Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว    Home > Outbound Tour > Lao2 > Wat Chiang Thong  
 HomeArticles : City Tour : EventsGallery : Outbound tour : Royal Photos : Today Talk : Photo Service : Guest : Free Wallpaper : About site : Misc. :
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
 
 
ทริป เวียงจันทน์-วังเวียง-หลวงพระบาง (บันทึกการเดินทางเมื่อเดือน กรกฏาคม 2551)
 


หลวงพระบางตอนที่ 14
เที่ยววัดเชียงทอง วัดแสนสุข

แหล่งท่องเที่ยวสำคัญในตัวเมืองหลวงพระบาง ที่อยู่ในใจนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ คงหนีไม่พ้นวัดเชียงทอง วัดที่สวยงามและมีความสำคัญที่สุดของเมืองหลวงพระบาง

หลายคนคงเคยเห็นภาพวัดเชียงทองในที่ต่างๆมาแล้วมากมาย ทั้งหนังสือการท่องเที่ยว นิตยสารสารคดีชั้นนำในต่างประเทศ บรัวชัวร์หรือแผ่นพับ เว็บไชต์ หรือในธนบัตรของลาว (ฉบับละ 20,000 กีบ) ทั้งหมดนี้หากพูดถึงเรื่องหลวงพระบางแล้ว จะต้องกล่าวถึงวัดเชียงทองอยู่ด้วยเสมอ

วัดเชียงทองประทับใจนักท่องเที่ยวนับแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในเขตวัด ด้วยรูปทรงทางสถาปัตย์กรรมแบบลาวแท้ หรือศิลปะแบบล้านช้างที่มีความสมบูรณ์แบบ

บางคนอาจเคยเห็นวัดเก่าแก่ทางภาคเหนือที่เป็นศิลปะแบบล้านนา แต่เมื่อมาเห็นวัดเชียงทองแล้วต้องบอกว่าศิลปะแบบลาวมีความอ่อนช้อย ต่างกับศิลปะล้านนาที่คล้ายผสมผสานกับศิลปะไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือบางแห่งก็ดูคล้ายศิลปะพม่า

ภายในเขตวัดเชียงทองมีพื้นที่ไม่กว้างขวางนัก พระอุโบสถวัดเชียงทอง (สิม) ก็มีขนาดไม่ใหญ่โตเช่นกัน อาจเป็นเพราะลาวล้านช้างในสมัยก่อนมีพลเมืองไม่มากนัก การสร้างโบสถ์วิหารจึงไม่เน้นความใหญ่โต

สิ่งปลูกสร้างภายในวัดเชียงทองก็ดูกะทัดรัด คนไทยมาเห็นอาจแปลกใจว่าคล้ายเป็นวัดหลังเล็กๆ หรือสร้างย่อส่วนแบบสมถะ

คำว่า สิม ในภาษาลาว หมายถึงโบสถ์ หรือพระอุโบสถ มาจากคำว่า สีมา ที่หมายถึง เขตหรือแดนสำหรับใช้ทำสังฆกรรมของพระสงฆ์ โดยมีลูกนิมิต(หินลูกกลม) จำนวน 9 ลูก ฝังไว้เป็นเขตในการทำสังฆกรรม เช่นการทำพิธีอุปสมบท เช่นเดียวกับทางภาคอีสานเราที่เรียกโบสถ์ ว่า สิม เช่นกัน

สิมของวัดเชียงทองเปรียบกันว่า “ ดั่งอัญมณีของสถาปัตยกรรมแบบลาว “ มีลีลาอ่อนช้อยสวยงาม ชวนให้หลงใหล

 
   
แผนที่ประเทศลาว     เขตการปกครอง/ พื้นที่    แผนที่เมืองเวียงจันทน  ประวัติศาสตร์ประเทศลาว  สงครามปราบกบฏในลาว  เรียนรู้ภาษาลาว
 



ภาพลีลาอ่อนช้อยของ สิม ในวัดเชียงทอง กลายเป็นสัญลักษณ์ที่แพร่หลายกันมาก จนเกือบเรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ของศิลปะลาวไปแล้ว



กำเนิดชนชาติลาว

ลาวในยุคแรกเริ่ม หรือชนชาติลาว มาจากอาณาจักรน่านเจ้า กลุ่มชาติพันธ์อันเก่าแก่ชาติหนึ่งในดินแดนของจีนในอดีต เมื่อกษัตริย์กุบไล่ข่านจากชนชาติมองโกล ที่อาศัยทางตอนเหนือของดินแดนจีนในอดีตเข้ามารุกราน จึงต้องถอยร่นและอพยพลงมาเรื่อยๆ คนลาวที่มาตั้งรกรากและสร้างอาณาจักรล้านช้าง จึงถือว่าเป็นชาติพันธ์เดียวกับชนชาติอาณาจักรสุโขทัย และอาณาจักรล้านนา

วัดเชียงทอง ตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำคาน ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นประตูเมืองหลวงพระบาง ในอดีตใช้เป็นท่าเทียบเรือ สำหรับการเสด็จประพาสทางชลมารค ของกษัตริย์หลวงพระบาง โดยเฉพาะในสมัยเจ้ามหาชีวิต ศรีสว่างวงศ์ และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์สองพระองค์สุดท้ายของราชอาณาจักรลาว หรือสมัยที่ตกอยู่ในอาณานิคมของฝรั่งเศส

วัดเชียงทองสร้างใน พ.ศ.2102 โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรล้านช้าง ก่อนจะย้ายเมืองหลวงไปยังเมืองเวียงจันท์ เมื่อ พ.ศ. 2107


หลวงพระบาง หากเปรียบเทียบกับไทยก็คล้ายกับกรุงศรีอยุธยา เป็นเมืองหลวงเก่าของลาว ก่อนที่จะย้ายราชธานีมาตั้งอยู่ที่กรุงเวียงจันทน์ ในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชอาณาจักรลาว เมื่อ พ.ศ.2107 เพื่อป้องกันการรุกรานจากพม่า


สิ่งปลูกสร้างที่สำคัญภายในวัดเชียงทอง
(ข้อมูล จาก หนังสือ วัดในหลวงพระบาง โดย วรสัญจ์ บุณยสุรัตน )

1. สิม (โบสถ์) แบบหลวงพระบาง

โดดเด่นด้วยหลังคาพระอุโบสถ์ที่แอ่นโค้งซ้อนกันอยู่ 3 ชั้น ลดหลั่นเกือยจรดฐาน จนแลดูค่อนข้างเตี้ย ส่วนกลางของหลังคามีเครื่องยอดสีทองชาวลาวเรียกกันว่า "ช่อฟ้า" เป็นรูปเขาพระสุเมรุ และ ทิวเขาสัตบริภัณฑ์ล้อมรอบ 7 ชั้น รองรับด้วยปลาอานนท์ เป็นการจำลองจักรวาลตามคติพุทธศาสนา ประกอบด้วย 17 ช่อ มีความหมายว่า เป็นสิมที่พระมหากษัตริย์สร้างขึ้น ส่วนคนสามัญจะสร้างวัดที่มีช่อฟ้าเพียง 1-7 ช่อ ซึ่งเชื่อกันว่าบริเวณช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ตรงกลางช่อฟ้าได้เคยถูกใช้เป็นที่เก็บของมีค่าแต่ปัจจุบันเหลือเพียงช่องว่างเปล่าๆ เท่านั้น

2. ภาพประดับกระจกรูปต้นทอง

นับเป็นจุดเด่นและเป็นสิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้แก่วัดเชียงทองแห่งนี้เป็นอย่างมาก ภาพประดับกระจกรูปต้นทองตั้งอยู่บริเวณผนังด้านหลังพระอุโบสถที่ตกแต่ง ด้วยการนำกระจกสีมาต้ดต่อกันเป็นรูปต้นทองขนาดใหญ่ ลักษณธคล้ายๆ กับต้นโพธิ์ โดยมีพื้นฉากหลังเป็นสีออกส้มๆ นับว่าช่วยเสริมตัวภาพให้มีความโดดเด่นและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ส่วนด้านข้างของภาพจะเป็นรูปของสัตว์ในวรรณคดี ถ้าจะให้ดีเราควรเข้าชมภาพนี้ในช่วงบ่ายๆ เพราะว่าจะมีแสดงแดดสาดส่องเข้าไปที่รูปภาพและจะมีประกายสะท้อนทำให้เกิดความงดงามมากยิ่งขึ้น

3. วิหารแดง

ลักษณะเป็นวิหารขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ทางด้านข้างของพระอุโบสถ ผนังด้านนอกประดับไปด้วยกระจกสีตัดเป็นภาพเล่าเรื่องท้าวเสียวสวาด วรรณกรรมชิ้นเอกของลาวส่วนภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่งดงาม ด้วยพระหัตถ์ที่รองรับพระเศียรไว้อย่างสง่างามและอ่อนช้อย พระพุทธรูปนี้เคยถูกนำไปจัดแสดงที่กรุงปารีสในปี พ.ศ. 2474 และไปประดิษฐานอยู่ที่นครเวียงจันทน์หลายสิบปี ก่อนจะนำกลับมายังหลวงพระบางอีกครั้งในปี พ.ศ. 2507


4. วิหารพระม่าน

ตั้งอยู่ด้านหลังพระอุโบสถ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2493 เพื่อเฉลิมฉลองที่โลกก้าวสู่ยุคกึ่งพุทธกาล ภายในประดิษฐาน พระม่าน ในช่วงวันบุญขึ้นปีใหม่จะมีการอัญเชิญมาให้ประชาชนสรงน้ำและกราบไหว้ ส่วนผนังด้านนอกตกแต่งด้วยกระจกสีตัดเป็นชิ้นเล็กๆ และนำมาต่อกันเป็นรูปร่างต่างๆ บนผนังสีชมพูเล่าเรื่องวิถีชีวิตผู้คน ดูสวยงามแบบพื้นบ้านในสไตล์หลวงพระบาง


5. โรงเก็บราชรถพระโกศ

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัด สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2505 ลักษณะเป็นโถงกว้าง ผนังด้านหน้าตั้งแต่หน้าบันจรดพื้นสามารถถอดออกเพื่อให้ราชรถออกมาได้ โดยบริเวรณกลางโรงเป็นที่ตั้งของราชรถไม้แกะสลักปิดทองคำเปลวรอบคัน มีพระโกศ 3 องค์ ตรงกลางเป็นโกศองค์ใหญ่ของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา องค์เล็กด้านหลังเป็นของพระราชมารดา ส่วนองคืเล็กด้านหน้าเป็นของพระเจ้าอา โดยโรงเก็บราชรถแห่งนี้ออกแบบโดยเจ้ามณีวงศ์และแกะสบักโดยช่างหลวงพระบาง ชื่อ เพียตัน เมื่อครั้งที่รับราชการอยู่ในพระราชวังหลวงพระบาง นับเป็นข่างฝีมือดีประจำองค์เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา ซึ่งบริเวณด้านนอกของโรงราชรถแห่งนี้เพียงตันได้แกะสลักเรื่องราวของรามเกียรติ์ ตอนสำคัญไว้อย่างงดงามด้วยการลงรักปิดทองสุกใส


สุดท้ายที่จะพาไปชมได้แก่วัดแสนสุข (วัดแสนสุขาราม)
วัดนี้ตั้งอยู่ในทำเลที่สงบเงียบ รถราผ่านไปมาน้อยมาก ด้านหน้าวัดมีเฮือนพัก ลักษณะกึ่งตึกกึ่งไม้แบบสมัยก่อนที่ดูคลาสสิคมาก ขณะถ่ายภาพเห็นมีฝรั่งนั่งทอดอารมณ์อยู่บนเก้าอี้ มีรถจักรยานอยู่ข้างๆ สายตามองมายังวัดแสนสุขที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม เหมือนมีความสุข และซึมซับไว้ในความทรงจำ

วัดแสนสุขเป็นวัดที่สร้างขึ้นมาภายหลัง หลังจากอาณาจักรลาวแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย และมีการบูรณะครั้งใหญ่สองครั้ง ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2475 ครั้งที่สองเมื่อปีพ.ศ. 2500 จุดเด่นของวัดได้แก่ รูปสัตว์คู่สีทอง ตั้งอยู่ประตูทางขึ้นด้านหน้า และด้านข้างพระอุโบสถ ดูลักษณะแล้วน่าจะเป็นสัตว์นำโชคของจีนมากกว่าจะเป็นแบบลาวหลวงพระบาง

ตอนต่อไปจะพาขึ้นเขาลูกเล็กๆกลางเมืองหลวงพระบาง ชมทัศนียภาพรอบทิศในยามเย็นบนยอดพระธาตุภูสี

พลาดไม่ได้ เพราะสวยงามทีเดียว เป็นการถ่ายภาพในเวลาตอนเย็นๆที่ถือว่าลงตัวที่สุด ทำให้เห็นว่าเมืองหลวงพระบางอยู่ท่ามกลางป่าเขาที่หาดูได้ยากในเมืองอื่นๆ



เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
24 มิถุนายน 2552

   
   
 

แผนที่ประเทศลาว คลิกที่ภาพ

เขตการปกครอง/ พื้นที่ คลิกที่ภาพ

 
แผนที่เมืองเวียงจันทน์ คลิกที่ภาพ

เรียนรู้ภาษาลาว อักษรลาว+ไทย พยัญชนะของลาว



 
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ