Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว    Home > Outbound Tour > Lao2 > Phusi Hill  
 HomeArticles : City Tour : EventsGallery : Outbound tour : Royal Photos : Today Talk : Photo Service : Guest : Free Wallpaper : About site : Misc. :
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
 
 
ทริป เวียงจันทน์-วังเวียง-หลวงพระบาง (บันทึกการเดินทางเมื่อเดือน กรกฏาคม 2551)
 


หลวงพระบางตอนที่ 15
ชมทิวทัศน์เมืองหลวงพระบางบนเขาภูษี


เขาภูษี (พูสีในภาษาลาว) เป็นเขาลูกเล็กๆอยู่กลางเมืองหลวงพระบาง นั่งรถผ่านไปมาหลายครั้งอาจมองไม่ค่อยเห็น เพราะหลวงพระบางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ เขาภูษีจึงถูกบดบัง

คนไทยหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อมาหลวงพระบางแล้วก็ต้องขึ้นมาบนเขาลูกนี้ เพื่อชมพระอาทิตย์ตกริมฝั่งโขง ซึ่งเป็นมุมยอดนิยมที่หลายคนต้องมานั่งชมพระอาทิตย์จนลับขอบฟ้า อยู่ข้างล่างไม่สามารถชมพระอาทิตย์ตกที่มุมไหนได้ แต่เมื่อขึ้นมาอยู่ภูเขาลูกนี้แล้วจะเห็นได้ชัดเจน

ความสูงของภูเขาลูกนี้ประมาณ 150 เมตร ถือว่าไม่สูงมาก

บันใด 328 ขั้น วนขึ้นไปบนเขา พอจะเรียกเหงื่อได้บ้าง เห็นนักท่องเที่ยวคนไทยอายุเกิน 70 เดินขึ้นกันตัวปลิว ระหว่างทางขึ้นก็ร่มรื่นไปด้วยต้นลั่นทม(ลีลาวดี) คนลาวเรียกว่า ดอกจำปา ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติลาว

เดินขึ้นมาบนเขาภูษีนี้แล้ว ทำให้นึกถึงเขาวัง ที่จังหวัดเพชรบุรี ทั้งระดับความสูง และต้นลั่นทมต้นใหญ่ๆที่มีอายุหลายสิบปี ทำให้ดูมีบรรยากาศคล้ายๆกัน เพียงแต่ว่าทางเดินที่เขาวังจะกว้างขวางกว่าเท่านั้นเอง

ในขณะที่เดินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก็พอจะมองเห็นพระราชวังของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา หรือพิพิธภัณฑ์ของชาติลาวได้โดดเด่นสวยงาม

เมื่อช่วงเช้าขณะเดินเที่ยวในวัง ดูไม่ออกว่าจะมีแม่น้ำโขงอยู่ด้านหลัง แต่เมื่อขึ้นมาบนที่สูงแล้วกลับเห็นชัดเจน จึงรู้วังนี้อยู่ติดกับแม่น้ำโขง

บนยอดเขาซึ่งมีพื้นที่ไม่มากนัก แต่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้เกือบร้อย นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาถึง บางคนก็นั่งตากแดด เพื่อรอชมพระอาทิตย์ตก ส่วนคนไทยคงสู้แดดแบบนี้ไม่ไหวจึงขอหลบมุมอยู่ในที่ร่ม

 
   
แผนที่ประเทศลาว     เขตการปกครอง/ พื้นที่    แผนที่เมืองเวียงจันทน  ประวัติศาสตร์ประเทศลาว  สงครามปราบกบฏในลาว  เรียนรู้ภาษาลาว
 


พระธาตุภูษีมีประวัติว่า เดิมเป็นภูเขาที่มีฤาษีมาอาศัยปฏิบัติธรรม จึงสันนิษฐานว่าตั้งตามชื่อฤาษี ต่อมาก็กลายเป็นภูษี แต่บางกระแสเชื่อว่า มาจากคำว่า พูสี ซึ่งเป็นศรีของเมืองหลวงพระบาง อาจสร้างเพื่อความสง่าราศี เพื่อศรีบ้าน ศรีเมือง (ภาษาลาวไม่มีตัวอักษร ศ )

ภาษาไทยกับภาษาลาว มักจะเขียนต่างกัน เพราะตัวอักษรลาวมีไม่มากเท่าอักษรไทย อีกประการหนึ่งเมื่อคนไทยเรียกชื่อสถานที่ต่างๆของลาวแล้วมักจะเขียนตามภาษาไทยด้วยความคุ้นเคย เช่นคำว่าเขา พูสี คนไทยมักใช้คำว่า ภูษี เพราะคำว่า พูสี คิดว่าไม่มีในภาษาไทย

หรือคำว่า วัดสีสะเกด ที่เมืองเวียงจันทน์ พอคนไทยเขียนก็เปลี่ยนมาเขียนว่า วัดศรีษะเกษ ซึ่งเป็นคำที่มีในภาษาไทย

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายคำที่คนไทยมักยึดเอาภาษาไทยเป็นหลัก แม้กระทั่งคำว่า เวียงจันทน์ ซึ่งหลายคนมักเขียนตามภาษาไทยที่คุ้นเคยว่า เวียงจันทร์

และพอมาเขียนเป็นภาษาอังกฤษ คำว่า เวียงจันทน์ ก็จะใช้คำว่า Viengchan แต่ชื่อนี้ ภาษาอังกฤษ(ภาษาทางการ) จะใช้คำว่า Vientiane

เรียกว่าไปคนละทางกันเลย ยังไงก็แล้วแต่หากเขียนภาษาอังกฤษก็ควรจะยึดเอาภาษาอังกฤษที่ลาวใช้ ซึ่งถือว่าเป็นภาษาราชการ ส่วนชื่อภาษาไทย เช่น พูสี หรือภูษี น่าจะอนุโลมว่าใช้ได้ทั้งสองแบบ เพราะภาษาไทยบางคำที่เราใช้เขียนกันนั้น ในภาษาลาวจะไม่มีใช้ เช่น ภ สำเภาในภาษาลาวจะไม่มีคำนี้แต่จะใช้ พ แทน (รายละเอียดศึกษาได้จากข้างล่างนี้)

ส่วน (ภ สำเภา) ที่เห็นในภาษาลาวนั้นก็อย่าได้เข้าใจว่าเป็น ภ แบบของไทยนะครับ เพราะตัว ภ ที่คนไทยเข้าใจ นั้นคือ กไก่ในภาษาลาว เพียงแต่ว่า ก ไก่ลาว กับ ภ ของไทยเขียนคล้ายๆกันเท่านั้นเอง



สังเกตให้ดี ก ไก่ ของลาวมีขมวดหัวล่างหัวบน ส่วน ภ ของไทยจะมีแต่หัวล่าง เท่านั้นเอง

พูดแล้วก็อาจงง และน่าปวดหัว แต่จะว่าไปแล้ว ภาษาลาวถือว่าเรียนรู้กันง่ายกว่าภาษาอื่น หากตั้งใจเรียนกันจริงจัง คิดว่าไม่เกิน 1 อาทิตย์ ก็คงเขียนอ่านกันได้คล่อง สามารถเว้ากับสาวลาว และนั่งจีบกันได้อย่างสบายใจ ม่วนซื่นกันทั้งสองฝ่าย

ยามเย็น บนเขาภูษี จะเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองหลวงพระบางได้ชัดเจนมาก อยู่ข้างล่างไม่ค่อยเห็นอะไรมากนัก แต่พอมาอยู่บนนี้แล้วจะเห็นว่า หลวงพระบางคล้ายกับเมืองที่ตั้งอยู่กลางป่า ที่น่าแปลกก็คือในอดีตเป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรลาว - ล้านช้าง แต่สภาพที่เห็นก็นึกไม่ออกในอดีตนั้นจะเป็นอาณาจักรที่ใหญ่โตอะไรมากนัก สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ก็ไม่มี

ไม่เหมือนอาณาจักรสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยาที่มีอุทยานประวัติศาสตร์ให้เห็นเป็นหลักฐาน หรือขึ้นไปทางภาคเหนือบ้านเราที่เรียกว่าดินแดนล้านนา ก็มีซากปรักหักพังของเมืองเวียงกุมกาม ที่เคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรของล้านนา ก่อนจะย้ายมาอยู่แถวเชิงดอยสุเทพ หรือคูเมืองริมน้ำที่ตัวเมืองเชียงใหม่ ก็แสดงถึงความรุ่งเรือง และการวางผังเมืองในอดีต

แต่หลวงพระบาง ที่ถือว่าเป็นศุนย์กลางของอาณาจักรล้านช้าง และเคยเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรลาว กลับไม่มีหลักฐานอะไรแสดงให้เห็นว่าเคยเป็นอาณาจักรอันเก่าแก่ ข้อสงสัยนี้อาจผิดหรือถูกก็ได้ แต่จากการที่มาเที่ยวหลวงพระบางใน 2-3 วันที่ผ่านมา ก็ยังหาคำตอบไม่ได้

เมืองหลวงพระบางเจริญเติบโตค่อนข้างช้า ที่เจริญช้าก็มีสาเหตุจากการเดินทางที่ค่อนข้างลำบาก จากเวียงจันทน์มาถึงที่นี่ก็ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง โดยรถตู้ แต่ถ้าเป็นรถประจำทางของลาวแล้วจะใช้เวลามากกว่านี้ ทั้งๆที่มีระทางเพียงแต่ประมาณ 380 กม. เท่านั้นเอง เรียกว่านั่งรถกันทั้งวัน

ถนนที่ยังไม่ได้มาตรฐาน และเส้นทางวกวนขึ้นๆลงๆ อยู่บนเขาอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่าปกติ

เมื่อเดินทางลำบาก ความเจริญก็เป็นไปได้ช้า เรียกว่าเป็นสูตรสำเร็จเลยก็ว่าได้ แต่ในความรู้สึกของชาวลาวหลวงพระบางแล้วกลับไม่ได้สนใจเรื่องความเจริญมากนัก หรืออยากให้หลวงพระบางเจริญไปกว่านี้ คงพอใจที่จะให้เจริญแบบธรรมชาติ ค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า

ทุกวันนี้คนที่นี่ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนัก ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว มีกินมีใช้กันแบบไม่อดอยาก เรียกว่าอยู่กันตามสภาพที่ธรรมชาติเอื้ออำนวยให้


บ้านเมืองก็สงบสุข ผู้คนน้ำใจดี ผู้ร้ายก็แทบไม่มี ใครมาเที่ยวก็สบายใจ กลายเป็นเมืองในความฝันของนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาสัมผัส


แบบนี้ไม่ไช่หรือที่เรียกว่าเมืองที่มีความสุขตามที่หลายๆคนต้องการ และเป็นสิ่งที่ทั่วโลกกำลังโหยหา และหันมาทำวิจัยเรื่องความพึงพอใจของคนในสังคมนั้น โดยให้ความสำคัญกับความสุข(ทางใจ) เป็นเรื่องสำคัญ

และจากการสำรวจวิจัย ก็ปรากฏว่า ประเทศที่มีคะแนนความพอใจของประชาชน มีความสุขในการดำรงชีวิตตามอัตภาพ กลายเป็นประเทศที่อยู่กับป่า และไม่ค่อยจะเจริญมากนัก ส่วนประเทศที่เจริญแล้ว กลับกลายว่าประชาชนมีแต่ความเครียด ไม่มีความมั่นใจ และกังวลถึงชีวิตของตนเองในอนาคต เรียกว่ามีปัญหาทั้งใจ และ กาย

หลวงพระบางนับจากขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ทำให้มีเม็ดเงินจากต่างชาติหลังไหลกันมากขึ้น ที่เห็นชัดเจนก็เรื่องสถานที่พัก ที่เรียกว่าเกสต์เฮ้า คนลาวเรียกว่า เฮือนพัก คนที่นี่บอกว่าแทบไม่ว่างจากนักท่องเที่ยว และ่ไม่มีคำว่า Low หรือ High Season หรือฤดูที่นักท่องเที่ยวมาพักมาก หรือพักน้อยตามฤดูกาล เมืองหลวงพระบางจะมีผู้เข้าพักอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี

ช่วงเข้าพรรษา หรือช่วงฤดูฝนแบบนี้ มีคนไทยมาเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก และถือโอกาสทำบุญไหว้พระ ตักบาตรข้าวเหนียวกัน

เมื่อมีนักท่องเที่ยวมากันมาก ธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกันก็พลอยคึกคัก บรรดาสามล้อเครื่องบอกกับผมเองว่า มีรายได้ดีจากคนไทยที่ใช้บริการ แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติมักไม่ค่อยได้เงินกันสักเท่าใด เพราะพวกนี้ชอบเดิน หรือเช่าจักรยานขี่กันมากกว่าที่จะนิยมนั่งรถสามล้อ

ใครมาเที่ยวหลวงพระบางแล้วไม่ได้ขึ้นมาบนเขาภูษี ต้องบอกว่าน่าเสียดายมาก หลายคนเที่ยวที่อื่นจนเพลินแต่ลืมขึ้นมาชมวิว บางคนอาจเห็นว่า เขาไม่สูงมากนัก ขึ้นไปแล้วก็คงไม่มีอะไรที่น่าสนใจนัก ใครคิดแบบนี้ถือว่าผิดถนัด

แม้แต่ผมก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าขึ้นมาแล้วจะเห็นอะไรกันมากมาย เพราะหลวงพระบางก็รู้อยู่แล้วว่ามีแต่ป่าและต้นไม้เต็มเมือง แต่พอขึ้นมาแล้วกลับเห็นเมืองหลวงพระบางได้ชัดเจน มีความรู้สึกว่าเป็นเมืองน่าอยู่มากทีเดียว มองไปทางไหนก็เห็นแต่บรรยากาศแบบย้อนยุค ตึกเก่าๆแบบคลาสสิค คล้ายบ้านผู้ดีเก่ามีอยู่เต็มเมือง จะเป็นบ้านคน เกสต์เฮ้าส์ หรือสถานที่ราชการก็ไม่อาจรู้ได้ รู้แต่ว่าอาคารที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปสมัยเก่า ที่คิดว่ามีมาตั้งแต่สมัยที่ลาวตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส และมันช่างเข้ากับบรรรยากาศของคำว่า เมืองมรดกโลกได้อย่างลงตัว

หลวงพระบาง หลังขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกจากยูเนสโกแล้ว ก็จะต้องปฏิบัติตามระเบียบตามกติกา เช่น ห้ามสร้างอาคารสูงเกิน 3 ชั้น หลังคาตึกอาคารที่สร้างใหม่ให้ใช้สีแดง หรือแดงแกมเหลือง เช่นเดียวกับเมืองเก่าของประเทศในแถบยุโรป บนถนนห้ามรถยนต์ขนาดใหญ่เช่นรถบัส หรือรถบรรทุกวิ่งเข้ามาในเมือง เป็นต้น

ถามว่าเมืองไทยแบบนี้มีหรือไม่ ตอบว่าไม่มีครับ

ถึงมีก็คงทำอะไรไม่ได้ เพราะบ้านเรามันหาความสามัคคีปรองดองกันยาก มือใครยาว และเท้าใครยาวก็สาวได้สาวเอา จิตที่เป็นสาธารณะ และเห็นแก่ประโยชน์ของสังคมนั้น สังคมบ้านเราทุกวันนี้หาทำยายาก

ขนาดได้เป็นมรดกโลกทางประวัติศาสตร์จากยูเนสโกแล้ว ผู้คนในเมืองนั้นก็ไม่ต่างกับแร้งทึ้ง มุ่งหาประโยชน์จากนักท่องเที่ยวกันอย่างน่าเกลียด โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมกับสถานที่สำคัญของชาติ

ที่สำคัญได้แหกกฎของยูเนสโก และไม่ทำตามกติกา พอยูเนสโกจะเอาเรื่องเข้าจริงๆ บรรดาผู้เกี่ยวข้อง และผู้มีอำนาจโดยตรงทั้งหลายก็วิ่งวุ่น เพราะกลัวเสียหน้า และกลัวโดนด่า

เพราะหากยูเนสโก ถอนออกจากทะเบียนมรดกโลกเมื่อไร ก็ต้องบอกว่า ขายขี้หน้าระดับโลก จนต้องเอาหน้ามุดดิน

ที่ตอนขอเค้าให้ขึ้นเป็นมรดกโลก ก็แทบกราบแทบคลาน พอได้มาแล้วก็กระดี้กระด้า ออกข่าว และเป็นปลึ้มกันทั้งประเทศ จากนั้นก็ลืมกติกากันหมด ปล่อยให้ผี ปล่อยให้แร้ง รวมทั้งพวกเหลือบเข้ามาหากินกับสถานท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ที่เรียกว่ามรดกโลก

ที่ไหนหรือ... ก็อุทยานประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาไงละครับท่าน

เมื่อปีที่แล้วคงจำกันได้ ที่มีข่าวว่ายูเนสโกอาจพิจารณาถอนชื่อ

ทั้งกรมศิลปากร ทั้งทางจังหวัดอยุธยา รวมทั้งผู้ดูแลสถานที่อุทยานประวัติศาสตร์ ปล่อยปละละเลย โดยปล่อยให้บรรดาพ่อค้าแม่ขายมากางเต้นท์ขายของจนบดบังทัศนียภาพ ณ บริเวณลานอุทยานประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นลานกว้าง

ใครจะบอกว่า ตอนนี้ปรับปรุงแล้ว ไม่รกรุงรังแล้ว ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ที่เขียนขึ้นมา ก็เพื่อเตือนความทรงจำที่คนไทยมักจะเป็นคนขี้ลืม และไม่ค่อยจดจำอะไร ในที่สุดสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมันก็จะกลับมาให้เห็นกันอีก

เรื่องนี้ต้องถือว่ากรมศิลปากรน่าจะตกเป็นจำเลยที่ 1 ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไปได้ เพราะสถานที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นมรดกโลกทางประวัติศาสตร์แล้ว ก็ยังขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ โดยกรมศิลปากรอีกด้วย

และในการขึ้นทะเบียนไว้กับกรมศิลป์ ก็มีกฎเกณฑ์ข้อห้ามต่างๆที่จะควบคุมดูแลโบราณสถานเหล่านั้น ไม่ให้มีการถูกทำลาย แต่น่าแปลก ที่มีการขึ้นทะเบียนจากหน่วยงานกรมศิลปากรกันมากมายหลายแห่ง แต่กลับควบคุมดูแลอะไรไม่ได้เลย

ก็ต้องตั้งคำถามว่า แล้วจะขึ้นทะเบียนกันไปเพื่ออะไรกัน

ไปเที่ยวตามวัดในต่างจังหวัด คนในพื้นที่ก็คุยให้ฟังด้วยความภูมิใจว่า ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมศิลปากรแล้วนะ แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า วัดหลายแห่งยังมีการซ่อมแซมต่อเติม ชนิดที่ผิดแผกไปจากเดิม เรียกว่าสไตล์ใครสไตล์มัน ความตั้งใจที่จะซ่อมแซมบูรณะนั้นดีแน่ แต่ประเภทไม่รู้จักคุณค่าทางประวัติศาสตร์ หรือรู้เท่าไม่ถึงกาลนี่ซิน่ากลัว

ว่าจะเขียนแต่เรื่องลาว เรืองหลวงพระบาง ดันวกกลับมาเมืองไทยจนได้


ว่ากันต่อดีกว่าครับ


หน้าฝนแบบนี้ใครมาเที่ยวบนเขาภูษี ก็คงเห็นว่า เมืองหลวงพระบางอยู่ในดงป่าสีเขียวๆ นั่งชมวิวไปนานๆก็เห็นเครื่องบินกำลังร่อนลงสู่สนามบิน จึงรู้ว่าสนามบินอยู่ใกล้ๆนี้เอง

ขณะยืนชมวิวก็เห็นแม่น้ำคานมีเส้นทางมาจากภูเขา และไหลผ่านเมืองหลวงพระบาง แต่ถ้าหากดูจากแผนที่แล้วจะเห็นว่าแม่น้ำสายน้ำจะวกกลับในลักษณะยูเทิร์น แล้วมาบรรจบกับแม่น้ำโขงที่กว้างขวางกว่า

หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าแม่น้ำที่เห็นข้างหน้าทางทิศตะวันออกนั้นเป็นแม่น้ำโขง แต่ความจริงแล้วเป็นแม่น้ำคาน ซึ่งเป็นแม่น้ำสายเล็กและจะไหลมารวมกับแม่น้ำโขงที่บริเวณหัวโค้งใกล้ๆกับวัดเชียงทอง

บนเขาภูษีนี้สามารถมองเห็นแม่น้ำทั้งสองสายได้

สังเกตง่ายๆว่าเมื่อยืนอยู่บนลานซีเมนต์บนยอดเขาแล้ว ฝั่งที่อยู่ข้างหน้า หรือทางทิศตะวันออก ที่เห็นเป็นแม่น้ำสายยาวๆนั้น เรียกว่า แม่น้ำคาน
ส่วนแม่น้ำโขง จะอยู่ทางทิศตะวันตก หรือตรงจุดที่นักท่องเที่ยวมานั่งชมพระอาทิตย์ตกนั่นแหละครับ

ในวันนี้การชมพระอาทิตย์ตกไม่ค่อยจะได้ดั่งใจนัก เพราะเป็นฤดูฝนและมีเมฆมาก หลังจากที่ชื่นชมกับทิวทัศน์อันสุดสวยของหลวงพระบางแล้วก็เดินทางกลับ

พอลงมาข้างล่างก็เห็นตั้งเต้นท์สีแดงขายของกันจนเต็มถนน ตลาดนัดหรือถนนคนเดินนี้จะขายกันประมาณ 5 โมงเย็นไปจนถึงราว 3-4 ทุ่ม สินค้าส่วนใหญ่เป็นผลิตภันฑ์พื้นเมืองจากงานฝีมือของชาวบ้านจริงๆ

หากดูแล้วถูกใจก็ไม่ควรคิดมากว่าจะถูกหรือแพง เพราะที่นี่จะไม่มีการตั้งราคาสูงมากนัก ต่อได้เพียงนิดหน่อยเท่านั้นเอง หลายคนที่เคยซื้อบอกว่าที่นี่ราคาถูกกว่าที่อื่นๆ เพราะที่อื่นๆส่วนใหญ่จะบวกราคาไปมากเพื่อให้ลูกค้าต่อรอง ซื้อของพื้นเมืองที่นี่จึงไม่ผิดหวัง และถือว่าเป็นแหล่งผลิตจากฝีมือชาวบ้านโดยตรง


ทริปหลวงพระบางตอนต่อไปจะเป็นตอนที่ 16
เป็นช่วงเดินทางกลับเมืองไทยแล้วครับ ระหว่างทางมีอะไรน่าสนใจหรือไม่ ก็ต้องติดตามกัน และขอบอกก่อนว่า ขามา กับ ขากลับ ถือว่าเป็นหนังคนละม้วน แม้จะกลับเส้นทางเดิมแต่ภาพที่เห็นแตกต่างกันสิ้นเชิง จนบางครั้งแทบจำไม่ได้ว่า เคยผ่านถนนสายนี้มาก่อน





เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
10 กรกฏาคม 2552




   
   
 

แผนที่ประเทศลาว คลิกที่ภาพ

เขตการปกครอง/ พื้นที่ คลิกที่ภาพ

 
แผนที่เมืองเวียงจันทน์ คลิกที่ภาพ

เรียนรู้ภาษาลาว อักษรลาว+ไทย พยัญชนะของลาว



 
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ