Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว      Home > Outbound Tour > Lao2 : Wangvieng_Town  
 HomeArticles : City Tour : EventsGallery : Outbound tour : Royal Photos : Today Talk : Photo Service : Guest : Free Wallpaper : About site : Misc. :
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
 
 
 
ทริป เวียงจันทน์-วังเวียง-หลวงพระบาง (บันทึกการเดินทางเมื่อเดือน กรกฏาคม 2551)
 
5 วังเวียง (
กุ้ยหลินของลาว) เมืองตากอากาศที่ขึ้นชื่อของลาว

เย็นนี้มาถึงวังเวียงท่ามกลางสายฝน จากเวียงจันทน์ถึงวังเวียงมีระยะทางประมาณ 156 กิโลเมตร ระยะทางดูเหมือนไม่ไกลนัก แต่ภูมิประเทศที่เป็นเขา เส้นทางก็เป็นถนนสายเล็กๆตามมาตรฐานของลาว รวมทั้งมีฝนตลอดทาง ทำให้ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่ก็ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับการเดินทางในเส้นทางนี้ รวมเวลาเดินทางน่าจะราว 4 ชั่วโมง

เมื่อรถมาถึงหน้าตึกเฮือนที่พัก ก็ได้รับการต้อนรับอย่างหนักจากฟากฟ้า ฝนเทลงมาจนต้องรีบวิ่ง ตกแบบนี้น่าจะเรียกว่าแกล้งกันมากกว่า

หลังขนกระเป๋าขึ้นเฮือนชั้นบน ก็ออกไปไหนไม่ได้ ต้องรอจนกระทั่งฝนซาลงบ้าง จากนั้นก็ออกไปเรียกสามล้อเครื่อง หรือสกายแลป ให้ขับพาชมเมือง ฝนตกบ้างแต่ก็ต้องออกลุย

มาเที่ยวในช่วงเข้าพรรษาหรือหน้าฝนก็เป็นแบบนี้แหละครับ ได้อย่าง เสียอย่าง ที่ได้ก็เห็นจะเป็นเรื่องทิวทัศน์สองข้างทางที่ดูสวยงาม นาข้าวเขียวขจี รวมทั้งบรรยากาศของหมอกฝนที่ไม่ต่างกับหมอกในฤดูหนาว

สามล้อขับพาไปได้ราว 1-2 กิโลเมตรถึงตัวเมืองวังเวียง ยังคิดอยู่ว่าหากไม่มีฝนก็คงต้องเดินแทนการนั่งรถ บรรยากาศแบบนี้ เหมาะสำหรับเดินเล่น หรือขี่จักรยานมากกว่า ผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่ก็ใช้จักรยานด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ขี่กันไปคุยกันไปอย่างสนุกสนาน

บางคนอาจสงสัยว่าเด็กตัวขนาดนี้ไม่กลัวโดนรถชนหรือ หากคิดกันแบบนี้ก็แสดงว่าคิดมากไปหน่อย และกลัวจนเกินเหตุ เด็กที่นี่เค้าเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้เอง อีกอย่างหนึ่งรถราบนถนนก็น้อย ขี่จักรยานกันทุกวันจนเป็นวิถีชีวิต ทำไห้มีจิตใจที่แข็งแกร่ง ไม่เป็นคนขี้กลัว

วังเวียง มองไปทางไหนก็เห็นภูเขาสลับซับซ้อน และเหมือนว่าภูเขาที่เห็นนี้อยู่ใกล้ตัวเมืองมาก เขาบางลูกมีเมฆลอยต่ำ ไม่ต่างกับบรรยากาศในยามเช้า ทั้งที่เป็นเวลาราวห้าโมงเย็น

ระหว่างนั่งรถสามล้อเครื่องเข้าไปเมือง เม็ดฝนก็กระแทกหน้า เปาะ แปะ เพราะดันไปนั่งข้างๆคนขับที่ไม่มีที่บังฝน คิดว่าฝนขนาดนี้ไม่น่ามีปัญหา แต่ก็เล่นเอาหน้าชา เหตุผลก็คือจะได้ถ่ายภาพได้ถนัดหน่อย

 
   
แผนที่ประเทศลาว     เขตการปกครอง/ พื้นที่    แผนที่เมืองเวียงจันทน  ประวัติศาสตร์ประเทศลาว  สงครามปราบกบฏในลาว



เที่ยววังเวียงครั้งนี้ฤกษ์ไม่ค่อยดี มีฝนตก จึงไม่ค่อยเห็นผู้เห็นคนเท่าใดนัก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เก็บตัวอยู่ตามที่พัก แต่พอใกล้ค่ำจึงพอได้เห็นกันบ้าง สอบถามคนที่นี่ก็ได้คำตอบว่า นักท่องเที่ยวจะกระจายอยู่ตามเกสต์เฮ้าส์ต่างๆ ส่วนใหญ่มาพักทางแถบริมฝั่งแม่น้ำซอง (Song River) เพราะบรรยากาศจะเป็นธรรมชาติมากกว่า

ลาวเป็นประเทศที่มีธรรมชาติ และทิวทัศน์สวยงาม และต้องบอกตรงๆว่า สวยกว่าบ้านเรา โดยเฉพาะเส้นทางจากวังเวียงสู่หลวงพระบาง และเส้นทางสู่ทุ่งไหหิน เมืองโพนสะหวัน หรือทุ่งหญ้าสะวันนาของลาว ทั้งสองแห่งนี้อยู่ทางตอนเหนือของลาว เป็นเส้นทางที่มีทิวทัศน์สวยงามมาก โดยเฉพาะจากวังเวียงสู่หลวงพระบาง ที่สร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวเป็นอันมาก จนฝรั่งชาติตะวันตกถึงกับขนานนามว่า เป็นเส้นทางธรรมชาติที่สวยที่สุดในอินโดจีน จะสวยแค่ไหนต้องรอในตอนไปครับ..

สำหรับวังเวียง ฉายากุ้ยหลินของลาว ฉายานี้ใครเป็นคนตั้งก็ลืมถาม แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นพวกฝรั่ง เพราะตัวอย่างเช่นน้ำตกคอนพะเพ็ง ก็ให้ฉายาว่าเป็น ไนแองการาแห่งเอเชีย ความใหญ่โต และความอลังการ ของน้ำตกคอนพะเพ็งเป็นที่เลื่องลือ และเป็นที่ยอมรับว่าไม่เหมือนที่ใดในเอเชีย โดยเฉพาะปริมาณน้ำที่ไหลตกลงมามีปริมาณมากมายมหาศาล ทั้งสวยงาม และผสมผสานกับความน่ากลัว ที่ส่งเสียงอึกทึก กระแทกเข้าใส่แกาะแก่งแง่งหินอย่างบ้าคลั่ง ใครตกลงไปต้องบอกได้คำเดียวว่า ไม่รอด


วังเวียง กุ้ยหลินลาว

หากใครเคยไปเที่ยวเมืองกุ้ยหลินที่เมืองจีน และได้มาเห็นวังเวียงหรือในชื่อกุ้ยหลินของลาว อาจบอกว่าสภาพภูเขาดูคล้ายๆกัน แต่กุ้ยหลินที่เมืองจีน มีพื้นที่กว้างขวางกว่ามาก ภูเขาที่นั่นมีแต่ยอดแหลมๆ เหมือนหินแหลมที่งอกขึ้นมาจากดิน เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ที่ไม่เคยเห็นในที่ใดมาก่อน

คนจีนบอกว่า กุ้ยหลิน เปรียบดั่งแดนสวรรค์ โดยเฉพาะจิตรกรชาวจีนมักจะหลงใหลกับภูเขาที่สลับซับซ้อน และหมู่บ้านในชนบท จนถ่ายทอดออกมาเป็นภาพวาดสวยๆงามๆอย่างมากมาย

กุ้ยหลินลาว และกุ้ยหลินจีน มีความเหมือนในหลายๆด้าน สิ่งแรกก็คือเป็นเมืองตากอากาศที่มีฃื่อเสียงด้วยกันทั้งคู่ กุ้ยหลินในเมืองจีนตั้งอยู่ทางตอนใต้ มีอากาศเย็นสบาย (แต่อาจหนาวสำหรับคนไทย) ชาวจีนที่มีฐานะดีจากเมืองอื่นๆมาสร้างบ้านตากอากาศ หรือซื้อคอนโดไว้พักผ่อน เพื่อเป็นบ้านหลังที่สองกันมาก ขณะนี้(2552) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กุ้ยหลินเติบโตมาก บ้านและคอนโดราคาแพงๆ ผุดขึ้นมามากมาย

สำหรับกุ้ยหลินลาว เป็นเมืองที่อยู่ทางตอนเหนือ ตั้งอยู่ในทำเลที่มีภูเขาสูงล้อมรอบ ทำให้มีอากาศเย็นสบายตลอดปี เรียกว่าเป็นเมืองตากอากาศ ที่ดีที่สุดของลาว นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมมาดึ่มด่ำกับธรรมชาติ และใช้ชีวิตอยู่กับเมืองเล็กๆ ที่มีแต่ความสงบ

ทั้งกุ้ยหลินเมืองจีน และกุ้ยหลินลาว เป็นเมืองท่องเที่ยว และเป็นเมืองน่าอยู่ทั้งคู่

คนจีนใฝ่ฝัน และอยากมาใช้ชีวิตในบั้นปลายที่กุ้ยหลิน เนื่องจากเป็นเมืองสงบ และอากาศดีมาก เหมาะสำหรับการรักษาสุขภาพให้ยืนนาน บางคนถึงกับบอกว่า หากเลือกได้ก็อยากมาตายที่เมืองกุ้ยหลิน เพราะที่นี่คือแดนสวรรค์

จริงหรือไม่ ก็ต้องไปพิสูจน์กันเอาเอง หากไม่มีโอกาสได้ไปก็ติดตามได้จากโฟโต้ออนทัวร์ เรามีภาพสวยๆงามๆเป็นพะเรอเกวียน แต่อาจจะช้าหน่อย เพราะยังมีคิวอีกเพียบที่ยังไม่ได้พาไปเที่ยว



วังเวียง-กุ้ยหลินลาว ชาวลาวอาจไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายนัก เพราะสภาพธรรมชาติ ป่าไม้ ภูเขา ก็มีให้เห็นทั่วทั้งประเทศ อากาศก็บริสุทธิ์ นักท่องเที่ยวต่างชาติต่างติดอกติดใจ แต่น่าแปลกที่การลงทุนในด้านต่างๆเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เท่าที่เห็นก็ไม่ได้หวือหวาเท่าใดนัก ส่วนใหญ่จะเป็นคนท้องถิ่นหรือคนลาวต่างถิ่นที่มาลงทุน และไม่ได้มีอะไรใหญ่โตเป็นพิเศษ ตึกอาคารมีแค่ 2 ชั้นเป็นส่วนใหญ่ ส่วนอาคาร 3 ชั้น ก็มีโรงแรมนอกเมืองอยู่เพียงแห่งเดียว และเจ้าของเป็นสาวชาวลาวเชื้อสายเวียดนาม หน้าตาสระสวย แบบลูกครึ่งลาว-เวียดนาม

ใครมาเห็นวังเวียง ก็พอจะมองอนาคตได้ว่ามีโอกาสทางธุรกิจค่อนข้างมาก ไม่ต่างกับเมืองปาย ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่ปายกับวังเวียงมีสิ่งที่เหมือนคือเป็นเมืองท่องเที่ยว และมีเสน่ห์สำหรับชาวต่างชาติ แต่มีความต่างอยู่ตรงที่ ปายในปัจจุบันมีนักลงทุน ไปลงทุนทำรีสอร์ท โรงแรม รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆกันมาก ทุกวันนี้ก็แทบไม่เหลือจิตวิญญาณ หรือความดั่งเดิมที่เคยประทับใจในอดีต อาจเรียกว่าเป็นกระแสความนิยมที่ห้ามกันไม่ได้ ความเสื่อมก็ต้องมีขึ้นเป็นธรรมดา ก็คงไม่ได้ว่าหรือตำหนิอะไร เพียงแต่จะบอกว่า ผิดกับวังเวียง ที่ยังรักษาความมีเสน่ห์มาได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน

บางคนบอกว่า วังเวียง เปรียบเสมือน อ.ปาย แต่ถ้าได้มาเห็นแล้วอาจบอกว่าไม่ไช่ เพราะวังเวียงมีอะไรดีๆที่มากกว่าปาย

หาก ปาย และ วังเวียง เป็นสาวสวยที่รวยเสน่ห์ประจำท้องถิ่นแล้ว ปายก็อาจดูไม่ต่างกับสาวที่ถูกรุมโทรมจากคนต่างถิ่นคนแล้วคนเล่า ส่วนวังเวียง อาจเรียกว่ายังเป็นสาวพราวเสน่ห์ ที่ยังไม่ได้ถูกรุมโทรมเหมือนกับที่เมืองปาย

การเติบโตของวังเวียง สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการความเจริญทางวัตถุมากนัก แต่ต้องการให้มีบรรยากาศแบบเดิมๆ เน้นความเป็นธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในวังเวียง สภาพชนบทแบบนี้เรียกว่าเป็นทรัพย์สินที่มีค่า แต่ในบ้านเรามักคิดสวนกระแส โดยเข้าใจว่าต่างชาติชอบความเจริญความสะดวกสบาย และมุ่งพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยอิงวัตถุ ไม่ต่างกับการพัฒนาเมือง ซึ่งการพัฒนาในแนวนี้ หนีไม่พ้นที่จะไปกระทบ และทำลายวิถีดั่งเดิม ที่ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่ายิ่ง

นักท่องเที่ยวต่างชาติ ต่างมุ่งสู่แหล่งท่องเที่ยวที่เรียกว่าอดีต วิถีเดิมๆ ความเก่า ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ แต่การท่องเที่ยวในบ้านเรา โดยเฉพาะคนในพื้นที่ มุ่งแต่จะนำสิ่งที่มีคุณค่าของท้องถิ่นมาขายโดยไม่รู้จักคุณค่า พอหมดเทศกาล คนไม่นิยม หรือขายไม่ออก ก็บ้านใครบ้านมัน ตัวอย่างก็มีให้ดูมากมาย เช่น หิงห้อยที่อัมพวา เมื่อราว 2 ปี ก่อน ก็สร้างกระแสจนคนแห่ไปเที่ยวเพื่อดูหิงห้อยที่ส่องแสงสีเขียวๆกระพริบๆ ตามต้นลำภูในยามค่ำคืน

ทุกวันนี้ชาวสวนริมคลอง ที่มีต้นต้นลำภูขึ้นอยู่ในสวนของตนเอง รู้สึกไม่พอใจที่มีเรือหางยาวพานักท่องเที่ยวเข้ามาดูหิงห้อย และเสียงเรือดังรบกวน

จากเรือพายที่เคยใช้กันตอนแรกๆ ก็เปลี่ยนเป็นเรืองหางยาวซึ่งทำเงินได้มากกว่า ก่อให้เกิดเสียงดัง กระทบต่อหิงห้อย และรบกวนชาวบ้าน เป็นการทำลายความสงบที่มีอยู่เดิม ชาวสวนบางคนจึงต้องตัดกิ่งหรือทอนต้นลำภูลง เพื่อไม่ให้หิงห้อยมาอาศัย กลางคืนจะได้ไม่หนวกหูเสียงเครื่องเรือ ถามชาวบ้านว่าแล้วทำไมท้องที่จึงไม่แก้ไข ก็ได้รับคำตอบว่า

" พวกเจ้าของเรือ และพวกทีมีส่วนได้กับการท่องเที่ยว เป็นญาติพี่น้องหรือคนใกล้ชิดกับ อบต. ที่ดูแลสถานที่นี้ทั้งนั้น "

เรื่องทำนองนี้ในบ้านเรามีเยอะ อาจเรียกว่าเป็นการท่องเที่ยวที่ไม่ยั่งยืน มันเป็นกระแส เป็นแฟชั่นแค่ขั่วครั้งชั่วคราว ไม่นานก็อาจเสื่อม ไม่มีคนนิยม แล้วทุกอย่างก็กลับไปสู่สภาพเดิม

เมื่อไม่มีต้นลำภู อนาคตก็ไม่มีหิงห้อย ชาวบ้านหลายคนบ่นว่า อยากกลับไปสู่สภาพดั่งเดิมที่ไม่มีนักท่องเที่ยว ชีวิตมีความสุขกว่านี้เยอะ

การท่องเที่ยวในบ้านเราลักษณะที่เป็นแฟชั้นแบบนี้ยังมีอีกหลายแห่ง ท้ายที่สุดจะมีอนาคตแบบเดียวกับสินค้าโอท็อปหรือเปล่า อนาคตจะเป็นผู้ตัดสิน แต่ ณ วันนี้ก็ปิดฉากไปแล้วเป็นจำนวนมาก คำว่า โอท้อป กลายเป็นฝันร้ายของชาวบ้านในหลายๆแห่ง มันเป็นกระแสที่ไม่ยั่งยืน และแท้จริงแล้ว มันเป็นเงินหาเสียงของนักการเมืองดีๆนี่เอง ไม่เชื่อก็ลองโทรไปถามอดีตนายกฯหน้าเหลี่ยม ที่หลบหนีคดีไปอยู่ฮ่องกงว่าจริงหรือไม่...

แหม..ตอนนั้นชาวบ้านฟังแล้วหูผึ่ง ที่นายใหญ่หน้าเหลี่ยมบอกว่า จะให้ห้างเทสโก้โลตัสนำสินค้าชาวบ้านหรือสินค้าโอท๊อปไปวางขายตามห้างโลตัสที่มีอยู่ทั่วโลก นายห้างเทสโก้โลตัสจากเมืองผู้ดีอังกฤษ ได้ยินแล้วก็คงรู้ว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน  ทุกวันนี้ก็คงขำกลิ้งยิ่งกว่าเห็นลิงกับหมา ที่รัฐบาลอังกฤษ เพิกถอนวีซ่า (ไม่สามารถเข้าประเทศอังกฤษได้) ของนายท่าน และนายหญิง แถมยังอายัดเงินในบัญชีธนาคาร และเงินลงทุนต่างในประเทศอังกฤษ รวมๆแล้วเป็นเงินถึง 4,200 ล้านดอลล่าร์ หรือประมาณ 140,000 ล้านบาท สาเหตุเพราะสงสัยแหล่งที่มาของเงิน ซึ่งมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ นี่ยังไม่นับเงินในบัญชีแบงค์ไทยที่ คตส.สังอายัดไว้อีก 76,000 ล้านบาท รวมแล้วทั้งไทยและอังกฤษอายัดไว้คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 216,000 ล้านบาท (ล้านบาทนะครับ.. ย้ำอีกที..และอย่าต๊กใจ๋ )

ตำรวจอังกฤษนี่เก่งนะ แค่สงสัยว่าทำไมนายใหญ่จึงมีเงินลงทุนมากมายในประเทศอังกฤษ ก็ให้ตำรวจตรวจสอบในทางลับ สอบปุ๊บก็อายัดปั้บ เรียกว่าทันควัน จากนั้นไม่นานก็ลงดาบอาญาสิทธ์ สั่งเพิกถอนวีซ่า ทั้งของนายใหญ่ และนายหญิง จนเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก เรียกว่าไม่ไว้หน้า(ทั้งหน้าเหลี่ยมและหน้ามน) นี่ถ้าประเทศไทยทำได้แบบนี้ก็จะดีไม่น้อย เราคงจะได้คนดีๆมาบริหารบ้านเมือง และป้องกันคนชั่วเข้ามาปกครองประเทศเหมือนที่ผ่านๆมา

เขียนถึงตรงนี้ก็ทำให้นึกถึงคำพูดของ นายแพทย์ ประเวศ วสี กล่าวไว้ในงานเสวนา เรื่องธรรมาภิบาล เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2549 ว่าการเมืองไทยเปลี่ยนจาก ‘ โคตรโกง ’ เป็น “ โกงทั้งโคตร!! ” จะโคตรไหนก็อย่ามาถามเพราะโคตรนี้รู้จักกันทั้งประเทศ ขนาดคนเขมรยังรู้จักเล้ย.. ไม่เชื่อถามนายฮุนเส้นดูก็ได้

เรื่องการเมือง เรื่องต่างประเทศ พูดไปก็เครียด (จนแต่ไม่กินเหล้า) ไปเที่ยววังเวัยงกันต่อดีกว่า

นักท่องเที่ยวคนไทยส่วนใหญ่อาศัยวังเวียงเป็นเพียงจุดแวะพัก หรือทางผ่านเพื่อเดินทางต่อไปยังหลวงพระบาง (เมืองหลวงเก่า) บริษัททัวร์จะมีโปรแกรมการเดินทางที่ไม่ต่างกันนัก เพราะการเดินทางสู่หลวงพระบาง ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นกันที่ด่านหนองคายในเวลาเช้า แวะเที่ยวเวียงจันทน์ (เมืองหลวง) ครึ่งวันจากนั้นก็เดินทางมาพักวังเวียง 1 คืน รุ่งเช้าจึงเดินทางต่อไปยังหลวงพระบาง

เสน่ห์ของวังเวียง เท่าทีมีโอกาสสัมผัสและสอบถาม คำตอบน่าจะเป็นสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ แม่น้ำ ภูเขา วิถีชนบท นาข้าว และเป็นเมืองสงบปลอดภัย ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นเสน่ห์ที่อยู่ในใจของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเสน่ห์ของแม่น้ำซอง ที่มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาที่อยู่ไม่ไกลนัก ที่เป็นทั้งสายน้ำบริสุทธิ์ และเป็นสายน้ำแห่งชีวิตของชาวลาวที่อาศัยอยู่ตามลุ่มแม่น้ำซอง

แม่น้ำซอง หรือ Song River เพียงแค่ชื่อก็ดูจะมีเสน่ห์สำหรับฝรั่งต่างชาติ ที่มีความหมายว่า แม่น้ำแห่งเสียงเพลง

ภาพวังเวียงในชุดนี้อาจสะท้อนภาพได้ไม่เต็มที่นัก อันเนื่องมาจากฝนตก แต่ในทางตรงกันข้ามอาจถือว่าโชคดีที่มีโอกาสเห็นบรรยากาศในอีกรูปแบบหนึ่ง

วังเวียงน่าเที่ยวไม๊..

ถ้าชอบสภาพชนบทที่เรียบง่าย ไร้การปรุงแต่ง และชอบความสวยงามตามธรรมชาติ หากเป็นคนแบบนี้ก็คงไม่ผิดหวัง ในทางตรงข้าม หากเป็นมนุษย์เจ้าปัญหา กินยาก อยู่ยาก ประเภทหลังนี้อาจไม่ค่อยชอบเท่าใดนัก หรือบางคนมาเที่ยวลาวแล้วก็บอกว่าไม่เห็นมีอะไรเลย ไม่ค่อยเจริญ ก็แนะนำว่าควรไปเที่ยวที่อื่นน่าจะดีกว่า มาที่นี่แล้วผิดหวังเปล่าๆ

ลาว ไม่ไช่มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ ที่มีแต่ความเจริญและสิ่งทันสมัย ซึ่งสามารถสร้างได้ด้วยน้ำมือมนุษย์ รวมทั้งมีงบประมาณพอ แต่ลาวมีธรรมชาติที่ยังคงอยู่และสั่งสมมาเป็นเวลานาน ที่สำคัญไม่สามารถประเมินค่าได้ และไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้เช่นกัน


ตอนต่อไปจะพาลุยเส้นทางสู่หลวงพระบาง ...มีทั้ง โหด มันส์ และเสียว ครับท่าน




เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
16 มกราคม 2551








   
     
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ