Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว      Home > Outbound Tour > Sapa 1  
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
   
 
ถึงซาปา
ลุยซาปา
ลุยซาปา
นาขั้นบันใด
หมู่บ้านม้ง
ในเมืองซาปา
เมืองซาปา
หมู่บ้านกั๊ตกั๊ต
ฮามรอง
หมู้บ้านม้ง
   
Home

 
 

ซาปา ฉายาสวิสเซอร์แลนด์ของเวียดนาม เมืองเล็กๆใน จ.ล่าวกาย อยู่เหนือสุดของประเทศ ติดกับมณฑลยูนนานของจีน  อดีตเป็นเมืองตากอากาศของฝรั่งเศสในยุคล่าอาณานิคม ซาปามีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี บางปีอาจเห็นหิมะตกในเมืองหรือปกคลุมยอดเขา ฟานซิปัน ภูเขาสูงสุดของเวียดนาม และสูงที่สุดในอินโดจีน ความสูง  3,143 เมตร สูงกว่ายอดดอยอินทนนท์ถึง 578 เมตร .. ติดตามแดนฝัน สวรรค์ของเวียดนามได้ที่นี่ครับ.. (เดินทางเมื่อ 1 ตค.50)

 
 
ซาปา ตอนที่ 1 : นั่งรถไฟ VIP จากฮานอยสู่ ซาปา เมืองตากอากาศของเวียดนาม
  แผนที่การเดินทางสู่ซาปา :: เส้นทางเดินรถไฟในเวียดนาม :: แผนที่เส้นทางเดินรถ ซาปา เดียนเบียนฟู ฮานอย














     
 


ซาปา (Sapa) เมืองตากอากาศยอดนิยมของเวียดนามตอนเหนือ ตอนที่ 1
(เดินทางเมื่อ 1 ตค.50)

คนไทยที่เคยไปเที่ยวเวียดนามส่วนใหญ่จะรู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวในเขตเวียดนามกลาง ได้แก่เมืองเว้ ดานัง ฮอยอัน เมืองยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวไทยเดินพาเหรดเข้าประเทศเวียดนามโดยทางรถยนต์กันเป็นว่าเล่น ส่วนเวียดนามตอนเหนือ ก็มีเมืองฮานอย เมืองฮาลอง(ฮาลองเบย์) เมืองนิงบินห์ (ฮาลองบก) ที่คุ้นชื่อ

สำหรับเมืองไซ่ง่อน ที่มีชื่อใหม่ว่าโฮจิมินห์ซิตี้ เป็นเมืองเศรษฐกิจ หรือเมืองใหญ่สุดของเวียดนาม ตั้งอยู่ทางภาคใต้ และไม่ค่อยจะมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆเหมือนเมืองอื่นๆ คนไทยจึงไม่ค่อยจะรู้จักกันนัก

ซาปา

เมืองซาปาตั้ง อยู่ตอนเหนือสุดของเวียดนา เขตจังหวัด ล่าวกาย (Lao Cai) จังหวัดที่มีเขตแดนติดกับมณฑลยูนนานของจีน รัฐบาลเวียดนามพึ่งเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง ความจริงก่อนนั้นก็ไม่ได้ปิดเมือง เพียงแต่ว่าการคมนาคมไม่ค่อยสะดวก แต่หลังจากปรับปรุงถนนให้เรียบร้อยขึ้น จึงได้ประชาสัมพันธ์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนที่มีชายแดนอยู่ติดกัน ต่างหลั่งไหลมาเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก

ซาปาเปิดให้เป็นสถานท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หลังจากที่อ่าวฮาลอง ฮอยอัน และราชวังเว้ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งประสบความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จากนั้น ถ้ำฟองญา ในเขตเมืองกวางบินห์ ก็ได้รับเป็นมรดกโลกตามมาเมื่อไม่นานมานี้เอง

ส่วนซาปายังไม่มีข่าวว่าจะเป็นอันดับต่อไปหรือไม่ แต่เข้าใจว่าเวียดนามคงเสนอให้คณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโกได้พิจารณาแล้ว และเท่าที่มีโอกาสท่องเที่ยวเมืองซาปาในระยะเวลา 2 วัน ดูแล้วก็น่าจะมีสิทธิ์มาก เพราะมีทั้งสภาพธรรมชาติป่าเขาที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีการทำลายหรือพัฒนาพื้นที่ให้เป็นอย่างอื่น รวมทั้งยังเป็นศูนย์รวมของชนเผ่าต่างๆมากมาย และใหญ่ที่สุดของเวียดนาม เรียกว่ามีสิทธิ์ลุ้นที่จะขึ้นทะเบียนมรดกโลกทั้งทางธรรมชาติ และทางด้านวัฒนธรรม

การเดินทางมาเมืองซาปา

การเดินทางมาซาปามีสองวิธี ทางรถยนต์และทางรถไฟ แต่ทางรถยนต์นั้นเรียกว่าอ้อมโลก อาจเดินทางกันทั้งวันซึ่งไม่เป็นที่นิยม ส่วนการเดินทางโดยรถไฟนั้น เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว และลัดสั้นกว่าทางรถยนต์มากมาย

รถไฟออกจากฮานอยในเวลา 3 ทุ่ม ซึ่งเป็นขบวนท่องเที่ยว วิ่งระหว่างต้นทาง - ปลายทาง มีเอกชนเข้ามาสัมปทานในขบวนพิเศษนี้ ออกจากสถานีรถไฟฮานอยเวลา 3 ทุ่ม ถึงล่าวกาย สถานีปลายทางประมาณตีห้า ซึ่งล่าวกายหากดูจากแแผนที่แล้วจะเห็นว่าเป็นสถานีรถไฟที่อยู่เหนือสุดของเวียดนาม หรือสถานีต้นทางของประเทศ

หากดูจากตารางการเดินรถจะใช้เวลาเดินทาง 10 ชั่วโมง มีระยะทาง 340 กม.

จากนั้นก็นั่งรถตู้จากสถานีรถไฟล่าวกาย ขึ้นเขาไปอีกประมาณ 70 กม.จนถึงเมืองซาปา เมืองเล็กๆที่มีฐานะเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดล่าวกาย

วันที่ผมเดินทางคือวันที่ 30 กันยายน 2550 เราไปถึงสถานีรถไฟฮานอยก่อนรถไฟออกประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก่อนนั้นก็หาโรงแรมขนาดเล็กเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า หลังเที่ยวตามสถานที่ต่างๆในเมืองฮานอยมาทั้งวัน เมื่อได้เวลานัด ไกด์ท้องถิ่นก็มารับเพื่อไปยังสถานีรถไฟฮานอย

ฮานอยคือเมืองหลวงของเวียดนาม ขณะนั่งแท๊กซี่ก็นึกภาพหัวลำโพง ซึ่งเป็นสถานีรถไฟหลักของประเทศไทย ส่วนเวียดนามก็มีสถานีรถไฟฮานอยเป็นสถานีหลัก และใหญ่ที่สุดของเวียดนามเช่นกัน แต่สถานีหัวลำโพงใหญ่โตกว่าที่นี่มาก และมีประชาชนใช้บริการมากกว่ามาก ชนิดเทียบกันไม่ได้

ที่แรกก็คิดว่า เวียดนามมีประชากรมากว่าไทยถึง 20 ล้านคน สถานีรถไฟฮานอยน่าจะมีผู้เดินทางกันอย่างคึกคัก แต่ตรงข้ามครับ คืนนั้นก้าวลงจากแท๊กซี่อย่างงุนงง ดูธรรมดามาก คนไม่มากเหมือนที่คิด

เรามาถึงสถานีก่อนรถไฟออกราวชั่วโมงเศษๆ เมื่อยังมีเวลาอีกมากจึงเดินเล่นแถวหน้าสถานี ดูโน่น ดูนี่ และถ่ายภาพ ตามประสาตนต่างถิ่น

มารู้ว่าในเวียดนามจะปิดประตูทางเดินไปสู่ชานชลา แต่จะเปิดประตูต่อเมื่อรถไฟมาถึง ญาติที่มารอรับก็ต้องยืนแกร่วอยู่ด้านนอกตรงประตูทางออก แต่ก็ไม่มากนัก เห็นมีมอเตอร์ไซด์มารอรับญาติในขบวนรถไฟที่กำลังจะมาถึงราว 30 คัน เท่านั้น ส่วนรถเก๋งแทบไม่มีเลย ลานจอดรถหน้าสถานีจึงดูโล่งๆ

ไม่ห่างกันนักมีแม่ค้า 3 - 4 คน เดินขายขนมปังฝรั่งเศส เป็นภาพที่แปลกตา

บนศรีษะของแม่ค้าจะมีตระกร้าสานใบใหญ่ และใช้กระสอบห่อขนมปังให้อบอุ่น ดูคล้ายๆกับคนอินเดีย หรือพวกมอญ พม่า ที่ชอบวางของไว้บนศรีษะแทนการหิ้ว หรือใช้คานหาบแบบไทยๆ

แต่คนขายขนมปังไม่ค่อยชอบให้ถ่ายภาพนัก พอเห็นสะพายกล้องเข้าไปหาแกก็เดินหนี พร้อมกับทำตาขวางๆ พร้อมกับบ่นพึมพำเป็นภาษาเวียดนาม

ฟังไม่รู้เรื่องแต่คิดว่าคงด่าเราแน่ๆ จึงต้องรอตอนเผลอ พร้อมกับเดินไปเดินมาให้แกเวียนหัวเล่น จะได้เลิกสนใจเรา กระทั่งอยู่ไม่ห่างกันนัก พอแกเหลียวมาก็กดชัตเตอร์ทันที (ไม่ทราบว่าจะด่าไล่หลังหนักกว่าเก่าหรือไม่)

มาเที่ยวเวียดนามก็ต้องใช้วิชามารแบบนี้แหละ เพราะคนที่นี่ส่วนใหญ่เห็นกล้องแล้วมักจะหนี

แต่กล้องก็ช่วยป้องกันคนขายของที่ระลึก ประเภทจอมตื้อ ไม่ไห้เข้ามารบกวนเรา พวกนี้ตื้อเก่งมาก โบกไม้โบกมือเพื่อให้รู้ว่าเราไม่เอา แต่แกก็ไม่สนใจเดินมาหาไม่รู้กี่สิบรอบ ตอนหลังจึงใช้กล้องเป็นเครื่องช่วย พอเดินมาก็ยกกล้องเล็งทำท่าว่าจะถ่ายภาพ ได้ผลแฮะ ทำแบบนี้ไปครั้งสองครั้ง ก็ไม่มารบกวนอีกเลย (โดยเฉพาะแม่ค้าสาวๆเวียดนามที่ไม่ค่อยจะสวยนัก)

รถไฟตู้นอน VIP ของเวียดนาม ดูคล้ายกับตู้นอนชั้น 1 ที่บ้านเราหยุดให้บริการไปแล้วเพราะแพงเกินไป เทียบได้กับน้องๆราคาเครื่องบิน คนไม่นิยมจึงยกเลิก

ในห้องของโบกี้ตู้นอน มีเตียงบน - ล่าง คนละฟาก(นอนได้ 4 คน) มีโต๊ะตัวเล็กๆ โคมไฟตั้งโต๊ะ และมีปลั๊กไฟขนาด 220 โวลต์ ให้บริการด้วย ตู้โบกี้มีประตูล๊อค แต่มีช่องกระจกมองผ่านออกไปได้ เจ้าหน้าที่รถไฟที่เดินตรวจสามารถมองเห็น

รถไฟเวียดนามนอนหลับสบาย ไม่โครงเครง ไม่เสียงดัง ไปแบบนิ่มๆ ขนาดวางขวดน้ำดื่มไว้บนโต๊ะก็ไม่ล้มไม่เขยื้อนแม้แต่น้อย คืนนี้จึงหลับสนิท รู้สึกตัวอีกทีก็ก่อนตีห้าเล็กน้อย จึงรีบล้างหน้าแปรงฟันเป็นอันดับแรก

ห้องน้ำบนรถไฟในขณะที่รถจอดอยู่สถานีจะล๊อคอัตโนมัติ ออกได้แต่เข้าไม่ได้ครับ ต้องรอจนรถไฟเคลื่อน อาจลำบากสำหรับผู้ที่ปวดห้องน้ำ เรื่องนี้รถไฟไทยเราน่าจะดีกว่า เพียงแต่มีคำเตือนว่าห้ามใช้ขณะรถจอด แต่บทคนมันจะปวดก็คงห้ามไม่ไหวเหมือนกัน

ข้อดีของรถไฟขบวนนี้ที่เห็นชัดเจนก็เรื่องความสะอาดของโบกี้และห้องน้ำ น่าแปลกตรงที่ไม่มีกลิ่นแม้แต่น้อย จะบอกว่าคนเวียดนามฉี่ไม่เหม็นเหมือนคนไทยเพราะกินแต่ผักก็คงจะไม่ไช่ ผมพยายามที่จะสังเกตเหมือนกันว่ามีอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ แต่ทุกอย่างก็ปกติครับ ผิดกับบ้านเรา ไม่ว่ารถไฟขบวนไหนก็สะสมกลิ่นมาตั้งแต่ปีมะโว้ น่าจะเรียกว่าเป็นมาตรฐานของรถไฟไทยที่ยังรักษากลิ่นของบรรพบุรุษรุ่นคุณปู่คุณย่า ให้เป็นมรดกตกทอดสู่ลูกหลาน

เรื่องความปลอดภัยบนรถไฟในขบวนนี้ค่อนข้างมั่นใจได้ ยามค่ำคืนดึกดื่นจะมีเจ้าหน้าที่ประจำโบกี้คอยสอดส่อง และนั่งเฝ้าตรงทางเดิน ใครเปิดประตูออกมาก็จะเห็น ต่างกับบ้านเราที่พอปูที่นอนให้ผู้โดยสารเสร็จก็จะเข้าไปอยู่ในห้องเล็กๆที่จัดไว้ จากนั้นก็หลับยาว...

ส่วนในห้องนอนรถไฟที่อาจมีผู้หญิงอยู่ร่วมกับผู้ชาย

ไกด์เล่าว่าไม่เคยมีปัญหา กฏหมายที่เวียดนามรุนแรงมาก ไม่เหมือนบ้านเราที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของการรถไฟ พยายามปกปิดและช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รถไฟประจำตู้นอนที่ข่มขืนสาวปริญญาโทกลางดึก เมื่อหลายปีก่อน จนเป็นข่าวเกรียวกราวกันทั้งประเทศ ความผิดก็เพียงแค่ให้ออก ส่วนคดีอาญาให้ไปฟ้องร้องเอง กระทั้งองค์กรสตรีต้องเข้ามาช่วยเหลือ

หากใครจำรายการเจาะใจที่นำผู้เสียหายมาออกรายการ ก็คงเกิดความรู้สึกเคียดแค้นชิงชังการรถไฟไทยเป็นอย่างมาก คนในองค์กรของตัวเองทำผิดชัดเจนก็ยังพยายามบ่ายเบี่ยง และช่วยเหลือกันอย่างน่าเกลียด โดยไม่นึกถึงหัวอกผู้เสียหายที่เป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ไม่ต่างกับคนป่าเถือนที่ไร้มนุษยธรรม ตามดูที่นี่ ที่น่าขันกว่านั้น เมื่อผู้เสียหายไปแจ้งเรื่องกับตำรวจรถไฟที่หัวลำโพง ปรากฏว่าตำรวจไม่รับแจ้ง บอกให้ไปแจ้งความยังสถานที่เกิดเหตุ เพราะเรื่องไม่ได้เกิดที่หัวลำโพง

เป็นไงครับท่าน..ฟังแล้วมันน่าแค้นไม๊..

่สถานีรถไฟล่าวกาย เป็นสถานีปลายทาง และเป็นจังหวัดชายแดนติดกับประเทศจีน แต่มีแม่น้ำเป็นเส้นกั้นแดน คล้ายกับอำเภอแม่สอดจังหวัดตาก กับเมืองเมียวดีของพม่า ที่มีแม่น้ำเมยเป็นเส้นแบ่ง

เรื่องรถไฟ VIP ในเวียดนาม บังเอิญพึ่งเข้าไปหาข้อมูล เห็นแล้วก็อึ้ง ว่ามีหลายรูปแบบ และมีชื่อเรียกต่างกัน ได้แก่ Tulico Train , Ratraco Train , Pumpkin Train หรืออย่างหรู Royal Train เรียกว่าจะเอาแบบ VIP ธรรมดาๆ หรือแบบราชารวมอาหารและเครื่องดื่มก็มีให้เลือก ราคาก็แตกต่างกันไป ส่วนโบกี้ที่ผมนั่งมีชื่อว่า Pimkin Train ครับ แค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว

น่าแปลกที่ระทางเพียง 340 กม.จากฮานอยถึงล่าวกาย แต่มีรถไฟชั้นดีบริการนักท่องเที่ยว จึงขอสรุปคร่าวๆแบบนี้ว่า ซาปา เป็นที่รู้จักกันในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติกันมาก จึงต้องมีตู้โบกี้อย่างหรูหราไว้บริการ หากใครไปเที่ยวก็ลองชะโงกหน้าดูตู้โบกี้ที่พ่วงไปกับขบวนที่เรานั่ง ก็จะเห็นว่าบางตู้มีการตกแต่งแบบสไตล์ผู้ดีที่มีชื่อว่า Victoria Express Train หากสนใจก็คลิก ดูที่นี่ หรือที่นี่

พูดถึงรถไฟเวียดนามก็ขอต่ออีกหน่อยว่า เวียดนามได้ปรับปรุงรางให้รองรับรถไฟจากจีนทีมีช่วงล้อกว้างกว่า หรือต้องใช้รางที่กว้างกว่ารางเดิมที่ใช้ในเวียดนาม โดยมีวิธีง่ายๆที่ต้องยอมรับว่าแก้ปัญหาเรื่องรางรถไฟต่างระบบได้ดี โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมากนัก

วิธีการก็คือ เสริมรางเหล็กอีกเส้นหนึ่งเพื่อรองรับรถไฟจากจีนที่มีช่วงล้อกว้าง ส่วนรถไฟเวียดนามที่ช่วงล้อแคบกว่าก็ใช้รางคู่เดิม ในทางเทคนิคจะปรับเปลี่ยนไม้หมอน หรือเปลี่ยนจุดแยกสับหลีกกันอย่างไรก็ไม่ทราบได้ รู้แต่ว่าเขาผสมผสานเพื่อให้รถไฟทั้งสองประเทศสามารถใช้รางร่วมกันได้อย่างลงตัว หากใครไปเที่ยวจีนในเส้นทางมอเตอร์เวย์สายใหม่เชื่อมฮานอยและคุณหมิงก็อาจเห็นรางรถไฟ 3 ราง ที่ว่านี้ ดูภาพประกอบ

บ้านเราเคยพูดเรื่องรางรถไฟนี้มาหลายปีว่าต้องริ้อรางใหม่ ต้องเปลียนระบบใหม่ทั้งหมด และต้องใช้เงินอีกหลายหมื่นล้าน จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้สร้างเพราะไม่มีเงิน ลองดูเวียดนามก็ได้ว่าเค้าจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างไร หากนำมาใช้ได้กับบ้านเรา ก็น่าจะพัฒนารถไฟของเราให้เป็นแบบสากลมากขึ้น

ล่าวกายได้ยินไกด์เล่าว่าสินค้าจากจีนหลังไหลสู่เมืองนี้เป็นจำนวนมาก ตอนเช้าๆจะมีชาวเวียดนามพร้อมจักรยานหรือรถเข็น เข้าแถวเป็นระเบียบเพื่อรอเวลาเข้าไปขนของจากฝั่งจีนมาขายยังฝั่งเวียดนาม แต่ก็คงไม่คึกคักเท่ากับ ด่านชายแดนไทย-เขมรที่ตลาดโรงเกลือ

สำหรับผู้ที่จะเดินทางต่อไปยังซาปา หลังลงจากรถไฟปลายทางที่ล่าวกายแล้ว ก็ใช้บริการรถบัสประจำทาง หรือรถตู้ยี่ห้อฟอร์ดขับเคลื่อน 4 ล้อ ผลิตในเวียดนาม เป็นยี่ห้อยอดนิยมของที่นี่ ส่วนรถตู้โตโยต้าที่วิ่งกันทั่วเมืองไทย ไม่มีให้เห็นในเวียดนามครับ

ค่ารถราว 100 บาท สำหรับรถตู้ คนเต็มก็ออก หากไม่มีที่วางกระเป๋าด้านหลัง(มีพื้นที่น้อย) ก็ใช้พื้นที่ด้านข้างผู้โดยสารวางจนเต็ม ก็ไม่อึดอัดนักเพราะเป็นช่วงเดินทางสั้นๆ ราว 1 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว


จากล่าวกายถึงซาปาใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นตา ทิวทัศน์สวย แปลกตา และเป็นธรรมชาติมาก เห็นชาวเขาเผ่าต่างๆ กำลังออกไปทำงานที่ไร่

ซาปา เพียงฉากแรกที่เห็นก็ประทับใจแล้วครับ

นั่งชมวิวเพลินๆจนไกด์บอกว่าถึงแล้ว จึงก้าวลงจากรถอย่างไม่เชื่อสายตา เมืองอะไรนี่ ทำไมอากาศจึงดีแบบนี้ แถมทิวทัศน์ก็สวยงาม ตึกทรงยุโรปสูงราว 2-3 ชั้น ปลูกเรียงรายอยู่ริมทะเลสาบขนาดเล็กดูช่างคลาสสิค ส่วนฝั่งตรงกันข้ามก็เป็นทิวเขาสูง ทอดตัวยาวอยู่ทางทิศตะวันออก เห็นพระอาทิตย์พึ่งโผล่พ้นยอดเขาไปไม่นานนัก และยิ่งแปลกใจมากที่ท้องถนนดูเงียบ โล่ง นานๆรถจะผ่านมาสักคัน ผู้คนก็แทบมองไม่เห็น ดูไม่ต่างกับเมืองร้าง จะบอกว่ายังเช้าอยู่ก็ไม่น่าไช่ เพราะตอนนี้ก็เกือบๆ 7 โมงแล้ว

จากนั้นก็ต้องขนกระเป๋าเข้าโรงแรม ซาปาโฮเต็ล โรงแรมเล็กๆขนาด 2 ชั้น โชคดีที่ได้ห้องพักตรงหัวมุมตึกรูปโค้งชั้นบน มีประตูเปิดให้ออกไปชมวิวและสัมผัสอากาศภายนอกได้

ซาปา สัมผัสแรกที่เห็นคงไม่ไช่คำตอบ เพราะนี่เป็นเพียงแค่ก้าวแรก ยังมีอีกหลายตอนที่จะพาไปเที่ยวทุกซอกทุกมุม โดยมีมอเตอร์ไซด์รับจ้างเป็นผู้นำทาง ดูแล้วน่าจะเป็นพาหนะที่เหมาะสมที่สุดในการเที่ยวซาปาได้อย่างคุ้มค่า

คราวหน้าหรือซาปาในตอนที่สอง จะพาไปตะลึงไปกับภาพซาปา ที่ผมตั้งชื่อว่าเป็น " ดินแดนแห่งความฝัน สวรรค์ของเวียดนาม" แต่ต้องบอกก่อนว่าห้ามกระพริบตาเด็ดขาด เป็นความสวยงามที่เห็นแล้วก็แทบไม่เชื่อสายตาว่านี่คือประเทศเวียดนาม



เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
9 มกราคม 2552



 
 
          copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ