Home   Outbound Tour   Shanghai 02
   
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4
ตอนที่ 5
ตอนที่ 6
ตอนที่ 7
ตอนที่ 8
ตอนที่ 9
ตอนที่ 10
ตอนที่ 11
ตอนที่ 12
หอไข่มุก
ทุ่งคาโนลา
ทะเลสาบซีหูุ
การแสดง
หังโจว - อู๋ซี
พระหลิงซาน
อู๋ซี- ซูโจว
ซูโจว
ซูโจว
ซูโจว
เซี่ยงไฮ้
วัดอี้ฝอ
 
   
 
ตอนที่ 2 บนเส้นทางจากเซี่ยงไฮ้สู่เมืองหังโจว ระยะทาง 205 กม.ระหว่างทางเห็นท้องทุ่งดอกเรปซีดสีเหลืองสวยงามทีเดียว
 
 
               
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพท่องเที่ยวประเทศจีนที่ผ่านๆมา : ปักกิ่ง-กำแพงเมืองจีน : กุ้ยหลิน : สิบสองปันนา : คุนหมิง : ฮ่องกง - มาเก้า (รอสักครู่)
 









        

ทัวร์เซี่ยงไฮ้ ตอนที่ 2
(เดินทาง มีนาคม 2552 /20
09)


เช้านี้เราออกจากเซี่ยงไฮ้เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองหังโจว(หรือหางโจว) ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศจีน  โดยเฉพาะทะเลสาบซีหูที่มีชื่อระบือไกลมายาวนานหลายร้อยปี  และในประวัติศาสตร์ มาร์โคโปโลนักสำรวจและนักเดินทางค้าขายชาวอิตาลี เคยเดินเรือเข้ามาถึงดินแดนจีนเมื่อคริสศตวรรษที่ 13  หรือสมัยกุบไลข่าน  และได้ช่วยงานในราชสำนักที่เมืองหังโจว เป็นเวลานานถึง 17 ปี เคยกล่าวยกย่องว่า “เมืองหังโจวเป็นสถานที่สวยงามที่สุดบนพื้นโลก”

ระยะทางจากเซี่ยงไฮ้ถึงหังโจวประมาณ 205 กม. ออกจากโรงแรมที่พักราวเจ็ดโมงเศษๆ  ระหว่างที่รถพาออกนอกเมือง  เห็นการขยายตัวของเมืองเซี่ยงไฮ้ได้ชัดเจน  โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยจำนวนหลายแห่ง แต่ละแห่งก็เป็นโครงการขนาดใหญ่ๆทั้งนั้น ในขณะเดียวกันก็เห็นบ้านเก่า  หรือหมู่บ้านเก่าที่กำลังถูกรื้อทิ้งเพื่อนำที่ดินไปสร้างที่อยู่อาศัยที่เป็นตึกสูงๆหลายสิบชั้น 

บ้านเราที่เห็นได้ชัดก็คือตามริมคลองหรือริมแม่น้ำที่มีการสร้างบ้านสร้างชุมชนขึ้นอย่างผิดกฏหมาย เมื่อคราวที่น้ำท่วมครั้งที่แล้ว ทางกทม.จะทำแนวกั้นกระสอบทรายก็มีปัญหา ไม่ยอมให้สร้าง หรือในปัจจุบันตามคูคลองก็กลายเป็นชุมชนย่อยๆ แม้ทางการจะเจรจาอย่างไร จะให้ไปอยู่ที่ไหม่ก็ไม่ค่อยสำเร็จนักหรือเป็นไปอย่างเชื่องช้า ปัญหาเหล่านี้มีเกือบทุกท้องที่ และเป็นสาเหตที่ทำให้น้ำในคูคลองไหลช้า เนื่องจากมีการสร้างบ้านล้ำเข้าไปที่คลองสาธารณะ

การรื้อบ้านเก่าออกทั้งชุมชนหรือหมู่บ้านประเทศจีนเค้าทำได้อย่างไม่มีปัญหา

หมู่บ้านไหนหรือย่านไหนที่ดูทรุดโทรม  รัฐบาลท้องถิ่นก็จะย้ายผู้คนไปอยู่ที่ใหม่  ส่วนที่เดิมก็มีโครงการใหม่ๆเกิดขึ้นเป็นตึกสูง 20-30 ชั้น ขึ้นมาแทน  หากบ้านเราเป็นแบบนี้ก็คงจะทะเลาะกันไม่เลิก  แม้จะมีกฎหมายเวนคืนฯออกมาบังคับใช้  ชาวบ้านก็ยังมีสิทธิ์ร้องเรียนต่อศาลให้ชะลอโครงการหรือระงับไปก่อนได้  ทำไปทำมาโครงการก็เกิดไม่ได้ หรือล่าช้าไปอีก  ซึ่งปัจจุบันข้อพิพาทหลายพื้นที่ก็ยังอยู่ในชั้นศาล

ในที่สุดโครงการที่วาดฝันของรัฐบาลก็ต้องเป็นอันพับไป หรือรอไปก่อน รัฐบาลจะหักพร้าด้วยเข่าก็กลัวม็อบ กลัวการชุมนุมขับไล่  เพราะจะทำให้เสียคะแนนนิยม

แต่ประเทศจีนไม่มีปัญหา  ถึงมีก็น้อยมาก และในที่สุดรัฐบาลก็เป็นฝ่ายชนะ อาจเป็นเพราะจีนปกครองด้วยระบอบเผด็จการจากพรรคคอมมิวนิสต์ และที่สำคัญแผ่นดินทุกตารางนิ้วในประเทศจีนถูกยึดมาเป็นของรัฐตั้งแต่ยุคประธานเหมาเจ๋อตุงเมื่อราว 40-50 ปีก่อน ที่ดินของราชวงศ์กษัตริย์ และของเหล่าบรรดาขุนนางทั้งหลาย รวมทั้งที่ดินของประชาชนทั่วไป  ถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์ทำการปฏิวัติยึดเป็นของรัฐหมด เพื่อนำมาจัดสรรให้เกิดประโยชน์กับคนทั้งประเทศ  ไม่ให้ที่ดินของประเทศต้องตกไปอยู่ในมือคนรวยๆเพียงไม่กี่ตระกูล

เรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินของประเทศจีนจึงต่างกับไทย  ทุกวันนี้ประเทศเรามีปัญหาและข้อพิพาทเรื่องที่ดินนับไม่ถ้วน ไม้รู้ว่ากี่พันกี่หมื่นคดี  ทั้งการออกเอกสารทำกิน เอกสารสิทธิ์ทำประโยชน์  รวมทั้งโฉนดที่ดินต่างๆ  หน่วยงานที่มีอำนาจออกเอกสารสิทธิ์หรือออกโฉนด  ก็ออกกันจนเป็นที่สนุกสนาน  ฉกเอาที่ดินของรัฐไปแจกจ่ายให้กับเอกชนกันเฉย  เรียกว่ามั่วกันแบบซึ่งๆหน้า  

ผืนป่าที่เป็นแหล่งต้นน้ำตามอุทยานต่างๆจึงถูกเฉือนถูกเจาะกันเป็นว่าเล่น  ทุกวันนี้ก็เห็นข่าวอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ กำลังไล่ล่าผู้บุกรุกกันทั่วประเทศ  ก็ขอชมเชยในการปฏิบัติหน้าทีของท่าน  เพราะปัญหานี้มันเรื้อรังมานาน และกระทบกับนักการเมืองรวมทั้งนักปกครองหลายระดับ ที่หาประโยชน์จากที่ดินของรัฐ

แต่ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นกับประเทศจีน  เพราะเจ้าของที่ดินคือรัฐบาลแต่พียงผู้เดียว จะไม่ออกโฉนดให้กับผู้ใด  ใครจะมาอ้างเป็นเจ้าของที่ดินมันก็ผิดตั้งแต่ยังไม่ฟ้อง และคิดว่าคงไม่มีมาอ้างสิทธิ์เป็นแน่  เผลอๆอาจเจอข้อหาหนักถึงขั้นประหารชีวิต

จีนมีแต่สัญญาเช่าที่ดินเท่านั้น ใครจะไปลงทุนในจีนก็ต้องทำสัญญาเช่ากับรัฐบาล  นานหน่อยก็อาจ 60 ปี  น้อยหน่อยก็อาจราว 20-30 ปี แล้วแต่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยหรือเป็นสถานประกอบการณ์

เราคงเคยได้ยินข่าวว่ารัฐบาลอังกฤษเช่าเกาะฮ่องกงเป็นเวลานานถึง 99 ปี พอหมดสัญญาเช่าหรือหลังอังกฤษหาประโยชน์จนครบตามสัญญา จากนั้นรัฐบาลจีนก็เข้ามาบริหารจัดการ  เกาะฮ่องกงในปัจจุบันจึงถือเป็นเขตบริหารพิเศษเช่นเดียวกับเกาะมาเก้า และเกาะทั้งสองก็เคยตกเป็นอาณานิคมของต่างชาติมาก่อน

รัฐบาลจีนนอกจากจะทำสัญญาเช่าแล้วก็ยังมีเรื่องหยุมหยิมที่ผู้เช่าต้องปฏิบัติ  เช่นไม่ให้สร้างที่อยู่อาศัยในพื้นที่การเกษตร ไม่ให้มีสิ่งปลูกสร้างตามริมถนน ใครไปเที่ยวในต่างจังหวัดของจีนจึงเห็นทิวทัศน์ค่อนข้างสบายตา ไม่มีอะไรมาเกะกะขวางกั้น ผิดกับบ้านเรา พอถนนไปถึง จากนั้นไม่นานตึกรามบ้านช่องก็ขึ้นมาเต็มไปหมด ความจริงน่าจะเก็บภาษีเจ้าของที่ดินเป็นรายปี จากความเจริญที่เข้าไปถึง จะได้นำเงินมาพัฒนาประเทศได้ ไม่ไช่พอถนนไปถึงที่ใครก็เหมือนกับถูกหวย ที่ดินราคาพุ่งทันที นี่ไง..รัฐบาลเก็บภาษีจากประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นตรงนี้แหละ

ดอกเรฟซีด(Rapeseed หรือดอก Canola )
ระหว่างนั่งรถไปเมืองหังโจว ในช่วงเดือนมีนาคมปี 52 นี้ เห็นดอกเรฟซีด (Rapeseed หรือดอก Canola) กำลังออกดอกเหลืองอร่ามเป็นระยะทางนับร้อยๆกิโลเมตร  ดูไกลๆคล้ายดอกผักกาดใบเขียวหรือผักกาดจอที่เรามักเห็นตามตลาดในช่วงฤดูหนาว 

ดอกผักกาดจอกับดอกเรฟซีดดูคล้ายกัน แต่ดอกเรฟซีดที่เห็นตลอดสองข้างทางจะสกัดทำน้ำพืชเพื่อใช้ทำอาหาร มีชื่อว่า Canola Oil  หรือ Rapeseed Oil  แต่ปัจุบันนิยมนำไปทำมันไบโอดีเซล ส่งผลให้มีการขยายพื้นที่ปลูกกันอย่างกว้างขวาง

ประเทศที่ปลูกต้นเรฟซีดมากเป็นอันดับต้นของโลก 5 อันดับแรกได้แก่ จีน แคนาดา อินเดีย เยอรมัน และฝรั่งเศส ตามลำดับ โดยจีนกับแคนาดา ถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่ของโลก



สำหรับพื้นที่ปลูกมากที่สุดของจีนก็อยู่ในมณฑลยูนนาน เป็นเขตหนาวที่อยู่ติดกับเชิงเขาหิมาลัย  มณฑลนี้มีพื้นที่ปลูกนับเป็นล้านๆไร่ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ใครสนใจก็ต้องไปชมงาน  Canola Flower Festival ซึ่งจัดขึ้นประมาณปลายเดือน มกราคมเป็นต้นไป จนถึงเดือนเมษายน  ของแต่ละปี

ความจริงบ้านเรานำพันธ์มาปลูกบ้างก็ดี จะได้ทดแทนทุ่งทานตะวันที่กลายเป็นท้องทุ่งของพืชชนิดอื่นๆไปแล้ว

ดอกเรฟซีดที่เห็นระหว่างทางนี้  เรียกได้ว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับในยูนนาน ถึงจะน้อยแต่ก็ยิ่งใหญ่อลังการในสายตาคนไทย  อีกอย่างก็ทำให้การเดินทางไม่น่าเบื่อ ดูดอกสีเหลืองๆกันเพลินจนกระทั่งรถได้ลงจากมอเตอร์เวย์เข้าสู่เมืองหังโจว

ไกด์ชาวจีนบอกว่า อีกไม่นานจะมีรถไฟหัวกระสุนวิ่งจากเซี่ยงไฮ้มาถึงหังโจว  โดยใช้เวลาไม่มากนัก   คนที่เมืองหังโจสามารถไปทำงานที่เซี่ยงไฮ้  ประเภทไปเช้าเย็นกลับได้ (และเมื่อปลายปี พ.ศ.2554 รถไฟสายด่วนที่ว่านี้ก็เปิดใช้อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว) และเป็นทางเลือกสำหรับการเดินทางสู่เมืองหังโจวว่าจะเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงหรือจะเดินทางโดยรถยนต์

จะเห็นว่าประเทศจีนมีการพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด  เหมือนกับว่ารัฐบาลคิดจะทำอะไรก็วางแผนงานทำได้เลย และแทบจะไม่มีอุปสรรคใดๆมาขวางกัน  นึกอยากสร้างถนนก็ลงวางแผนมือทันที  เจอเขาก็เจาะให้เป็นถ้ำจะได้ลดเวลาเดินทางทำให้ไม่อ้อมค้อม  หรืออยากจะสร้างทางรถไฟความเร็วสูงก็วางแผนทำได้ทันที  และที่จีนทำโครงการต่างๆได้อย่างไม่มีปัญหา อาจเป็นเพราะอดีตจีนเป็นประเทศสังคมนิยมมาก่อนทุกอย่างจึงดูง่าย ปราศจากแรงต่อต้าน  

หันมาดูบ้านเรา การพัฒนาประเทศจากนี้ไปอาจโตช้าลง  เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 50 กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เนื้อหาสำคัญก็คือว่า “ กิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ ตามกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่กฎหมายบัญญัติ “

กฎหมายฉบับนี้ดูท่าจะดี เหมือนจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมและกำหนดทิศทาง  แต่ที่ผ่านมาหลายโครงการกลายเป็นเรื่องความขัดแย้งของฝ่ายสนับสนุนและคัดค้าน จนกลายเป็นประเด็นทางการเมือง  หลายโครงการจึงต้อชะลอไว้ก่อน

เชื่อว่าหลายคนยังไม่เข้าใจกฎหมายฉบับนี้  และไม่ทราบว่าขอบเขตของกฎหมายว่าสามารถทำได้แค่ไหน 

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นกรณีการสร้างเขื่อนกันน้ำท่วมรอบนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง  ถูกชาวบ้านใกล้เคียงประท้วงจนนำขึ้นสู่ขบวนการยุติธรรม   ปัญหาก็คือถ้าจะสอบถามความคิดเห็นของประชาชน  แล้วเมื่อไหร่จึงจะได้ข้อยุติ  เพราะหน้าฝนปี 55 มันก็ใกล้เข้ามาแล้ว หากน้ำมากเหมือนปี 54  โรงงานในนิคมก็จะได้รับความเสียหาย เพราะไม่มีระบบป้องกันน้ำ

คำถามก็คือ ชาวบ้านใกล้เคียงหรือกลุ่ม NGO มีสิทธิ์คัดค้านโครงการป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลหรือไม่  และนิคมฯหรือโรงงานต่างๆมีสิทธิ์ที่จะป้องกันตนเองได้ไม่ใช่หรือ  หรือต้องให้ผ่านขบวนการตามรัฐธรรมนูญที่ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเสียก่อน  

น้ำท่วมกรุงเทพฯเมื่อปี 2554 จึงมีบทเรียนหลายที่ให้สังคมต้องขบคิด  ทั้งเรื่องดีๆที่เห็นคนในสังคมมีจิตอาสา ระดมสรรพกำลังให้ความช่วยเหลือกับผู้ที่เดือดร้อน ในทางตรงกันข้ามก็มีเรื่องร้ายๆที่ชาวบ้านบุกรื้อบิ๊กแบ็ค  ปล่อยให้น้ำไหลทะลักเข้ากรุงเทพชั้นใน

เรื่องนี้น่าจะนำมาพิจารณาว่าคนไทยมีความอดทนอดกลั้นในระดับที่น่าเป็นห่วง เห็นแก่ตัว ไม่นึกถึงสังคมส่วนรวม  ใครจะเดือดร้อนก็ไม่สนใจ ขอให้ตนเองอยู่รอดก็เป็นพอ

หลายคนอาจมองข้ามปัญหาที่เกิดขึ้น  คิดว่าโลกมันเปลี่ยน จิตใจคนก็ต้องเปลี่ยน แต่จะคิดแบบนั้นก็คงไม่ได้  เท่ากับว่าสังคมไทยยิ่งเจริญมากเท่าใด จิตใจผู้คนก็ตกต่ำไปมากเท่านั้น

การกักตุนสินค้า  ข้าวปลาอาหารและน้ำดึ่ม น่าจะสะท้อนถึงจิตใจของผู้คนในสังคมได้เป็นอย่างดี  บางคนบอกเป็นเรื่องปกติ  ร้านเซเว่นบางพื้นที่ของตามชั้นขายหมดเกลี้ยง เรียกว่าซื้อทุกอย่าง(ที่ขวางหน้า) ทุกคนกลัวลำบาก รวมทั้งกลัวอดตาย  ทั้งๆที่ความจริงแล้วมันไม่ถึงขั้นนั้น ช่วงนี้อาจกินกับน้อยหน่อยกินข้าวมากขึ้น  หรือซื้อของเท่าที่จำเป็นพอเหมาะกับครอบครัว  หากทุกคนคิดแบบนี้ของก็คงไม่ขาดตลาดแน่ ไม่แน่ใจบางบ้านที่ซื้อของตุนๆเอาไว้ ป่านนี้ยังใช้กันหมดหรือเปล่า

หลายคนคงลืมไปแล้วว่า เหตุการณ์ครั้งนั้น “รัฐบาลลาวส่งน้ำบรรจุขวดมาช่วยเหลือประเทศไทย “ คนลาวที่เห็นข่าวนี้คงขำกลิ้งว่าเมืองไทยถึงขนาดขาดน้ำดื่มกันเลยหรือ  ความจริงไม่ขาดหรอกครับเพียงแต่ว่ามีคนซื้อไปกักตุนไว้เต็มบ้านจนของขาดตลาด

กรณีภัยสึนามิที่ญี่ปุ่น  น่าจะเป็นบทเรียนที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้ประเทศญี่ปุ่นมีการพัฒนาไปมาก แต่จิตใจของคนญี่ปุ่นก็ถูกยกระดับให้สูงขึ้นเช่นกัน  สงบ ไม่ตื่นตูม ไม่กักตุนอาหาร ซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตเท่าที่ตนเองใช้  ขณะเดียวกันก็ยังถึงคนอื่น  คนญี่ปุ่นมีความอดทนสูงมาก  ไม่โวยวายรัฐบาลว่าให้ความช่วยเหลือล่าช้า  เมื่อประสบภัยก็พยายามช่วยตัวเองก่อน ขณะเดียวกันก็จะช่วยเหลือเพื่อนบ้านที่ประสบชะตากรรม  มีน้ำใจ ไม่เห็นแก่ตัว

เขียนมาถึงตรงนี้ก็อดชื่นชมคนญี่ปุ่นไม่ได้ว่ามีจิตใจที่สูงส่งพอๆกับความเจริญของประเทศ  เป็นการลบล้างทัศนคติที่ว่า เมื่อบ้านเมืองเจริญจิตใจของผู้คนจะต่ำลง แต่ญี่ปุ่นได้พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นจริง ขณะเดียวกันก็เป็นแบบอย่างที่ดีที่ช่วยสอนชาวโลก และชาวไทยให้เจริญรอยตาม

ความหวังที่จะให้คนไทยเหมือนคนญี่ปุ่น  คงต้องอนุชนคนรุ่นหลังๆแล้วละครับ  เพราะคนรุ่นปัจจุบันคงจะแก่เกินแกง  ไม่ต่างกับสุภาษิตที่ว่า “ ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก “

สำหรับการท่องเที่ยวเมืองหังโจวคง ในตอนที่ 3 จะพาไปล่องทะเลสาบซีหู เห็นแล้วก็ตื่นตา และตื่นคน  ฝนก็ตกแต่ก็แออัดไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งจีนและไทย  ติดตามภาพสวยๆได้ในตอนต่อไปครับ



โฟโต้ออนทัวร์
12 เมษายน 2555



แผนที่จีน มณฑลเจ้อเจียง

 

 
 
     
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ