Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว    Home > Outbound Tour > Lao2 > Haw Kham The Royal Palace  
 HomeArticles : City Tour : EventsGallery : Outbound tour : Royal Photos : Today Talk : Photo Service : Guest : Free Wallpaper : About site : Misc. :
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
 
 
ทริป เวียงจันทน์-วังเวียง-หลวงพระบาง (บันทึกการเดินทางเมื่อเดือน กรกฏาคม 2551)
 


หลวงพระบางตอนที่ 13
พระราชวังเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์องค์สุดท้ายของลาว วัดใหม่ วัดวิชุนราช

หลวงพระบางมีอะไรน่าสนใจบ้าง..
มาถึงตอนนี้ก็คงต้องบอกว่า หลวงพระบางเป็นสังคมพุทธในความฝันของคนไทยหลายๆคน ที่มีโอกาสได้มาเยือน

แต่คำว่าสังคมพุทธ หรือเมืองแห่งพุทธศาสนา คงไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีวัดวาอารามมากมายใหญ่โต เพราะสิ่งที่เราเห็นนั้นเป็นการสัมผัสด้วยตาที่ค่อนข้างผิวเผิน ไม่ไช่แก่นสารที่แท้จริง

ชาวลาวหลวงพระบางมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การดำเนินชีวิตประจำวันจึงเหมือนมีศาสนาเป็นเครื่องนำทาง และคอยกำกับไม่ให้นอกลู่นอกทาง

พื้นฐานความคิดของชาวลาวส่วนใหญ่จะอิงกับหลักปฏิบัติทางศาสนา และใช้เป็นเครื่องเตือนสติว่า สิ่งนั้นควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ สิ่งนั้นควรคิด สิ่งนี้ไม่ควรคิด

ความถูกผิดจึงตัดสินโดยถือเอาเรื่องทางศาสนาและวิถีทางสังคมที่สืบต่อกันมาเป็นเครื่องชี้วัด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องถูกต้อง คำว่า บาป จึงเป็นคำที่รุนแรงในความรู้สึกของคนลาว และพยายามที่ไม่ข้องแวะ

เราสามารถพิสูจน์จิตใจคนที่นี่ได้จากการพูดคุย และใช้ความสังเกต ซึ่งจะเห็นว่าความรู้สึกนึกคิดของคนลาวต่างกับบ้านเราค่อนข้างชัดเจน คนลาวโดยเฉพาะที่หลวงพระบาง มีจิตใจค่อนข้างบริสุทธ์ แสดงถึงความสุขที่อยู่ในใจ

สังคมไทยเมื่อก่อนก็เป็นแบบนี้ แต่เมื่อมีความเจริญขึ้น สังคมก็เปลี่ยนไป ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ว่าสังคมไหน ประเทศไหน ก็จะเป็นไปในทำนองเดียวกันนี้ทั้งนั้น

หากใครอยากจะหาสังคมดีๆที่มีผู้คนจิตใจดีงาม คงหายากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร แต่ถ้าหากเหลียวมามองประเทศเพื่อนบ้านเราใกล้ๆนี้ ก็ยังพอหาได้ นี่เลย..

ประเทศลาวใกล้ไทยนี่เอง

 
   
แผนที่ประเทศลาว     เขตการปกครอง/ พื้นที่    แผนที่เมืองเวียงจันทน  ประวัติศาสตร์ประเทศลาว  สงครามปราบกบฏในลาว  เรียนรู้ภาษาลาว
 


การตักบาตรของคนลาวสะท้อนถึงจิตใจ

การตักบาตรข้าวเหนียวในลาว สะท้อนให้เห็นอะไรได้มากมายว่าทำไมต้องเป็นข้าวเหนียวแต่เพียงอย่างเดียว ทำไมไม่มีกับข้าวด้วย บางคนก็คิดไปไกลว่าแล้วพระจะฉันท์อะไร คนไทยที่มาตักบาตรข้าวเหนียวในหลวงพระบางบางคนเตรียมของมาถวายพระมากมาย ทั้งเครื่องกระป๋อง ทั้งอาหารแห้ง ดูพะรุงพะรังไปหมด ต่างกับคนลาวที่ใส่เฉพาะข้าวเหนียวล้วนๆ และก็ใส่กันกันทุกวัน คนไทยตักบาตรกันปีละครั้งสองครั้ง จึงต้องมีของถวายมากมาย เพื่อชดเชยวันที่ไม่ได้ทำบุญ

คนไทยที่มาเที่ยวลาวบางคนก็่คิดเอง เออเอง และเอาความคิดของตนเป็นเครื่องตัดสิน โดยไม่รู้ว่าความคิดของเราและวิธีปฏิบัติทางสัมคมบ้านเรา มีการปรุงแต่งมากมายหลายเรื่องโดยไม่รู้ตัว และคิดว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องถูกต้อง ทั้งๆที่ไม่ได้อยู่ในแนวทางของพุทธศาสนาแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการถวายสังฆทานด้วยกระป๋องสีเหลือง ที่สร้างปัญหามากมายในบ้านเรา กระทั่งลามมาถึงประเทศลาว พระลาวก็โดนหลอกไม่ต่างกับพระไทย เปิดประป๋องออกมาก็มีแต่ของเน่าๆ บางอย่างก็เสื่อมคุณภาพ

หรือแม้แต่การใส่ขวดน้ำลงในบาตรพระ ก็เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง นี่เป็นตัวอย่างที่สังคมบ้านเราทำกันแบบผิดๆ ต่างกับที่ลาวที่ตักบาตรทำบุญกันด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งรุ่มร่าม และรกรุงรังเหมือนบ้านเรา

ตักบาตรแต่น้อย แต่ทำบ่อยๆ น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง พอเพียง ไม่เสียค่าใช้จ่ายมาก มีโอกาสเห็นผ้าเหลืองทุกวัน ไหว้พระทุกวัน และหยาดน้ำ(กรวดน้ำ)ทุกวัน คนลาวส่วนใหญ่ปฏิบัติกันแบบนี้ จิตใจที่ใฝ่ในธรรมจึงค่อยๆสะสมขึ้นทุกวันๆทีละเล็กละน้อย

อย่าคิดว่าลาวเป็นประเทศเล็กๆ และมองในเชิงดูถูก แต่เล็กๆนี้แหละที่ห่างไกลจากกิเลส และห่างไกลจากคำว่า โลภ โกรธ หลง ที่ยังมีให้เห็นมากมายในสังคมพุทธบ้านเรา จนไม่ค่อยเกรงกลัวต่อคำว่าบาป โดยเฉพาะนักการเมืองโกงชาติบ้านเมือง ที่เห็นนั่งหน้าสลอนกันเต็มสภาในเวลานี้ รวมทั้งรายที่หนีคดีหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ จากการโกงชาติ ปล้นประเทศ จนเสียหายนับแสนๆล้านบาท และนำมาซึ่งความแตกแยกในสังคม

วัดเก่าในลาวและหลวงพระบาง

หลวงพระบางมีแต่วัดเก่าแก่ แม้จะเป็นวัดใหม่ แต่ก็ไม่ได้ใหญ่โตหรูหรา ฟุ้งเฟ้อ เหมือนที่เห็นในเมืองไทย ความคิดในการสร้างวัด หรือบูรณะซ่อมแซม ระหว่างคนลาว และคนไทยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

มองแค่วัดเราก็เห็นความพอเพียง พอประมาณ พอสมควรได้อย่างชัดเจน คนลาวรักษาศาสนสถานที่เป็นของเก่าแก่ เพียงแค่บูรณะไม่ให้พังลงมาเท่านั้น ไม่ได้ไปต่อเติมเสริมแต่ง จนบดบังความเก่าแก่ที่มีอยู่ และดูไม่ออกว่าของเดิมนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร

วัดเก่าแก่ในเมืองไทยหลายแห่งถูกคนรุ่นใหม่ และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ทำการแปลงโฉมจนมองหาความเก่า ที่เป็นจิตวิญญาณของคนรุ่นก่อนๆแทบไม่ได้ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองในต่างจังหวัดที่มีอายุหลายร้อยปี ถูกกรมศิลปากรเอาแผ่นทองผสมหรือทองจังโก มาปิดทับ โดยลอกทองเก่าที่เป็นทองแท้ที่มีอายุพอๆกับพระองค์นั้นออก จนกลายเป็นพระพุทธรูปองค์ใหม่กันทั้งประเทศ ทั้งที่ทองคำของเก่านั้น มาจากศรัทธาอันแรงกล้าจากคนรุ่นก่อนๆที่ช่วยกันบริจาคให้กับวัด หากวิญญาณคนสมัยก่อนได้รับรู้ก็คงสาปแช่งเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรให้ตกนรกเป็นแน่

จะบอกว่าพระองค์นี้มีอายุ 500 ปี แล้วใครจะเชื่อ เพราะเห็นเป็นพระพุทธรูปองค์ใหม่สุกปลั่งด้วยไฟสปอตไลท์

แรกๆก็ดูสวยดี แต่คิดอีกทีน่าจะเป็นการทำลายมากกว่า เหมือนกับว่าเอากิเลสของคนไปพอกไว้กับพระพระพุทธรูป จนมองไม่เห็นความบริสุทธ์ที่มาจากจิตใจของคนสมัยก่อน

สังเกตได้ง่ายๆว่าวัดไหนที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมศิลปากร วัดนั้นแหละจะถูกทำลายคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และทำลายคุณค่าทางศิลปะมากที่สุด ซึ่งเป็นการทำลายอย่างถูกต้องตามกฏหมาย จากข้าราชการที่คิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าคนอื่น อ่านตัวอย่างเรื่องนี้จากวัดสวนดอกเชียงใหม

มาเที่ยวลาว หรือหลวงพระบาง คนไทยกลับชื่นชมวิธีคิดในเรื่องการอนุรักษ์ การรักษาวัด รักษาของเก่า ว่าเป็นความคิดแบบง่ายๆ พื้นๆ ธรรมดา เปิดเผยให้เห็นความเก่าที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง ความคิดที่บริสุทธิ์และไม่มีการปรุงแต่งแบบนี้แหละ สะท้อนสิ่งดีๆได้มากมาย

เที่ยวหลวงพระบางให้คุ้ม ก็ต้องมาเสาะหาความรู้สึกดีๆที่อยู่ในจิตใจของชาวลาว ว่าเป็นคนอย่างไร มีวิถีปฏิบัติในการดำเนินชีวิตอย่างไร จึงจะได้ประโยชน์ที่แท้จริง และหากมีโอกาสได้พูดคุยกัน เราอาจได้ข้อคิดมากมาย บางอย่างก็อาจเตือนสติเราก็ได้ว่า ชีวิตคนเรานั้นต้องการอะไร ในห้วงเวลาชีวิตของเรานี้ควรกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไช่หรือไม่

“ วันนี้เป็นวันพระ คนลาวจะไม่พูดโกหก..... ”

่เป็นคำพูดของสาวลาว ที่ผมได้ยิน ในวันที่เดินทางมาถึงเวียงจันทน์ หรือวันแรกของการเดินทาง เธอเป็นบริกรสาวสวยหรือเด็กเสร์ฟในร้านอาหารแห่งหนึ่ง

ขณะที่เธอกำลังตักข้าวใส่จานให้ผม และด้วยนิสัยที่ปากเจ้าชู้ (อยู่เป็นนิจ) จึงถามเธอว่า

“ มีแฟนแล้วหรือยัง ”

เธอตอบว่า “ ยังไม่มี.. ”

ผมถามต่อว่า “ โกหกกันหรือเปล่า ”

เธอตอบว่า “ วันนี้วันพระ คนลาวเขาไม่พูดโกหกกันหรอก... ”

ฟังแล้วก็อึ้ง กับคำตอบแบบนี้ ทั้งอึ้งและศรัทธาในจิตใจของสาวลาวคนนี้จังเลย

จากคำพูดเพียงแค่นี้น่าจะพอเพียงต่อการกล่าวถึงไว้ตอนต้นๆว่า พุทธศาสนาอยู่ในพื้นฐานจิตใจของคนลาว ชนิดที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับคนไทย และไม่อยากให้มองข้ามในเรื่องนี้ เพราะนี่เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆของคนๆหนึ่ง ที่สะท้อนอะไรหลายๆอย่างว่าการนับถือพุทธศาสนาของคนลาว มีความละเอียดอ่อน และเข้าถึงยิ่งกว่าคนไทยเพียงใด

คนไทยสมัยก่อนจะไม่ทานเนื้อสัตว์ ไม่ฆ่าสัตว์ในวันพระ วันไหนที่เป็นวันพระก็จะไม่มีเนื้อสัตว์ขายในตลาด เข้าใจว่าหลายคนคงเคยได้ยิน แต่ปัจจุบันสภาพแบบนี้ในเมืองไทยไม่น่าจะมีอีกแล้ว จะเหลือเพียงแต่โรงฆ่าสัตวเท่านั้นที่ทราบว่าหยุดฆ่าสัตว์ในวันพระ แต่คนลาวเคร่งครัดกว่าไทยมาก ปัจจุบันคนลาวยั่งเคร่งกับการฆ่าสัตว์และไม่ทานเนื้อสัตว์ในวันพระ และโดยเฉพาะคำว่า คนลาวจะไม่พูดโกหกในวันพระ เป็นคำพูดที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนทั้งอดีตจนถึงปัจจุบันว่าเคยปฏิบัติกันในเมืองไทย คิดแล้วก็แปลกใจว่าโลกเรา้ยังหาสิ่งดีๆแบบนี้ได้อีกหรือ เหลือเชื่อจริงๆ

รีบๆไปเที่ยวลาวกันเถอะ ผมเชียร์ให้ไป จะได้นำสิ่งดีๆจากคนลาวมายึดถือปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง และสังคมบ้าง


หลวงพระบางมีของดีหลายสิ่ง

จุดเด่นหรือไฮไลท์สำคัญของเมืองหลวงพระบางน่าจะเป็นวัดเก่าแก่ ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรล้านช้าง วัดสำคัญได้แก่ วัดเชียงทอง วัดใหม่ วัดวิชุนราช ส่วนวัดที่มีอายุไม่มากนักก็มีวัดแสนสุข นอกจากนี้ก็ยังมีพระธาตุภูษี บนเขาลูกเล็กๆกลางเมือง

หลวงพระบางในอดีตนั้น เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านช้าง เช่นเดียวกับเชียงใหม่ที่เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา แต่อาณาจักรล้านช้างหากเปรียบเทียบกับเมืองอื่นๆ หรืออาณาจักรอื่นๆแล้วถือว่าเป็นอาณาจักรที่ไม่ใหญ่โตมากนัก

หากย้อนไปสมัยอาณาจักรล้านช้างยุคต้นๆ เมื่อ 700 กว่าปีก่อน (พศ.1814) สมัยนั้นเรียกว่า อาณาจักรล้านช้างนครเชียงทอง ในยุคนี้ถือว่ามีความเป็นปึกแผ่นกว่าอาณาจักรล้านช้างในยุคต่อๆมาที่มีการแย่งชิงกันเป็นใหญ่ และแตกแยกทางความคิด

เมื่อล้านช้างเกิดการแตกแยกกันภายใน จึงได้แบ่งออกเป็นอาณาจักรย่อยๆ 3 ฝ่าย โดยไม่ขึ้นแก่กัน ได้แก่

อาณาจักรล้านช้าง - หลวงพระบาง (อยู่ทางภาคเหนือ)
อาณาจักรล้านช้าง - เวียงจันทน์ (ภาคกลาง) และ
อาณาจักรล้านช้าง - จำปาสัก (อยู่ทางตอนใต้)

ต่อมาลาวตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ระบอบเชื้อเจ้าหรือราชสำนักเริ่มสั่นคลอน โดยเฉพาะอาณาจักรล้านช้าง-จำปาสัก ที่อยู่ทางตอนใต้ ฝรั่งเศสได้ลดฐานะของเจ้าเมืองที่มีฐานะเทียบเท่ากษัตริย์นครจำปาสัก ให้เป็นเพียงผู้ว่าราชการเมืองจำปาสัก ซึ่งเป็นตำแหน่งของสามัญชน

หากใครไปเที่ยวลาวใน แขวงจำปาสัก แถวๆปากเซ อาจได้ยินคนลาวที่มี นามสกุล ณ จำปาสัก แสดงว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้าผู้ครองนครจำปาสักมาก่อน

มาถึง พ.ศ. 2489 ฝรั่งเศสได้รวมทั้ง 3 อาณาจักรของลาว เข้าเป็นอาณาจักรลาวเพียงหนึ่งเดียว เป็นการเริ่มต้นศักราชใหม่ของระบอบกษัตริย์ในลาว โดยมี พระเจ้าศรีสว่างวงศ์ เป็นปฐมกษัตริย์ของราชอาณาจักรลาวในยุคใหม่

ซึ่งในขณะนั้น พระเจ้าศรีสว่างวงค์พระองค์นี้ก็เป็นเจ้ามหาชีวิต(กษัตริย์)ของอาณาจักรล้านช้าง-หลวงพระบาง อยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่เปลี่ยนสถานะจากเจ้ามหาชีวิต-หลวงพระบาง มาเป็นเจ้ามหาชีวิตของลาวทุกอาณาจักร ไม่แยกเป็นลาว 3 เมืองย่อยๆเหมือนเมื่อก่อน

ตามประวัติศาสตร์ของเมืองหลวงพระบาง กล่าวว่าเคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านช้างเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่ก็น่าแปลกใจที่เห็นมีแต่พระวังของเจ้าศรีสว่างวัฒนา (คนลาวเรียกว่าหอคำ) กษัตริย์องค์สุดท้ายเพียงแห่งเดียว ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์ และเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว สิ่งที่เป็นหลักฐานของอาณาจักรล้านช้างดูเหมือนไม่มีใครกล่าวถึง ซากโบราณสถานเก่าแก่ ก็ไม่เห็นมี ผิดกับอาณาจักรสุโขทัยที่มีอายุพอๆกับอาณาจักรล้านช้าง แต่กลับมีโบราณสถานมากมายในพื้นที่ของอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

น่าเสียดายที่สถาบันกษัตริย์ของอาณาจักรลาว ได้มาถึงจุดสิ้นสุดเมื่อปี พ.ศ.2518 หลังจากคอมมิวนิสต์บุกเข้ามายึดประเทศ เจ้าศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์ลาวองค์ที่สอง ต่อจากเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงค์ ถูกลาวคอมมิวนิสต์จับกุมและถูกนำไปยังค่ายกักกัน จนกระทั่งสิ้นพระองค์อยู่ที่ค่ายแห่งนั้น ทุกวันนี้ราชอาณาจักรลาวก็ไม่มีทายาทของกษัตริย์ขึ้นมาสืบสกุลอีกต่อไป

หลังจากเจ้าศรีสว่างวัฒนาถูกจับกุมไปอยู่ค่ายลาวคอมมิวนิสต์ พระราชวังที่หลวงพระบางก็ถูกทิ้งร้าง และไม่มีใครสนใจ

ครั้นยุคคอมมิวนิสต์เสื่อมอำนาจลง รัฐบาลลาวได้บูรณะพระราชวังของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ โดยนำเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆมาแสดงในสถานที่เดิม และเปลี่ยนชื่อพระราชวัง (Palace) มาเป็นพิพิธภันฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง ( Luangprabang National Museum)

ใครไปเที่ยวพิพิทธภัณฑ์ หรือวังของเจ้ามาชีวิตลาวศรีสว่างวัฒนา อาจแปลกใจว่าเป็นวังขนาดเล็ก เครื่องใช้ไม้สอยของกษัตริย์มีไม่มากนัก ภายในมีห้องต่างๆไม่กี่ห้อง ที่จำได้ มีห้องบรรทม ห้องรับแขกหรือห้องต้อนรับอาคันตุกะ ห้องเสวย และห้องอื่นๆอีก 2-3 ห้อง แต่ละห้องก็ดูโล่งๆ แทบไม่มีสมบัติพัสถานอะไรมากนัก นักท่องเที่ยวไทยบางคนบอกว่า คล้ายๆกับคุ้มของเจ้าเมืองมากกว่า

จะบอกว่ากษัตริย์ลาวไม่มีสมบัติมากมายก็อาจไม่ถูกต้องนัก เพราะช่วงที่คอมมิวนิสต์ยึดประเทศนั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้มีอำนาจเมืองหลวงพระบางในขณะนั้นแอบขโมยของไปเกือบหมด เรื่องนี้คงทิ้งให้เป็นปริศนาเล่นๆ เพราะเท่าที่ทราบมานั้น ระบอบกษัตริย์ถือเป็นระบอบศักดินาที่คอมมิวนิสต์ชิงชังเป็นอย่างมาก ทั้งวัด และวัง ก็ไม่อยู่ในสายตา ของมีค่าต่างๆถูกทำลาย หรือถูกโขมยไปเกือบหมดสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นรัสเชีย จีน เวียดนาม ลาว และเขมร สถาบันกษัตริย์ถูกคุกคามจากพวกคอมมิวนิสต์แบบไม่ไว้หน้า และไม่ให้เกียรติ สมบัติของกษัตริย์ถูกโขมย สมบัติของวัดถูกทำลาย คงมีแต่ไทยเท่านั้นที่สถาบันกษัตริย์ยังเข้มแข็งยืนยง

เมื่อประเทศไทยไม่ตกเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ระบอบกษัตริย์ของไทยจึงสืบสานมาได้จนถึงทุกวันนี้อย่างสมพระเกียรติ และสมศักดิศรี ประเทศไทยเราโชคดีที่มีพระมหากษัตริย์ที่เป็นมิ่งขวัญของคนไทยทั้งประเทศ

มาถึงยุคนี้ พ.ศ.นี้ (2551-52) ประเทศไทยเกิดมีขบวนการเสื้อแดง คิดจะล้มเจ้า ล้มศักดินา ทำให้สถาบันกษัตริย์ได้รับผลกระทบ และมัวหมอง แต่ที่รุนแรงอย่างมากก็คือจิตใจของคนไทยได้รับความกระทบกระเทือนจากคำพูดที่หมิ่นสถาบันครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งในที่ลับ และที่แจ้ง โดยมีการการวางแผนกันมาอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายตำรวจที่มีหน้าที่โดยตรงก็ไม่ได้แสดงความเข้มแข็งที่จะจัดการแต่อย่างใด ทำให้คำพูดจาบจ้วงสถาบัน ที่ผ่านๆมากลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทั้งที่เป็นเรื่องที่คนไทยยอมรับไม่ได้

ขบวนการนี้มีกุนซือ หรืออดีตนายกฯหน้าเหลี่ยม คอยกำกับการเรื่องนี้อยู่ต่างประเทศ พร้อมกับทุ่มทุนมหาศาลเพื่อล้มล้างในทุกรูปแบบ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ระบอบกษัตริย์ในปัจจุบัน ไม่เหมาะสมที่จะมีบทบาทในกฏหมายรัฐธรรมนูญอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการลงพระปรมาภิไธย โปรดเเกล้าฯในเรื่องต่าง ๆ เช่นแต่งตั้งนายกฯ คณะรัฐมนตรี การตรากฏหมายบ้านเมือง รวมทั้งแต่งตั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายต่างๆ

เล่นกับเจ้าตรงๆไม่ได้ ก็ไปเล่นกับคนใกล้ชิด หรือองค์มนตรีแทน โดยกล่าวหาว่าเจ้าเข้ามายุ่งการเมือง ทั้งๆที่พระองค์ท่านวางตัวไม่ยุ่งกับการเมืองมาตลอด ประชาชนคนไทยก็รู้เห็นกันทั้งประเทศ และพระองค์ก็ดำรงสถานะตามที่กฏหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ไม่ได้ทำสิ่งใดนอกเหนือจากที่กฏหมายกำหนดแต่อย่างใด

คนเหล่านี้เห็นว่า ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั้น มันเชย ไม่เป็นสากล เหมือนประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยในต่างประเทศ

ดังนั้นขบวนการใต้ดินจึงเริ่มก่อการ เพื่อโค่นล้ม คนพวกนี้ต้องการให้ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิไตย โดยไม่มีคำต่อท้ายว่า อันมีมีีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บอกว่าจะไม่เอากษัตริย์ และพยายามปลุกปั่นให้คนอื่นเชื่อตาม

มันบ้ากันถึงขนาดนี้ครับท่าน เหตุการณ์ช่วงวันสงกรานต์ ปี 52 ที่ผ่านมา ทุกคนคงเห็นแล้วว่า บ้าระห่ำถึงขนาดจะเผาประเทศ จนเสียหายย่อยยับ และขายขี้หน้าไปทั่วทั้งโลก

ไม่นานนี้ก็มีเรื่องน่าขำ ที่คนพวกนี้พยายามอุปโลก นายกฯหน้าเหลี่ยม ให้ดูมีคุณค่า มีการทำพิธีสืบชะตาโดยใช้สถานที่ภายในวัดวัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีทั้งพิธีสงฆ์และพิธีเข้าทรง งานนี้ึคนทรงนุ่งขาวห่มขาวนั่งทั้งทางในและทางนอก เสร็จสรรพก็บอกว่าอดีตชาติของ นายกฯหน้าเหลี่ยม จอมโกงของแผ่นดินผู้นี้ มีนามว่า เจ้ามูลเมือง แปลเป็นไทยว่า เจ้าขี้เมือง (มูลแปลว่าขี้) สมัยอดีตเคยเป็นถึงแม่ทัพนายกอง แถมคุยฟุ้งว่าเคยสู้รบกับทหารพม่ามาก่อน ญาติพี่น้องที่มาร่วมพิธีฟังแล้วเป็นปลึ้มหน้าบานกันยกใหญ่

ฟังแล้วก็ดูตลกสิ้นดี คนไม่เคยเป็นเจ้า ดันอยากจะเป็นเจ้ากับเค้าบ้าง คนเก่าคนแก่ หรือนักประวัติศาสตร์ล้านนา ได้ยินแล้วขำเอิ๊กอ๊ากกันใหญ่ ว่าเจ้า ผีบ้า ผีบอ มูลขี้ มูลเมือง ตนนี้มันโผล่มาจากตำราประวัติศาสตร์ฉบับไหนกัน (วะ)

นี่ดีนะที่คนทรงผู้นั้นไม่ได้บอกว่า จอมพญามารร้ายหน้าเหลี่ยมคนนี้ ในอดีตชาตินั้นเป็นวงศาคณาญาติหรือเชื้อพระวงค์กับพระยามังราย (กษัตริย์ล้านนาในอดีต) ไม่เช่นนั้นกลุ่มเสื้อแดงอาจเอารูปพญามารหน้าเหลี่ยมมาตั้งบนหิ้งบูชา แล้วกราบไหว้กันทุกวันๆ พร้อมกับอธิษฐานว่า ขอให้รวยๆ ก็เป็นได้

แต่ว่าคนเรามัน ทำบาปมามาก ทำชั่วมาตลอดชีวิต ฟ้าจึงลิขิตให้เจ้ามูลเมือง (ขี้เมือง) ต้องซมซานหลบหนีไปซุกรูอยู่ต่างประเทศ ไม่ต่างกับหมาจนตรอก ก็ดีแล้วที่ยกโขยงไปกันทั้งโคตร อยู่เมืองไทยก็มีคนขับไล่ ไม่ต่างกับพวกเสนียดจัญไร

ไปแล้ว ไปลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี เป็นผีทุกคน... สรุปก็คือว่า คงปิ๊กบ้านไม่ได้ เพราะแผ่นดินไทยนี้มีอาธรรพ์ คนคิดชั่วต่อกษัตริย์ ต่อแผ่นดินเกิด ต้องมีอันเป็นไปด้วยกันทุกคน รวมทั้งคนในครอบครัวด้วย

อยู่ที่โน่นนะดีแล้ว แถวๆอัฟริกา หรือแถวๆเมืองแขกนั่นแหละ จะเป็นคนพิเศษของประเทศนั้นก็ปล่อยไปเถอะ อยู่ที่นั่นนานๆก็อาจฉลาดขึ้น และหายบ้าโฟนอินมาหาพวกสาวกเสื้อแดงทั้งหลายในบ้านเรา ให้กระดี้กระด้าเหมือนที่ผ่านๆมา

สุภาษิตที่ว่า คนโง่ ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนโง่ที่มีเงินมากกว่า สุภาษิตนี้ในบ้านเราถือว่ายังไช้ได้อยู่


เขียนเรื่องหลวงพระบางต่อดีกว่า เขียนเรื่องพวกมารมากเกินไปเดี๋ยวไม่จบเอาง่ายๆ

อยู่ที่วังเจ้ามหาชีวิตได้ราว 1 ชั่วโมงก็เที่ยวกันจนทั่ว แต่ได้เข้าชมเฉพาะอาคารที่เปิดให้ชมเพียงหลังเดียวเท่านั้น ความจริงแล้วในพื้นที่ของพระราชวังยังมีอาคารอื่นๆอีกหลายหลังที่ไม่ได้เปิดให้ชม จึงทำให้ใช้เวลาในสถานที่นี้ไม่มากนัก และภายในวังก็ห้ามบันทึกภาพ จึงได้แต่ถ่ายภาพพื้นที่โดยรอบ

ห้องสุดท้าย มีสิ่งน่าแปลกประหลาด ในห้องนี้มีภาพวาดขนาดใหญ่ของเจ้ามหาชีวิต เป็นภาพยืนเห็นพระองค์ทั้งตัว น่าแปลกตรงที่รองเท้าหนังที่พระองค์สวมใส่ จะหันปลายรองเท้าชี้มาทางเราเสมอ ยืนทางซ้ายปลายรองเท้าก็ชี้มาทางซ้าย ลองยืนทางขวา ปลายรองเท้าก็ชี้มาทางเรา แปลกที่เดียว

ไม่ต่างกับภาพวาด โมนาลีซา ที่สายตาจะหันมามองเราตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะยืนตรงมุมไหน เรื่องนี้น่าจะเป็นเทคนิคการวาดภาพของศิลปินชาติยุโรป

ออกจากพิพิธภัณฑ์แล้วก็เดินไปเที่ยววัดใหม่ที่อยู่ติดกัน จากนั้นก็ไปเที่ยววัดวิชุนราช ซึ่งเป็นวัดใหญ่วัดหนึ่ง และมีของเก่าแก่มากมาย โดยเฉพาะพระพุทธรูปไม้แกะสลัก ที่มีลีลาอ่อนช้อยสวยงาม ส่วนด้านหลังพระประธานก็มีไม้แกะสลักที่ชำรุดทรุดโทรม แต่ทั้งหมดล้วนเป็นของที่มีค่าทั้งสิ้น

หากเป็นเมืองไทยป่านนี้คงถูกขโมยไปไม่เหลือแน่

นี่ก็เป็นความรู้สึกนึกคิดของคนไทยทั่วไปที่มีโอกาสมาเที่ยววัดสำคัญๆในลาว ต่างติด ต่างพูดในทำนองเดียวกันนี้ทั้งนั้น สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า คนลาวกับคนไทย คิดไม่เหมือนกัน เพราะสังคมที่นี่ยังบริสุทธ์ ผู้คนไม่มีจิตใจคิดร้ายถึงขนาดจะขโมยของในวัด พระสงฆ์ลาว รวมทั้งคนลาวก็คิดว่าคงไม่มีใครกล้า เพราะจิตใจยังยึดมั่นต่อพุทธศาสนา

มาเที่ยวลาวก็ควรปล่อยวางจากความหวาดระแวงไปชั่วขณะ เพราะที่นี่ไม่ไช่เมืองไทย เรื่องขโมย เรื่องโจร เรื่องความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ต้องบอกว่าในหลวงพระบางแทบไม่มีข่าว อาจพูดได้ว่าไม่เคยเกิดเรื่องไม่ดีไม่งามแก่นักท่องเที่ยวก็เป็นได้ คนหลวงพระบางเองก็บอกว่าที่นี่ปลอดภัย

ค่ำมืดดึกดื่น จึงขี่จักรยานเที่ยวเล่นได้อย่างสบายใจ มาเที่ยวหลวงพระบางแล้วก็ไม่อยากกลับเมืองไทยเลยครับ

ตอนต่อไปจะพาไปชมวัดเชียงทอง ศิลปะล้ำค่าของลาวล้านช้างที่น่าสนใจมาก



เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
20 พฤษภาคม 2552

   
   
 

แผนที่ประเทศลาว คลิกที่ภาพ

เขตการปกครอง/ พื้นที่ คลิกที่ภาพ

 
แผนที่เมืองเวียงจันทน์ คลิกที่ภาพ

เรียนรู้ภาษาลาว อักษรลาว+ไทย พยัญชนะของลาว



 
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ