Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว      Home > Outbound Tour > Sapa 7  
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
   
 
ถึงซาปา
ลุยซาปา
ลุยซาปา
นาขั้นบันใด
หมู่บ้านม้ง
ในเมืองซาปา
เมืองซาปา
หมู่บ้านกั๊ตกั๊ต
ฮามรอง
หมู้บ้านม้ง
   
Home

 
 

ซาปา ฉายาสวิสเซอร์แลนด์ของเวียดนาม เมืองเล็กๆใน จ.ล่าวกาย อยู่เหนือสุดของประเทศ ติดกับมณฑลยูนนานของจีน  อดีตเป็นเมืองตากอากาศของผู้ดีฝรั่งเศสในยุคล่าอาณานิคม ซาปามีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี บางปีอาจเห็นหิมะตกในเมืองหรือปกคลุมยอดเขา ฟานซิปัน ภูเขาสูงสุดของเวียดนาม และสูงที่สุดในอินโดจีน ความสูง  3,143 เมตร สูงกว่ายอดดอยอินทนนท์ถึง 578 เมตร .. ติดตามแดนฝัน สวรรค์ของเวียดนามได้ที่นี่ครับ.. (เดินทางเมื่อ 1 ตค.50)

 
 
 
 
ซาปา ตอนที่ 7 : เมืองซาปา สถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส
  แผนที่การเดินทางสู่ซาปา :: เส้นทางเดินรถไฟในเวียดนาม :: แผนที่เส้นทางเดินรถ ซาปา เดียนเบียนฟู ฮานอย














     
 

ซาปา (Sapa) ตอนที่ 7 เมืองซาปา สถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส
(เดินทางเมื่อ 1 ตค.50)

ตอนที่ 6 จากครั้งที่แล้ว หลังกลับมาจากหมู่บ้านชาวม้งดำ ก็พาชมสถานที่ต่างๆในเมืองซาปามาบ้างพอเป็นกระสาย ที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ สงบเงียบ จนอยากอยู่ต่ออีกหลายๆวัน

เสน่ห์ซาปายังมีอีกมาก เขียนมาถึงตอนที่ 7 แล้ว ก็มีความรู้สึกว่าภาพเหล่านั้นพึงจะผ่านไปหมาดๆ ทั้งที่เป็นเหตุการณ์เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2550 ถึงวันนี้ ก็ปีกว่าๆแล้ว ทั้งภาพและความทรงจำต่างๆ ยังอยู่ในใจตลอดเวลา คิดว่าใครมาเที่ยวซาปาในบรรยากาศและเวลาที่ลงตัวแบบนี้ก็คงมีความรู้สึกเหมือนๆกัน

ซาปาต่างกับเมืองไทยค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันซาปาก็ยังต่างกับเมืองอื่นๆของเวียดนามเช่นเดียวกัน อาจเรียกว่าเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจนเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก โดยเฉพาะ นาขั้นบันใด ที่สวยงามมาก

ลองนึกย้อนกลับมาบ้านเราว่า หากยกซาปามาไว้ที่เมืองไทยป่านนี้ก็คงถูกปู้ย้ำปู้ยีกันจนเละเทะ ตั้งแต่นายทุนที่จะเข้ามาบุกรุกที่ดิน นักการเมืองท้องถิ่น รวมทั้งนักการเมืองระดับชาติที่อาศัยนโยบายของรัฐและอิทธิพลต่างๆ เข้ามาครอบงำ ดังนั้นการที่จะเข้ามาครอบครองเมืองเล็กๆ เช่นเมืองซาปานี้จึงไม่ไช่เรื่องยากจนเกินไปสำหรับนักการเมือง(ขี้เท่อ) ในบ้านเรา

คนไทยที่ไปเที่ยวต่างประเทศหากเจอเรื่องราวดีๆ หรือไม่ดี ในประเทศนั้นๆ ก็มักจะนำมาเปรียบเทียบกับบ้านเราเสมอ โดยเฉพาะเรื่องของการเมือง ที่มักกลายเป็นขี้ปากในหมู่นักท่องเที่ยว รุมด่าว่านักการเมืองบ้านเราอย่างสาดเสียเทเสีย เรียกว่าวิจารณ์เรื่องการเมืองไปพร้อมๆกับการท่องเที่ยว และร้อยทั้งร้อยก็มักจะดูถูก ดูแคลน เหยียดหยาม นักการเมืองบ้านเราที่ทำตัวกะเลวกระราด โดยเฉพาะจากก้วนไทยรักไทยเก่า หรือนักการเมืองในระบอบทักษิณ ที่ทำเอาประเทศไทยฉิบหายย่อยยับมาจนถึงทุกวันนี้

บางคนหากพูดถึงเรื่องนี้ก็เหมือนถูกจี้จุด คำพูดพลั่งพลูออกจากปากที่รุมด่ารัฐบาลทักษิณ มาจนถึงรัฐบาลนายสมัคร และรัฐบาลของนายสมชาย เรียกว่าโกรธมาก แค้นมาก จนต้องใช้ภาษาพ่อขุน เช่น นักการเมืองโคตรเง่า งี่เง้า ชั่วช้าสามาน นักการเมืองที่น่าทุเรศ นักการเมืองโคตรโกง หรือโกงทั้งตระกูล ฯลฯ นี่ก็พูดไปตามที่นักท่องเที่ยว รุมสับนักการเมืองประเภทสวะ เป็นกากเดนเศษซากจากระบอบทักษิณ ที่ยังหลงเหลือจนกลายมาเป็นฝ่ายค้านในปัจจุบัน

สองสามวันมานี้ก็มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็ยิ่งเห็นนักการเมืองฝ่ายแค้น สำรอกวาจากักขฬะ ออกมาให้เห็นอยู่หลายตัว..เอ้ยหลายคน บางคนก็เหมือนไม่ไช่มนุษย์ เพราะทำตัวไม่ต่างกับสัตว์ชั้นต่ำที่ชิงหมาเกิด หน้าตาดุดัน ทะมึงตึง วาจาสามหาว หยิบแต่เรื่องนิทานโกหกมาอภิปราย ไม่ว่าจะเป็นเด็กเลี้ยงแกะจากฝั่งธนฯ หรือฉายาเจ้าพ่อโรงน้ำแข็ง ที่โกหกจนเป็นสันดาน สร้างภาพให้กับตนเองว่าข้าแน่ หลักฐานชัด ข้ามือสอบสวนเก่านะเฟ้ย..แต่ชาวบ้านเขารู้อยู่แล้วว่า โกหกทั้งเพ

ชาวบ้านรับไม่ได้ครับ และตั้งคำถามว่า นี่หรือคือสภาผู้แทนราษฏร สภาอันทรงเกียรติของประเทศไทย ที่เวลาประชุมกันแต่ละครั้งก็เรียกชื่อสรรพนามกันอย่างเพราะพริ้งว่า ท่านประธานที่เคารพ ท่าน สส.ผู้ทรงเกียรติ ...ฟังแล้วดูดี แต่ภาพที่ปรากฏเมื่อวันสองวันนี้ ชาวบ้านบอกว่า นี่มันนรกขุมไหนกันนะ ทำไมจึงต่ำช้ากันขนาดนี้

บางคนก็ถ่อยมาก เช่น ส.ส. พระนครศรีอยุทธยา ถึงขนาดให้ของลับกันในสภา นี่แหละเขาถึงบอกว่า " สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล " สิ่งที่เกิดขึ้นคงไม่ต้องบอกว่าถ่อย และ สถุน กันขนาดไหน เพราะรู้เห็นกันทั้งประเทศ น่าแปลกที่คนอยุธยาเป็นเมืองหลวงเก่าของไทย เป็นเมืองคนดี่ที่มักมีคำกล่าวกันว่ากล่าวกันว่า " คนดีศรีอยุธยา " แต่พฤติกรรมของ สส.เมืองเก่า คราวนี้ ไม่ทราบว่าเป็นคนอยุธยาที่แท้จริงหรือไม่ มีคนถามว่าทำไมจึงกักขฬะกันขนาดนี้
แต่เรื่องราวทั้งหมดที่เห็นจากโทรทัศน์ หากไม่ไช่คอการเมืองแล้วอาจรู้สึกตื่นเต้น

แต่ที่นี่ประเทศไทย นักการเมืองสันดานดิบ สันดานชั่วในบ้านเราเค้าทำกันมานานแล้วครับ

เช่นปั้นน้ำเป็นตัวอย่างหน้าด้านๆ

ลองย้อนไปในสมัยอดีตก็ยังมีนักการเมืองสารเลวสร้างหลักฐานเท็จ ว่ามีหลักฐานการโอนเงินจากธนาคารมาเข้าบัญชีนักการเมือง ที่ถือว่ามือสะอาดและซื่อสัตย์สุจริตในสมัยนั้น

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เมื่อครั้งเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา รมว.อุตสาหกรรมในรัฐบาลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และเรื่องราวทั้งหมดนี้ก็เป็นนิทานโกหก เป็นหลักฐานปลอมจากธนาคาร หรือสเตทเมนท์ปลอม โดยผู้อภิปรายได้ใช้สำนวนโวหารระดับเทพ กะจะฟันให้ตายกันกลางสภา

รัฐมนตรีท่านนี้ก็ได้ลาออกทันที เพราะไม่อาจทนดูพฤติกรรมของนักการเมืองถ่อยๆในบ้านเราได้ จากนั้นไม่นาน นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ก็ได้ รับพระราชทานโปรดเกล้า แต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี มาจนถึงทุกวันนี้

ถามว่าใครที่เป็นคนปั้นน้ำเป็นตัวในครั้งนั้น ก็ต้องไปถามนายสมัคร สุนทรเวช ดู หรือ ฉายา นายกฯหอกหัก นั่นแหละที่รู้ดีกว่าคนอื่นๆ และหากจะถามว่า มือที่มองไม่เห็น ตามที่นายสมัคร พูดอยู่หลายครั้งตอนเป็นรัฐบาล ก็น่าจะเข้าใจว่่าหมายถึงใคร เรียกว่าเป็นความคับแค้นใจจากอดีตที่นายสมัคร มีต่อรัฐบาลของพลเอก เปรมฯ


ก็รู้ๆกันอยู่ว่าอภิปรายเมื่อวันสองวันนี้ เป็นไปตามใบสั่งจากนายใหญ่ที่นั่งกระดิกเท้าเกาสะดืออยู่เกาะฮ่องกง เพราะมีข่าวชมเปาะใหญ่เลยว่า “ ไอ้น้อง ทำดีแล้ว คุ้มกับค่าจ้าง เห็นแบบนี้แล้ว ม่วนอ๊ก ม่วนใจ๋ “

ใครที่ได้ฟังการอภิปรายและได้ยินเรื่องไม่ดีไม่งาม หรือเรื่องฟังแล้วมันเสนียดหูบ้าง ก็ต้องทำใจกันหน่อย เพราะสภาบ้านเรา แปลในภาษาชาวบ้าน ก็คือที่ชุมนุมของพวกคนถ่อย สถุน ไม่ต่างกับพวกคนจัญไรในเพลง “ หนักแผ่นดิน “ ที่เคยฟังๆกัน



น่าเสียดายกับนักการเมืองหญิงหน้าใหม่จากเมืองเหนือ ที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม โดนนักการเมืองรุ่นพ่อหลอกให้ออกมาล่อเป้า

กะว่าจะกระโดดข้ามชั้น เพื่อยกระดับตนเอง อภิปรายรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่ถือว่าเป็นมวยคนละชั้นหมากคนละเชิง ไม่ต่างกับเอาไม้จิ้มฟันไปงัดไม้ซุง หรือลูกหมากับราชสีห์ เรื่องที่อภิปรายก็หน่อมแน้ม ประเภท ขี้หมูรา ขี้หมาแห้ง ไม่มีสา่ระ อภิปรายโดยอ่านจากแผ่นกระดาษหรือสคริปท์ที่คนอื่นเขียนมาให้ กล่าวร้ายรัฐมนตรีฯในหลายเรื่อง

จนถูกนักการเมืองหญิงรุ่นพี่สั่งสอนว่า “ ไม่มีสมองเป็นของตนเอง ” ภาษาการเมืองเค้าเรียกว่าโดนตบซะฉาดใหญ่ ไม่ต่างกับอาจารย์หญิงจาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ถูกกลุ่มเสื้อแดงบุกไปตบเอาถึงหอประชุมของมหาวิทยาลัย ในวันชุมนุมศิษย์เก่า เมื่อไม่กี่เดือนมานี้

นักการเมืองอ่อนหัดแต่อยากดัง ในบ้านเรามีเยอะครับ บางคนก็เป็นทายาทอสูร

ได้มาเป็น สส. ก็ไม่ไช่เพราะความสามารถของตนเอง แต่อาศัยบารมีจากนักการเมืองญาติพี่น้องที่ถูกติดคุกทางการเมือง 5 ปี ตัวเองจึงเป็นแค่มวยแทนที่มานั่งในสภาเพื่อรักษาเก้าอี้ให้คนอื่น

อยากดัง อยากแจ้งเกิดแบบที่เห็นวันสองวันนี้ ชาวบ้านอาจชอบใจ ป้ออุ้ย แม่อุ้ย เห็นแล้วก็อาจดีใจที่ลูกหลานได้ออกทีวี แต่คนทั่วไปเขาบอกว่า “ สวยแต่โง่ ” ยิ่งมาสังกัดกับพรรคที่เป็นนอมินีระบอบทักษิณแล้วต้องบอกว่า แจ้งดับมากกว่า เรียกว่าอยู่กับพรรคที่ไม่เป็นมงคล ผลกรรมก็เป็นแบบที่เห็น โดนสั่งสอนอบรมว่าไม่มีสมอง หากไม่เข้าใจก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว

ในที่สุดการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจก็คงจบลงด้วยดี รัฐบาลก็คงทำงานต่อแบบไม่ต้องกังวลเรื่องสภา เพราะเสียงแน่นปั๋ง แข็งโป๊ก ชนิดที่ฝ่ายแค้นและฝ่ายค้านเจาะลำบาก ตอนนี้ถือว่าหมดหน้าที่ของฝ่ายแค้นแล้ว ก็บ้านใครบ้านมัน รับทรัพย์กันชื่นมื่นสะดือบาน

“ ทำหน้าที่กันเรียบร้อยแล้วครับนาย.. งวดใหม่ค่อยว่ากันใหม่ อีกไม่นานก็จะยกทีมไปเยี่ยมท่านที่ฮ่องกง เพื่อเสนอแผนถล่มรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมกับแผนการใช้จ่ายงวดใหม่ หวังว่าท่อน้ำคงเดินสะดวกนะครับท่าน “

ส่วนเกมนอกสภาจากนี้คงเข้มข้น เพราะเกมในสภาทั้งทัพหน้าทัพหลังแตกหักเสียหายยับเยิน ยิ่งมีใส่ศึกแปรพักตร์ไปเข้ากับรัฐบาลแล้วถือว่า อภิปรายคราวนี้ มีแต่เจ้งกับเจ้ง ประเมินแล้วสรุปผลว่า ขาดทุนบักโกรก ป่านนี้ก็คงจะรู้ตัวแล้วว่าไม่เปิดอภิปรายเสียดีกว่า

หากเปิดอภิปรายโดยไม่สำรวจกำลังแล้ว ต่อไปก็อาจจะเหลือแต่ 4-5 หน่อ ที่เป็นหัวหอกทะลวงฟัน เพราะบางส่วนหูตาสว่างขึ้น ยกโขยงแอบไปซบกับรัฐบาลแบบกลายๆด้วยการงดออกเสียง หรือไม่ลงคะแนน เพราะที่ผ่านมามันไม่มีอะไรดีขึ้น อดอยากปากแห้ง กันถ้วนหน้า ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปก็อาจถึงขั้น ตายอดตายอยาก อนาคตคงตายแน่ เพราะอาชีพของพวกเราก็คือโกงกิน เอ้ย..อาชีพนักการเมือง เงินเดือนเพียงแค่ แสนสองแสน มันไม่พอยาใส้ อย่างน้อยต้องสักประมาณ 2 - 3 ล้านต่อเดือนจึงจะพอมีชีวิตอยู่ได้แบบพอเพียง

ครั้นจะรอจนกว่าเจ้ามูลเมืองจะเสด็จจากฮ่องกง มาเป็นประธานาธิบดีของไทยตามที่เป็นข่าว ก็ไม่แน่ใจว่าจะรอไหวหรือไม่ กลัวว่าเจ้ามูลเมืองจะเสด็จไปประทับหลับนอนที่ นิวาสสถาน ณ กรุงบางขวาง นครนนทบุรี มากกว่า หรือที่ชาวบ้านย่านนั้นเรียกว่าคุกบางขวาง อย่ากระนั้นเลย เรามาทำตัวเป็นจิ้งจกเปลี่ยนสี หรือสุนัขเปลี่ยนนาย เพื่อปรับสภาพร่างกายให้ดูดีกว่าเก่า คิดว่าอาจจะพอหาเศษหาเลยมาประทังชีวิตกันได้บ้าง

จากความล้มเหลวในการเปิดอภิปรายในสภาของฝ่ายแค้น ตอนนี้หน่วยอะไรต่อมิอะไร ที่เย้วๆอยู่หน้าสภา ก็อาจต้องแสดงพลังออกมาบ้าง เรียกว่าสู้ทุกรูปแบบ ทั้งบนดิน ใต้ดิน รวมถึงวิชามารต่างๆ สารพัดชนิดที่ต้องขุดมาใช้ ทั้งปาไข่ ปาขี้ หรืออนาคตอาจมีการรวมกลุ่มแก้ผ้านอนขวางทางรถ เรียกว่าทำทุกอย่าง เพื่อให้เป็นข่าวดังไปถึงต่างประเทศด้วย เป็นการปูพรมถล่มกันทุกพื้นที่ ใครจะว่ายังไงก็ช่าง เพราะตอนนี้เลือดเข้าตาแล้ว ประเทศชาติจะย่อยยับก็ช่างหัวมัน ขอให้กูและพวกได้กลับมาเป็นรัฐบาลเท่านั้นก็พอ (มันอดอยาก..ว้อย )

เมื่อทัพหลวงในสภาแพ้หมดรูป ยิงไม่ออก แทงไม่เข้า เพราะรัฐบาลมีผ้ายันต์ศักด์สิทธิ์ ตอนนี้เหลือแต่ทัพจิบทัพจ้อย หรือทัพกระจอกงอกง่อย

ก็ต้องคอยดูกันว่าจะเสกคาถาเรียกกำลังพลกันได้หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ ปรากฏว่าคาถาเสื่อมครับท่าน เสกเป่ายังไงก็ไม่มีใครมา สาเหตุเพราะท่อน้ำเลี้ยงมันกระปริดกระปรอย ไม่ลื่นไหลให้ไชโยโห่ฮิ้วเหมือนเมื่อก่อน เรียกว่าเป็นกองทัพที่มาด้วยเงิน เงินมาก็ด่าเป็น เงินไม่มาก็ด่าไม่เป็น
เข้าใจง่ายดี ส่วนที่บอกว่ามาด้วยใจนั้นจะมีสักกี่คนเชียว

ในที่สุดจึงต้องระดมพลพรรคที่เหลือของตนเองให้มานั่งสลอนอยู่หน้าเวที นักข่าวถ่ายภาพออกมาจะได้ดูดีกันบ้าง ไม่งั้นขายขี้หน้าแย่ ว่าจัดเวทีเสียใหญ่โตแต่ไม่มีคนมาฟัง ในที่สุดก็ม้วนเสื่อกันแบบดิ้อๆ นักข่าวไปถามก็บอกว่าคนไม่มาก็เพราะอากาศมันร้อน..อ้างไปโน่น

โอ๊ย..ขำกลิ้งกันแทบตาย รำไม่ดีโทษแดดโทษร้อน


อภิปรายไม่ไว้วางใจจบแล้ว ลงคะแนนเสร็จเรียบร้อย ก็มาเที่ยวซาปากันต่อนะครับ..


ซาปาในอดีตนั้นเป็นเมืองตากอากาศของผู้ดีฝรั่งเศส เรียกให้ดูดีหน่อยก็ต้องเรียกว่า “ เจ้านายชั้นสูง ” สำหรับเมืองไทยแล้วสถานที่ตากอากาศของเจ้านายชั้นสูงก็ต้องที่หัวหิน มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ที่โปรดเกล้าให้สร้างพระตำหนักมฤคทายวันอยู่ติดริมทะเล และพื้นที่บริเวณริมหาดแถวนั้นก็เป็นที่พักของข้าราชบริพารที่ใกล้ชิด ปัจจุบันเป็นที่ดินของตระกูลดังๆอยู่หลายตระกูล บางแห่งก็แบ่งขายให้เอกชนสร้างเป็นโรงแรมและคอนโดกันมาก

เมื่อราว 10 ปีก่อน หากไปเดินเล่นแถวชายหาดก็อาจเห็นพื้นที่ว่างเปล่า มีแต่ต้นไม้ขึ้นเต็ม มองเข้าไปจะเห็นบ้านผู้ดีเก่าอยู่ภายใน ปัจจุบันไม่ทราบว่ายังมีหลงเหลืออีกหรือไม่ เพราะย่านนั้นเป็นทำเลทองของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาแพง

ที่มาเลเซียก็มีย่านผู้ดีเก่าสมัยที่อังกฤษเคยปกครอง อยู่บนเขาคาเมรอน ทิวทัศน์ที่นั้นสวยงามมาก อากาศเย็นสบายตลอดปี ปัจจุบันกลายเป็นสถานท่องเที่ยวที่มีชื่อของมาเลเซีย มีฟาร์มเกษตรขนาดใหญ่ที่ทันสมัย โดยเฉพาะไร่ชาที่มีชื่อระดับโลก นอกจากนี้ก็ยังมีบ้านพักตากอากาศสไตล์ผู้ดีอังกฤษหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ได้ดัดแปลงให้เป็นบ้านตากอากาศระดับหรู สามารถพักกันได้แบบครอบครัว

ซาปาเวียดนาม หากจะเทียบกับคาเมรอนมาเลเซียแล้ว ก็ดูจะคล้ายๆกัน แต่ซาปามีบรรยากาศที่เป็นชนบทมากกว่า และมีเสน่ห์ตรงที่มีชาวเขาอาศัยอยู่มาก มีนาขั้นบันใดอยู่รอบเมือง ต่างกับคาเมรอนของมาเลเซียที่เป็นฟาร์มเกษตรทันสมัย ส่งผลผลิตที่ได้มาตรฐานไปยังประเทศสิงคโปร์กันทุกวัน เรียกว่าเลี้ยงคนสิงโปร์ได้ทั้งเกาะ สินค้าเกษตรจากคาเมรอนมีมาตรฐานสูงมาก เป็นผักไร้สารพิษกันทั้งเมือง หรือทั้งภูเขา ผ่านการรับรองมาตรฐานมาหลายสถาบัน สามารถส่งไปขายยังออสเตรเลียและสิงคโปร์ ที่ถือว่าคิวซีที่สิงคโปร์เข้มงวดแบบสุดๆ เพราะถือว่านี่คือมาตรฐานของคนสิงคโปร์

ทั้งซาปา และคาเมรอน น่าไปเที่ยวทั้งนั้นแหละครับ

ซาปาในปัจจุบันนี้ ผู้ประกอบการธุรกิจพยายามที่จะให้มีกลิ่นอายของความเป็นตะวันตกแบบย้อนยุค ความจริงก็ไม่ได้ทำอะไรมากมายกันนัก เพราะรสนิยมของคนเวียดนามโดยเฉพาะที่ซาปา ถูกซึมซับมาจากคนฝรั่งเศสเป็นร้อยๆปีแล้ว เราจึงเห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่บ่งบอกถึงการผสมผสานวัฒนธรรม ของเวียดนามและของยุโรปกันอย่างลงตัว

มาเวียดนามก็มีโอกาสได้กินขนมปังฝรั่งเศสก้อนใหญ่ๆที่คนเวียดนามนำมาใส่เครื่องปรุงตามแบบฉบับของเวียดนาม ในเวียดนามจึงมีขายกันทั่วไป และเป็นอาหารที่ทานได้ในชีวิตประจำวัน มาที่ซาปาก็มีขายกันหลายแห่ง เจอร้านที่ทำเก่งๆใสเครื่องอร่อยหน่อยก็ชวนทาน มาเที่ยวเวียดนามก็น่าลองหาทานเล่นๆดู

ส่วนจะอร่อยหรือก็ต้องแล้วแต่คนทำด้วยนะครับ กินครั้งแรกก็อย่าพึ่งสรุปและตัดสินว่า อร่อยหรือไม่อร่อย เพราะแต่ละร้านก็พยายามดัดแปลงให้มีความแตกต่างกัน

เขียนเรื่องขนมปังเวียดนามแล้วอดนึกถึงตอนที่ไปนั่งทานอยู่ริมทาง ในชนบทของเมืองฮอยอันไม่ได้ ตอนนั้นติดใจมาก ขนมปังนำมาย่างบนเตาถ่านให้ร้อนๆ แล้วใส่ใส้ที่มีหลายชนิด ร้านที่ขายเป็นร้านเพิงหมาแหงนแบบชาวบ้านธรรมดาๆ แต่อร่อยมาก

อีกครั้งหนึ่งก็ตอนไปเที่ยวหลวงพระบาง เจอร้านขายขนมปังเวียดนามในสูตรแบบลาว ปรากฏว่ารับไม่ได้ครับ ขนมปังแข็งโป๊ก กัดไป 1 คำ ฟันแทบหัก

ซาปาตอนที่ 7 นี้ก็ยังเดินวนเวียนอยู่แถวในเมือง เป็นบรรยากาศแห่งความชื่นมื่น และมีความสุขมาก เมืองซาปามีบรรยากาศที่น่ารัก ชนิดที่อาจหาไม่ได้ในเวียดนาม ชาวบ้านชาวเขา เดินป้วนเปี้ยนกันในเมือง เป็นภาพที่ดูดีและมีเสน่ห์

อีกทั้งผู้คนในเมืองนี้ก็นิยมเดินด้วยเท้าเป็นส่วนใหญ่ บนถนนรถราไม่ค่อยเห็น จะมีแต่รถรับส่งนักท่องเที่ยวที่พึ่งเดินทางมาถึง หรือรถขนของ ส่วนชาวบ้านชาวช่อง ใช้มอเตอร์ไซด์บ้าง หรือเดินกันบ้าง

เมืองนี้มีคนน้อยมากครับ...ถนนหนทางจะดูโล่ง ช่วงเย็นๆอาจคึกคักหน่อยที่เห็นเด็กๆเดินกลับมาจากโรงเรียน ส่วนช่วงเช้าๆไม่เกิน 8 โมง ดูเงียบเหงามาก จนมีคว่ามรู้สึกว่าเป็นเมืองร้าง

ซาปาตอนต่อไปจะพาไปเที่ยวหมู่บ้านกั๊ตกั๊ต ( Cat Cat) ทิวทัศน์สวยงามมากที่เดียว



เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร็
21 มีนาคม 2552

 
   

   
   
          copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ