Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว      Home > Outbound Tour > Sapa 8  
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
   
 
ถึงซาปา
ลุยซาปา
ลุยซาปา
นาขั้นบันใด
หมู่บ้านม้ง
ในเมืองซาปา
เมืองซาปา
หมู่บ้านกั๊ตกั๊ต
ฮามรอง
หมู้บ้านม้ง
   
Home

 
 

ซาปา ฉายาสวิสเซอร์แลนด์ของเวียดนาม เมืองเล็กๆใน จ.ล่าวกาย อยู่เหนือสุดของประเทศ ติดกับมณฑลยูนนานของจีน  อดีตเป็นเมืองตากอากาศของผู้ดีฝรั่งเศสในยุคล่าอาณานิคม ซาปามีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี บางปีอาจเห็นหิมะตกในเมืองหรือปกคลุมยอดเขา ฟานซิปัน ภูเขาสูงสุดของเวียดนาม และสูงที่สุดในอินโดจีน ความสูง  3,143 เมตร สูงกว่ายอดดอยอินทนนท์ถึง 578 เมตร .. ติดตามแดนฝัน สวรรค์ของเวียดนามได้ที่นี่ครับ.. (เดินทางเมื่อ 1 ตค.50)

 
 
 
 
ซาปา ตอนที่ 8 : หมู่บ้านกั๊ตกั๊ต สวิสเซอร์แลนด์ของเวียดนาม
  แผนที่การเดินทางสู่ซาปา :: เส้นทางเดินรถไฟในเวียดนาม :: แผนที่เส้นทางเดินรถ ซาปา เดียนเบียนฟู ฮานอย














     
 

ซาปาตอนที่ 8 Cat Cat Village หมู่บ้านกั๊ตกั๊ต สวิสเซอร์แลนด์ของเวียดนาม

ที่ยวซาปาหนาวไม๊ ก็ต้องตอบว่า หนาว และ อากาศสดชื่นเย็นสบาย ชนิดที่สัมผัสได้ทั้งกายและใจ มาเที่ยวซาปาไม่ต่างกับหลุดโลกมาสู่ดินแดนอันไกลโพ้นที่ปลอดจากมลภาวะ สภาพบ้านเมืองก็น่าอยู่ ผู้คนก็น่ารัก จนอาจบอกได้ว่าทุกอย่างดูดีไปหมด

ทำให้นึกอดีตของซาปาว่าเป็นเมืองตากอากาศของผู้ดีฝรั่งเศสเมื่อเกือบร้อยปีก่อน ผ่านมาแล้วเป็นร้อยปี ซาปาก็ยังเป็นเมืองตากอากาศสำหรับผู้คนในยุคนี้ ให้ได้สัมผัสกลิ่นอายของความเป็นเมืองของผู้ดีในสมัยนั้น

คำว่า เมืองตากอากาศ คนสมัยนี้อาจบอกว่าเป็นคำที่ไม่ค่อยจะคุ้นหูนัก เป็นคำเก่าแก่ ที่ไม่ค่อยนิยมใช้กัน ตาก กับ อากาศ หากแปลความตามตัวอักษรก็ดูตลกดี

ปัจจุบันมักจะนิยมใช้คำว่าเป็น เมืองท่องเที่ยว มากกว่า ซึ่งความหมายจะรวมๆหลายๆอย่าง ทั้งเป็นเมืองสวยงาม น่าอยู่ มีอากาศดี ทะเลสวย หาดทรายขาว หรือมีภูมิประเทศที่สวยงาม

คำว่าสถานตากอากาศ สมัยก่อน เท่าที่จำได้จะเป็นสถานที่ของผู้มีอันจะกิน หรือผู้ดีมีฐานะ มักขับรถกินลมไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ คนส่วนใหญ่หรือผู้ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวไม่ค่อยได้มีโอกาสไปสัมผัสกันนัก อาจเรียกว่าเป็นสถานที่คนมีเงินจะขับรถคันงามมาอวดกัน ที่รู้ๆก็น่าจะเป็นสถานตากอากาศบางแสน ดินแดนสุขขี ใกล้กรุงเทพเข้ามาหน่อยก็น่าจะเป็น สถานตากอากาศบางปู ในจังหวัดสมุทรปราการ ที่นี่ก็ยังมีป้ายชื่อตรงทางเข้า ใครไปดูนกบางปู ก็จะเห็นป้ายสีน้ำเงิน มีตัวหนังสือสีขาว ที่จำได้ก็เพราะเวลาขับรถไปเที่ยวก็จะสังเกตป้ายที่ว่านี้

แต่ปัจจุบันไม่แน่ใจว่าป้ายดังกล่าวยังมีอยู่หรือไม่ เพราะห่างเหินกันมานาน และไม่แน่ใจว่าบังกะโลแบบคลาสสิคที่ดูย้อนยุคนั้นถูกรื้อไปแล้วหรือยัง บังกะโล หรือบ้านหลังเล็กๆ สีออกเหลืองมีรั้วสีขาว ที่เมื่อก่อนเคยจอดรถไว้แถวหน้าบ้านในช่วงที่นกนางนวลพากันอพยพมาจากประเทศจีน

หากบังกะโลยังอยู่ก็นับว่าดี และเป็นสิ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดูกัน อาจเป็นตำนานของบางปูที่มีอายุพอๆกับซุ้มประตูสีเหลืองขนาดใหญซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของสะพานสุขตา

พูดถึงซาปาแล้วก็คิดว่าคงหาเมืองอื่นๆของเวียดนามที่มีความใกล้เคียงค่อนข้างยาก เพราะซาปานอกจากจะเป็นเมืองที่มีอากาศบริสุทธิ์แล้ว ก็ยังเป็นศูนย์รวมของชาวเขาที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม

การที่ซาปาไม่ได้เปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ว่ามือใครยาวสาวได้สาวเอา เหมือนกับเมืองไทยที่มักพบเห็นเป็นประจำ เพราะกฏเกณฑ์ต่างๆในเรื่องของการลงทุนในบ้านเราไม่ได้แยกแยะหรือมีข้อห้ามว่าควรทำอะไรได้แค่ไหน เราจึงเห็นปลาใหญ่กินปลาเล็กกันอยู่บ่อยๆ นอกจากกฏเกณฑ์ด้านการลงทุนในทุกธุรกิจเหมือนๆกันหมด ก็ยังมีเรื่องของการเมืองหรือนักการเมืองเกี่ยวข้องอยู่เป็นประจำ รวมทั้งมีข้าราชการท้องถิ่นเข้าไปผสมโรงอยู่ด้วย ตัวอย่างที่เห็นเป็นประจำก็เรื่องบุกรุกป่าสงวนหรือป่าอนุรักษ์ เมื่อเช้านี้ก็ได้ยินข่าวการรุกล้ำที่ดินสาธารณะหรือที่ดินหลวงบนเกาะสมุย ดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้กับเกาะสมุยที่มีพื้นที่ไม่มากนักแต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการบุกรุกที่ดิน

ข่าวทำนองนี้ในเวียดนามแทบไม่มี เพราะข้าราชการหรือตัวแทนท้องถิ่นมักจะกลัวอำนาจจากรัฐบาลส่วนกลาง ต่างกับระบอบการเมืองในบ้านเราที่มี connection หรือสายสัมพันธ์ของนักการเมืองท้องถิ่น ข้าราชการท้องถิ่น มักหนีไม่พ้นที่จะเชื่อมต่อกับนักการเมืองระดับชาติ เรียกว่ากินกันเป็นแก๊ง และหากมีเรื่องอื้อฉาวขึ้นมา นักการเมืองระดับชาติก็มักใช้อิทธิพลต่างๆให้ความช่วยเหลือ ระดับล่างจึงได้ใจ และย่ามใจกันตลอด

แต่การเมืองหรือนักการเมืองในเวียดนามจะต่างกับบ้านเรา เวียดนามและจีนมีระบอบการปกครองที่คล้ายๆหรือระบบพรรคเดียว การเมืองในเวียดนามใช้วิธีเลือกตัวแทนมาจากท้องถิ่น จากนั้นสภาท้องถิ่นก็คัดเลือกตัวแทนให้มานั่งในสภากลาง ในนามของพรรคอมมิวนิสต์ เป็นการบริหารประเทศแบบพรรคเดียว แต่ขบวนการสรรหายังให้ประชาชนมีสิทธิเลือกคนดีมาเป็นตัวแทน

ระบอบการปกครองแบบนี้อาจต่างจากระบอบประชาธิปไตยทั่วไป โดยพรรคการเมืองจะส่งตัวแทนให้ประชาชนคัดเลือก จากนั้นพรรคที่มีเสียงข้างมากจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล พรรคที่มีเสียงข้างน้อยก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ประเทศไทยเราก็ใช้ระบอบนี้ ซึ่งเป็นระบบสากล

แต่บ้านเราฝ่ายค้านที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลจะแตกต่างจากประเทศอื่นๆตรงที่นอกจากจะทำหน้าที่ของฝ่ายค้านแล้ว ก็ยังทำหน้าที่เป็นฝ่ายแค้นไปพร้อมๆกัน เพราะอกหักหรือผิดหวังที่ไม่ได้มาบริหารประเทศ จนแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ

นักการเมืองบ้านเราใจหายวูบที่รู้ตัวว่าตัวเองจะเป็นฝ่ายค้าน ทำอะไรไม่ค่อยถูก ดูมันเคอะเขินไปหมด แม้แต่เรื่องยื่นญัตติ ก็ทำกับแบบผิดๆถูกๆจนหน้าแตก แล้วมาแก้ตัวแบบง่ายๆว่าไม่เคยทำหน้าที่ฝ่ายค้านมาก่อน หรือบางครั้งก็ทำหน้าที่ฝ่ายแค้น ไม่ต่างกับโกรธเคืองกันมาเป็นร้อยๆชาติ

อาการแค้นของฝ่ายค้านมีหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่นอภิปรายในสภาด้วยถ้อยคำกักขฬะ หยาบคาย สุดที่ประชาชนทั่วไปจะรับได้ นอกจากนี้ก็แสดงกิริยาอาการทุรนทุราย ชนิดแค้นรัฐบาลแบบสุดๆ หาเหตุผลหรือชักแม่น้ำทั้งห้ามาอภิปรายแบบข้างๆคูๆ ถูๆไถๆ หรือเอาสีข้างเข้าถูแบบหน้าด้านๆ วาจาสามหาวดุดันไม่ต่างกับกุ้ยข้างถนนหรือนักเลงโตแถวๆ ฝั่งธน บางคนก็ท้าตีท้าต่อย และให้ของลับ(ของตนเอง) กันกลางสภา ฯลฯ

สภาที่น่าจะมีความสง่างาม มีศักดิ์มีศรี แต่กลายเป็นที่พบปะคนชั่วของฝ่ายแค้น ชาวบ้านเห็นแล้วก็อิดหนาระอาใจ กับภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฏร จนบางคนตั้งชื่อใหม่ว่าเป็น สภาควาย หรือ สภาผู้แทนควาย ไปโน่น เพราะนักการเมืองบางคนของฝ่ายแค้น แค่เห็นหน้าก็ไม่ต่างกับเห็นควาย เพราะมีหน้าตาคล้ายกัน แยกไม่ออกว่าคนหรือควายกันแน่

บางคนก็บอกว่านักการเมืองบ้านเราบางคนมีสมองเล็กพอกับสมองหมา จึงมีคำเปรียบเปรยว่า สมองหมาปัญญาควาย ความจริงคำนี้ใครได้รับฉายาก็น่าจะถือว่าดีนะ เพราะหมาหรือสุนัขนั้นมีความเฉลียวฉลาด จำเจ้าของได้ ไม่เนรคุณต่อเจ้าของ ส่วนปัญญาควายก็ต้องถือว่ามีปัญญาดี เพราะควายยังเป็นสัตว์ที่สอนได้ ไม่ด่าคนดี ต่างกับนักการเมืองบางคนที่เนรคุณต่อชาติ ชอบด่าคนดีของบ้านเมือง จนถึงขนาดพาพรรคพวกไปบุกถึงบ้าน ดังนั้นนักการเมืองที่ได้รับฉายาว่า สมองหมา ปัญญาควาย น่าจะถือว่าเป็นนักการเมืองที่เฉลียวฉลาดกว่าอีกหลายๆคน

จาระในไม่หมด กับเรื่องถ่อยๆของนักการเมืองฝ่ายค้าน + ฝ่ายแค้น ที่เห็นกันในวันเปิดอภิปรายเมื่อกลางเดือน มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา

ทำไปทำมาก็เพียงแค่ใช้สภาเป็นที่ระบายความแค้นทั้งส่วนตัว และผิดหวังที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล จึงต้องถล่มกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด เห็นแล้วก็น่าสงสาร เล่นการเมืองก็ไม่คิดจะเป็นฝ่ายค้าน แต่พอได้เป็นแล้วมันรับไม่ได้ ดิ้นพล่านเหมือนสุนัขโดนน้ำร้อนลวก

น่าเห็นใจนะครับ คนเราก่อนนี้เคยสวาปามกับงบประมาณ หรือได้รับจัดสรรปันส่วนมาจากพรรค ชนิดที่มีเงินใช้ไม่ขาดมือ แต่มาวันหนึ่งหัวหน้าพรรค ต้องถูกอัปเปหิ หรือถูกขับไล่ออกนอกประเทศ กลายเป็นวิญญาณร้ายล่องลอยไปในที่ต่างๆ ไม่ต่างกับผีไม่มีหลุม หรือวิญญาณที่ไม่มีศาล จนพรรคพวกทางเหนือต้องพึ่งผีเจ้าเข้าทรง ทำพิธีกันที่วัดอุโมงค์ เจียงใหม่ปู้น..ว่าอดีตชาติของสัมภเวสีหน้าเหลี่ยมตนนี้ เคยเป็นแม่ทัพมาก่อน

วุ้ย.. คนทรงรายนี้ยังโม้ได้สะพัดช่อ เรียกเสียงฮาได้ทั้งประเทศ ว่า นายกฯจอมโกง อดีตชาติเป็นถึงเจ้ามูลเมืองโน่น... แปลตรงๆก็คือ เจ้าขี้เมืองนั่นเอง

แค่ได้ยินชื่อก็เหม็นแล้วครับท่าน

มิน่า ชื่อที่ไม่เป็นมงคลในอดีตชาติ ทำให้ชาติปัจจุบันต้องตกระกำลำบากหลบหนีไปอยู่ยังต่างแดน ครั้นจะกลับมาเสวยสุขกับทรัพย์สินอันมหาศาลนับแสนๆล้านก็ถูกทั้งศาลอังกฤษและศาลไทย อายัดไว้ เรียบร้อยแล้ว เพราะเป็นเงินที่ได้มาจากการโกงชาติโกงประเทศมา ติดจะกลับมาตายรังหรือมากินน้ำพริกอ่องที่บ้านเฮา ก็กลัวจะติดคุก เพราะสถานภาพของเจ้ามูลเมืองในปัจจุบัน ก็คือนักโทษชาย หรือ นช. นั่นเอง

การเมืองในประเทศเวียดนามมีความมั่นคง ประเทศจึงพัฒนาไปได้ด้วยดี ต่างกับบ้านเราที่แพ้ไม่เป็น ยิ่งข่าวสารด้านบวกของรัฐบาลดูดีขึ้นทุกวันๆ นายกฯอภิสิทธิ์ ประสบความสำเร็จในการเดินทางไปต่างประเทศ กลับมาเมืองไทยก็ได้รับคำชม จากรัฐบุรุษ พลเอกเปรมฯ ใครได้ยินก็เป็นปลึ้ม แต่ฝ่ายค้านฟังแล้วเหมือนถูกกรีดกลางหัวใจ รับไม่ได้กับคำชมที่หลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ ครั้นเหลียวมองมายังศาสดาของคนเอง หรือเจ้ามูลเมือง ก็ยิ่งเทียบกันไม่ได้ ปัจจุบันก็ยังหน้าเหี่ยวหน้าแห้งอยู่ต่างประเทศ ขณะนี้น้ำหนักลดไปเป็นสิบๆกิโล ต่างกันอย่างลิบลับหน้าตาอันหล่อเหลาของนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่มีใบหน้าผ่องใส และมีราศีกว่านายกฯหน้าเหลี่ยมหน้าเหี่ยว หลายช่วงตัว

นักการเมืองฝ่านค้าน ทุกวันนี้มันอดอยากปากแห้งครับท่าน....จะพูดให้ดูดีหน่อยก็ต้องใช้คำว่ากำลัง “ ตาย อด ตาย อยาก “


เมื่อการเมืองในสภาแพ้ฝ่ายรัฐบาลอย่างหมดรูป แถมเจอใส้ศึกอีกต่างหาก ทำให้ต้องมากมาเย้วๆกันข้างถนนแทน จะเรียกว่าทำตัวไม่ต่างกับหมาข้างถนนก็น่าจะพอจะเรียกได้

น่าเห็นใจครับ (เห็นใจมากๆเลย) หากไม่ทำอนาคตก็คงอดตายกันทั้งก้วน จึงต้องวางแผนเผาบ้านเผาเมืองกันแบบที่เห็น เพื่อให้แดงทั้งเมือง ก็รู้ๆกันอยู่ว่า แดงน้อยแสดงว่าจ่ายน้อย แดงมากก็จ่ายมากหน่อย แถมเสื้อให้อีก 1 ตัว คนตกงานจึงมากันเพี๊ยบ ยิ่งหลายๆวันก็ยิ่งชอบ เพราะกินฟรีตลอด 3 มื้อ ได้เสื้อใส่ฟรี แถมได้เงินติดกระเป๋ากลับไปบ้านอีกต่างหาก

สีแดงประท้วงคราวนี้จึงถือว่าช่วยชาติว่างั้นเถอะ..อย่างน้อยๆก็ทำให้คนตกงาน ได้ลืมตาอ้าปากกันได้บ้าง ใครบอกว่าเสื้อแดงไม่ช่วยชาติ ผมก็ขอเถียงคอเป็นเอ็น ขนาดคนขับแท๊กซี่ที่นั่งคุยกันมาเค้ายังรู้เลย ถามว่าวันนี้ไม่ไปร่วมกับเค้าหรือ แกก็ตอบแบบซื่อๆว่า “ สายยังไม่แจ้งมาครับ “ หากแจ้งมาก็จะไป เรียกว่าสั่งได้ ว่างั้นเถอะ

ว่าจะเขียนเรื่องการเมืองเวียดนามแต่ดันมาพูดเรื่องการเมืองไทย ยังไงก็ขออภัยที่มาขัดจังหวะ จะได้เห็นว่าการเมืองบ้านเราในระบบพรรคนั้นมันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่การเมืองของเวียดนาม มีระบบพรรคเดียว มีแต่รัฐบาล ไม่มีฝ่ายค้าน บ้านเมืองกลับสงบสุขกว่าประชาธิปไตยจ๋าแบบบ้านเรา

การที่รัฐบาลเวียดนามมีความเข้มแข็ง เรียกว่าการเมืองนิ่ง ทำให้ปกครองประเทศได้ง่าย ประชาชนไว้วางใจ และให้ความร่วมมือด้วยดี การทุจริตในระดับล่างๆหรือระดับท้องถิ่นนั้นคงมีบ้าง แต่รัฐบาลส่วนกลางกลับมีเรื่องเหล่านี้น้อยมาก และหากระดับล่างทุจริต รัฐบาลกลางก็จะรีบจัดการโดยเร็ว เรื่องนี้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปในเวียดนาม ที่รัฐบาลเอาจริง ปราบจริง ผิดกับบ้านเราที่โกงกันทั้งโคตร จนต้องหนีตายไปอยู่ต่างประเทศ วันๆก็เอาแต่ร้องโหยหวนข้ามประเทศไปตามที่ต่างๆ ตามงานวัดบ้าง หรือตามเวทีข้างถนนบ้าง

เมื่อรัฐบาลเวียดนามจริงจัง ข้าราชการระดับล่างๆก็ไม่มีใครกล้า การพัฒนาประเทศ รวมทั้งการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวจึงไม่มีคำว่าสวาปามเหมือนบ้านเรา หรือคำว่าอีแร้งรุมทึ้ง

ซาปาดูแล้วมีอนาคตที่สดใสมาก ชนิดที่ใครเห็นก็อยากมาลงทุน แต่ความเจริญในด้านต่างๆของซาปาก็ยังค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เป็นแบบบ้านเราที่อาจมีคนต่างถิ่นเข้ามาลงทุน สร้างโน่นสร้างนี่จนทำลายวัฒนธรรม และเปลี่ยนสภาพของท้องถิ่นจนจำหน้าเดิมแทบไม่ได้

ท้องถิ่นที่เปราะบางและขาดความเข้มแข็งอยู่แล้ว เมื่อมาเจอกับอำนาจเงินตรา ทุกอย่างก็พลิกผัน กลายเป็นที่รุมทึ้งของนักธุรกิจที่ยึดเอาเรื่องธุรกิจเป็นที่ตั้ง เรื่องความสูญเสียไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม เรื่องวัฒนธรรมที่เสื่อมไป กลายเป็นเรื่องรอง

กรณีของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง น่าจะเป็นอุทาหรณ์ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ หรือที่ออกสปอตโฆษณาว่าตัวเองเป็นบริษัทธรรมาภิบาล รับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม แท้ที่จริงก็หาได้กระทำตามคำโฆษณานั้นไม่ เป็นการสร้างภาพผ่านสื่อเพื่อให้ดูดี เรียกว่าโกหกมดเท็จ

สังคมท้องถิ่นก็ต้องรับเคราะห์กรรมไปตามระเบียบ ทั้งย้ายโรงเรียน หรือเจ็บไข้ได้ป่วยอันเกิดจากสารที่ปล่อยออกมาจากโรงงาน เป็นโรคทางเดินหายใจบ้าง เป็นมะเร็งบ้าง ร้องแร่แห่กระเณอกับหน่วยงานของรัฐมาเป็นเวลานานก็ไม่มีใครสนใจ ในที่สุดก็ต้องพึ่งศาลปกครองจนมีคำสั่งให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ อ่านข่าวนี้แล้วสะใจจริงๆ

แต่ซาปาเข้าใจว่ารัฐบาลเวียดนามคงมีการควบคุมในเรื่องของการปลูกสร้าง เพื่อให้เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญทางภาคเหนือ อาจไม่อนุญาตให้นักธุรกิจเข้ามาลงทุนที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมมากนัก ความสะดวกสบายต่างๆไม่ได้มีมากมายเหมือนกับสถานท่องเที่ยวอื่นๆ มาเที่ยวซาปาจึงไม่ต่างกับมาสัมผัสชีวิตของชาวเชาที่เป็นเนื้อแท้ ไร้การปรุงแต่งหรือสร้างภาพแก่นักท่องเที่ยว เหมือนกับบางประเทศที่พยายามจำลองความเป็นอดีตให้นักท่องเที่ยวได้มาชม ซึ่งไม่ไช่ของจริงแต่อย่างใด

หมู่บ้านชาวเขาในซาปามีมากหมายหลายแห่ง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมได้อย่างใกล้ชิด และเป็นชีวิตจริงที่ไม่มีการเสแสร้ง

หมู่บ้านกั๊ตกั๊ต (Cat Cat Village) เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้งที่ทำนาอยู่ในหุบเขา ใกล้ๆกับตัวเมืองซาปา อาจเรียกได้ว่าเป็นหมู่บ้านชาวเขาที่อยู่ใกล้ตัวเมืองมากที่สุด ระยะทางจากโบสต์ตริสต์ย่านใจกลางซาปาไปถึงหมู่บ้านกั๊ตกั๊ต น่าจะประมาณ 2 กม. นั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์ไปไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว

เมื่อมาถึงหมู่บ้านกั๊ตกั๊ต จะเห็นหุบเขาเวิ้งว้าง มีทางเดินลงไปสู่หมู่บ้านที่อยู่ด้านล่าง ใครจะลงไปข้างล่างก็เสียค่าธรรมเนียมเล็กน้อย เส้นทางลงเขานี้เป็นเส้นทางที่กรุ๊ปทัวร์ไทยมักพาลูกทัวร์ลงไปเยื่ยมชมหมู่บ้านชาวเขาที่อยู่ข้างล่าง มองลงไปอาจดูไกลและลงไปลึกมาก แต่ไกด์บอกว่า เดินไปเรื่อยๆ ดูโน่นดูนี่ จนไม่มีความรู้สึกว่าเหนื่อยหรือไกลแต่อย่างใด

บรรยากาศที่ได้มายืนอยู่ตรงนี้เรียกว่าสวยงามชนิดผิดคาดเอามากๆ หากจะบอกว่าเป็นหุบเขาในชนบทของยุโรปตามที่เคยเห็นจากโปสเตอร์ก็คงจะเชื่อ เพราะความสวยงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ต้องยอมรับว่า ตื่นตา ตื่นเต้น และตะลึงกับความสวยงามที่เห็นอยู่เบื้องล่างจนอยากจะเก็บภาพในมุมนี้ให้มากที่สุด และอยากจะนั่งชมวิวที่นี่ไปนานๆ แต่ก็ทำไมได้ เพราะต้องนั่งมอเตอร์ไซด์ต่อไปอีก

เวลานี้ราวแปดโมงเช้า น่าจะเป็นเวลาที่ทุกอย่างลงตัว แสงแดดที่สาดส่องลงมา ทำให้หุบเขาเกิดเป็นมิติสวยงาม

แต่ความสวยงามทั้งหมดต้องบอกว่า ไกด์ได้เลือกเวลาที่ลงตัวมากกว่า วันนี้เป็นวันที่ 1 ตุลาคม ปี 50 เป็นเวลาที่เริ่มเก็บเกี่ยว ข้าวในนาขั้นบันใดออกสีเหลืองปนน้ำตาล ยามต้องแสงจะคล้ายสีทอง มาเที่ยวในช่วงเวลานี้จึงมีโอกาสเห็นกิจกรรมต่างๆของชาวเขา เช่นกำลัง ฝัดข้าว นวดข้าว และเผาซังข้าวไปพร้อมๆกัน เรียกว่าเป็นช่วงความสุขของชาวเขาที่เห็นผลผลิตแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

แต่ข้าวทั้งหมดที่เห็นนี้เป็นการทำนาเพื่อการดำรงชีวิต หรือเพื่อเก็บไว้กินในครอบครัวตลอดปี เป็นการทำนาเพื่อกิน ไม่ไช่เพื่อขาย ส่วนเงินที่มีไว้จับจ่ายใช่สอยจะมาจากการปลูกผักบนที่นาหลังเก็บเกี่ยว เช่นพืชผักสวนครัว หรือฝักแม้วที่ปลูกไว้ขายตลอดปี

ชาวเขาที่ซาปา มีการดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มีข้าวเพื่อเก็บไว้กินตลอดปีโดยไม่ต้องซื้อข้าวสารจากที่อื่นๆ ยามใดที่ไม่มีเงิน อย่างน้อยก็มีข้าวในยุ้งฉางไว้กินโดยไม่มีคำว่าอดตาย

ต่างกับชาวนาไทยในปัจจุบันที่ทำนาเพื่อขาย และขายไปทั้งหมดหากเห็นว่าราคาดี ส่วนข้าวที่หุงกินในแต่ละวันก็ต้องซื้อกิน ซึ่งต่างกับชีวิตชาวนาในอดีตอย่างสิ้นเชิง ชาวนาไทยในปัจจุบันหากไม่มีเงิน หรือเงินหมด ก็อดตายลูกเดียว

ทำไปทำมาที่นาก็อาจถูกยึดเพราะนำไปค้ำประกันเงินกู้จนหมดสิ้น เมื่อไม่มีเงินส่งต้นส่งดอก ก็ต้องถูกยึดไปตามระเบียบ ปัจจุบันชาวนาไทยประสบกับปัญหานี้มาเป็นเวลานาน ท้องนาในต่างจังหวัดถูกเปลี่ยนมือไปเกือบหมดแล้ว จากเจ้าของนาก็กลายมาเป็นผู้เช่าที่นาจากคนอื่น ซึ่งนาที่เช่าก็คือผืนนาของตนเองดีๆนี่เอง

เห็นการทำนาของชาวเขาที่ซาปาแล้วมองย้อนกลับมาที่บ้านเรามันสะท้อนอะไรได้มาก ชาวเขาที่ซาปาดำเนินชีวิตสืบมาหลายชั่วอายุคน ที่ดินก็ยังเป็นของตนเอง ส่วนชาวนาไทยอยู่นานๆไปชีวิตก็มีแต่ติดลบ จนแถบเป็นบุคคลล้มละลาย ต้องให้รัฐเข้ามาดูแลในทุกเรื่องจนดูแล้ววุ่นวายไปหมด ผลผลิตตกต่ำก็ต้องให้รัฐเข้ามาประกันราคา ให้ราคาต่ำไปก็ไม่พอใจ ต้องขนพืชไร่มาเททิ้ง หรือปิดถนน จนกลายเป็นเรื่องปกติของสังคมชนบท ที่เป็นข่าวกันอยู่บ่อยๆ

ต่างกับชาวเขาที่ซาปา ไม่ต้องพึ่งพาใคร ไม่เคยให้รัฐมาประกันราคา ไม่เคยเอาข้าวไปเททิ้งบนถนน ไม่เคยปิดถนนเรียกร้องให้รัฐบาลมาแก้ไข ทุกวันนี้ก็มีความสุขกับชีวิตแบบชาวนา

ทำไมชาวนาไทยในปัจจุบันจึงมีสภาพแบบนี้ มันมีสาเหตุมาจากอะไร และโทษใครดี

ต้องโทษระบอบทักษิณฯ ครับ ที่มีนโยบายป้อนข้าวป้อนน้ำให้กับรากหญ้า จนคนในภาคการเกษตรแทบจะทำอะไรไม่ค่อยเป็น ช่วยตัวเองไม่ค่อยได้ เพราะปัญหาหลายๆด้านมันผูกโยง เหมือนกับถูกติดกับที่รัฐบาลในอดีตผุกปมเอาไว้ จะให้ความช่วยเหลือแต่ละเรื่องก็มีผลประโยชน์แอบแฝงไปหมด หรืออาจช่วยเหลือแบบให้แบบมีบุญคุณ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองในอนาคต

ประเทศไทยยังโชคดีที่มีพระสยามเทวาธิราชคุ้มครอง ขับไล่คนชั่วออกนอกประเทศ

ไปละ... เขียนไปนานๆก็กลัววิญญาณเจ้ามูลเมือง(หรือเจ้าขี้เมือง) จะมาหลอกหลอน



เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
2 เมษายน 2552


 
   

   
   
          copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ