Home    :    Outbound    :     Sapa Part2
         Sapa-Hanoi Vietnam
         Sapa was once a hill resort During the Vietnam colonized by the French between AD 1884-1954
         ซาปา เมืองที่อยู่ตอนเหนือสุดของเวียดนาม ในช่วงฤดูหนาวจะมีหิมะตกเป็นประจำ อุณหภูมิต่ำสุดจะอยู่ประมาณ 0 ถึง -2 องศา
 
 
Part 1
Part 2
Part 2  : Cat Cat, Village Black Hmong Hill Tribe
ซาปาจังหวัดล่าวกาย ดินแดนเหนือสุดของเวียดนาม ชมหมู่บ้านกั๊ต กั๊ต ของชาวเขาเผ่าม้งดำ



            

            

            

            

            

            

            





ตอนที่ 1 : ซาปา ดินแดนเหนือสุดของเวียดนาม ชมหมู่บ้านกั๊ต กั๊ต ของชาวเขาเผ่าม้งดำ
(เดินทาง 25-28 กพ.58)



ในช่วงปีใหม่ของทุกปี เรามักได้ยินข่าวหิมะตกที่ซาปา เมืองที่อยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม บางปีรุนแรงถึงขั้นวัวควายล้มตายเพราะความหนาวระดับ 0 องศา หรือติดลบ


ซาปาในช่วงหนาวจัด สัตว์เลี้ยงล้มตายเพราะความหนาว เกิดขึ้นเป็นประจำเกือบทุกป

เมื่อปี 50 ราวเดือนตุลาคม มีโอกาสไปเที่ยวซาปาช่วงต้นฤดูหนาว  ขณะที่นาข้าวขั้นบันใดเหลืองอร่าม  ครั้งนั้นรู้สึกตื่นตาทิวทัศน์บนภูเขาสูงที่อยู่ติดชายแดนจีน  มีความรู้สึกว่าแตกต่างจากเมืองอื่นๆของเวียดนามอย่างสิ้นเชิง  ต้นสนที่ขึ้นในป่าสนเขตประเทศหนาวของยุโรป ก็พบเห็นที่นี่   

ราว 1 ปีที่ผ่านมารัฐบาลเวียดนามได้สร้างกระเช้าลอยฟ้าให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปสูดอากาศบนยอดเขามีชื่อว่า
“ฟานซิปัน“ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากนักท่องเที่ยวต่างชาติว่าจะทำให้เสน่ห์ของการเดินขึ้นเขาเพื่อพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในย่านอินโดจีนหมดไป

ปัจจุบัน ซาปา กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทำให้ชาวเวียดนามและนักท่องเที่ยวทั่วไปนิยมมาเที่ยวกันมากกว่าแต่ก่อน

นาข้าวขั้นบันใดที่ขึ้นชื่อของซาปา  ใครอยากมาเห็นก็ต้องกะเวลาหรือหาข้อมูลกันให้ดีว่าจะออกรวงเป็นทุ่งสีทองกันในช่วงเวลาไหน เนื่องจากแต่ละปีอาจมีการคลาดเคลื่อนกันได้

อีกอย่างจะยึดเอาช่วงเวลาเก็บเกี่ยวจากบ้านเราก็ไม่ได้ เพราะเป็นคนละประเทศ คนละโซนกัน  การเริ่มปลูกข้าว รวมทั้งช่วงเก็บเกี่ยวจะแตกต่างกัน  อาจจะห่างกันเป็นเดือนๆ

หลายปีก่อนเคยไปเที่ยวลาวใต้ เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก เป็นช่วงที่ชาวนาของลาวกำลังเก็บเกี่ยว แต่ข้าวในจังหวัดชายแดนไทยติดกับลาวยังเห็นเป็นสีเขียว ทั้งๆที่สองพื้นที่นี้มีระยะทางห่างกันไม่มากนัก

ข้าวที่ปลูกในบ้านเรากับที่ซาปา เป็นคนละประเภทกัน

ซาปามีพื้นที่เป็นภูเขา  ต้นข้าวจึงสั้นคล้ายข้าวเบา สูงประมาณเอว หรือแค่หน้าอก  แต่ข้าวบ้านเราเป็นข้าวที่ปลูกในที่ลุ่มใช้น้ำมาก  ต้นข้าวจึงสูงท่วมหัว  และยังให้ปริมาณผลผลิตต่อไร่สูงกว่าข้าวเบาหรือข้าวที่ปลูกตามนาขั้นบันใด

ไทยกับเวียดนาม แข่งขันกันนในเรื่องการส่งออกข้าวที่คู่คี่สูสีกันมาหลายปี  จะแพ้ชนะกันส่วนใหญ่เป็นเรื่องของภัยธรรมชาติ  ประเทศใดประสบภัยธรรมชาติเช่นฝนแล้งหรือน้ำท่วมก็จะส่งออกได้น้อยกว่า

คุณภาพข้าวไทยกับเวียดนาม เป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไปว่าข้าวไทยมีคุณภาพและรสชาติที่ดีกว่าข้าวเวียดนาม  แม้แต่คนเวียดนามก็ยังบอกว่า ข้าวไทยอร่อยกว่าของเค้า

นาข้าวขั้นบันใดที่ซาปา เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนให้มาท่องเที่ยวกันในช่วงฤดูฝนจนถึงต้นฤดูหนาว  แต่ไฮไลท์น่าจะอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวหรือราวกลางเดือนตุลาคมจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 

ผู้ที่สนใจการถ่ายภาพนาขั้นบันใดก็ต้องหาโอกาสมาเที่ยวในช่วงนั้น

การเดินทางมาที่ซาปาแบบส่วนตัวก็ไม่ยุ่งยาก  เพียงแค่ติดต่อสายการบินเวียดเจ็ตแอร์ นกแอร์ หรือแอร์เอเชีย บินจากสุวรรณภูมิมาลงที่สนามบินนอยใบ เมืองฮานอย จากฮานอยก็นั่งรถประจำทางไปลงที่ล่าวกาย แล้วต่อรถขึ้นเขาซาปา 


รถให้บริการ จากล่าวกาย ไปซาปา มีให้เลือกหลายแบบ

ถึงซาปาก็สามารถหามอเตอร์ไซด์รับจ้างเที่ยวทั่วได้ทั้งเมือง  จะไปไหน ก็มอเตอร์ไซด์รับจ้างนั่นแหละ  ใครอยากขับเองก็ติดต่อหารถเช่า แต่ถ้าจะเช่าขับเองก็ต้องหาข้อมูลด้วยว่าคนต่างชาติทำได้หรือไม่(ไม่ค่อยแน่ใจ) ข้อมูลก็หาไม่ยาก คิดอะไรไม่ออกบอกกูเกิ้ลก็แล้วกัน ข้อมูลเพียบ

ส่วนขากลับก็เช็คเวลาให้ดีว่าจะมาถึงฮานอยเวลาไหน  จะเช็คอินขึ้นเครื่องกี่โมง หากมาเป็นกลุ่มและต้องการความสะดวกในเรื่องไกด์นำทางที่พูดภาษาไทยได้ ก็มีคนเวียดนามพูดไทยได้คอยให้บริการ  ข้อมูลทั้งหมดนี้สามารถหาได้จาก Google โดย Search คำว่า
“ไกด์พูดไทย ฮานอย” จะเห็นว่ามีให้เลือกมากมาย

เวียดนามไปไม่ยาก  ไม่มีปัญหา  เที่ยวเองได้แบบสบายๆ  ถ้าให้ดีใช้ไกด์พูดไทยพาเที่ยวจะสะดวกกว่า จะได้ไม่ถูกโกง ไม่ถูกหลอก  ข้อมูลท่องเที่ยวก็ปรึกษาไกด์  จะกินอาหารเวียดนามอร่อยๆที่ถูกปากคนไทยได้ที่ไหน จะเที่ยวแบบซิลๆ  หรือจะจิบกาแฟโรบัสต้าของเวียดนามร้านไหนดี  รวมทั้งสามารถพาทัวร์แบบซอกแซก เรียนรู้วิถีชีวิตเช่นชมตลาดสด หรือนั่งกินเฝ๋อข้างทาง หรือจะซ้อนมอเตอร์ไซด์เที่ยวในเมือง ก็สนุกไปอีกแบบ

ซาปาทุกวันนี้สามารถมาเที่ยวกันได้ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหน  ทั้งนี้ก็เพราะอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี  โรงแรมที่พักบางแห่งในซาปาจึงไม่มีแอร์  เช่นเดียวกับที่เมืองดาลัต แนะนำว่าหากมาเที่ยวในช่วงหนาวจัดๆ หาที่พักแบบมีแอร์อุ่นๆ ก็จะไม่ทรมานทรกรรม

เรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญสำหรับคนขี้หนาว เสื้อผ้าหนาๆ ผ้าห่มหนาๆ บทจะหนาวมันอาจเอาไม่อยู่ และนอนไม่ค่อยหลับ

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของซาปาก็คือเป็นเมืองของ
“ชาวเขาเผ่าม้ง”  ที่มีเป็นจำนวนมากถึงหลักแสนคน

เผ่าม้ง ในเวียดนาม ยังแตกเป็นกลุ่มย่อยๆอีกหลายกลุ่ม  มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป  ความแตกต่างกันก็ต้องดูจากเครื่องแต่งกาย การสวมหมวก หรือผ้าโพกศรีษะ  แต่ละกลุ่มก็จะมีหมู่บ้านเป็นของตนเอง ไม่ปะปนกัน

และชาวเขาทั้งหมดที่เห็นในเมืองซาปา ก็คือชาวเขา
“เผ่าม้ง หรือ ม้งดำ“ Black Mhong  



ชาวเขาเผ่าม้ง(ดำ)ที่ซาปา การแต่งกายบ่งบอกถึงกลุ่มย่อยที่หลากหลาย


ชาวเขาเผ่าไทดำ และไทแดง ที่เมืองเดียนเบียนฟู (แคว้น12จุไท)
ทางตอนเหนือของเวียดนาม ติดกับเมืองฮานอย


ม้งที่เวียดนามมาจากไหน


็มาจากมณฑล
"กวางสี" ในปัจจุบันของจีน  ที่อพยพกันเรื่อยมานับตั้งแต่กองทัพมองโกลรุกรานจีนในสมัยของ” จักรพรรดิ์กุบไลข่าน”

เมื่อกองทัพมองโกลยึดจีนได้ก็สถาปนาตนเองเป็นปฐมจักรพรรดิ์ใน "ราชวงศ์หยวน" เทียบกับประวัติศาสตร์บ้านเราก็เป็นยุคก่อนอาณาจักรสุโขทัยหรือก่อนอาณาจักรไทย หากจะเทียบกับเขมรก็เป็นยุค "เมืองพระนคร" หรือยุคขอม "Angkor" ในช่วงปลายยุค

จีนยูนนาน(น่านเจ้าเดิม)และจีนกวางสี มีขนมธรรมเนียมและวัฒนธรรมก็แตกต่างกันจีนฮั่น

ตัวอย่างเช่นชาวทิเบต เนปาล ภูฏาน ที่มีถิ่นดั่งเดิมอยู่ที่ยูนนาน หลังจากถูกควบรวมกับจีนฮั่นในสมัยปกครองโดยชาวมองโกล จีนจึงกลายเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่  

กลุ่มชาติพันธ์ดั่งเดิมในสมัยอาณาจักรน่านเจ้าและกวางสี ปัจจุบันยังมีอยู่มากมายในประเทศจีน กลุ่มใหญ่ๆก็เป็นพวกจ้วง(กวางซีจ้วง)ในเขตมณฑลกวางสี  กับชาวไทลื้อในสิบสองปันนาที่มาจากมณฑลยูนนาน

บรรดาชาวเขาที่พบเห็นทางตอนเหนือของไทย  ในพม่า  ลาว  สิบสองปันนา และเวียดนามทางตอนเหนือ  ก็คือชาติพันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของจีนทั้งสิ้น

ชาวเขาในดินแดนทางเหนือของไทยจึงนับว่ามีปริมาณไม่มากนักเมื่อเทียบกับจีนและเวียดนาม

ทุกวันนี้ชาวเขาตามยอดดอยของจังหวัดเชียงใหม่แทบจะไม่แต่งกายแบบชาวเขากันอีกแล้ว ยกเว้นในวันสำคัญๆเช่นวันขึ้นปีใหม่ของพวกเค้า และที่เห็นแต่งแบบชาวเขา ส่วนใหญ่แต่งเพื่อการท่องเที่ยว

ชาวเขาในจังหวัดต่างๆทางภาคเหนือของไทย อพยพหนีภัยสงครามจากจีนมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์  เช่นสงครามของพวกมองโกลที่รุกรานจีน  สงครามคอมมิวนิสต์(ดอยแม่สลอง เชียงราย)  สงครามของกลุ่มชาติพันธ์ตามชายแดนไทย-พม่า เช่นชาวกะเหรี่ยงในจังหวัดราชบุรี หรือกระเหรี่ยงคอยาวที่แม่ฮ่องสอน ที่อพยพมาจากพม่า

ชาวเขาเกือบทุกเผ่าพันธ์ส่วนใหญ่จะอาศัยตามภูเขา เราจึงเรียกว่า
“ชาวเขา”  อาชีพหลักคือการทำนาบนภูเขาสูงหรือนาขั้นบันใด

มาเที่ยวซาปาในครั้งนี้อยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์(ปี58)  บ้านเราเป็นช่วงปลายฤดูหนาวแต่ซาปายังไม่หายหนาว แถมยังมีฝนอีกต่างหาก  สภาพอากาศจึงไม่ค่อยจะน่าดูชมสำหรับการท่องเที่ยวนัก 

วันแรกที่นั่งรถจากฮานอยถึงเมืองล่าวกาย ตลอดเส้นทางท้องฟ้าไม่ค่อยแจ่มใส ฟ้าหลัวและอึมครึมตลอดการเดินทาง

จากล่าวกายก็ต้องขึ้นเขา แต่เมื่อขึ้นเขามาได้ราว 15 นาทีก็ต้องฝ่าดงหมอกที่ขาวโพลนจนรถทุกคันต้องเปิดไฟ   ยิ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆก็ต้องเจอกับฝน มีความรู้สึกว่าเรากำลังผ่านกลุ่มเมฆ  แต่ก็ยังหวังว่าอีกไม่นานฟ้าคงแจ่มใส

ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว ที่ซาปาอุณภูมิตอนกลางคืนอยู่ที่ 4 องศา  ส่วนกลางวันก็ประมาณ 7-10 องศา

หลังนั่งรถมานานๆ ก็ชักเริ่มชินกับสภาพอากาศที่มีทั้งหมอกและฝนปกคลุมทั่วทั้งเมือง

ขึ้นมาถึงซาปาก็เป็นเวลาเที่ยงวัน ได้เวลาอาหารพอดี  มื้อนี้เป็นอาหารเวียดนามและอาหารชาวเขาที่มีการประยุกต์จนเป็นอาหารประจำภัตตาคาร  ภาพรวมถือว่ามื้อนี้ถูกปากคนไทย

ทานเสร็จก็มีโปรแกรมท่องเที่ยว
“หมู่บ้านกั๊ตกั๊ต”  แต่สภาพอากาศแบบนี้  จะมองเห็นอะไรบ้างก็ไม่ทราบเหมือนกัน  อากาศแบบนี้มันน่านอนมากกว่าออกไปเที่ยว

แต่เมื่อมาแล้วก็ต้องเดินทางกันต่อ  ถือว่าโชคดีที่ได้มาเที่ยวในช่วงที่อากาศย่ำแย่แย่ที่สุด เป็นอีกรสชาติที่หลายคนคงไม่มีโอกาสได้เจอ

หมู่บ้านกั๊ตกั๊ต หากจากตัวเมืองราว 3 กม.เรียกว่าเป็นหมู่บ้านชาวเขาที่ใกล้ตัวเมืองมากที่สุด 

รถจอดที่บริเวณในย่านที่มีร้านขายของประจำหมู่บ้าน จากนั้นก็แวะซื้อเสื้อกันฝนแล้วเดินลงไปตามขั้นบันใด ระหว่างเดินต้องระวังทุกฝีก้าว เพราะกลัวลื่น ต่างจากพวกเด็กชาวเขาที่วิ่งขึ้น-ลงกันด้วยความชำนาญ

ในชุดนี้ได้พยายามค้นหาภาพซาปาเมื่อปี 2550 หรือเมื่อ 8 ปีที่แล้ว เพื่อให้เห็นว่าหากมาในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวก็จะเห็นนาขั้นบันใดที่สวยงาม แตกต่างจากครั้งนี้ที่มองไม่เห็นอะไรเลย

สำหรับตอนต่อไปจะไปที่
“หมู่บ้านตาฟาน”  แต่มันหนาวจนไม่อยากจะลงจากรถเลยทีเดียว  


พบกันในตอนต่อไปนะครับ





โฟโต้ออนทัวร์
19 ธันวาคม 2559
 









  Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์

copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
Contact Us : [email protected]