Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว    Home > Outbound Tour > Lao2 > Budhist Monk  
 HomeArticles : City Tour : EventsGallery : Outbound tour : Royal Photos : Today Talk : Photo Service : Guest : Free Wallpaper : About site : Misc. :
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
 
 
ทริป เวียงจันทน์-วังเวียง-หลวงพระบาง (บันทึกการเดินทางเมื่อเดือน กรกฏาคม 2551)
 


10
/ Good morning Luang Pra Bang
อรุณสวัสดิ์ที่หลวงพระบาง ด้วยการตักบาตรข้าวเหนียวเพื่อเป็นสิริมงคล

ภาพพระสงฆ์จำนวนมากออกบิณฑบาตในตัวเมืองหลวงพระบางทุกๆเช้า คิดว่าหลายคนคงเคยเห็นภาพมาแล้ว รวมทั้งยังมีนิตยสารชั้นนำจากต่างประเทศก็เคยตีพิมพ์มาหลายฉบับ หลังจากได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก

นับว่าเป็นภาพที่สวยงาม น่าทึ่ง แสดงถึงแรงศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า สืบทอดมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ตั้งแต่สมัยอาณาจักรล้านช้าง

ภาพพระที่มีมากถึงจำนวน 200 รูป ออกบิณฑบาตกลางเมืองหลวงพระบางในทุกๆเช้าของแต่ละวัน เป็นเรื่องน่าแปลกสำหรับเมืองเล็กๆของลาวที่มีประชากรไม่มากนัก กลายเป็นจุดเด่นที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาติอื่นๆ เดินทางมาสู่หลวงพระบางกันมากขึ้น

เมืองไทยอาจมีพระออกบิณฑบาตจำนวนเป็นร้อยๆรูป หรือ 99 รูป ตามที่นิยมกัน ก็เฉพาะในวันสำคัญๆทางศาสนา หรือวันที่เป็นมงคล เช่น วิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ เป็นต้น นอกนั้นก็ออกบิณฑบาตกันตามปกติ ซึ่งก็มีพระจำนวนไม่มากนัก

ทุกเช้าที่กลางเมืองหลวงพระบาง จึงเป็นศูนย์รวมนักท่องเที่ยวไทย นั่งเรียงรายบนเสื่อที่ปูไว้เป็นแนวยาวตลอดริมถนนที่ไปสู่ตลาดสดหลวงพระบาง พร้อมมีกระติ๊บข้าวใบใหญ่ตั้งไว้เป็นระยะๆ

ซึ่งเป็นการเตรียมการให้กับลูกทัวร์ของบริษัทนำเที่ยวต่างๆ โดยลูกทัวร์ไม่ต้องเตรียมอะไรอีก เพราะค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้รวมอยู่ในค่าทัวร์ทั้งหมดแล้ว แต่จริงๆแล้วก็ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรมากนัก เพราะการตักบาตรของชาวลาวมีแต่ข้าวเหนียวล้วนๆ ไม่มีกับข้าว หรือสิ่งของอื่นๆเหมือนในเมืองไทย เช่นอาหารแห้ง ขวดน้ำ หรือดอกไม้

การตักบาตรข้าวเหนียวเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาช้านาน นักท่องเที่ยวไทยที่มาหลวงพระบางก็ควรรู้ถึงธรรมเนียมเหล่านี้ด้วย การถวายสิ่งของอื่นๆ เช่นอาหารแห้ง ขนมคบเคี้ยว หรือาหารที่เป็นกล่อง เป็นกระป๋อง คนลาวเขาจะไม่นำมาใส่บาตรกัน

การตักบาตรจึงมีเพียงข้าวเหนียวอย่างเดียวล้วนๆ จึงเรียกว่า ตักบาตรข้าวเหนียว ซึ่งแตกต่างไปจากเมืองไทย ที่ใส่ทุกอย่างลงในบาตรพระ

 
   
แผนที่ประเทศลาว     เขตการปกครอง/ พื้นที่    แผนที่เมืองเวียงจันทน  ประวัติศาสตร์ประเทศลาว  สงครามปราบกบฏในลาว  เรียนรู้ภาษาลาว
 


คนไทยไม่น้อยคิดว่ามาตักบาตรที่หลวงพระบาง ก็ต้องเตรียมอาหารแห้งมาจากเมืองไทย หรือหาซื้อหาจากร้านค้าในลาว โดยอาจเข้าใจว่าเป็นการตักบาตรอาหารแห้ง หรืออาจเห็นว่าตักบาตรด้วยข้าวเหนียวอย่างเดียวอาจจะได้บุญน้อย เพราะดูแล้วไม่มีกับข้าวหรือสิ่งของอย่างอื่นเลย ไหนๆมาถึงที่แล้วก็ขอตักบาตรด้วยอาหารแห้ง เหมือนกับที่เคยปฏิบัติกันในเมืองไทยจะได้บุญมากหน่อย

ความคิดแบบนี้ถือว่าผิดนะครับ เรียกว่าเข้าเมืองตาหลิ่ว แต่ก็ไม่หลิ่วตาตาม เคยทำอย่างไรก็จะทำอย่างนั้น และอาจคิดว่าลาวกับไทยก็นับถือศาสนาพุทธเหมือนๆกัน ทำแบบนี้จึงผิดธรรมเนียมประเพณี และเป็นการทำลายวัฒนธรรมอันดีงามของชาวลาวที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา

อย่าลืมว่าแต่ละประเทศต่างมีวัฒนธรรมและธรรมเนียมปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน เมื่อเราไปยังบ้านอื่นเมืองอื่นก็ควรจะปฏิบัติตัวตามแบบอย่างของคนเมืองนั้นด้วย โดยเฉพาะเรื่องของความศรัทธาและศาสนา ที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจคนลาว ต่างกับสังคมไทยที่ผุกร่อนและทำเรื่องผิดเพี้ยนกันมามาก

ก็เพราะคำว่าตักบาตรข้าวเหนียวนี้แหละที่ทำให้หลวงพระบางเป็นที่รู้จัก สะท้อนถึงความเรียบง่ายในการดำรงชีวิต การที่คนไทยไปเที่ยวลาวแล้วซื้อมาม่า ขนมขบเคี้ยว ไมโลแท่ง ปลากระป๋อง และอื่นๆจิปาถะ ใส่ลงไปในบาตรพระ เป็นเรื่องที่คนลาวเขาไม่ทำกัน หากคนลาวทำแบบคนไทยโดยไม่รักษาประเพณีเก่าแก่ไว้ ป่านนี้หลวงพระบางก็คงไม่ได้รับให้เป็นมรดกโลก

ความจริงแล้วการทำบุญตักบาตรในเมืองไทยได้ปฏิบัติผิดวิธี ผิดธรรมเนียมกันมาช้านาน

คนในวงการศาสนา หรือวงการสงฆ์ก็ปล่อยๆปละละเลยกันมาตลอด ไม่มีการแนะนำในสิ่งที่ถูกต้อง คนรุ่นหลังๆก็ไม่รู้ว่าที่ถูกนั้นควรทำอย่างไร เห็นเค้าทำอย่างไรก็ทำตามๆกัน

หลายอย่างที่ดูผิดประเพณี เช่นพระสงฆ์ไม่ยอมเดินบิณฑบาตรออกไปไกลๆ แต่นั่งปักหลักในตลาดสด หรือใกล้กับร้านขายอาหารสำเร็จรูปที่บรรจุห่อ และเตรียมไว้เพื่อให้ลูกค้าซื้อใส่บาตรโดยเฉพาะ พระบางวัดก็ยืนรอญาติโยมอยู่ตรงหน้าวัดโดยไม่ออกไปไหน เรียกว่าเดินจากกุฏิมาที่หน้าวัด พอได้เวลาก็กลับกุฏิ ก็ทำกับแบบนี้เป็นประจำทุกวัน ใครอยากเห็นก็หาดูได้ที่หน้าวัดเบญจมบพิตร แทบจะเรียกได้ว่าเปิดกระจกรถใส่บาตรกันเลย

ตามตลาดสดใหญ่ๆ รู้สึกว่าจะมีทุกแห่ง เรียกว่าพระยืนรอให้คนมาใส่บาตร บางตลาดก็เป็นที่ชุมนุมพระจากหลายๆวัดในระแวกเดียวกัน นั่งบ้าง ยืนบ้างตามจุดต่างๆ เป็นการการแบ่งพื้นที่กันโดยมิได้นัดหมาย บางแห่งก็ยังมีแม่ชีมาร่วมแจมด้วย มีทั้งพระจริง พระปลอม แม่ชีจริง แม่ชีปลอม มั่วกันไปหมด

ตลาดอมรพันธ์ ในซอยเสนานิคม 1 เขตลาดพร้าว กทม. ก็เห็นมีมานานแล้ว ราว 20 – 30 ปีเห็นจะได้ ทั้งพระและร้านอาหารก็มีผลประโยชน์ร่วมกัน พระครึ่ง ร้านค้าครึ่ง ชาวบ้านเค้าก็รู้ และเห็นพฤติกรรมกันมาตลอด อยากรู้ว่าเค้าแบ่งผลประโยชน์กันอย่างไรก็ต้องไปถามแม่ค้าแถวๆนั้น ก่อนนั้นเคยมีหลวงปู่ที่แก่พรรษาหน่อย นั่งเก้าอี้อยู่หน้าร้านทุกวัน มีผู้คนมาตักบาตรและถวายสิ่งของมากกว่าพระองค์อื่น หลายคนก็เชื่อว่าทำบุญกับพระที่มีอายุแล้ว จะได้บุญเยอะกว่า พระที่หน้าอ่อนกว่าจึงได้รับความสนใจน้อยกว่า

เมื่อเดือนที่แล้วได้ยินข่าวว่า มีการจับกุมพระที่ตลาดอมรพันธ์ และนิมนต์ให้ไปที่อื่นๆ แต่ก็เชื่อว่าไม่นานก็จะกลับมาเหมือนเดิมอีก อย่าลืมว่ามีผลประโยชน์ไม่น้อยในแต่ละวัน ภาษาทางการเงินเค้าเรียกว่ามีเงินหมุนเวียนเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน หากไม่ปราบกันแต่เนิ่นๆ ต่อก็อาจพัฒนาถึงขั้นที่ทางร้านขายอาหารสำเร็จรูปสร้างกุฏิชั่วคราวไว้หน้าร้าน ประเภทเคลื่อนย้ายได้ พอพระมาก็นั่งรอชาวบ้านที่ในกุฏิ ใครใส่บาตรหรือถวายเงินก็พรมน้ำมนต์และให้ศีลให้พรพอเป็นพิธี เรียกว่าครบวงจร เผลอๆต่อไปอาจมีลูกนิมิตให้ปิดทองอีกต่างหาก

อย่าบอกว่าไม่มี หรือคิดไปเองนะครับ ของแบบนี้เห็นๆกันอยู่ เพียงแต่ไม่มีใครกล้าพูด หรือกล้าวิจารณ์กันมาก เพราะไม่ไช่เรื่องของตัว กลัวบาปบ้าง หรือคิดว่า ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์บ้าง เรื่องศาสนาบ้านเราจึงมีเรื่องผิดๆพี้ยนๆให้เป็นกันเป็นประจำเพราะไม่มีใครใส่ใจแก้ไข

โดยเฉพาะเรื่องการกรวดน้ำตามงานต่้างๆ ไม่ทราบว่าใครเป็นต้นคิด เห็นมีการเกาะเอว เกาะมือ เกาะขา กลายเป็นภาพที่ประหลาด ทั้งที่เมื่อก่อนก็ไม่มีใครเค้าทำกัน โดยหลักแล้วเค้าจะให้เจ้าภาพเป็นผู้กรวดน้ำ คนอื่นก็เพียงพนมมือรับส่วนบุญกุศลเท่านั้น เรียกว่าได้บุญกุศลเหมือนๆกัน ไม่ต้องมาเกาะแข้งเกาะขา เป็นหางว่าว ให้มันเกะกะ ระยะหลังก็เห็นมีมากขึ้นและจริงจังมากขึ้น น่าแปลกที่พระเจ้าก็ไม่เห็นบอกกล่าว ว่าควรทำอย่างไร

ก็ไม่แน่ต่อไปก็อาจถึงขั้นเกาะเอวพระ ต่อกันเป็นหางว่าวก็ได้ใครจะรู้ บุญกุศลจะได้ไม่ตกหล่น เรียกว่ารับกันมาแบบเต็มๆ

ก็เล่าให้ฟังว่าที่ผ่านๆมาได้ทำผิดประเพณี และผิดพระวินัยกันมามาก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็ก็มักอ้างว่าเพื่อความสะดวกของญาติโยม ก็รู้ๆกันอยู่ว่าเป็นข้ออ้างทั้งนั้น ปัจจุบันนี้เราจึงไม่ค่อยเห็นพระเดินออกบิณฑบาตรกันแล้ว เพราะไปนั่งอยู่แถวหน้าตลาด หรือป้วนเปี้ยนไปมาอยู่แถวๆนั้น ใครจะมาตักบาตรก็ต้องมาที่ตลาด จะตักที่หน้าบ้านตามปกติ พระเจ้าหายไปไหนหมดก็ไม่ทราบ

ทุกวันนี้ดูแล้วเหมือนเป็นธุรกิจของสงฆ์แบบกลายๆ พระบางรูปก็อาจมีพาหนะหรือว่าจ้างรถสองแถว หรือรถสีล้อเล็ก มารับมาส่งในทุกๆเช้า โดยขับไปตามจุดต่างๆ เรียกว่านั่งรถบิณฑบาตน่าจะถูกต้องกว่า เห็นใครเตรียมตักบาตรอยู่หน้าบ้านก็จอดรถลงมารับของ จากนั้นก็นั่งรถต่อ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ พอได้เวลาก็กลับวัด แต่ตอนกลับนี้เห็นข้าวของเต็มรถ ทั้งข้าวปลาอาหารและข้าวของเครื่องใช้ หรือพวกสังฆภัณฑ์

จะบอกว่าพระไม่โลภก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี เพราะพฤติกรรมมันก็เห็นๆกันอยู่ และเป็นพระจริงที่มีวัดจำพรรษาอยู่แน่นอนทั้งนั้น

พระพุทธเจ้าท่านกำหนดให้พระสงฆ์มีบาตรก็เพราะต้องการให้รับอาหารคาวหวานเพียงแค่บาตรใบเดียวเท่านั้น เต็มบาตรก็ถือว่าพอเพียงแก่การดำรงชีวิต แต่ปัจจุบันเล่นหิ้วทั้งถุงพลาสติกกันจนไหล่เอียง และมีรถมาช่วยขนกลับวัดอีกต่างหาก ดูมันเลยเถิดไปจากพุทธบัญญัติ และเป็นภาพที่ไม่น่าดู หากวงการสงฆ์เห็นว่าเป็นเรื่องปกติ เพื่อตอบสนองความต้องการทางสังคม อนาคตเราอาจเห็นบาตรพระใบใหญ่เท่าโอ่งมังกร ตั้งอยู่บนรถ แล้วขับไปตามถนนให้ผู้คนใส่บาตร มีโทรโข่งหรือลำโพง ไม่ต่างกับรถขายผักขายกับข้าวเร่ตามหมู่บ้าน

พระสงฆ์ที่ดีก็ควรทำตัวเป็นตัวอย่าง บอกกล่าวญาติโยมให้รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ไม่ไช่ปล่อยให้มันผิดๆไปอย่างนั้น อย่างเช่นการตักบาตรที่นอกเหนือไปจากของขบเคี้ยวหรือฉันท์ได้ ก็ถือว่าไม่สมควร หรือจะเอาขวดน้ำใส่ลงไปในบาตรพระก็ไม่ถูก ลำบากพระด้วย เจอไป 4-5 ขวดก็ทรมานสังขารแล้ว

เรื่องขวดน้ำที่ถวายพระหรือใส่ลงในบาตรพระ ได้ทำผิดประเพณีกันมาเป็นเวลานานราว 20 ปี หรืออาจมากกว่านั้น ตอนนั้นหากจำกันได้ว่ามีข่าวครึกโครม ที่มีนายทหารนอกราชการ ยศพันตรี รู้สึกว่าจะเป็นกรณีตายแล้วฟิ้นอยู่หลายรอบ เป็นเรื่องราวปฏิหาริย์โจษขานกันทั้งประเทศ ตายไปแล้วกลับฟื้นขึ้นมาเป็นไปได้ยังไง

ฟื้นมาแล้วไม่พอ ยังเล่าเป็นตุเป็นตะ เป็นฉากๆเหมือนนวนิยายน้ำเน่า ว่าไปพบใครต่อใครมากมาย ประเภทยมทูต ยมบาลอะไรเถือกนั้น บอกว่าตายไปแล้วกระหายน้ำมาก คอแห้งมาก สาเหตุเพราะเวลาตักบาตรทำบุญก็ถวายแต่อาหาร ไม่ได้ถวายน้ำ เมื่อตายไปแล้วจึงหิวหระหายน้ำเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกับบอกล่าวให้ผู้คนว่า เวลาตักบาตรทำบุญก็ต้องถวายน้ำด้วย จะได้ไม่ลำบากหรือคอแห้งตอนตาย ว่าไปโน่น...

ข่าวแบบนี้ ไทยรัฐ เดลีนิวส์ หรือหนังสือพิมพ์แนวชาวบ้านๆ ชอบอยู่แล้ว เลยเล่นข่าวกันแบบ Non stop หรือเล่นไม่เลิกเพราะข่าวทำนองนี้ทำให้หนังสือพิมพ์ขายดี ชาวบ้านชาวช่องเชื่อกันใหญ่ ความลำบากก็เลยตกแก่พระที่ต้องหิ้วน้ำกลับวัดกันวันละหลายๆขวด ส่วนนายพันตรี ผู้เคยผ่านความตาย(มาหลายครั้ง) ก็เขียนหนังสือออกขาย กลายเป็น Top Saler หรือหนังสือยอดฮิตติดอันดับในขณะนั้น เรื่องแบบนี้เชื่อกันได้เชื่อกันดี หนังสือดีๆที่เสริมปัญญากลับไม่ค่อยอ่านกัน ผู้คนในสังคมจึงมีข่าวโดนหลอกกันอยู่ร่ำไป

นี่แหละคือที่มาของการถวายขวดน้ำ กลายเป็นว่าตักบาตรทุกครั้งก็ต้องมีน้ำขวดใส่บาตรลงไปด้วย

ความเชื่อแบบผิดๆ ตามกระแส และไม่รู้จริง เรียกว่าขาดปัญญา ภาษาบาลีเรียกว่ามี “ อวิชชา “ แปลเป็นไทยว่า ไม่รู้ แปลตรงๆก็คือ โง่ นั่นเอง

เรื่องนี้ก็เห็นมีแต่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ที่เทศนาให้กับผู้มาวัดในตอนนั้นว่า “ ที่วัดไม่ได้ขาดแคลนน้ำหรอก น้ำดื่มน้ำใช้มีเหลือเฟือ ไม่ต้องใส่บาตรพระก็ได้ ลำบากพระเปล่าๆ “ เดี๋ยวนี้เรื่องน้ำขวดดูเหมือนจะค่อยๆซาลงไปบ้างแล้ว แต่น่าแปลกที่วงการสงฆ์ปล่อยให้ทำกันได้โดยไม่มีการท้วงติง หรือออกมาให้ความรู้ที่ถูกต้อง หรือว่าพระชั้นผู้ใหญ่พลอยเชื่อตามข่าวนั้นด้วย แบบนี้เรียกว่า มีอวิชชาหรือเปล่า หากเป็นแบบนั้นก็เรียกว่าเปลืองข้าวสุกตามที่ท่านปัญญาฯ เคยเทศนาไว้ว่า พระที่ไม่ได้เป็นผู้นำจิตวิญญาณของสังคม บวชไปก็เปลืองข้าวสุกชาวบ้านเปล่าๆ

และล่าสุดก็เรื่องของกระแส “ จตุคามรามเทพ “ ก็จะขอกล่าวถึงบ้างจะได้อยู่ในความทรงจำ ว่าสังคมไทย หรือสังคมพุทธเรานี้ยังขาดปัญญาในทางพุทธศาสนา ที่จะพินิจพิจารณาในสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยปัญญาของตนเอง ใครบอกก็เชื่อ ใครสร้างกระแสก็เชื่อหมดทุกอย่าง ว่าองค์จตุคามช่วยให้รวยล้นฟ้า จึงเสกดิน ปั้นหินไม่รู้ต่อกี่รุ่น และตั้งชื่อรุ่นกันสุดจะพิสดาร เช่น รุ่นโคตรรวย รุ่นโคตรเศรษฐี รุ่นรวยล้นฟ้า รุ่นเจ้าสัว รุ่นเงินไหลมา ฯลฯ และเป็นเรื่องประหลาดที่คนแห่จองจนเหยียบกันตาย ย้ำอีกที แย่งจองเหรียญจุคามรามเทพจนเหยียบกันตาย ไม่เชื่ออ่านดู ที่นี่ หรือ ที่นี่ หรือ ที่นี่

จากวันนั้นถึงวันนี้ ดินก็คือดิน หินก็คือหิน ปลุกอย่างไร เสกอย่างไร ก็เป็นวัตถุนั้นอยู่เช่นเดิมไม่ได้ขลังหรือวิเศษวิโสอะไรเลย คนซื้อไปก็หาได้ร่ำรวย หรือเป็นเศรษฐีตามชื่อรุ่นนั้นไม่ แต่ที่แน่ๆก็คือคนซื้อเสียเงิน ในที่สุดทุกอย่างก็กลับคืนสู่สามัญ ขายไม่ออกจนต้องนำจตุคามไปเททิ้งที่ข้างถนน
สรุปว่าโดนหลอกกันถ้วนหน้า จะอ้างว่าซื้อไปเพื่อความสบายใจ ก็แล้วแต่จะแก้ตัว

ไม่ทราบว่าอนาคต จะมีสินค้าทางความเชื่ออะไรมาหลอกชาวบ้านกันอีก หากไม่มี หรือคิดไม่ออก นี่เลย...ปลุกเสก “ เจ้ามูลเมือง “ ตามที่ร่างทรงได้ระลึกชาติเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เคยเป็น เจ้ามูลเมือง เมื่อหลายร้อยปีก่อน ในพิธีสืบชะตาแบบล้านนาโบราณที่วัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่ ปู้น.. รับรองว่ารวยแน่ (แต่อาจติดคุก)

จะปลุกเสกหรือประโคมข่าวให้ดูขลังแบบ จตุคาม ก็ไม่เลว ชื่อเจ้ามูลเมือง ก็ดูเก๋ดี บางคนอาจแปลความหมายเป็นเจ้าขี้เมือง หรือเจ้าเมืองที่ชาวบ้านเห็นหน้าแล้วร้องยี้ไม่ต่างกับเห็นขี้ ก็อย่าได้ถือกันนัก เพราะคำว่า มูล นี้มีหลายความหมาย มีทั้งดีและไม่ดีว่างั้นเถอะ จะแปลว่ารากเหง้าก็ได้ หรือบางครั้งก็เป็นเรื่องของอัปมงคลก็ได้

จากข่าวนี้บางคนก็ไม่เชื่อ บอกว่าร่างทรง เข้าทรงผิดคนละมั้ง ความจริงน่าจะเป็น เจ้ามูมมาม มากกว่า เพราะเจ้ามูลเมือง(ขี้เมือง) นักประวัติศาสตร์ต่างออกมาปฏิเสธว่าไม่มีชื่อเจ้าคนนี้ในสาระบบของประวัติศาสตร์ล้านนา ผู้สัดทัดกรณีจึงเห็นตรงกันว่า น่าจะเป็นเจ้ามูมมามมากกว่า เพราะร่างทรงบอกว่ามีใบหน้ารูปเหลี่ยม จึงคิดว่าน่าจะเป็นเจ้ามูมมามของแท้แน่นอน

ถ้าคิดจะปลุกเสก เจ้ามูลเมือง(ขี้เมือง)ให้ดูขลัง ก็น่าจะไปทำพิธีที่ฮ่องกง อาจเชิญผู้ว่าการรัฐเกาะฮ่องกงมากดพิมพ์เป็นปฐมฤกษ์ ก็เข้าท่าดี เหตุที่ต้องไปทำพิธีที่ฮ่องกง ก็เนื่องจากมีข่าวเข้าฝันร่างทรงว่า เจ้ามูลเมือง(ขี้เมือง) องค์ปัจจุบันประทับอยู่ที่นั่น แต่รู้สึกว่าจะเป็นเจ้าที่ไม่มีศาล ชอบสถิตย์ ตามที่ต่างๆ คล้ายกับพวกสัมภเวสี หรือ โอปปาติกะ อะไรทำนองนั้น (โอปปาติกะ แปลว่า วิญญาณเน่า )

ตามข่าวบอกว่าช่วงนี้เจ้ามูลเมืองตามที่ร่างทรงนั่งทางในและเห็นเป็นตัวเป็นตนนั้น กำลังตกระกำลำบาก ต้องหลบๆซ่อนๆ หน้าตาแห้งเหี่ยวเป็นทุกข์ระทมจนดูแก่งั๊ก เพราะบาปกรรมทำไว้เยอะ ชาตินี้และชาติหน้าก็ชดใช้กันไม่หมด บ้างก็เชื่อกันว่าตกนรกกันทั้งโคตร หากคิดจะแก้ดวงแก้เคล็ดให้มันดีขึ้นมาบ้างก็ควรจะมาสารภาพบาปยังถิ่นเกิด และชดใช้กรรมโดยไปนอนที่วิมานเนรมิต ต.ลาดยาว (ชาวบ้านเรียกว่าคุก) สัก 2 - 3 ปี ทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้น แม่อุ้ย ป่ออุ้ย จะได้นอนตายตาหลับ

ทุกวันนี้ ป้ออุ้ย แม่อุ้ย ต่างบอกว่า เจ้าขึ้เมือง ส่งวิญญาณมาหลอกหลอนอยู่เป็นประจำ บ้างก็โผล่หน้าเป็นภาพอยู่ที่นั่น บ้างก็ส่งเสียงไปที่นี่ มีพวกเสิ้อแดงไชโยโห้ฮิ้ว กันใหญ่ ดูไม่ต่างกับวิญญาณที่ยังไม่ผุดไม่เกิด ล่องลอยจากฮ่องกงมาสู่เมืองไทยเป็นระยะๆ ตามที่พ่อมดหมอผีในเมืองไทยจะทำพิธีเซ่นไหว้ ป้ออุ้ยจึงต้องใส่เสื้อเหลืองเป็นยันต์กันผีป้องกันไว้ก่อน เพราะหากใส่เสื้อสีแดงก็กลัวผีเจ้าขี้เมืองจะสิงเข้าร่างเอา

คนเฒ่าคนแก่พูดมาอย่างนั้น ก็เก็บมาเล่าให้ฟังต่อ จริงเท็จประการใด ก็ต้องโทษนักข่าวสายเหนือที่รายงานเรื่องนี้

แย่จริง เขียนเเรื่องหลวงพระบาง ก็ดันวกกลับมาพูดถึงเรื่องพระสงฆ์องคเจ้าในเมืองไทย และยังแถมเรื่อง เจ้ามูลเมือง (เจ้าขี้เมือง ) ตามที่เป็นข่าวอีกต่างหาก



เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
16 มีนาคม 2552

   
     
 

แผนที่ประเทศลาว คลิกที่ภาพ

เขตการปกครอง/ พื้นที่ คลิกที่ภาพ

 
เรียนรู้ภาษาลาว อักษรลาว+ไทย พยัญชนะของลาว



 
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ