Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว      Home > Outbound Tour > Lao2 : Wangvieng_Road  
 HomeArticles : City Tour : EventsGallery : Outbound tour : Royal Photos : Today Talk : Photo Service : Guest : Free Wallpaper : About site : Misc. :
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
 
 
ทริป เวียงจันทน์-วังเวียง-หลวงพระบาง (บันทึกการเดินทางเมื่อเดือน กรกฏาคม 2551)
 
4 เส้นทางจากเวียงจันทน์ สู่ วังเวียง ฉายากุ้ยหลินของลาว

เราออกจากเวียงจันทน์ในช่วงบ่ายๆ จะบ่ายอ่อนหรือบ่ายแก่ก็จำไม่ได้แล้ว เพราะมาเที่ยวที่ไรแทบไม่ได้สนใจเวลาเอาเสียเลย มาลาวครั้งนี้ก็ได้แต่นั่งรถ กิน และ เที่ยว ยิ่งมาเที่ยวไกลๆก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจ นั่งรถไปก็เห็นแต่ภาพใหม่ๆไม่จำเจ

ตลอดทางที่นั่งอยู่บนรถตู้ จึงไม่รู้สึกง่วงหงาวหาวนอน เพราะภาพชนบทสองข้างทางที่แตกต่างจากบ้านเรา ทำให้ต้องเบิ่งตาอยู่ตลอดเวลา

คราวนี้แม้จะเป็นช่วงฤดูฝน ต้อนรับวันเข้าพรรษา ทั้งไทยและลาว ก็เจอฝนกันจนชุ่มฉ่ำพอกัน เรียกว่าเป็นฤกษ์ดีสำหรับชาวนาที่ได้เวลาออกไปทำงานตามท้องไร่ท้องนา เพราะนี่คือการเริ่มต้นของชีวิตของเกษตรกรในรอบปีนี้

ฝนตกในยามนี้จึงมีความหมายต่อชาวนามาก คนสมัยนี้ไม่ค่อยจะรู้ซึ้งถึงวิถีชีวิตของชาวนาที่ผูกพันธ์กับธรรมชาติ หากย้อนไปสองพันกว่าปีในสมัยพุทธกาล จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าท่านให้ความสำคัญกับวันเข้าพรรษาจึงกำหนดให้พระสงฆ์จำพรรษาอยู่ที่วัด เพื่อศึกษาตำรา เพราะถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านกำลังลงนาปลูกข้าว ์ไม่ควรไปรบกวนการประกอบอาชีพของชาวบ้านในช่วงนี้

คนในครอบครัว หรือทั้งหมู่บ้านก็ต้องลงนาทำงาน ปลูกกล้า ดำนา ทุกคนจึงมีภาระกิจ และหากไม่ทำในช่วงนี้แล้วก็ไม่สามารถทำนาได้ เพราะฤดูฝนมีเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้นเอง

3 เดือนนี้จึงมีความสำคัญต่อชาวนาและเกษตรกรมาก เป็นการลงทุนลงแรงเพื่อต่อยอดชีวิตของครอบครัวไปตลอดทั้งปี

คำว่า “ ลงแขก ” ในเมืองไทยน่าจะกลายเป็นอดีต ที่ปัจจุบันคงหาดูไม่ได้อีกแล้ว ความหมายก็คือเป็นการช่วยงานกันในระหว่างเพื่อนบ้าน หรือในหมู่บ้าน ตั้งแต่ปักกล้า ดำนา หรือเก็บเกี่ยว บ้านนี้ว่างก็จะไปช่วยบ้านโน้น เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน คำว่า ลงแขก ในเมืองไทยจึงเป็นแค่ชื่อ แต่ในเมืองลาวยังเห็นภาพแบบนี้อยู่

ชาวนาไทยทุกวันนี้ส่วนใหญ่จะตกอยู่ในสภาพเป็นผู้เช่าที่นาของคนอื่น ไม่มีที่นาเป็นของตนเอง หรืออาจมีแต่เป็นส่วนน้อย เพราะที่ส่วนใหญ่ขายไปหมดแล้ว ทำนาแต่ละปีก็ต้องว่าจ้างแรงงาน อาจเป็นแรงงานต่างชาติ จากพม่า หรือเขมร งานหนักๆก็จะจ้างรถไถนา จ้างรถเกี่ยวข้าว นอกจากนี้ก็ยังมีค่าใช้จ่ายจิปาถะ ตั้งแต่ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ฯลฯ

 
   
แผนที่ประเทศลาว     เขตการปกครอง/ พื้นที่    แผนที่เมืองเวียงจันทน  ประวัติศาสตร์ประเทศลาว  สงครามปราบกบฏในลาว


การทำนาของชาวนาไทยในแต่ละปีจึงต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก ต่างกับชาวนาลาว ทุกขั้นตอนแทบไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่ต่างกับชาวนาไทยเมื่อราว 40 ปีก่อน ที่ยังทำนาแบบดั่งเดิม ใช้แรงงานคน แรงงานควายแทนรถไถ ใช้ปุ๋ยคอกแทนปุ๋ยเคมี การดูแลโรคและแมลงก็ทำแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน

เห็นนาข้าวในประเทศลาวจึงรู้ว่าไร้สารพิษ ผลผลิตอาจไม่มากนักแต่ปลอดภัย และทานได้สนิทใจ

ระว่างนั่งรถจากเวียงจันทน์สู่วังเวียง เห็นท้องทุ่งที่กำลังปักดำอยู่เต็มสองข้างทาง จนอดที่จะคิดเรื่อยเปื่อย และเปรียบเทียบกับบ้านเราไม่ได้
ความเจริญของลาวในขณะนี้ยังห่างจากไทยมาก แต่วันข้างหน้า ก็คงต้องเดินตามประเทศไทยอย่างหลีกไม่พ้น เพราะปัญหาการขยายตัวของประชากร และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการลงทุนจากต่างชาติ คงจะแก้ปัญหาด้วยวิธีการเหมือนๆกัน เพียงแต่ไทยเจริญกว่าจึงเริ่มก่อน และเจอปัญหาก่อน ท้ายที่สุดชนบทของลาว ผืนนาที่เขียวขจี รวมทั้งภูเขา และ ธรรมชาติที่เห็นสวยๆงาม ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ต่างกับไทยที่กลายเป็นโรงงาน สนามกอล์ฟ รีสอร์ท หรือเป็นที่ดินว่างเปล่าที่ถูกซื้อไว้เก็งกำไร

มาเห็นภาพที่สวยๆงามในวันนี้แล้วก็บอกกับตัวเองว่า อีกไม่นาน ก็จะต้อง เปี้ยนไป๋

ถนนสายเวียงจันทน์ – วังเวียง หากใครได้มาเที่ยวก็จะพบกับสภาพชนบท ที่ต้องบอกว่าเป็นชนบทอย่างแท้จริง ถ้าเป็นสมัยก่อนก็ต้องใช้คำว่า ไกลปืนเที่ยง คืออยู่ไกลจนไม่ได้ยินเสียงปืนทียิงบอกเวลาเที่ยงวันจากใจกลางเมืองหลวง เป็นการบอกเวลาของคนสมัยก่อน

ระยะทาง 150 กม. ในบ้านเราถือว่าเรื่องเล็ก จิบจ้อย ขับรถเหยียบปืดเดียวก็ถึง แต่ที่ลาวนี้ไม่ไช่นะครับ ถนนคับแคบไม่ต่างกับถนนเชื่อมตำบลหมู่บ้านในเมืองไทย สองข้างทางก็เป็นหมู่บ้าน ป่าเขาและไร่นา ระหว่างทางก็เห็นสัตว์เลี้ยงข้ามถนนเป็นระยะๆ ทั้ง วัว ควาย เป็ด ไก่ และ แพะ ใครมาเที่ยวประเทศลาวก็จะรู้ดีว่าตามถนนหลวงจะเห็นสัตว์เลี้ยงเผ่นพ่านเป็นระยะๆ ไม่ต่างกับประเทศเวียดนาม

ข้อสำคัญคือห้ามชน หรือห้ามทับสัตว์เหล่านี้เด็ดขาด ไม่งั้นเป็นเรื่อง ไกลปืนเที่ยงแบบนี้อย่าเอากฏหมายมาอ้าง อย่าพูดว่าต้องชดใช้ค่าเสียหาย เพราะหากจะใช้ค่าเสียหายแล้วก็อาจพูดไม่ออก

เช่น ทับไก่ตาย 1 ตัว ขอ 3 พัน(บาท) จะจ่ายไม๊ ไม่จ่ายก็ออกจากที่นี่ไม่ได้ นี่ฟังๆมาจากคนขับรถตู้ที่พานักท่องเที่ยวผ่านเส้นนี้เป็นประจำ และรู้ดีว่า สัตว์เลี้ยงที่ซื้อขายตามตลาดราคาไม่กี่ตังค์ แต่ที่นี่แล้วแพงกว่าหลายเท่าตัว คนไทยว่าหัวหมอแล้วแต่ชาวเขาที่นี่หัวหมอกว่า เช่น ทับไก่ตาย 1 ตัว แกก็ บอกว่าเป็นแม่ไก่ พร้อมกับพาไปดูในเล้าว่ามีลูกเจี๊ยบอีกหลายสิบ ที่อนาคตต้องอดตายเพราะไม่มีแม่ไก่หาอาหารให้

เมื่อแม่ไก่ตายลูกเจี๊ยบก็อด ไม่มีไข่จากไก่ให้กิน หรือมีไข่ให้ขายในอนาคต นอกจากนี้ลูกไก่โตไม่เต็มที่ (เซ็ง..เครียด..เสียใจว่าแม่ตาย) ทำให้น้ำหนักไม่ดี ขายไม่ออก สรุปแล้วแม่ไก่ตายให้ชดไช้แค่ 3 พันบาท ถือว่าถูกมาก.. จ่ายมาซะดีๆ

นี่ขนาดทับไก่ตายแค่ 1 ตัว ก็เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตขนาดนี้ และหากทับควายตาย (คนลาวออกเสียงว่า ค้วย) คงจะยุ่งกว่านี้หลายเท่า...

ดังนั้นตลอดเส้นทางโชเฟอร์เราจะให้เกียรติสัตว์ประเภทต่างๆตามข้างทางกันอย่างสูงสุด เช่นเห็นฝูงวัวกำลังเดินข้ามถนนก็ต้องจอด บอกว่า ท่านรองฯ (อธิบดีกรมทางหลวง) กับคณะกำลังข้ามถนน หากเจอควายก็ต้องให้เกียรติกันอย่างเต็มที่ว่า “ ท่านอธิบดี กำลังเดินตรวจงาน..“

ใครมาเที่ยวลาว ก็อย่าได้งงกับศัพท์ใหม่ๆ ที่โชเฟอร์รถตู้จากเมืองไทยให้เกียรติกับสัตวเลี้ยงที่เพ่นพ่านตามท้องถนน เทียบเท่าระดับอธิบดีกรมทางหลวง และหากท่านอธิบดีกรมทางหลวงจากเมืองไทยไปเที่ยวลาวแล้วได้ยินคำนี้ ก็อย่าได้น้อยอกน้อยใจ เพราะเป็นการตั้งชื่อแบบสนุกๆเพื่อให้คนขับรถได้ ว. หรือวิทยุบอก หรือเตือนรถคันหลังที่กำลังขับตามมาเป็นขบวนให้ระวัง เช่น..

" เลยโค้งหน้าระวังท่านรอง 3 ท่าน อยู่ซ้ายมือ..ท่านหนึ่งกำลังโก้งโค้งปลดทุกข์.." หรือ

" ระวังท่านอธิบดีกำลังเล็มหญ้าอยู่ไหล่ทางขวามือข้างหน้า ก่อนถึงสะพาน.."

วันนี้ฝนตกตลอดทาง เป็นการต้อนรับฤดูเข้าพรรษาในวันแรก และตกแบบนี้มาตั้งแต่ออกจากจากกรุงเทพฯ เที่ยวลาวครั้งนี้จึงชุ่มฉ่ำ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นอุปสรรค หรือผิดหวังอะไรนัก เพราะป่าเขา ท้องไร่ ท้องนา ในยามนี้ เห็นแล้วก็รู้สึกสบายตา เขียวตลอดทาง ฝกตกบ้างแต่ก็ไม่หนักหนาถึงขนาดฟ้ารั่ว เรียกว่าสายฝนที่โปรยปราย เป็นการแต่งเติมสีสันให้เข้ากับบรรยากาศมากกว่า

ยิ่งผ่านไปบนภูเขาก็จะเห็นข้าวเบาเขียวขจี ดูคล้ายข้าวกล้าที่สูงขนาดศอก ในเมืองไทยคงน้อยคนนักที่จะรู้จัก หรือเห็นข้าวพันธ์นี้ แต่ในลาวเห็นดาษดื่น บางแห่งก็ปลูกกันทั้งเขา จะสูงจะชันแค่ไหนก็ไม่หวั่น เพราะข้าวเบาขึ้นได้หมด

ข้าวเบาจะเรียกว่าข้าวเทวดาก็ได้ เพราะชาวบ้านปลูกแล้วก็ให้เทวดาดูแลต่อ

การปลูกข้าวเบาเริ่มจากถางที่ให้โล่ง พอฝนลงในช่วงต้นฤดูฝนก็นำเมล็ดไปหยอดในหลุม เช่นเดียวกับการปลูกถั่วปลูกงา จากนั้นก็ปล่อยทิ้งไว้ อาจสร้างรั้วแบบง่ายๆ กันวัวควายมาเล็มกินยอด ระหว่างนั้นก็ไม่ต้องมาดูแลอะไรมากนัก น้ำก็ไม่ต้องรด ปุ๋ยก็ไม่ต้องใส่ แต่ต้นข้าวก็โตวันโตคืน เพราะอาศัยน้ำฝน พอข้าวเหลือง สุก หรือได้ที่แล้วก็ได้เวลาเกี่ยว และนวดจนเป็นข้าวเปลือก จากนั้นก็นำไปเก็บในยุ้งฉางต่อไป เวลาจะกินก็ใช้ครกที่มีสากยาวๆตำ หรืออาจใช้ครกกระเดื่อง ครกกระเดื่องอาจรู้จักกันน้อย ก็คือครกที่ใช้เท้าเหยียบตามทีเคยเห็นในหมู่บ้านชาวเขาทางภาคเหนือของไทย

จากเวียงจันทน์สู่วังเวียง เป็นเส้นทางธรรมชาติที่น่าสนใจสำหรับผู้ชื่นชอบการเดินทางแบบนี้ และไม่ว่าจังหวัด หรือแขวงใดในประเทศลาว ก็จะเห็นในสภาพที่ไม่แตกต่างกัน

วังเวียงได้ชื่อว่าเป็นเมืองตากอากาศที่ดีที่สุดของประเทศลาว ภูมิประเทศล้อมรอบด้วยภูเขา ทิวทัศน์สวยงาม มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี มีลำน้ำซองไหลผ่าน ผู้คนมีอัธยาศัยดี และปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว เรียกว่าเป็นสวรรค์สำหรับผู้ชื่นชอบธรรมชาติและต้องการความสงบ

ตอนนี้พึ่งมาถึง ก็ต้องขอตัวเข้าที่พักก่อนนะครับ ที่พักของเราเป็นตึกหลังใหญ่แค่ 2 ชั้นมีห้องพักไม่เกิน 20 ห้อง อาจเรียกว่า Mini Hotel ก็ได้ แต่เป็นห้องแอร์ ส่วนค่าห้องไม่ทราบว่าเท่าใด เพราะงานนี้ผมไม่ได้จ่ายเงิน ดูๆสภาพแล้วน่าจะประมาณ 350 – 450 บาท ถือว่าราคาไม่ถูกสำหรับเมืองเล็กๆแบบนี้ แต่ต้องบอกก่อนว่า ที่วังเวียงนี้มีต่างชาติจองที่พักกันข้ามปี เรียกว่าเต็มตลอด น่าอิจฉาไม๊ครับ ต่างกับบ้านเราทีมีคำว่า High Season และ Low Season หรือฤดูมาเที่ยวมากและเที่ยวน้อย แต่ที่นี้ชาวบ้านเค้าไม่รู้จักคำว่า High หรือ Low มีแต่คำว่า Full All Season ครับ

วังเวียง ใครมาที่นี่แล้วก็มักจะพูดบอกต่อๆกันว่า เจ้าชายจากเดนมาร์ค เคยเสด็จมาประทับเป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งก็คงไม่นานนี้ เป็นการเสด็จไปที่หลวงพระบาง และ วังเวียงในคราวเดียวกัน เรื่องนี้อาจไม่ไช่จุดขายสำหรับนักท่องเที่ยวชาติตะวันตกนัก แต่ลึกๆแล้วชาวลาวที่นี่ก็รู้สึกภาคภูมิใจกับการเสด็จของบุคคลระดับสูง

เสน่ห์ของวังเวียงคงมีอยู่ในตัวไม่มากก็น้อย แต่วันนี้ขอไปพักผ่อนก่อนนะครับ ก่อนนอนก็ขออนุญาตนึกถึงใบหน้าของสาวลาวรุ่นกระเตาะในภาพสุดท้าย ใครอยากเห็นหน้าก็ คลิก ดูเองก็แล้วกัน

วังเวียงยังไม่จบ คราวต่อไปจะเปิดโฉมว่า เป็นเมืองกุ้ยหลินของลาวสมชื่อหรือไม่

 

เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
6 มกราคม 2552




   
     
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ