Home    :    Outbound    :     Sa Pa Part1
         Sapa-Hanoi Vietnam
         Sapa was once a hill resort During the Vietnam colonized by the French between AD 1884-1954
         ซาปา เมืองที่อยู่ตอนเหนือสุดของเวียดนาม ในช่วงฤดูหนาวจะมีหิมะตกเป็นประจำ อุณหภูมิต่ำสุดจะอยู่ประมาณ 0 ถึง -2 องศา
 
 
Part 1
Part 2
Part 3
Part 1  : The trip from Hanoi the capital of Vietnam to Lao Cai.
การเดินทางจากฮานอยเมืองหลวงของเวียดนาม สู่ จังหวัด ลาวกาย บนทางด่วนสายใหม่ที่มีระยะทาง 245 กม.



            

            

            

            





ซาปา ตอนที่ 1 : การเดินทางจากฮานอย เมืองหลวงของเวียดนามสู่จังหวัดล่าวกาย
(เดินทาง 25-28 กพ.58)


อีกครั้งหนึ่งที่มีโอกาสมาเยือน
“ซาปา” ดินแดนของชาวเขาเผ่าม้งดำในพื้นที่จังหวัดล่าวกายที่อยู่ทางตอนเหนือสุดของเวียดนาม  จากครั้งก่อนที่เคยไปเมื่อเดือน ตค.50  จนถึงวันนี้ผ่านไปแล้วราว 8 ปี

ซาปา  สถานท่องเที่ยวที่อยู่ในโปรแกรมเดียวกับการท่องเที่ยวฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม  หรือหากใครไปเที่ยวเองแบบส่วนตัวก็อาจมีโปรแกรมเดินป่าขึ้นเขา
“ฟานซิปัน“ ที่สูง 3,143 เมตร (อินทนนท์ 2,565) และสูงที่สุดในอาเซี่ยน

ปัจจุบันการขึ้นไปเที่ยวยอดเขา
“ฟานซิปัน“ มีบริการ กระเช้าลอยฟ้า หรือ  Cable Car ที่ทำพิธีเปิดเมื่อต้นปี 59 นี้เอง  เป็นการเอาใจนักท่องเที่ยว  จากเมื่อก่อนได้ยินแต่ชื่อและไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน เนื่องจากมีเขาอื่นบดบัง  แต่หลังจากนี้ก็มีโอกาสขึ้นไปสูดอากาศ ชมวิวทิวทัศน์ในความสูงระดับเมฆได้  

เมื่อก่อนการเดินทางไปเที่ยวซาปาของนักท่องเที่ยวจะต้องใช้บริการทางโดยรถไฟขบวนพิเศษ ที่วิ่งจากสถานีฮานอย ไปสิ้นสุดที่สถานีล่าวกาย  ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่อยู่เหนือสุดของเวียดนาม 

เปรียบเทียบกับบ้านเราก็คือสถานีรถไฟเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถานีสุดท้ายที่อยู่เหนือสุดของประเทศ

รถไฟเที่ยวพิเศษออกจากฮานอยตอนประมาณ 4 ทุ่ม  ถึงลาวกายตอนเช้ามึดราวตีห้า จากนั้นก็ต้องนั่งรถเช่าซึ่งเป็นรถตู้ขับเคลื่อนสี่ล้อขึ้นเขาไปจนถึงซาปา  ค่าโดยสาร(ปี51) ที่พอจำได้ตกคนละประมาณร้อยบาท  บริการส่งถึงหน้าโรงแรม

แต่ตอนนี้ถ้าใครไปเที่ยวซาปาก็มีทางเลือกใหม่ คือมีทางด่วน(Express Way) เริ่มจากฮานอยไปจังหวัดล่าวกาย  ซึ่งเป็นถนนชั้นดี ตามข่าวบอกว่าถนนสายนี้เป็นทางด่วนที่ยาวที่สุดของวียดนาม มีระยะทาง 245 กม. ซึ่งต่างกับบ้านเราที่มีทางด่วนเต็มไปหมด แต่ละสายก็มีระยะทางไกลๆด้วยกันทั้งนั้น

ข่าวการเปิดทางด่วน ฮานอย-ล่าวกาย เมื่อวันที่ 21 กย.58 นั้น ฮือฮากันมากในเวียดนาม  มีข่าวออกไปทั่วโลก และเป็นความภาคภูมิใจของคนเวียดนามเลยทีเดียว

ทางด่วนพิเศษสายนี้สร้างขึ้นพร้อมๆกับการสร้าง
“สะพานเญิตเติน (Nhat Tan) “ สะพานขึงข้ามแม่น้ำแดง  ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 4 มค.58  



สะพานเญิตเติน เป็นโครงการเดียวกับทางด่วนจากเมืองฮานอย สู่
"สนามบินนอยใบ" ที่อยู่ห่างฮานอยราว 28 กม. ส่วนทางด่วน ฮานอย-ลาวกาย  ระยะทาง 254 กม. มีทางแยกออกไปทางขวา หลังออกจากฮานอยและข้ามสะพานขึงมาแล้ว

8 ปีที่เคยมาเที่ยวฮานอย  มาวันนี้เห็นการเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย เช่นมีสนามบินแห่งใหม่ แยกเป็นอีกเทอร์มินอลหนึ่ง เพื่อรองรับผู้โดยสารที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

มีการสร้างสะพานขึงที่ดูใหญ่โตได้มาตรฐาน รวมทั้งมีช่องทางจักรยานและมอเตอร์ไซด์พร้อม เป็นการวางแผนการสร้างเพื่อรองรับยานพาหนะทุกชนิดไว้แต่แรก ไม่เหมือนกับบ้านเราที่ไม่ให้ความสำคัญกับจักรยานและมอเตอร์ไซด์ จนเกิดปัญหาเช่นกรณีห้ามมอเตอร์ใช้บริการสะพานภูมิพล โดยตำรวจอ้างว่าเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุ

แต่จากภาพที่ถ่ายไว้ในขณะรถวิ่งบนสะพานเญิตเติน ในกรุงฮานอย จะเห็นว่ามีช่องทางมอเตอร์ไซด์และจักรยานโดยเฉพาะ แสดงถึงความคิดความอ่านว่าล้ำหน้ากว่าบ้านเราไปเยอะ ไม่ได้มองคนขับขี่จักรยานและมอเตอร์ไซด์ว่าเป็นบุคคลชั้นสองที่ต่ำต้อยของสังคม

คนไทยที่เคยไปเที่ยวซาปาสมัยที่ยังนั่งรถไฟ อาจมีคำถามว่า เดินทางโดยรถยนต์ ต่างกับการเดินทางโดยรถไฟหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าต่างกัน

อันดับแรก การเดินทางโดยรถไฟ ทั้งขาไปจาก ฮานอย–ล่าวกาย และขากลับ จากล่าวกาย-ฮานอย เป็นการเดินทางในตอนกลางคืน มองไม่เห็นบ้านเมืองที่อยู่สองข้างทาง  ขณะเดียวกันก็เป็นเวลานอนด้วย

ส่วนการเดินทางโดยทางรถยนต์บนเส้นทางมอเตอร์เวย์  เป็นการเดินทางตอนกลางวัน  จึงเห็นชนบทของเวียดนามได้อย่างน่าตื่นตา  หากมาในช่วงหน้าฝนก็จะเห็นนาข้าวที่สดชื่นเขียวขจี  หากมาช่วงฤดูหนาวก็จะเห็นทุ่งข้าวเป็นสีทอง เหลืองอร่ามสวยงาม

นอกจากนี้ก็การทำนาแบบดั่งเดิมที่ใช้แรงงานควาย บ้านเรือนและหมู่บ้านชนบทดูเป็นวิถีชีวิตของชาวเวียดนามอย่างแท้จริง  

ปัจจุบันเมืองไทยภาพชนบทเดิมๆได้หายไปหมดแล้ว เนื่องจากสภาพสังคมเปลี่ยนไป แต่ในเวียดนามสิ่งดั่งเดิมยังมีอยู่ และค่อยๆเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ

อันดับสองก็คือเรื่องเวลาในการเดินทางโดยรถยนต์กับรถไฟ ดูแล้วไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก เนื่องจากมีการควบคุมความเร็วไม่เกิน 100
รถบัสที่เราใช้บริการจึงทำความเร็วได้ไม่ต่างกับรถหวานเย็นคือไปแบบช้าๆ เรื่อยๆ ใช้เวลาเดินทางราว 4-5 ชม.  

สำหรับการมาเที่ยวซาปาครั้งนี้  เป็นการเดินทางช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ปี 58 ซึ่งเป็นช่วงหลังเก็บเกี่ยว บางแห่งกำลังเริ่มทำนารอบใหม่  ส่วนครั้งก่อนหรือ 8 ปีก่อน  ได้มาในเดือนตุคาคม(ปี 51) ครั้งนั้นชาวนากำลังเริ่มเก็บเกี่ยว  ท้องทุ่งยังเป็นสีทอง  เรียกว่ามาเจอคนละบรรยากาศ

ซาปาในครั้งนี้  จะแตกต่างกับครั้งก่อนอย่างไรบ้าง  ก็ต้องรอชมภาพในตอนถัดๆไปนะครับ




โฟโต้ออนทัวร์
15  มิย.59
 









  Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์

copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
Contact Us : [email protected]