเพชรบูรณ์ เห็นกันบ่อยๆ และเอามาเล่าให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาดเพชรบูรณ์ฟังว่า เอา ฮ. บรรทุกทหารไป พอขากลับก็บรรทุกศพทหารกลับมา เรียกว่าเอาคนเป็นไป เอาคนตายกลับ เสียหายยับเยินครับ บรรยากาศในค่ายทหารเพชรบูรณ์ช่วงนั้น มีแต่ความเศร้าสร้อย บรรดาลูกเมียของทหารแทบเสียสติ ว่าวันนี้จะมีทหารทีทำหน้าที่แจ้งข่าวการเสียชีวิต จะเดินไปเคาะประตูบ้านใคร..

พูดแล้วขนลุก น่าจะเรียกว่าทหารแจ้งข่าวนี้ว่า ตำแหน่งทหารยมฑูต


คำว่าเนิน 1428 บิกจิ๋วเราได้ยินก็คงสะดุ้ง เพราะเนินที่มีปัญหาชายแดนนี้แหละ กลายเป็นข้อพิพาท และตามมาด้วยการสูญเสียของทหารไทยชนิดเป็นประวัติการณ์เท่าที่เคยมีมา(ความลับทางทหาร เปิดเผยไม่ได้)

เป็นไงละครับ..ฉายาขงเบ้งแห่งกองทัพบก ตกลงเป็นขงเบ้งหรือเป็น แค่เจ๊กขายขวดกันแน่

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำเอากระทรวงการต่างประเทศของไทยเราเสียฟอร์มไปด้วย นึกว่าลาวก็แค่นั้น และคิดว่าหลักฐานเขตแดนของเราก็แน่นปึ๊ก ไม่มีทางที่ลาวจะมาอ้างกันง่ายๆ แต่ลาวช่วงนั้นก็ไช่ย่อย แพรวพราวด้วยเกมส์ทางการฑูตที่ถือว่านอกตำรา ครั้งนั้นหลังประชุมตกลงกันเสร็จเรียบร้อย และทั่วโลกกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าผลการประชุมจะออกมาเป็นอย่างไร ใครจะเป็นคนแถลง ทีวีบ้านเราก็ยกทีมไปถ่ายทอดสดถึงประเทศลาว เพราะถือว่าเป็นการเจรจาครั้งแรก นับจากตะลุมบอนกันมาหลายยกแล้ว

ปรากฏว่าอีตอนแถลงข่าวสิมันส์.. ทั้งไทยและลาว แย่งกันชิงแถลงข่าวก่อน

ลาวเล่นบทนักเลงการฑูตนอกตำรา โฆษกกระทรวงต่างประเทศลาวกำลังจะนั่งลงเก้าอี้ ขณะที่โฆษกของไทยนั่งอยู่ก่อนแล้ว ปรากฏว่าโฆษกลาวก็เอาสีข้างกระแทก นาย สาโรช ชวนะวิรัช โฆษกฯไทย จนเซ และแย่งไมค์มาแถลงข่าวก่อน แถลงเสร็จโฆษกลาวก็ลุกออกจากโต๊ะทันที โดยไม่ตอบคำถามของผู้สื่อขาวต่างประเทศ ปล่อยให้นายสาโรช เก็บอารมณ์ด้วยความแค้น ที่ลาวเล่นบทการฑูตนอกตำรา จนตั้งรับไม่ทัน เท่านั้นไม่พอ คำแถลงของลาวก็ดันไม่ตรงกับที่ไทยแถลงอีกต่างหาก เลยไม่รู้ว่าจะเชื่อคำพูดใครดี นี่คือการแสดงบทบาททางการฑูตของโลกคอมมิวนิสต์ในสมัยนั้น ที่มักจะทำเลียนแบบต่อๆกันมา

คนไทยไม่น้อยคิดว่าลาวช่วงนั้นกร่างน่าดู ผิดวิสัยคนลาว แต่นั้นแหละ การกระทำของลาวเป็นแค่บทละครที่โซเวียตรัสเซียเป็นผู้กำกับ โดยมีเวียดนาม คอยเป็นทัพเสริมหากลาวเพลี่ยงพล้ำทางทหารแก่ไทย
(ช่วงนั้น เวียดนาม ลาว เขมร เป็นประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์พร้อมๆกัน)

ดีที่ว่าไทยใช้บทเจรจาและต่างฝ่ายได้ตกลงในหยุดยิงกันได้ ทุกอย่างจึงคลี่คลาย ครั้งนั้นหากไทยก้าวพลาดนิดเดียว ก็อาจตกหลุมพลางที่โซเวียตดักไว้ ที่หมายจะให้เวียดนามเข้ามาบุกไทย โดยใช้ลาวเป็นผู้เปิดเกมก่อน ซึ่งขณะนั้นทหารเวียดนามเข้ามาตั้งกองกำลังรออยู่ในลาวและเขมรนับแสนๆคน และกำลังเตรียมเปิดศึกตามชายแดน ไทย-ลาว ทางภาคอีสานอีกหลายจุด

ทุกวันนี้คนลาวเชื้อสายเวียดนามก็มีเป็นจำนวนมาก แทบจะกลืนคนลาวไปแล้ว ไปเมืองไหนก็มีแต่ชุมชนคนเวียดนาม บางคนก็แต่งงานแต่งการอยู่กินกับคนลาว ใครไปเที่ยวลาวอาจแปลกใจว่า สาวลาวสวยกว่าที่คิด ตอบได้เลยว่า นี่แหละคือผลผลิตของทหารเวียดนาม ที่เข้ามาอาศัยในช่วงของสงครามเย็น (อยากรู้ว่าสวยแค่ไหน ต้องเข้าไปดูภาพในทริปหลวงพระบางตั้งแต่ที่ 1 - 17 ก็จะได้คำตอบเอง)

เกือบลืม..สาวลาวที่ชื่อ จันดารี (หรือจันดาลี) ที่เจอในวัดพระธาตุหลวง เมื่อเดือน กค.51 ตอนนั้นเธอเป็นนักศึกษาแพทย์ที่เซี้ยงไฮ้ แต่ผ่านมาได้ปีกว่า ปรากฏว่า ความสวยของเธอกลายเป็นจุดเด่น ที่มีผู้คนเข้ามาใน Hi5 กันมากมาย ผมเข้าไปดูแล้ว...ให้ตายซิ เธอสวยกว่าเก่าจนจำแทบไม่ได้ (เข้าไปดูภาพอื่นๆใน Hi5 ได้ที่นี่ Ning Nang+ Little Angel) และปรากฏว่า เธอได้รางวัลด้านความงามมาหลายรางวัล (ส่วนภาพขวาเอามาจาก Hi5 )






สรุปว่า เขียนเรื่องบ้านร่มเกล้ามายึดยาว เพื่อจะบอกว่า บิ๊กจิ๋ว รบกับลาวก็ยังแพ้เลย เป็นนายกฯมาบริหารประเทศ ก็นำพาประเทศเข้าสู่กลียุค กลายเป็นลูกหนี้ ไอเอ็มเอฟ เศรษฐกิจประเทศเสียหายย่อยยับ ธุรกิจปิดตัวกันระนาว ค่าเงินบาทตกต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี (โดยประมาณ) ครั้นได้มาเป็นรองนายกฝ่ายความมั่นคง ในสมัยนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็เป็นผู้วางแผนปฏิบัติการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเมื่อ วันที่ 7 ตุลาคม 2551 กระทั้งเมื่อวันที่ 8 กย.2552 ปปช. วินิจฉัยว่า ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ และมีความผิดทางอาญา ตามมาตรา 157 เป็นการปิดฉากชีวิตนายทหารแห่งกองทัพบก และตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ชนิดที่สังคมขยะแขยงและรังเกียจ จนแทบไม่เหลือศักดิ์ศรี(ของความเป็นมนุษย์)แม้แต่น้อย

เมืองไทยเราคิดว่าไม่น่าจะมีคนแบบนี้ เห็นแล้วไม่ไหวจริงๆ รบกับลาวก็แพ้ลาว บริหารประเทศก็ทำเอาเศรษฐกิจพังยับเยิน พอมาเป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงก็วางแผนผิดพลาด จนกระทั่งถูก ปปช.กำหนดโทษทางอาญา นี่ถ้าเป็นต่างประเทศ อาจได้ฉายาใหม่ว่า ฆาตรกรของแผ่นดิน

ต๊าย..ตาย..ใครอยู่ใกล้ช่วยซื้อปิ๊บให้สักใบสองใบหน่อยเถอะ นึกว่าเอาบุญก็แล้วกัน


เรื่องการบ้านการเมืองในบ้านเราเขียนไปก็แค้นไปที่มีแต่นักการเมืองประเภทเส็งเคร็ง คนพวกนี้แทนที่จะยุติบทบาทกันตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่หยุด มันเหมือนกับผีเข้า หรือผีสิง สื่อมวลชนบ้านเราก็พอกัน ชอบเอาไมค์ไปกระแทกปากเพื่อให้เป็นข่าว บางครั้งคนพวกนี้ก็เหมือนวิกลจริต เลอะๆเลือนๆ คล้ายเป็นโรคอัลไซเมอร์ บอกจะเป็นกาวใจบ้าง จะเป็นโซ่คล้องใจบ้าง ความคิดบ้าๆบอๆทั้งนั้น ฟังแล้วก็คลื่นเหียนจนอยากอาเจียน

ตอนนี้บรรดาแฟนคลับกำลังติดตามข่าวว่า เมืองไทยจะมีอดีตนายกรัฐมนตรีติดคุก เหมือนคนหน้าเหลี่ยมหรือไม่ ได้ยินว่าแม่ยกทั้งหลายลุ้นกันใจจะขาด บอกว่าเกาหลีและใต้หวันแซงหน้าเราไปแล้ว อดีตผู้นำประเทศติดคุกกันระนาว หากเมืองไทยได้อดีตนายกรัฐมนตรีติดคุกสัก 2-3 คน และรัฐมนตรีอีกสัก 4-5 คน ก็พอจะกู้ชื่อประเทศขึ้นมาได้บ้าง จะได้ไม่น้อยหน้าว่างั้นเถอะ

เมืองไทยระยะหลังๆนี้มันเฮี้ยนยังไงก็ไม่ทราบได้ ใครเป็นนายกฯแล้วดวงตกทุกคน ไม่ทราบว่าทำบาปทำกรรมแต่ปางก่อนอะไรกันนักหนา ทักษิณ ก็โดนยึดทรัพย์ แถมได้โบนัสจากศาลฏีกาพิพากษาติดคุก 2 ปี ในคดีที่ดินรัชดา ส่วน สมัคร ฉายานายกหอกหัก ก็โดนตะหลิ๋วฟาดกระบาล เอ้ยไม่ไช่ โดนเด้งในคดี ชิมไปอ๊วกไป (ไม่แน่ใจ) ส่วน สมชาย วงศ์สวัสด์ ฉายามนุษย์ปีนกำแพง(รัฐสภา) ก็้เจอข้อหาจาก ปปช.ในคดี 7 ตุลาคม จากการสลายม๊อบ ส่วนพ่อจิ๋ว ฉายาอัลไซเมอร์ เลอะๆเลือนๆ ก็เจอข้อหาเดียวกับสมชาย

สรุปว่า ใครเป็นนายกฯนอมินีของระบอบทักษิณ ล้วนตกระกำลำบากในบั้นปลายชีวิตด้วยกันทุกคน พระท่านถึงสอนว่า อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว และหัดรู้ซะบ้างว่า อะไรคือกงจักร อะไรคือดอกบัว ชาติหน้าจะได้ไม่โง่เหมือนชาตินี้ และควรจำใส่กระบาลไว้ด้วย (เณรฝากบอกมา)


เฮ้อ..ปวดกระโหลก ไปเที่ยวลาวต่อดีกว่า


หลวงพระบางเป็นจังหวัดทางภาคเหนือของลาว ในพื้นที่ที่เป็นภูเขา ภูมิประเทศและภูมิอากาศจึงแตกต่างจากเมืองอื่นๆที่อยู่บนพื้นราบ ที่น่าสนใจในระหว่างเดินทางก็หนีไม่พ้นกับเส้นทางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ สวยๆงามๆ และสวยกว่าเส้นทางสายอื่นๆของลาว

ถนนที่คับแคบและคดเคี้ยว ทำให้การเดินทางต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่ก็เป็นผลดีที่มีโอกาสเห็นทิวทัศน์สองข้างทางอย่างเต็มตา คิดแล้วก็อยากให้คงสภาพเช่นนี้ไปอีกนาน เพราะประเทศอื่นๆในแถบอินโดจีนส่วนใหญ่แทบไม่มีสภาพที่เป็นธรรมชาติให้เห็นอีกแล้ว

เมื่อความเจริญมาถึง ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่โดยรอบก็เปลี่ยนไป เรียกได้ว่าเป็นสูตรสำเร็จของการพัฒนาประเทศที่กำลังพัฒนา

ประเทศไหนเจริญเติบโตเร็ว ก็หนีไม่พ้นที่ต้องเจอกับปัญหาการทำลายสภาพแวดล้อม เท่านั้นไม่พอยังทำลายวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นด้วย อาจเรียกว่าการพัฒนาเป็นสวรรค์ของนักลงทุนรวมทั้งผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในเมือง แต่กลับเป็นนรกของคนท้องถิ่น รวมทั้งกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆอีกมากมาย
ทั้งในน้ำและอากาศ

ความหมายของการพัฒนาในความรู้สึกของผู้บริหารประเทศหรือเจ้าของกิจการใหญ่ๆที่มาลงทุน คิดแต่เพียงว่า อนาคตสามารถสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศชาติ ส่วนความสูญเสียทางกายภาพหรือทางด้านสิ่งแวดล้อมกลับไม่ค่อยให้ความสนใจนัก คิดแต่ว่าคนกลุ่มน้อย หรือคนในพื้นที่ต้องเสียสละเพื่อคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ

การพัฒนาอุตสาหกรรมในบ้านเราจึงมีแต่เรื่องแตกแยกทางความคิด มีการประท้วงเกิดขึ้นมากมาย และคนส่วนใหญ่ก็อาจไม่เข้าใจในเรื่องเหล่านี้ คิดแต่ว่าชาวบ้านหรือคนกลุ่มน้อยต้องเสียสละ ไม่เช่นนั้นประเทศชาติก็จะล้าหลัง

ความคิดแบบนี้คงใช้ไม่ได้แล้ว และต้องกลับไปคิดใหม่ว่า ทำอย่างไรที่จะให้การพัฒนา กระทบต่อชีวิตน้อยที่สุด

อาจจะเป็นเรื่องยากและต้องใช้เงินลงทุนสูง ก็คงต้องยอม เพราะนี่คือแนวทางที่ถูกต้อง ที่ผ่านมานักลงทุนหรือผู้บริหารในรัฐบาล มองชาวบ้านหรือคนในชุมชนแบบไร้ค่า และราคาถูก ไม่ต่างกับผักปลา คิดว่าเอาเงินมาฟาดหัวเดี๋ยวมันก็หยุดแหกปาก หยุดประท้วงกันไปเอง

คงไม่ไช่แล้วละครับ ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะรักชีวิต รักถิ่นกำเนิด รวมทั้งรักชุมชน ที่ไม่แตกต่างกัน

ทุกประเทศเป็นแบบนี้หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เพราะที่ทราบมานั้น ประเทศทางแถบยุโรปเค้ายังรักษาความเป็นธรรมชาติได้ดีมาก หรือว่าประเทศเค้าพัฒนาไปไกลมาก จนความคิดความอ่านของคนในประเทศเค้าเห็นดีเห็นงามไปในทิศทางเดียวกัน เรียกว่าล้ำหน้าประเทศที่กำลังพัฒนาไปหลายสิบปี

ไทยเราก็ไม่ต่างกับประเทศที่กำลังพัฒนา ความคิดของคนไทยทั่วไป ยังให้ความสำคัญกับเรื่องความเจริญทางวัตถุมากเกินไป มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้เมืองไทยอยู่ระหว่างการเผชิญหน้าระหว่าง ความเจริญทางวัตถุ กับการหวงแหนของคนในท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบ

ภาพของผู้คนที่ออกมาประท้วงการสร้างเขื่อน สร้างโรงไฟฟ้า หรือสร้างโรงงานถลุงเหล็กที่ประจวบ สะท้อนถึงความคิดความอ่านของคนในสังคมว่าคิดอะไรอยู่ และเข้าข้างฝ่ายไหน เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่าง เอา กับไม่เอา อนาคตคงหนีไม่พ้นจนกลายเป็นความแตกแยก ที่นับวันจะรุนแรงจนกลายเป็นสงครามย่อยๆ

ปัญหาเหล่านี้ หากคิดให้ดี น่าจะมาจากความจริงใจของผู้คิดจะสร้างโน่นสร้างนี่มากกว่า ว่าไม่ได้มีความจริงใจแต่ประการใด ไม่ได้จริงใจที่จะจรรโลงรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม ไม่ได้จริงใจที่จะทำให้สังคมท้องถิ่นดีขึ้นหรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ตามที่กล่าวอ้าง

ไม่นานนี้เราคงได้ยินข่าวศาลปกครองจังหวัดระยอง พิพากษาให้มาบตาพุด เป็นเขตควบคุมมลพิษ
(อ่านรายละเอียด คดีมายตาพุด)

โรงงานอุตสากรรมในมาบตาพุด มีส่วนทำให้สุขภาพของคนในชุมชนต้องเสียไป จากมลพิษที่สูงเกินกว่ามาตรฐานหลายเท่า ราษฏรเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆอันเกิดจากมลภาวะ ไม่ว่าจะเป็นน้ำ และอากาศ ที่น่าเป็นห่วงมากก็คือโรคมะเร็ง ตามรายงานของสถาบันโรคมะเร็งแห่งชาติระบุว่าเป็นมะเร็งมากขึ้น ส่วนโรคอื่นๆที่เห็นชัดเจนก็คือโรคระบบทางเดินหายใจ จนโรงเรียนบางแห่งต้องย้ายโรงเรียนหนีพิษภัย เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อเด็กๆ



แบบนี้หรือที่เหล่าอุตสาหกรรมในนิคมฯมาบตาพุด บอกว่าคนท้องถิ่นควรเสียสละชีวิต และยอมรับการเจ็บป่วยเพื่อการพัฒนาประเทศ ประเทศไทยจะได้แข่งขันกับต่างชาติได้ หรือว่าการพัฒนาประเทศมันต้องข้ามศพประชาชนคนในท้องถิ่นไปก่อน

ธุรกิจขนาดยักษ์ทั้งนั้นที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด แต่ละแห่งก็ได้รับเกียรติประวัติมากมายทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะ ปตท. และบริษัทในเครือก็มีโรงงานอยู่ในพื้นที่นี้ทั้งนั้น โรงงานเหล่านี้ ต่างก็โฆษณาว่า เป็นบริษัท ธรรมาภิบาล ได้รับมาตรฐาน ISO ด้านสิ่งแวดล้อม หรือโฆษณาสวยหรูว่ารักสิ่งแวดล้อม (เสียเหลือเกิน) แท้ที่จริงแล้วเป็นอย่างที่โฆษณาหรือไม่ และปัญหาที่เกิดขึ้น ควรจะเรียกว่าเป็น บริษัทธรรมาภิบาลหรือไม่ หรือว่าเป็นการสร้างภาพหลอกลวงสังคม

ความจริงก็คือความจริง ที่ผ่านมาคำพูดล้วนโกหกมดเท็จทั้งนั้น เพราะหากไม่เช่นนั้นศาลปกครองจังหวัดระยอง คงจะไม่พิพากษาออกมาแบบนี้

เมื่อก่อนคิดว่าคนในสังคมอาจไม่ค่อยใส่ใจกับการเรียกร้อง และการประท้วงแบบนี้ เพราะคิดว่าประท้วงเพื่อรับทรัพย์บ้าง ผู้เสียประโยชน์จ้างมาบ้าง หรือเป็นเรื่องทางการเมืองที่ใช้เป็นเครื่องมือถล่มรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ หรือเป็นการดิสเครดิสต์ ป่วนบ้านป่วนเมือง เพื่อหวังผลในทางอื่น

แต่เรื่องนิคมฯมาบตาพุดนี้มันไม่ไช่ เพราะชาวบ้านได้รับผลกระทบกันจริงๆ ป่วยกันจริงๆ และกำลังจะตายด้วยโรคมาบตาผุดกันจริงๆ น่าแปลกที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม มีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกระตั๊ก ใหญ่ๆโตๆ และอยู่ในหน่วยงานที่น่าเชื่อถือทั้งนั้น กลับไม่ค่อยให้ความสำคัญหรือแก้ปัญหา ทำไปทำมาก็ไปเข้าข้างบรรดาธุรกิจอุตสาหกรรม

แบบนี้ชาวบ้านเขาตั้งคำถามว่า จะมีคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมไปทำบ้าทำไม มีแล้วไม่ได้ช่วยประชาชนหรือช่วยสังคมที่ได้ผลกระทบ ปล่อยให้ปัญหาบานปลายจนกระทั่งชาวบ้านที่ยากจนต้องพึ่งตนเอง กระทั่งฟ้องร้องถึงโรงถึงศาลปกครอง

คดีมาบตาพุดน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ และภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะเกิดกรณีเช่นนี้อีก และอาจต้องชดใช้ค่าเสียหายเหมือนกับคดีของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่แม่เมาะ ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551 กรณีศาลปกครองเชียงใหม่พิพากษาให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต จ่ายชดเชยให้กับราษฏรบ้านแม่เมาะ จังหวัดลำปาง คนละ 2.5 แสนบาท ที่ได้รับผลกระทบจากสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (หรือฝนกรด)

ต่อไปบรรดานิคมอุตสาหกรรม และโรงงานต่างๆ คงต้องดูแลเรื่องสภาพแวดล้อมและผลกระทบที่จะตามมาให้มากยิ่งขึ้น อนาคตเรื่องราวทำนองนี้ก็คงต้องเข้าสู่ศาลปกครองกันมากเป็นเงาตามตัว ต่างจากเมื่อก่อนที่ไม่รู้จะไปร้องเรียนหรือหวังพึ่งใครได้ จนชาวบ้านบอกว่าแหกปากไปก็เท่านั้น


สรุปว่า ขากลับจากลาวฝอยแต่เรื่องมลภาวะ ก็คงไม่ว่ากันนะครั้บ

จุดประสงค์ก็เพื่อให้คนไทยได้ตื่นตัว เห็นความสำคัญกับชีวิตผู้คนที่ได้รับผลกระทบ อย่าคิดว่า ไม่ไช่เรื่องของกู เพราะหากไม่สนใจแล้วปัญหาก็อาจจะมาถึงตัวในไม่ช้า การที่ชาวบ้านร้องไปถึงศาลปกครองจนกระทั่งมีผลตัดสินที่เป็นโทษต่อธุรกิจอุตสาหกรรม อย่างน้อยๆก็จะทำให้ธุรกิจเหล่านี้ได้ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะตอนนี้ชาวบ้านรู้แล้วว่า ศาลปกครองเป็นที่พึ่งและเป็นความหวังของประชาชน มากกว่าที่จะหวังพึ่งกลไกจากภาครัฐ

คนไทยยังต้องต่อสู่กับเรื่องทำนองนี้อีกนาน และเรื่องที่กำลังคุกรุ่นอยู่ขณะนี้ก็คือเรื่องโรงงานถลุงเหล็กที่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หากรัฐบาลยอมให้สร้าง ก็ต้องบอกว่าชีวิตของผู้คนที่นั่่น เริ่มนับถอยหลังกันได้เลย และเอากรณีนิคมฯมาบตาพุดมาใส่กรอบแขวนไว้เพื่อเตือนว่า มหันตภัยกำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า

คิดอะไรเพลินๆขณะนั่งรถ ก็มาถึงด่านชายแดนหนองคาย เสียเวลาผ่านพิธีการอีกราว 45 นาที จากนั้นก็มาสู่หนองคายในเวลามืดค่ำพอดี

ทริปเวียงจันทน์ – วังเวียง – หลวงพระบาง ได้พาเที่ยวกันสะบักสบอม ถึง 17 ตอน ก็ไม่คิดว่าจะมากขนาดนี้ แต่อยากจะเสนอภาพธรรมชาติสวยๆงามๆ ที่หาดูยากในบ้านเราให้ชื่นชมกันอย่างเต็มที่ จะได้เห็นว่าประเทศลาวที่อยู่ติดกับไทยแค่นี้เอง แต่มีธรรมชาติสวยงามเกินกว่าที่คิดไว้มาก และเมื่อข้ามโขงเข้ามายังเขตลาว ก็จะพบกับคนลาวที่มีน้ำใสใจริง เว้ากันซื่อๆ ชนิดที่หาไม่ได้ในประเทศไทยที่เต็มไปด้วยนิสัยเจ้าเล่ห์เพทุบาย โดยเฉพาะคนหน้าเหลี่ยม หรือ บักแม้ว ที่กลายเป็นนักโทษหนีคดี และหนีไปกบดานอยู่ประเทศดูใบ อยู่ในเวลานี้

ประเทศไหนหากมีคนชั่วช้าแบบที่ว่านี้ ประเทศนั้นก็มีแต่ความวิบัติ สังคมแตกแยก ไม่ต่างกับเป็นตัวมารร้าย มารผจญ ของชาติ

ในทางกลับกันหากคนไทยส่วนใหญ่มีนิสัยใจคอแบบคนลาว ที่ส่วนใหญ่มีจริงใจ ไม่หลอกลวง และมีชีวิตแบบพอเพียง ประเทศไทยก็น่าจะมีแต่ความสงบร่มเย็น กว่าที่เป็นอยู่เวลานี้

ประเทศเรายังไม่อับจนทางออก หากประชาชนส่วนใหญ่พยายามไม่ให้พวกเสนียดจัญไรกลับเข้าประเทศ เพราะไม่เช่นนั้นประเทศชาติก็จะถูกเผาจนย่อยยับ ไม่ต่างกับเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้งเผาบ้านเผาเมือง ทำลายการประชุมอาเซี่ยนซัมมิตที่พัทยา เป็นการทำร้ายประเทศอย่างไม่น่าให้อภัย จนถึงทุกวันนี้นักลงทุนต่างชาติก็ยังไม่มีความมั่นใจนัก และวิจารณ์ประเทศไทยอย่างดูถูกดูแคลน

ใบสั่งจากดูใบที่ให้เผาเมืองและและบุกถล่มโรงแรมพัทยาเพื่อล้มการประชุมอาเซี่ยน เพียงเพื่อต้องการป่วนประเทศให้เกิความวุ่นวาย และหวังจะให้ตนเองกลับมาครองอำนาจ

นี่แหละเค้าถึงเรียกว่าพวกอัปรีย์จัญไร ทำบาปทำชั่วกันทั้งตระกูลขนาดนี้ ยังมีหน้ามาขอพระราชทานอภัยโทษ เลวระยำจริงๆ

เขียนมาถึงตรงนี้แล้วมันสะใจ...



สะใจกับทรัพย์สินจำนวน 76,000 ล้านบาท ถูก ปปช.อายัดไว้ และคงจะตกเป็นสมบัติของแผ่นดินในไม่ช้า
สะใจที่รัฐบาลอังกฤษ อายัดเงินในบัญชี คิดเป็นเงินไทยประมาณ 140,000 ล้านบาท

สะใจกับคำพูดขององคมนตรี พิจิตรฯ ที่แฉว่า ท่านบักแม้ว จ้องล้มสถาบัน มีเงินฝากที่เกาะเคย์แมนนับแสนล้านบาท และนำมาใช้ในการป่วนประเทศ


ประเทศไหนมีคนชั่วแบบนี้ก็เท่ากับว่า ประเทศนั้นก็จะได้รับความฉิบหายวายวอด ดังนั้นคนไทยทั้ง 60 ล้านคนจะต้องร่วมกันประณามและสาปแช่งให้บุคคลเหล่านี้ตกนรกกันทั้งครอบครัว รวมทั้งเหล่าบริวาร ทั้งหลาย อันได้แก่ญาติพี่น้อง สมุนรับใช้ฝ่ายค้าน รวมทั้งสามเกลอหัวหอกทะลวงส้วมเหล่านั้น ด้วยกันทุกท่านทุกคน เทอญ

สาธุ....


โฟโต้ออนทัวร์
20 กันยายน 2552




   
   
 

แผนที่ประเทศลาว คลิกที่ภาพ

เขตการปกครอง/ พื้นที่ คลิกที่ภาพ

 
แผนที่เมืองเวียงจันทน์ คลิกที่ภาพ

เรียนรู้ภาษาลาว อักษรลาว+ไทย พยัญชนะของลาว



 
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ