Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว      Home > Outbound Tour > Sapa10  
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
   
 
ถึงซาปา
ลุยซาปา
ลุยซาปา
นาขั้นบันใด
หมู่บ้านม้งดำ
เมืองซาปา 1
เมืองซาปา 2
หมู่บ้านกั๊ตกั๊ต
ฮามรอง
หมู้บ้านม้ง
   
Home

 
 

ซาปา ฉายาสวิสเซอร์แลนด์ของเวียดนาม เมืองเล็กๆใน จ.ล่าวกาย อยู่เหนือสุดของประเทศ ติดกับมณฑลยูนนานของจีน  อดีตเป็นเมืองตากอากาศของผู้ดีฝรั่งเศสในยุคล่าอาณานิคม ซาปามีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี บางปีอาจเห็นหิมะตกในเมืองหรือปกคลุมยอดเขา ฟานซิปัน ภูเขาสูงสุดของเวียดนาม และสูงที่สุดในอินโดจีน ความสูง  3,143 เมตร สูงกว่ายอดดอยอินทนนท์ถึง 578 เมตร .. ติดตามแดนฝัน สวรรค์ของเวียดนามได้ที่นี่ครับ.. (เดินทางเมื่อ 1 ตค.50)

 
 
 
 
ซาปา ตอนที่ 10 : หมู่บ้านชาวม้ง เมืองซาปา
  แผนที่การเดินทางสู่ซาปา :: เส้นทางเดินรถไฟในเวียดนาม :: แผนที่เส้นทางเดินรถ ซาปา เดียนเบียนฟู ฮานอย














     
 

ซาปาตอนที่ 10 (ตอนสุดท้าย) Hmong Village หมู่บ้านชาวม้ง ชมท้องทุ่งที่สวยงาม และูการนวดข้าวแบบดั่งเดิม



                           ในที่สุด ทริปซาปา แดนสวรรค์ของเวียดนาม ได้มาถึงตอนสุดท้าย หรือตอนที่ 10 แล้วละครับ นับจากตอนแรกจนมาถึงตอนนี้ จะเห็นว่า ซาปาแตกต่างจากเมืองอื่นๆของเวียดนามเหมือนอยู่คนละโลก ผมไปเที่ยวเวียดนามมาหลายครั้ง ก็ต้องยอมรับว่าแต่ละแห่งมีความแตกต่างกับซาปาค่อนข้างมาก

ภาพมอเตอร์ไซด์ หรือจักรยาน ที่ขี่กันเต็มถนนเต็มเมือง และบีบแตรกันจนหนวกหู แถมผู้คนยังเดินกันให้ควัก เป็นภาพปกติที่เห็นจนชินตาสำหรับประเทศเวียดนาม แต่สำหรับคนไทยแล้วจะเป็นความรู้สึกที่น่าตื่นตา บางคนเห็นท้องถนนเต็มไปด้วยกองทัพมอเตอร์ไซด์ก็รู้สึกเสียวใส้ กลัวรถจะชนกัน เพราะดูทำท่าจะชนกันตั้งหลายครั้ง แต่คนขับคนขี่เค้ารู้ใจกัน อ่านใจกันออก วัดใจกันได้ จึงไม่ชนกันง่ายๆหรอกครับ

แต่ซาปา กลับไม่เห็นภาพที่ว่ามานี้ ทุกอย่างหยุดนิ่ง เหมือนไม่ไช่ประเทศเวียดนาม

ความรู้สึกที่มาถึงซาปาในวันแรก ยังงวยงงไม่หายว่าคนเมืองนี้หายไปไหนกันหมด ตึกรามบ้านช่องก็มีมากมาย แต่ทำไมจึงไม่ค่อยมีคน ท้องถนนก็ไม่ค่อยเห็นรถ ถนนของรถยนต์กลายแป็นถนนคนเดิน คนเดินก็ไม่กลัวรถจะชน เพราะรถไม่ค่อยมี มาถึงวันสุดท้ายทุกอย่างก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ท้องถนนยังดูเงียบเหงา ผู้คนก็บางตา ดูแล้วเป็นเมืองสงบจริงๆ

สุดท้ายคือวันนี้ วันที่ต้องร่ำลาซาปา

เราออกจากซาปาไปยังจังหวัดล่าวกายที่อยู่ห่างจากนี้ไปประมาณ 40 กม. ตามเส้นทางลงเขา และคดเคี้ยวไปตลอดทาง กว่าจะถึงข้างล่างก็อาจจะใช้เวลาเกือบชั่วโมง

คืนนี้เราจะกลับฮานอยโดยรถไฟที่สถานีล่าวกายในเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ถึงฮานอยก็เช้ามืดพอดี รถไฟที่นี่สภาพดีกว่าบ้านเรา รถไม่โคลง เสียงไม่ดัง ห้องน้ำสะอาด หลับสนิทกันตลอดคืน เช้ามืดจะได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่มาปลุก

กว่ารถไฟจะออกก็ตอนหลางคืน ช่วงบ่ายๆวันนี้จึงมีเวลาค่อนข้างมาก หลังจากเมื่อเช้านี้ได้ไปบนเขาฮามรองเพื่อชมวิวซาปา
(ดูตอนที่ 9) พอลงจากเขาก็ทำธุระอีกนิดหน่อย จากนั้นก็เข้าโรงแรมเก็บข้าวของเพื่อเดินทางกลับ

รถตู้ขับเคลื่อน 4 ล้อ ยี่ห้อ Ford ผลิตในเวียดนาม เป็นรถเช่าที่เราใช้บริการให้พาไปส่งเมืองล่าวกาย แต่เนื่องจากยังมีเวลาเหลือ จึงแวะหมู่บ้านชาวม้งอีกแห่งหนึ่ง ที่อยู่ภายในเมืองซาปา เป็นการเที่ยวปิดท้ายก่อนจาก

หมู่บ้านม้งแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของซาปาที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว เพราะอยู่บนถนนใหญ่ช่วงระหว่างซาปา กับ ล่าวกาย นักท่องเที่ยวสามารถแวะไปชมได้โดยไม่เสียเวลามากนัก ที่นี่ถือว่าเป็นชาวม้งกลุ่มใหญ่ มองดูระยะไกลๆเหมือนมีีสถานที่ราชการ และโรงเรียน

หมู่บ้านม้งอยู่ลึกยาวไปตลอด ใครมีเวลาก็อาจเดินชมไปเรื่อยๆ จะเดินไปถึงเชิงเขาเชิงดอยเลยก็ได้ บรรยากาศที่นี่ก็เหมาะสำหรับการเดินเทียว อยู่ที่ว่าจะมีเวลาหรือเปล่าเท่านั้นเอง แต่ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยไปไกลมาก เห็นเดินวนเวียนอยู่แถวๆที่จอดรถ ซื้อผลิตภัณฑ์ของชาวม้งบ้าง เดินชมในหมู่บ้านนิดๆหน่อยๆ จากนั้นก็กลับ

เมื่อรถของเรามาถึงลานจอดรถในหมู่บ้านม้ง บรรดาชาวม้งทั้งหลายก็จะพากันเดินมาหาเรา พร้อมเสนอขายของที่ระลึก ส่วนใหญ่เป็นผ้าปัก ลายตีนจก ซึ่งเป็นพวกผ้าประดับและเครื่องแต่งกายของชาวม้งที่แต่งกันอยู่ทุกวัน เรียกว่าผ้าทุกชิ้นที่ชาวม้งสวมใส่กันอยู่นั้น สามารถขายเป็นเงินเป็นทองได้ทุกอย่าง และมีราคาแพงด้วย

ผิดกับพวกเราๆท่านๆ เสื้อผ้าที่ใส่ก็่ราคาถูก และอาจไม่มีราคาค่างวดมากนัก ถอดขายทุกอย่างจนเหลือแต่ กกน.ก็คงได้เงินไม่พอยาใส้ ดังนั้นหากใครได้ม้งมาเป็นเมีย ยามทุกข์ ยามจน ก็ยังเอาเสื้อผ้าเมียมาขายได้เป็นเงินเป็นกอบเป็นกำ ขายได้ทั้งหมดอาจได้เงินหลายพันบาทเชียวนะครับ

ก็ถือว่าพูดเล่น อย่าซีเรียตกันนัก

แต่ต้องการชี้ให้้เห็นว่า พวกเสื้อผ้าเครื่องประดับของชาวเขาไม่ว่าเผ่าไหน ล้วนมีราคาสูงทั้งนั้น โดยเฉพาะชาวม้งในซาปา รู้สึกว่าเครื่องแต่งกายมีสีสันสวยงามมากทีเดียว เห็นชาวเขา(สาวๆ) ก็แอบมองด้วยความรู้สึกชื่นชมในการรักษาวัฒนธรรมของพวกเค้า ทั้งสวย(เสื้อผ้า) ทั้งน่ารัก(เครื่องประดับ) ไปหมดทุกอย่าง แต่ก็สงสัยอยู่อย่างหนึ่งว่า พวกเค้าอาบน้ำกันบ่อยหรือไม่ เห็นผิวขาวๆอย่างนั้น อาบกันทุกวันหรือเปล่า จะถามก็พูดกันไม่รู้เรื่อง ถึงรู้เรื่องก็อาจถูกดีดออกมา พร้อมกับตะโกนลับหลังว่า" เดี๋ยวนี้เขาพัฒนากันแล้ว "

แต่เชื้อไม้..ผมจำติดใจว่าชาตินี้จะไม่ข้องแวะกับสาวอีก้อ ได้ยินใครต่อใครบอกต่อกันมาว่า ชาวเขาเผ่าอีก้อ ในชีวิตนี้อาบน่ำเพียง 3 ครั้ง ได้แก่ อาบตอนเกิด อาบตอนแต่ง(งาน) และอาบตอนตาย(อาบน่ำศพ)

ถามว่าทำไมอีก้อจึงไม่ชอบอาบน้ำ ตอบได้ว่า อีก้อชอบอยู่ยอดเขาที่สูงที่สุด จะลงมาอาบน้ำแต่่ละครั้ง กว่าจะถึงแม่น้ำก็ใช้เวลา 2 วัน ใช้เวลาอาบน้ำอีกครึ่งวัน อาบเสร็จ เดินกลับขึ้นบนยอดดอยอีก 3 วัน(เหนื่อย) ดังนั้น อย่าอาบมันเลยดีกว่า บอกอาบน้ำแต่ละทีลำบากอิบอ๋าย แถมปลาในแม่น้ำก็ตายเป็นเบื่อ

กลับมาที่หมู่บ้านม้ง
ชาวม้งที่ขายของให้นักท่องเที่ยว ค่อนข้างน่ารัก ทั้งเด็ก ทั้งสาว รวมทั้งคนแก่ พอเราโบกมือไม่เอา พวกเค้าก็ไม่เข้ามายุ่ง และไม่ยุ่งอีกเลย ผิดกับเวียดนามในเมืองอื่นๆ ที่ตื้อแล้วตื้ออีก เรียกว่าสุดยอดนักขายตรงในย่านอินโดจีน

ร้านขายของที่ระลึกในหมู่บ้านนี้ก็เห็นมีอยู่ 2 - 3 ร้าน ราคาไม่ได้ถาม จึงไม่รู้ว่าถูกหรือแพง แต่รู้สึกว่าของที่นี่ทำได้สวยงาม สีสันสดสวย มีการประยุกต์โดยนำลวดลายตีนจกมาประดับกระเป๋าสุภาพสตรีด้วย ดูเก๋ไม่เบา

มาเที่ยวที่นี่แล้วหากพอมีเวลาก็อาจเดินเข้าไปตามสวนผัก หรือในทุ่งนา ดูการทำงานของชาวม้ง ที่กำลังปลูกผัก หรือทำงานอยู่ในทุ่งนา
จะเห็นว่าพวกเค้าทำการเกษตรกันแบบดั่งเดิม ด้วยแรงงานล้วนๆ ไม่มีเครื่องทุ่นแรง และไม่ใช้สารเคมีใดๆ ต่างกับบ้านเรา ไม่นานนี้มีข่าวว่าช้างป่ามากินกะหล่ำปลีในไร่ของชาวกระเหรี่ยง ที่ตำบลสบก๋าย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นไม่นานเจ้าช้างพลายที่มีชื่อว่า สมใจ ก็ตายสมใจนึกอยู่ในป่าที่บ้านสบก๋าย


หมู่บ้านม้งที่แวะไปเที่ยวอยู่ห่างจากถนนใหญ่ราว 4 - 5 กม. พอเริ่มเข้าเขตก็สังเกต
เห็นท้องนาออกรวงเหลืองอร่ามสวยงามตามเชิงเขา ที่มีลำธารน้ำไหลผ่าน เป็นภาพที่สวยงามไม่แพ้สถานที่อื่นๆ ใครมาเที่ยวซาปาก็คงไม่ต้องไปจัดอันดับว่าที่ไหนสวยกว่ากัน เพราะแต่ละแห่งสวยไปคนละแบบ

ซาปามาเที่ยวได้ตลอดปี เพราะเป็นเมืองที่อยู่บนภูเขา อากาศเย็นสบายไม่ร้อน หน้าหนาวอาจหนาวถึงใจ บางปีมีหิมะตก หรือหมอกลงจัดชนิดอย่างหนา คนไทยหลายคนบอกว่าไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน

ส่วนหน้าฝน ตามภูเขาที่เป็นนาขั้นบันใดจะมีเสน่ห์และสวยงามมาก ต้นข้าวเป็นสีเขียวทั้งภูเขา โดยเฉพาะในยามที่ท้องฟ้าสดใส บางคนทนไม่ได้จึงต้องขอเดินลงไปดูใกล้ๆให้เห็นกับตา เพราะมองไกลๆเหมือนพรมสีเขียวที่นำไปวางซ้อนกันเป็นชั้นเป็นขั้นบันใด

ถ้าต้องการเห็นนาขั้นบันใดออกรวงสีเหลืองหรือเป็นสีทอง เหมือนภาพซาปาในทริปนี้ ก็ต้องมาเที่ยวในช่วงปลายเดือนกันยายน ถึง ต้นเดือนตุลาคม จะได้เห็นว่า ที่นี่เป็นสวิสเซอร์แลนด์ของเวียดนามจริงหรือไม่

ช่วงเดียวเท่านั้นที่ไม่ควรมาเที่ยวซาปา หรือมาเที่ยวเวียดนาม ก็คือช่วงพายุ หรือ ดีเปรสชั่นพัดเข้าเวียดนาม

พายุจากทะเลจีนใต้ที่พัดเข้าชายฝั่งเวียดนามมีความรุนแรงมาก ทุกปีจะได้ยินข่าวความเสียหายและเสียชีวิตจากพายุป็นประจำ อุทกภัยในเวียดนามรุนแรงกว่าบ้านเรามาก ไกด์เวียดนามบอกว่า เรื่องความเสียหายและการเสียชีวิตเป็นเรื่องปกติของที่นี่

พูดถึงพายุผมเคยเจอระดับแค่หางๆมาแล้ว ในวันสุดท้ายที่เที่ยวเมืองนิงห์บินห์ (หรือนิงห์บิงห์) เมื่อปี 51
เราไปเที่ยวในวันที่ก่อนพายุจะเข้าเพียง 1 วัน วันนั้นไกด์ตรวจสอบสภาพอากาศแล้วบอกว่าาพายุเข้าเมืองอื่น ส่วนเมิองนิงห์บินห์และเมืองที่อยู่ในเส้นทางเดียวกันนี้้ไม่มีปัญหา แต่จะมีฝนตกเท่านั้นเอง

ก็เจอฝนกันจริงๆตั้งแต่ออกเดินทางจากฮานอยจนถึงนิงห์บินห์ ในระยะทางร้อยกว่ากิโลเมตร นึกในใจว่าแล้วจะเที่ยวกันยังไงนี่ เล่นตกกันไม่มีหยุดตั้งแต่เช้ายันค่ำ

ปรากฏว่าคืนนั้นโรงแรมไฟดับ มืดทั้งคืน เสียงลมกระทบหน้าต่างจนรู้สึกนี่มันไม่ไช่ลมพัดธรรมดาแน่ ออกไปข้างนอก รู้สึกว่าลมแรงมาก และพัดมาพร้อมๆกับฝน ที่แปลกก็คือเป็นลมหนาว ไม่ไช่ลมฝนแบบทั่วๆไป

บ้านเราเมื่อเกิดลมแรงในขณะฝนตกก็ดูปกติธรรมดา แต่ที่นิงห์บินห์ในวันนั้น ลมพัดจนร่มพลิกหักไม่เป็นท่า แถมอากาศหนาวเย็นอีกต่างหาก นับว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่เคยเจอมาก่อน เป็นลมพายุที่อยู่ไม่ห่างจากศูนย์กลางของพายุมากนัก

ครั้งนั้นโชคดีที่กลับเมืองไทยได้ทัน หลังเที่ยวเมืองนิงห์บินห์ได้ไม่เต็มที่นัก

วันถัดมาได้ยินข่าวว่าเมืองที่ผมไปเที่ยวอีกเมืองหนึ่ง(จำชื่อไม่ได้) แต่อยู่ห่างจากนิงห์บินห์ออกไปราวสิบกว่ากิโล ปรากฏว่าน้ำท่วมทั้งเมือง เป็นปรากฏการณ์ในรอบ 40 ปี นั่งดูข่าวต่างประเทศจากทีวีบ้านเรา อ้าว..เมืองที่เราไปเที่ยวเมื่อ 2 วันก่อนนี่เอง แต่วันนี้กลายเป็นข่าวสำคัญของประเทศเวียดนามไปแล้ว

เหตุของพายุทำเอาเครื่องบินของสายการบินแอร์เอเชีย ที่บินจากฮานอย สู่ สุวรรณภูมิ ในเที่ยวบินวันนั้นสั่นเป็นเจ้าเข้า (ทั้งๆที่ไม่มีใครทำพิธีเข้าทรง) กัปตันรายงานว่าอากาศแปรปรวน บางครั้งก็รู้สึกว่าตกหลุมอากาศ ออกอาการ วูบไป วูบมา เหมือนเครื่องจะลดระดับเพดานบิน ไม่ทราบว่ากัปตันลดเองเพื่อหลบหลุมอากาศ หรือว่าลมมันกดเครื่องบินให้วูบลง ปรากฏว่าเที่ยวบินนี้งดเสริฟ์อาหารและเครื่องดื่ม จะกินกาแฟสักแก้วก็เลยอดกิน

ก็สนุกดีครับ ยังไงก็ต้องมองโลกในแง่ดีไว้ก่อน จะเป็นอะไรก็ช่างหัวมัน จะวิตกอะไรกันมากมายนัก นั่งไปก็นึกถึงคำสอนของท่านพุทธทาส เรื่อง ตัวกู ของกู พร้อมกับอธิษฐานในใจว่า ตัวกู เรื่องของกู กูจะตาย ก็เรื่องของกู แต่กูก็ไม่อยากตาย(วะ)

เหลียวมองไปตามที่นั่ง ปรากฏว่านั่งนิ่งกันหมด ไม่มีใครหลับแม้แต่คนเดียว และไม่มีใครลุกไปไหนได้ เพราะสัญญาณไฟให้รัดเข็มขัด ขึ้นเตือนอยู่ตลอดเวลา ใครตื่นเต้นจากอยากลุกไปห้องน้ำก็ทำไม่ได้ ต้องนั่งทน นั่งทับ แล้วกลับมาปล่อยที่สนามบินสุรรณภูมิกันเอาเอง

พอเข้าเขตประเทศไทย รู้สึกว่าเครื่องบินเริ่มจะนิ่ง และเข้าสู่ภาวะปกติ จนถึงสุวรรณภูมิ เฮ้อ..โล่งอก (กูรอดตายแล้ว)

กลับมาถึงบ้านได้ยินข่าวโทรทัศน์รายงานว่าเครื่องของการบินไทย ไม่สามารถร่อนลงที่สนามบินอุบลราชธานีได้ ต้องเปลี่ยนไปลงที่อื่นแทน ตรวจสอบเวลาแล้ว ใกล้เคียงกับเวลาที่อยู่บนเครื่องหลังกลับจากเวียดนามในวันนั้น

เขียนเรื่องฟ้าเรื่องฝนในเวียดนาม เพื่อบอกกล่าวให้ทราบว่า ที่นั้นเรื่องพายุฝนจะรุนแรงกว่าไทยมาก ในช่วงเวลาที่ดีเปรสชั่นเริ่มก่อตัวแถวหมู่เกาะฟิลิปปินส์ คนเวียดนามจะติดตามข่าวกันทุกระยะ เพราะพายุจากฟิลิปปินส์ มักจะเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศเวียดนามเป็นประจำทุกปี

หมู่บ้านม้ง
ในหมู่บ้านชาวม้งที่เราไปเที่ยว ช่วงนี้ยังเห็นท้องทุ่งสีทองเป็นส่วนใหญ่ นาขั้นบันใดไล่ระดับกันตามเชิงเขา สวยงามทีเดียว ส่วนแปลงไหนที่เก็บเกี่ยวแล้วก็จะผลิกโฉมให้เป็นแปลงพืชผักสวนครัวในเวลาต่อมา เรียกว่าไม่ปล่อยให้ที่ดินว่าง

คำว่าการใช้ที่ดินให้เป็นประโยชน์ ต้องบอกว่าคนเวียดนามใช้พื้นดินคุ้มกว่าอีกหลายประเทศ ใครมาเที่ยวเวียดนามก็อาจได้รับการบอกเล่าจากไกด์ว่า ที่ดินในประเทศเวียดนามไม่เคยว่าง ทุกตารางนิ้วจะเห็นแต่สีเขียวของพืชผัก หากพบเห็นที่ดินว่าง แสดงว่าชาวบ้านกำลังเตรียมดินเพื่อทำการเพาะปลูก

เวียดนามมีพื้นที่เพาะปลูกน้อยกว่าบ้านเรามาก แถมมีประชากรมากว่าเราถึง 21 ล้านคน (ไทย 66 ล้าน เวียดนาม 87 ล้าน จากข้อมูลล่าสุด) ใครมีพื้นที่ว่างๆ ก็จะไม่ว่ากันหากมีคนมาปลูกพักในพื้นที่ของเรา สวนหย่อมตามหน้าบ้านหรือริมถนนแทบไม่มีให้เ้ห็น บางเมืองมีแปลงผักปลูกไว้ที่บริเวณหน้าอาคารพาณิชย์ หรือหน้าปั้มน้ำมัน เห็นผักที่ปลูกแล้วก็น่าทาน

ชาวนาเวียดนามเมื่อเสร็จจากนาแล้วก็จะเพาะปลูกพืชผักชนิดอื่นขึ้นมาแทน หากเป็นเวียดนามกลาง ลงมาถึงตอนใต้ ก็อาจเตรียมตัวทำนาในครั้งต่อไป บ้านเราทำนาอย่างมากได้ปีละ 2 ครั้ง แต่เวียดนามปลูกด้วยข้าวพันธ์ต้นเล็กกว่าบ้านเรา ให้ผลผลิตได้เร็วกว่า จึงสามารถทำนาได้ถึงปีละ 3 ครั้ง ใครไปเที่ยวเวียดนามกลาง อาจเห็นว่ามีแต่นาข้าวเขียวไปหมด


ผมมาเที่ยวซาปา มีเรื่องที่น่าแปลกเกี่ยวกับชาวเขาอยู่อย่างหนึ่ง คือชาวม้ง Hmong

ปรากฏว่าเผ่าม้งในเมืองซาปานี้มีหลายกลุ่มมาก เล่นเอาผมเวียนหัว มารู้ตอนจะกลับว่า ในซาปานั้นนะมีแต่ม้งทั้งนั้น
เห็นเครื่องแต่งตัวไม่เหมือนกันนี้ เช่นสวมหมวกดำบ้าง มีผ้าโพกหัวสีแดงบ้าง หรือมีผ้าแดงสีสดผูกคลุมผมบ้าง จึงคิดว่าเป็นคนละเผ่าแน่นอน แต่ไม่ทราบว่าเป็นเผ่าไหนเท่านั้นเอง มารู้ความจริงก็ตอนที่ไปเที่ยวหมู่บ้านม้งในวันสุดท้าย ไกด์บอกว่าที่นี่ก็เป็นม้ง แต่โพกผ้าสีแดงที่ศรีษะ

จึงขอรวมรวมภาพชาวเขาที่ถ่ายไว้มาแยกแยะให้เห็นว่า แต่งกายไม่เหมือนกัน แต่จากคำพูดของไกด์บอกว่า เป็นม้งทั้งหมด จะผิดจะถูก ก็ไม่แน่ใจ ครั้นจะหาข้อมูลจากเว็บไซต์ทั้งไทยและเทศก็ไม่มีรายละเอียด ในเว็บต่างประเทศพอพูดถึงชาวเขา ไม่ว่าจะเป็นเผ่าไหนก็จะใช้ คำว่า Hill tribe ทั้งหมด

สรุปว่า ดูภาพไปพลางๆไปก็แล้วกัน ว่าทั้งหมดที่เห็นนี้ เรียกว่า ม้ง (Hmong)




และก็ถือโอกาสร่ำลากันตรงนี้เลย จากนี้ไปก็จะนั่งรถต่อไปยังจังหวัดล่าวกาย แวะดูบ้านดูเมืองนิดหน่อย จากนั้นก็อาบน้ำอาบท่าที่ร้านอาหารย่านสถานีรถไฟตามที่ไกด์พาไป

ก่อนขึ้นรถไฟก็ขอแวะตลาดสดของล่าวกาย เพื่อซื้อลูกท้อสดลูกโตๆไปสัก 2 กิโล เพราะเห็นขายกันเยอะไปหมด ขายกันโลละ 70 บาท คิดว่าราคาน่าจะถูกแล้วนะ ชั่งไปชั่งมาเกือบ 3 กิโล หิ้วกันไหล่เอียง แต่ก็คุ้ม กลับมาเมืองไทยตื่นเต้นกันใหญ่ ส่วนใหญ่ไม่เคยทานกันมาก่อน ผลท้อสดจะมีผิวสากๆ คล้ายผ้ากำมะหยี่ เนื้อในคล้ายแอปเปิล แต่เนื้อจะแข็งๆคล้ายฝรั่ง ตรงกลางมีใส้สีแดงๆ

ที่สำคัญ อร่อยมาก ใครไปเที่ยวซาปา หรือล่ายกาย ในช่วงเดือนตุลาคม ช่วยซื้อมาฝากผมสัก 2 กิโล คิดเสียว่าทำบุญก็แล้วกัน





เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
2 มิถุนายน 2552





 

   
   
          copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ