Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว      Home > Outbound Tour > Sapa 2  
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
   
 
ถึงซาปา
ลุยซาปา
ลุยซาปา
นาขั้นบันใด
หมู่บ้านม้ง
ในเมืองซาปา
เมืองซาปา
หมู่บ้านกั๊ตกั๊ต
ฮามรอง
หมู้บ้านม้ง
   
Home

 
 

ซาปา ฉายาสวิสเซอร์แลนด์ของเวียดนาม เมืองเล็กๆใน จ.ล่าวกาย อยู่เหนือสุดของประเทศ ติดกับมณฑลยูนนานของจีน  อดีตเป็นเมืองตากอากาศของฝรั่งเศสในยุคล่าอาณานิคม ซาปามีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี บางปีอาจเห็นหิมะตกในเมืองหรือปกคลุมยอดเขา ฟานซิปัน ภูเขาสูงสุดของเวียดนาม และสูงที่สุดในอินโดจีน ความสูง  3,143 เมตร สูงกว่ายอดดอยอินทนนท์ถึง 578 เมตร .. ติดตามแดนฝัน สวรรค์ของเวียดนามได้ที่นี่ครับ.. (เดินทางเมื่อ 1 ตค.50)

 
 
ซาปา ตอนที่ 2 : นั่งมอเตอร์ไซด์เที่ยวซาปา ชมทิวทัศน์บนเส้นทาง ซาปา-เดียนเบียนฟู-ฮานอย น้ำตกซิลเวอร์
  แผนที่การเดินทางสู่ซาปา :: เส้นทางเดินรถไฟในเวียดนาม :: แผนที่เส้นทางเดินรถ ซาปา เดียนเบียนฟู ฮานอย














     
 


ซาปา (Sapa) ตอนที่ 2 ทิวทัศน์บนเส้นทางสาย ซาปา - เดียนเบียนฟู - ฮานอย ชมน้ำตกซิลเวอร์
(เดินทางเมื่อ 1 ตค.50)

ซาปาตอนที่สอง คงต้องออนทัวร์ไปกับมอร์เตอร์ไซด์รับจ้างที่มีอยู่ทั่วไปในเมืองนี้ ใครมาเที่ยวก็หาไม่ยาก พวกเค้าจะคอยสังเกตนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด หรือบางครั้งก็โฉบมาใกล้ๆเพื่อสอบถามให้เราใช้บริการ

แต่ปัญหาเรื่องการท่องเที่ยวในซาปาสำหรับคนไทยก็คือเรื่องภาษาครับ คนส่วนใหญ่ในเมืองนี้ไม่สามารถสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ แม้ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตามโรงแรม ก็ไช่ว่าจะสื่อกันได้เข้าใจนัก อย่างมากก็ถามคำ ตอบคำ ไม่จำเป็นจริงๆจะไม่ถาม อีกอย่างพวกเค้าก็ไม่อยากจะพูดเท่าใดนัก ไม่ต่างกับคนไทยที่ไม่อยากพูดภาษาอังกฤษกับคนต่างชาติ

การมาเที่ยวซาปากับบริษัททัวร์น่าจะสะดวกกว่า เพราะจะมีไกด์เวียดนามที่พูดไทยได้เป็นคนจัดการทั้งหมด นักท่องเที่ยวก็ได้แต่เดินตาม ไปไหนไปกัน ก็ว่ากันตามโปรแกรมที่กำหนดไว้แล้ว สะดวกตรงที่ไม่ยุ่งยากอะไรนัก และมีโอกาสได้เที่ยวครบถ้วนในสถานที่สำคัญๆ

แต่สำหรับซาปา อาจจะต่างกับสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆของเวียดนาม ที่เที่ยวในซาปาแต่ละแห่งมีความเป็นธรรมชาติและน่าสนใจมาก จนบางคนอาจอยากจะไปเที่ยวแบบอิสระ ตามสไตล์ของตนเอง หรือต้องการแวะเที่ยวบางจุดกันให้นานกว่าที่ทัวร์จัด หากต้องการแบบนี้ แนะนำว่าควรมาเที่ยว แบบ Back Pack หรือหิ้วเป้มาเที่ยวกันเอง เข่นเดียวกับพวกฝรั่งต่างชาติ โดยอาจติดต่อเอเยนต์ทัวร์ที่เมืองฮานอยเพื่อให้จองตั๋วรถไฟ และสอบถามรายละเอียด อาจยุ่งยากในการติดต่อและหาข้อมูล แต่มีโอกาสได้เที่ยวตามใจตนเอง

ขอวกหลับมาตั้งหลักที่ซาปากันก่อน หลังจากที่ขนกระเป๋าเข้าที่พักแล้ว จากนั้นก็ต้องหาของทานสำหรับมื้อเช้า ไกด์เวียดนาม(พูดไทยได้) พาเดินมาที่ร้านอาหารตรงหัวมุมถนน ดูสภาพแล้วน่าจะเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว หรือร้านเฝอ (Pho) ของเวียดนาม ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ ปลูกสร้างแบบง่ายๆ เห็นหมูปิ้ง เนื้อย่าง กำลังย่างควันโขมงอยู่หน้าร้าน แค่นี้น้ำลายมันเริ่มสอ ยิ่งกลิ่นมาเตะจมูกก็ยิ่งทำให้นึกถึงเนื้อย่าง น้ำตก อาหารอีสานบ้านเรา

มองไปในร้านเห็นมีเนิ้อหลากหลาย ทั้งเนื้อสด(แดงสดจริงๆ) เนื้ออบ หรือเนื้อวัวนึ่งหรือต้มชิ้นโตๆ หั่นกองไว้ข้างเขียง นอกจากนี้ก็เข้าใจว่ามีเนื้อแพะด้วย จะเป็นเนื้อที่เห็นอยู่ข้างเขียงหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ แต่สำหรับผมแล้วได้ทั้งนั้น

มาที่นี่แล้วก็อย่าแปลกใจว่า ในร้านอาหารจะเห็นเนื้อแพะพอๆกับเนื้อหมู เพราะที่นี่เป็นถิ่นชาวเขาที่นิยมทานเนื้อแพะกันมาก จะเลี้ยงแพะเกือบทุกครัวเรือน เนื้อแพะกับเนื้อวัวก็ไม่ต่างกันเท่าใดนัก

ใครทานอาหารยาก ก็ต้องบอกว่ามาเที่ยวซาปาลำบากหน่อย เพราะเนื้อแพะมีอยู่เกือบทุกร้านที่เป็นร้านอาหารแบบท้องถิ่น (ไม่นับในโรงแรม)

นี่ยังไม่นับเนื้อหมา

คนเวียดนามทางภาคเหนือนิยมกันมาก จะว่าไปแล้วเนื้อหมาในเวียดนามราคาแพงมาก และไช่ว่าจะหาทานกันง่ายๆ ต้องระดับมีเงินหรือมีความชอบเป็นการส่วนตัวเท่านั้นจึงจะมีโอกาสได้ทาน ร้านที่ปรุงอาหารเนื้อหมาก็ต้องมีความชำนาญเฉพาะอย่าง ร้านทั่วๆไปจึงไม่มีเนื้อหมาแน่นอน มาเที่ยวแล้วก็ไม่ต้องกังวล หรือต้องชโงกหน้าเข้าหลังร้านเพื่อจะดูว่ามีเนื้อหมาหรือไม่

ของมันแพงนะครับ คนไทยไม่มีวาสนาได้ทานแน่ๆ..

มื้อเช้านี้ผมก็ถือหลักง่ายๆ ไกด์สั่งอะไร ผมก็สั่งตาม ง่ายดี จะถามรายการอื่นๆ ก็ไม่รู้จัก และคงต้องอธิบายกันนาน ว่ากันง่ายๆดีกว่า อีกอย่างผมก็กินได้สารพัด กินง่ายอยู่ง่าย หากจะกินเนื้อหมาก็ไม่รังเกียจ ง่ายดีไม๊ครับ..

แต่กินง่ายอย่างที่คุยไว้นั้น จำได้ว่าเคยยกธงขาวมาแล้ว เรียกว่าแพ้หมดรูป เนื้อแพะที่มาเลเซียครับ.. รับไม่ได้กับกลิ่นเครื่องเทศของแขกอิสลามมาเลเซีย แค่ตักมาดมก็ยอมแพ้จนแทบเข่าอ่อน ไปเที่ยวเมืองไหนก็ไม่เคยตักอาหารมาดม ก็มีที่มาเลเซียประเทศเดียวที่ต้องทำแบบนี้ อาหารเค้าน่าทานทั้งนั้น ยังไงก็ขอเตือนคนไทยกันหน่อย เห็นมาเยอะแล้วครับ ตักเอาๆ ในที่สุดก็กองอยู่ข้างจาน อายคนชาติอื่นๆครับ โดยเฉพาะแขกสาวชาวซาอุดิอารเบีย ที่นั่งอยู่โต๊ะถัดไป สวยตาคมจนต้องแอบมองอยู่บ่อยๆ


คนเวียดนามเค้าทานขนมจีนด้วยนะครับ ผมก็พึ่งรู้

เป็นขนมจีนขาวๆทำด้วยแป้งหมักแบบบ้านเรานี่แหละ มื้อนี้ที่สั่ง ก็มีเกาเหลาใส่หมูปิ้งหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ดูคล้ายหมูกรอบ ลองซดน้ำดูรู้สึกจะออกหวานนิดๆ แต่ก็อร่อยดี ยกมาพร้อมกับผัก 1 ถาด สำหรับทานร่วมกัน ถาดไม่ใหญ่นัก แต่ผักสารพัดชนิด ตั้งแต่สะระแหน่ ผักไผ่ และผักอื่นๆ คล้ายเครื่องเคียงแหนมเนือง จากนั้นทางร้านก็ยกถ้วยขนมจีนเปล่าๆมาให้คนละถ้วย

ทีแรกผมก็ไม่ทราบวิธีกิน จึงเทขนมจีนใส่ถ้วยเกาเหลาทันที แล้วเติมผักสด คนให้เข้ากันเพื่อให้ผักสุก ไกด์เห็นแล้วก็ต้องบอกว่าไม่ไช่ ให้ตักน้ำแกงมาใส่ถ้วยขนมจีน หรือตักขนมจีนเข้าปาก แล้วตักน้ำแกงตาม ส่วนผักก็หยิบเข้าปากตาม ก็เท่านั้นเอง

ผมมารู้ทีหลังว่าวิธีการที่ผมทานนั้นไม่ฉลาดเอาเสียเลย (งี่เง้าจริงๆ)

ลองนึกดูแล้วกันว่า หากเป็นบ้านเรา เมื่อสั่งเกาเหลากับข้าวเปล่า และเราเทข้าวใส่ถ้วยเกาเหลาทั้งหมด มันก็คงดูตลกสิ้นดี สรุปว่า เกาเหลากับข้าวเปล่าทานในบ้านเราอย่างไร ไปเวียดนามก็ทานเกาเหลากับขนมจีน ด้วยวิธีเดียวกัน

และวิธีที่ผมทานนี้ถือว่าไม่ประหยัดอีกด้วย เพราะชุดเดียวนั้นไม่อิ่ม จึงต้องเพิ่มอีกชุด ผิดกับไกด์เวียดนามที่สั่งเพิ่มแค่ขนมจีนเปล่าๆ เท่านั้นเอง ส่วนน้ำแกงหรือเกาเหลาก็ยังเป็นถ้วยเดิม


อธิบายมาเสียนาน จะได้เป็นความรู้สำหรับคนอื่นๆด้วย และไม่ทำขายขี้หน้าแบบผม


อิ่มแล้วก็ออกจากร้าน เห็นมอเตอร์ไซด์ป้วนเปี้ยนเหมือนรู้ใจ คงเดาว่าเราต้องใช้บริการแน่ จากนั้นก็ได้เวลาตระเวณเที่ยวซาปากันแล้วครับ งานนี้เห็นไกด์ผมส่งภาษาเวียดนามกับมอเตอร์รับจ้าง วางแผนว่าจะไปไหนก่อนไหนหลัง จากนั้นก็ขับออกนอกเมือง อ้อมไปเชิงเขาด้านหลัง ตามถนนสายเล็กๆ เลาะไปเรื่อยๆ ถึงตอนนี้เริ่มเห็นภาพชนบท ไม่ต่างกับตอนแรกที่นั่งรถมาจากล่าวกาย

ครับ ชาวเขาปลูกบ้านห่างๆกันบนเนินเขา

ฉากแรกที่เห็นนี้หากเป็นที่เมืองไทยก็ถือว่าใช้ได้ แต่ซาปามีอะไรดีๆกว่านี้ครับ

หลังผ่านถนนสายแคบๆ แต่ก็เห็นรถขับสวนมาบ้างประปราย แสดงว่าน่าจะเป็นถนนที่มีระยะทางต่อไปอีกยาวไกล เพียงแต่ว่าเป็นถนนสายเก่าที่คดเคียวไปมาตามไหล่เขา

ตั้งแต่ออกมาจากตัวเมือง ผมก็ถ่ายภาพไปเป็นระยะๆ จุดสำคัญๆไม่ว่าทางซ้ายหรือทางขวา ไม่รอดสายตาแม้แต่ภาพเดียว ต้องบอกว่าเป็นการท่องเที่ยวที่มีรสชาติ ยิ่งเช้าๆ หนาวๆ แบบนี้ คงไม่ต้องบอกว่า จะประทับใจขนาดไหน

มอเตอร์ไซด์พาอ้อมอยู่หลังเขาสักพัก ก็โผล่ขึ้นมาอยู่ที่สูง เห็นหุบเขาขนาดใหญ่อยู่ข้างๆ ขนานไปกับถนนที่รถกำลังแล่น ตอนนี้เริ่มตื่นเต้นละครับ แทบไม่เชื่อสายตาว่า หุบเขาสวยงามแบบนี้ อยู่ห่างจากตัวเมืองซาปาไม่มากนัก

มันสวยจนต้องอุทานออกมาดังๆ ใจนึงก็อยากจอดถ่ายภาพทันที แต่มอเตอร์ไซด์คันหน้าที่ไกด์นำทางอยู่นั้น เล่นขับบึ่งจนไม่เหลียวมามองข้างหลัง

ทนไม่ไหวแล้วครับ ภาพแบบนี้จะให้ผ่านไปได้อย่างไร จะบอกว่าข้างหน้าสวยกว่านี้ก็ไม่สนแล้ว ยังไงก็ขอตรงนี้ก่อนก็แล้วกัน ส่วนคันที่นำจะไปถึงไหนก็ช่างปะไร ประเดี๋ยวก็ต้องเจอกันอยู่ดี คิดได้อย่างนั้นก็ทำมือให้โชเฟอร์เราจอดรถ จากนั้นก็รีบวิ่งไปบนเนิน เพื่อจะได้ถ่ายภาพให้ได้ถนัด

ภาพที่ปรากฏอยู่ข้างหน้าต้องบอกว่าเล่นเอางงอยู่เหมือนกัน คิดไม่ถึงว่าที่นื่คือประเทศเวียดนาม

หลังจากถ่ายไปจนพอใจแล้วก็เดินทางต่อ ปรากฏว่าคันหน้าไปจอดรอผมบนเนินสูงที่เห็นทิวทัศน์เกือบ 360 องศา จึงมีโอกาสถ่ายภาพได้อีกชุดใหญ่ มาถึงตรงนี้ทำให้รู้จักซาปาได้มากขึ้น และเข้าใจดีว่าในอดีตสมัยที่ฝรั่งเศสปกครองเวียดนาม ทำไมจึงชอบเมืองนี้กันนัก ถึงขนาดสร้างโบสถ์สร้างบ้านพักตากอากาศกันถึงที่นี่

หลังจากชื่นชมความสวยงามตรงจุดนี้แล้วก็เดินทางกันต่อ และเส้นทางต่อจากนี้ไปรู้สึกว่าจะเริ่มลำบากขึ้นทุกขณะ เนื่องจากรัฐบาลกำลังเร่งขยายถนนกันยกใหญ่ เพื่อให้ทางสายนี้ที่ไปไกลถึงเมืองเดียนเบียนฟู และเมืองฮานอยให้มีความสะดวกมากขึ้น หากถนนแล้วเสร็จก็คิดว่าเวียดนามอาจมีแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่บนถนนสายนี้ หลังประสบความสำเร็จกับเส้นทางจาก ล่าวกาย ถึง ซาปา ซึ่งทำให้ซาปากลายเป็นเมืองท่องเที่ยวแห่งใหม่

มอเตอร์ไซด์ที่ว่าจ้างพาไปเที่ยวครั้งนี้ เรียกว่าลุยแหลก ทั้งโคลน กรวดหินที่แหลมคม รวมทั้งฝุ่น มีเกือบตลอดทาง นั่งไปก็ต้องลุ้นว่าจะติดขัด หรือยางแตกหรือไม่ บางช่วงก็เป็นหินแหลมๆที่เกลี่ยยังไม่แน่นพอ

ถนนอาจยังไม่เรียบร้อยแต่สองข้างทางกลับมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ยิ่งขับไปไกลไปก็ยิ่งเห็นชาวเขาเผ่าต่างๆมากขึ้น หากจำไม่ผิดและพอจะคุ้นหน้าคุ้นตากับเครื่องแต่งกายที่เคยเห็นในบ้านเรา เดาว่าน่าจะเป็นเผ้าม้ง

สำหรับพืชผักตามเชิงเขา เห็นปลูกกันมากก็มีต้นฟักแม้ว ผ่านไปทางไหนก็เห็นแผ่กิ่งก้านเหมือนคลุมด้วยตาข่าย ฟักแม้วได้ยินว่าที่นี่ปลูกกันมานานหลายสิบปีแล้ว และราคาถูกมาก ระหว่างทางมีชาวเขานำมากองขายกันเป็นระยะๆ

มอเตอร์ไซด์ค่อยๆพาขึ้นสู่ที่สูงทุกขณะ เรียกว่าค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังมองเห็นเทือกเขาสูงๆอีกหลายลูกที่อยู่ข้างหน้า และ ยอดเขา ฟานซิปัน (Fansipan) สูงที่สุดในเวียดนาม ก็อยู่บนเทือกเขาเหล่านี้ ไกด์บอกว่า ฟานซิปัน อยู่ลึกเข้าไปด้านใน และภูเขาที่เห็นนี้ พวกฝรั่งนิยมมาปีนเขาและเดินป่ากันมาก

แค่เห็นภูเขาเป็นลูกๆก็เหนื่อยแทนแล้ว จะให้ผมเดินเข้าป่าแบบพวกฝรั่งที่เห็นคงไม่ไหวแน่ กลัวไข้ป่ามากกว่าครับ สภาพป่าแถวนี้มีป่าไม้แน่นขนัด แสงแดดแทบไม่ส่องถึงพื้น

ความสูงของฟานซิปัน 3143 เมตร สูงที่สุดในอินโดจีน เทียบกับบ้านเราแล้วสูงกว่าอินทนนท์ 578 เมตร ความสูงระดับนี้ก็พอที่จะแตะถึงระดับเมฆ

อุณภูมิในฤดูหนาวจะติดลบทุกปี บางปีก็อาจเห็นหิมะปกคลุมยอดเขา


จากสถิติแล้วมีหิมะบนยอดเขาติดต่อกัน 3 ปีซ้อน ฟังจากไกด์แล้วบอกว่าบนยอดเขาจะเห็นละอองหิมะโปรยปรายลงมาเหมือนในยุโรป และหากย้อนไปอีกหลายๆปี หิมะจะปกคลุมทั่วทั้งเมืองซาปา หนาราว 5-6 นิ้ว ไม่ต่างกับเมืองหนาวในประเทศอื่นๆ

ระว่างทางได้ผ่านน้ำตกขนาดเล็กหลายแห่ง น้ำใสและไหลแรงมาก มีน้ำตกซิลเวอร์ (Silver) สูงที่สุดและสวยกว่าน้ำตกในที่อื่นๆบนถนนสายนี้ ขณะซ้อนมอเตอร์ไซด์ก็เห็นแต่ไกลว่าน้ำตกซิลเวอร์นี้สูงมากทีเดียว

เราแวะที่นี่เนื่องจากถนนปิด ต้องรอให้เครื่องจักรทำงานเกลี่ยถนนให้เสร็จก่อน รถทุกคันที่มาถึงก็ต้องเสียเวลาคอยราว 45 นาที

ที่นี่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าชมน้ำตกด้วยนะครับ มองขึ้นไปแทบไม่มีคนแต่ต้องเสียค่าผ่านทางจากนั้นก็ขึ้นไปตามทางเดิน แต่จะไปได้ไม่ไกล เพราะมีเวลาไม่มากนัก เพียงแค่เดินข้ามสะพานเชื่อมระหว่างกลางน้ำตกก็รู้สึกเสียวใส้ จุดนี้อยู่สูงจากถนนเอาเรื่องทีเดียว ไกด์บอกว่าช่วงฤดูฝนน้ำจะแรงมาก ไม่สามารถขึ้นมาเที่ยวข้างบนนี้ได้

ออกจากน้ำตกไปไม่ไกลก็ถึงจุดสูงสุดของถนนสายนี้ และเนินที่เห็นนี้ก็เป็นส่วนที่สูงที่สุดของถนนในประเทศเวียดนาม สูงพอที่จะมองเห็นถนนที่คดเคี้ยวอยู่เบื้องล่างไม่ต่างกับงูเลื้อย

ข้างบนนี้ไม่มีป้ายบอกระดับความสูง จึงไม่ทราบว่าอยู่เหนือจากระดับน้ำทะเลแค่ไหน ไกด์บอกว่าถนนที่เห็นข้างหน้านั้น สามารถไปถึงเมืองเดียนเบียนฟู และไปถึงฮานอย แต่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง หรือเดินทางกันค่อนวัน

ชมวิวที่จุดสูงสุดนี้จนพอใจแล้วก็เดินทางกลับเส้นทางเดิม ส่วนภาพในเส้นทางขากลับเอาไว้ชมกันในตอนต่อไป หรือซาปาตอนที่ 3 ครับ





เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
29 มกราคม 2552


 
 
          copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ