Home   Outbound Tour   Shanghai 03
   
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4
ตอนที่ 5
ตอนที่ 6
ตอนที่ 7
ตอนที่ 8
ตอนที่ 9
ตอนที่ 10
ตอนที่ 11
ตอนที่ 12
หอไข่มุก
ทุ่งคาโนลา
ทะเลสาบซีหูุ
การแสดง
หังโจว - อู๋ซี
พระหลิงซาน
อู๋ซี- ซูโจว
ซูโจว
ซูโจว
ซูโจว
เซี่ยงไฮ้
วัดอี้ฝอ
 
   
 
ตอนที่ 3 ล่องเรือในทะเลสาบซีหู อุทยานแห่งชาติเมืองหังโจว
 
 
               
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพท่องเที่ยวประเทศจีนที่ผ่านๆมา : ปักกิ่ง-กำแพงเมืองจีน : กุ้ยหลิน : สิบสองปันนา : คุนหมิง : ฮ่องกง - มาเก้า (รอสักครู่)
 









        

ทัวร์เซี่ยงไฮ้ ตอนที่ 3 ทะเลสาบซีหู มรดกโลก (Xi Hu Lake)
(เดินทาง มีนาคม 2552 /20
09)


ตอนนี้เราอยู่ที่มีเมืองหังโจว(หรือหางโจว)  เมืองที่มีการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมค่อนข้างดี  และนับจากรถได้พาเลี้ยวลงจากทางด่วน  ก็เห็นความสวยสดงดงามของต้นไม้ที่ปลูกไว้รอบเมือง  ดูแล้วก็น่าตื่นตาตื่นใจ ไกด์ของเราบอกว่าหังโจวเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  นักท่องเที่ยวจีนนิยมมาเที่ยวเมืองนี้กันมาก โดยเฉพาะทะเลสาบซีหู

ทะเลสาบซีหูมีพื้นที่ประมาณ 6.5 ตารางกิโลเมตร  นับว่าใหญ่โตมาก เป็นอุทยานทางธรรมชาติที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.2011 หรือ ปี พ.ศ.2554 (UNESCO World Heritage Site in 2011) ทะเลสาบซีหู มีฉายาว่า West Lake หรือทะเลสาบตะวันตก และเป็นสัญลักษณ์ของเมืองหังโจว กวีจีนเคยพรรณาถึงความสวยงามของเมืองหังโจวและทะเลสาบแห่งนี้ว่า " หากฟากฟ้ามีสรวงสวรรค์ บนผืนปฐพีก็มี ซู หัง (ซู คือ ซูโจว หัง คือ หางโจว)
ข้อมูลเมืองหังโจวและทะเลสาบซีหู อ่านได้จากข้างล่าง

เดือนนี้เป็นเดือนมีนาคม(ปี 52) บ้านเรายังอยู่ในช่วงหน้าร้อน แต่เมืองนี้กลับตรงกันข้าม  ทุกคนที่มาเที่ยวต้องใส่เสื้อหนาวตลอดเวลา เพราะอากาศหนาวทีเดียว แต่อาจไม่หนาวจัดเหมือน 2 เดือนที่ผ่านมา ตอนนี้ต้องถือว่าเข้าฤดูใบไม้ผลิกันแล้ว ช่วงนี้ต้นไม้ดอกไม้ที่ปลูกไว้ตามริมถนนต่างก็เริ่มแตกยอดอ่อน และอีกไม่นานก็คงผลิดอกออกช่อกันอย่างสวยงาม

ประเทศจีนมี 4 ฤดูเช่นเดียวกับประเทศทางยุโรป และแต่ละฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงจะมีความแตกต่างค่อนข้างชัดเจน  เช่นฤดูหนาวก็หนาวมาก เมืองที่อยู่ตอนเหนือมีหิมะตก บางปีก็มีข่าวว่าหิมะตกหนักมากจนทะเลกลายเป็นน้ำแข็ง  พ้นจากฤดูหนาวก็จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ  และช่วงนี้จะเป็นฤดูท่องเที่ยว  ต้นไม้ดอกไม้ก็จะเบ่งบานออกมาต้อนรับนักท่องเที่ยว 

ผิดกับบ้านเราที่ระยะหลังๆนี้หลายคนบอกว่า  เมืองไทยมีแค่ 2 ฤดู คือฤดูร้อน กับ ฤดูโคตรร้อน หรือร้อนอิบอ๋าย ส่วนฤดูหนาวนั้นเลิกคุยได้เลย  เพราะมันหนาวเพียงไม่กี่วัน และเดือนเมษายนปี 55 ที่พึ่งผ่านไปไม่นานนี้ก็ต้องบอกว่าโคตรร้อนจริงๆ

สำหรับบ้านเราโอกาสที่จะเห็นต้นไม้ริมทางออกดอกดอกกันสวยงาม ก็คงเป็นดูร้อนราวเดือนมีนาคม - พฤษภาคม  นอกนั้นก็จะเห็นแต่ใบหรือกิ่งก้านที่เหี่ยวเฉา และต้นไม้ริมทางที่นิยมกันมากทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดได้แก่ต้นตะแบก อินทนิล  ต้นชัยพฤกษ์(ต้นคูณ) กัลปพฤกษ์  รวมทั้งต้นหางนกยูง  ปีไหนร้อนมากก็จะออกดอกมาก

ส่วนกรุงเทพมหานครเนื่องจากอากาศค่อนข้างร้อน(ตับแตก) ต้นไม้ที่ปลูกเห็นแต่ต้นประดู่ กับ อินทนิลหรือตะแบก  ข้อดีของต้นประดู่ก็คือโตเร็วและให้ร่มเงาได้ดี  แต่ข้อเสียคือต้องตัดแต่กิ่งกันบ่อยมาก และบ่อยจนไม่ทันได้เห็นดอกสีเหลืองที่จะร่วงพร้อมๆกัน

ส่วนตามถนนหลวงระหว่างจังหวัดก็ดูจะหลากหลายชนิด ที่พอจำได้ในเส้นทางกรุงเทพ–นครสวรรค์ ได้แก่ต้นสะเดาป่า  ไม้พันธ์นี้ค่อนข้างแปลกคือจะมีใบสีเขียวตลอดปี  แต่ก็ปลูกเพื่อความสวยงามหรือให้ถนนหนทางดูเป็นสีเขียวๆ  ส่วนเส้นทางอื่นๆทางภาคเหนือส่วนใหญ่จะนิยมปลูกต้นอินทนิล  มีดอกสีม่วงอ่อนๆ ฤดูไหนร้อนจัดก็ออกดอกเต็มต้น ทำให้ถนนหนทางพลอยสวยงามไปด้วย  



เมืองจีนเท่าที่สังเกตมาหลายๆเมือง  รู้สึกว่าแต่ละเมืองเค้าจะเน้นต้นไม้ประจำท้องถิ่นเป็นหลัก ไม่ได้นิยมไม้ต่างประเทศเหมือนบ้านเรา  เช่นเมืองกุ้ยหลินก็จะปลูกต้นแปะก๊วยกันรอบเมือง  ช่วงฤดูใบไม้ผลิก็จะมีใบเหลืองกันทั้งต้น เป็นภาพที่สวยงามแก่ผู้พบเห็น

ส่วนกรุงเทพบ้านเราไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรพอมีถนนสายใหม่ ก็มักนิยมปลูกไม้จากต่างประเทศ  ตัวอย่างเช่นถนนเลียบทางด่วนเอกมัย- รามอินทรา จะเห็นต้นปาล์มต่างประเทศตลอดเส้นทาง  ช่วงแรกๆที่ปลูกสื่อมวลชนก็วิจารณ์ว่าเปลืองงบประมาณมากเพราะปาล์มพันธ์นี้มีราคาแพงโดยเฉพาะค่าขนส่ง  แรกๆก็ตายไปเยอะเพราะทุจริตกันมาก ต้องเสียค่าซ่อมแซมต้นไม้อีกบานตาไท




ถัดมาเป็นถนนเกษตร – นวมินทร์ หรือถนนประเสริฐมนูกิจ(ตั้งตามชื่อของหลวงประเสริฐมนูกิจ อดีตนักกฏหมายไทย) ถนนสายนี้ปลูกต้น สัตตบรรณ หรือต้นพญาสัตตบรรณ ตลอดทั้งสาย  ต้นไม้ชนิดนี้นำเข้ามาจากมาเลเซีย  และนำมาขยายพันธ์ในบ้านเราจนเป็นที่นิยม  ข้อดีคือโตเร็วถึงเร็วมาก  ข้อเสียคือดอกมีกลิ่นฉุนรุนแรง ชนิดที่ไครแพ้กลิ่นก็คงไม่กล้าเดินผ่านในช่วงที่ออกดอก   และข้อเสียอีกอย่างก็คือรากจะชอนไชไปเร็วมากจนทางเท้าที่ปูด้วยซีเมนต์รูปตัวหนอนจะปูดขึ้นมาเป็นเนินทำให้เดินไม่สะดวก ทุกวันนี้ใครขับรถผ่านไปในบนถนนเกษตร-นวมินทร์สามารถสังเกตได้ 



บ้านเราแทนที่จะหาต้นไม้ดอกไม้แบบไทยๆซึ่งก็มีมากมาย  เช่นต้นมะขาม ตัวอย่างก็มีให้เห็นในถนนราชดำเนิน อายุก็ยืนยาว เพราะปลูกกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 หรือสมัยที่มีการสร้างถนนราชดำเนินใหม่ๆ ต้นมะขามที่อยู่รอบท้องสนามหลวงเคยมีข่าวว่าบางต้นอายุเกิน 100 ปี

ต้นมะขามจะว่าไปแล้วก็สร้างความสง่างามให้กับถนนราชดำเนินไม่น้อยเลยทีเดียว สามารถอวดแขกบ้านแขกเมืองได้อย่างไม่น้อยหน้า  แม้ทุกวันนี้ใครผ่านไปก็รู้สึกชื่นชมในความสวยงาม และทึ่งกับความฉลาดของคนยุคก่อน ที่คิดค้นหาต้นไม้ไทยๆมาปลูกจนกลายเป็นมรดกตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้  ขณะเดียวกันก็ให้ความร่มเงาได้ดีด้วย

แต่คนรุ่นหลังๆไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร  และไม่เข้าใจว่าทำไมไม่เจริญรอยตาม  คอยจ้องแต่จะปลูกแต่ต้นไม้ต่างประเทศ หรือไม้ชนิดอื่นที่ต้องคอยตัดแต่งกิ่งกันค่อนข้างบ่อย 

เรื่องพวกนี้ถ้าเราไม่ปลูกฝังให้หันมาสนใจกับต้นไม้ไทยๆ  คนก็จะเห่อของนอกกันหมด  ไม้ไทยที่มีความคงทนกับภูมิอากาศและมีราคาถูกก็จะถูกละเลย   น่าแปลกที่หน่วยงานของกรุงเทพมหานครมองข้ามต้นมะขามไปได้   

ส่วนในต่างจังหวัดสำหรับต้นไม้ที่ปลูกริมทางเท้าก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกันเท่าใด  พอสร้างถนนหรือขยายถนนหนทาง  ก็ต้องโค่นต้นไม้เก่าออกทั้งหมด  ปัญหาก็คือว่าเมื่อโค่นไปแล้วทำไมไม่ปลูกใหม่ขึ้นมาทดแทนของเก่า

ต้นทองกวางสัญญลักษณ์ของเชียงใหม่ แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว


ต้นดอกทองกวาวอันเป็นสัญลักษณ์ของล้านนาหรือเมืองเชียงใหม่  ซึ่งหลายคนคงเคยได้ยินเพลง “ ลาแล้วภูพิงค์ ” ของวงสุนทราภรณ์ ร้องโดยบุษยา รังสี  ลองดูเนื้อเพลงสักท่อนหนึ่งที่กล่าวถึงดอกทองกวาว  

“ ทองกวาวเหมือนความฝัน  ร่วงพลันเตือนถึงวันคืนผ่าน  อยู่กันมานานร่วมมิตรสราญ สราญสดใส “




ดอกทองกวาว  ดอกไม้สีส้มและเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่  ระยะหลังๆนี้หาดูยากเต็มทน  คนเชียงใหม่เล่าให้ฟังว่าถนนหลังมอ (หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่) หรือถนนสุเทพ เคยปลูกต้นทองกวาวตลอดทั้งสาย  แต่พอมีการขยายถนน ต้นดอกทองกวาวอันเป็นเอกลักษณ์ของถนนสุเทพก็ถูกโค่นทิ้งจนไม่มีเหลือ  และไม่มีการปลูกทดแทน

ทุกวันนี้จะมีต้นทองกวาวที่ปลูกเป็นแถวเป็นแนวเหมือนอดีต ว่ามีที่ไหนบ้างก็ไม่ทราบเหมือนกัน รู้แต่ว่าถนนสุเทพหลัง ม.เชียงใหม่ไม่มีให้เห็นแล้ว 

เหตุที่รู้ว่าไม่มีต้นทองกวาวบนถนนสุเทพ ก็ดูภาพจาก Google Street View  ซึ่งเป็นมิติใหม่จากกูเกิ้ลที่จะพาเราไปที่ไหนก็ได้เพียงแค่ปลายนิ้ว  สามารถนำภาพมาประกอบบทความนี้ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องไปหาภาพปัจจุบันจากที่อื่นๆ

และภาพนี้ก็มาจาก Google Street View ที่ได้มาแบบสดร้อนๆ จะเห็นว่าไม่มีต้นทองกวาวแม้แต่ต้นเดียว ส่วนต้นไม้ในภาพก็เป็นต้นประดู่ เป็นชนิดเดียวกับที่ปลูกในกรุงเทพ




การใช้ Google Street View

เพียงแค่ Search หาสถานที่ แล้วเลือกเมนูแผนที่ตามวิธีการที่เคยค้นหาแบบเดิมๆ เมือปรากฏเป็นแผนที่แล้ว จากนั้นก็ใช้เม้าส์หยิบรูปคนทางซ้ายมาวางบนถนนที่เราเลือกแล้วรอสักครู่ จากนั้นกูเกิ้ลก็จะเปลี่ยนเป็นภาพถนนในทันที คราวนี่เราก็เลือกเดินได้ตามใจชอบ จะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา จะเดินหน้าหรือถอยหลัง ก็ต้องลองเล่นกันเอาเอง แล้วจะรู้ว่าไม่ยาก ส่วนภาพที่เราเห็นหากต้องการรู้ว่าถ่ายไว้แต่เมื่อไหร่ ก็ดูได้จากใต้ภาพ (รายละเอียด Google Street View ดูคำอธิบายจากด้านล่าง)

โครงการ Google Street View พึ่งเริ่มถ่ายภาพในประเทศไทยเมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว(54) โดยถ่ายด้วยกล้องพิเศษ 360 องศาจำนวนหลายตัว และติดตั้งกล้องไว้บนหลังคารถเก๋ง จักรยานสามล้อ หรือคนเดิน(ในต่างประเทศ)


ว้นนี้(พค.55) มีภาพถนนสายหลักให้เห็นมากมาย ในอนาคตก็คิดว่าจะครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ถนนในป่า ในเขา บนดอย อีกไม่นานก็คงเห็นทั้งหมด ต่อไปหากต้องการเห็นภาพสถานที่ไหนก็ทำได้เพียงแค่ปลายนิ้ว

พาหนะแบบต่างๆที่ Google ใช้กล้องถ่ายภาพจำนวนหลายตัว เพื่อบันทึกแบบ 360 องศารอบทิศ


ปัจจุบันการค้นหาสถานที่ต่างๆ นอกจากจะ Search เลือกเส้นทางตามแผนที่แบบเดิมๆแล้ว เราก็ยังเห็นภาพจริง ให้เห็นว่าตึกนั้นหรืออาคารนั้นมีหน้าตาอย่างไร เรียกว่าเห็นภาพได้ชัดเจนเสมือนหนึ่งว่าเรากำลังเดินอยู่ ณ สถานที่นั้นๆ ซึ่งเป็นของเล่นใหม่จาก Google ที่เปิดตัวไม่กี่เดือนมานี้เอง อนาคต (หากไม่ลาจากโลกนี้ไปเสียก่อน) อาจมีโอกาสไปเที่ยวระบบสุริยะจักรวาล หรืออาจจะดำดิ่งไปดูเรือไททานิคที่จมอยู่ใต้ทะเลก็เป็นได้




โฟโต้ออนทัวร์
20 พฤษภาคม 2555




ภาพล่างนี้เป็นการแนะนำแสดงการใช้ Google Street View แบบคร่าวๆ ลองเล่นดูนะครับ


1 ลอง Search หาถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ (สังเกตุเห็นรูปคนในภาพ คนนี้แหละที่จะพาเราไปเที่ยวในที่ต่างๆ)




2 ใช้เม้าส์หยิบคนไปวางตรงจุดที่เราจะเริ่มเดิน จุดนี้จะเห็นถนนสายต่างๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน นี่คือถนนที่เราสามารถไปได้ ส่วนถนนสีขาวๆแสดงว่าเป็นเขตเฉพาะ(พื้นที่ส่วนบุคคล สถานที่ราชการ ฯลฯ) หรือเส้นทางที่ยังไม่ได้สำรวจ




3 เมื่อวางคนลงบนถนนแล้วรอสักครู่ จากนั้น Google ก็พาเรามาอยู่บนถนนสุเทพ ไวเหมือนปาฏิหาริย์ คราวนี้เริ่มงงว่าจะไปไหนดี รถราจะชนหรือไม ถ้าหายงงแล้ว ก็เริ่มใช้เม้าส์วางลงในภาพ จะปรากฏรูปวงรีสีขาว วงกลมนี้จะทำหน้าที่ให้เราชี้เป้าหมาย คล้ายคนขับรถที่จะพาไปโน่นไปนี่ เลี้ยวซ้าย - ขวา เดินหน้าหรือถอยหลัง




4 ตอนนี้ได้ใช้เม้าส์ หมุนภาพให้มาอยู่บนถนน ปรับให้ตรงแล้วเดินหน้า โดยใช้เม้าส์วางวงรีไปข้างหน้าแล้วคลิก ภาพก็จะวืดพุ่งไปข้างหน้า หากลากผิดลากถูกจนเข้าผิดซอย ก็ลากคืนมาที่วางตามเส้นกลางถนน (แนวสีขาว) จะไปไหนต่อก็ตัดสินใจเอาเอง มาถึงตรงนี้ก็อาจเล่นเอางง หลงทิศ หลงทาง ก็ถือเป็นเรื่องปกติของมือใหม่หัดขับนะครับ




5 ขับรถมาเรื่อยๆก็มาถึงสี่แยกใหญ่ จะเห็นคลองชลประทาน ถึงทางแยกก็ไม่ต้องรอไฟเขียวไฟแดง ขับต่อไปเลย ตอนนี้มีเป้าหมายที่ประตูด้านหลัง ม.เชียงใหม่ และภูเขาข้างหน้าก็คือดอยสุเทพ)




6 มาถึงประตูด้านหลังมอ ทำได้แค่ชะเง้อมอง เข้าไปไม่ได้ครับ เพราะรถของ Google ไม่ได้เข้าไปสำรวจเนื่องจากเป็นสถานที่ราชการ แหม..จะพาไปดูสาว มช.สักหน่อย เลยอด




7 ลองลากเล่นๆไปจนถึงตีนดอยสุเทพ เพราะอยากรู้ว่าจะไปถึงแค่ไหน ที่สุดก็มาถึงจุดสิ้นสุดตามภาพ ทางข้างหน้าจะเริ่มขึ้นเขาแล้วละครับ




8 ภาพนี้พาขึ้นเขาไปเที่ยวพระตำหนักภูพิงค์ ได้แล้วจ้า...
ใครอยากไปเที่ยวภูพิงค์ต้องไปตั้งหลักที่ถนนห้วยแก้ว หรือบริเวณถนนหน้า ม.เชียงใหม่ กูเกิ้ลพาไปเที่ยวฟรีๆ ไม่เสียเงินสักบาท แถมรถกูเกิ้ล ก็ขับขึ้นเขาแบบไม่อืดอาด ข้อเสียอาจวิงเวียนศรีษะจนเป็นลม สู้ไปทางลัดดีกว่า หยิบคน(สีเหลืองไปวางบนถนนหน้าพระตำหนักในแผนที่เลย)




ข้อมูลเมืองหางโจว
(จากวิกิพีเดีย)

หางโจวประวัติศาสตร์อันยาวนานถึง 2,100 ปี สมัยราชวงศ์สุย (ค.ศ. 581-618) จากคำสั่งขุดคลองต้ายุ่นเหอ (Grand Canal) ขององค์ฮ่องเต้สุยหยางตี้ รัชกาลที่ 2 ของราชวงศ์สุย เพื่อเชื่อมดินแดนทางเหนือกับทางใต้ จากปักกิ่งมายังหางโจว ได้ผลักดันให้เมืองหางโจวเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ในหน้าประวัติศาสตร์จีน

หางโจว เจริญถึงขีดสุดเมื่อ ราชวงศ์ซ่งได้ตัดสินใจย้ายเมืองหลวงจากเมืองไคเฟิง ที่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเหลือง ลงมายัง หางโจว ที่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง เพื่อความปลอดภัยจากการกรุกรานของชนเผ่าจิน และได้ตั้งราชวงศ์ซ่งใต้ (ค.ศ. 1127-1279) ขึ้น การย้ายเมืองหลวงดังกล่าวได้ผลักดันให้ชื่อของ 'หางโจว' ติดอยู่ในทำเนียบ 1 ใน 7 เมืองหลวงเก่าของจีน ร่วมกับ อันหยาง, ซีอาน, ลั่วหยาง, ไคเฟิง, หนานจิง และ ปักกิ่ง

และยังถูกกล่าวไว้ใน บทกวีหลายบทที่แต่งขึ้น สมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618-907) โดยได้รับแรงบัลดาลใจจากความงามอันหลากสีสันของเมืองหางโจว แต่จากเหตุการณ์ "กบฎไท่ผิง" (ช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19) ทำให้ เมืองที่สวยงามนี้ถูกทำลายแทบจะไม่เหลือร่องรอยของเมืองที่เคยมีนามก้องโลกให้หลงเหลืออยู่เลย

แม้ว่าในเวลาต่อมา ชนเผ่ามองโกลจะเข้ามาปกครองแผ่นดินจีนในนามของราชวงศ์หยวน (ค.ศ. 1206-1368) โดยยึดเอา ต้าตู (ปักกิ่ง) ที่อยู่ทางภาคเหนือเป็นเมืองหลวง เป็นศูนย์กลางทางการเมือง-การปกครอง แต่ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทางใต้ หางโจวก็ยังคงความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอยู่

ไม่น่าสงสัยเลยว่า Kinsai (เป็นชื่อที่ มาร์โค โปโล ใช้เรียกหางโจว) เป็นเมืองที่ยอดเยี่ยม และงดงามที่สุดในโลก เมือง (หางโจว) มีความเส้นรอบวงประมาณ 100 ไมล์ และเกือบทุกส่วนของเมืองสามารถไปถึงได้ด้วยทางบก หรือ คลอง" กล่าวกันว่า มีสะพานอยู่ 12,000 แห่ง โดยสะพานที่ทอดผ่านลำคลองสายสำคัญนั้นจะถูกสร้างไว้สูงตระหง่าน และออกแบบอย่างดีให้เรือลำใหญ่ที่ปลดเสาเรือลงแล้ว สามารถลอดผ่านได้ ขณะที่ด้านบนสะพานก็มีเกวียนและม้าสัญจรผ่านไปมา ...

หางโจวตั้งอยู่ทางตอนเหนือของมณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีน บนที่ราบน้ำท่วมถึงริมฝั่งแม่น้ำแยงซี พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขา มีทะเลสาบซีหู เป็นสัญลักษณ์ของเมืองตั้งอยู่ใจกลางเมือง ในสมัยราชวงศ์ฉิน หางโจวถือเป็นศูนย์กลางการค้า มีการขุดคลองเชื่อมระหว่างปักกิ่งและหางโจวสำเร็จ ต่อมาได้เป็นเมืองหลวงในสมัยราชวงศ์ซ่ง

ปี ค.ศ. 1230 มาร์โค โปโล ได้เดินทางมาถึงเมืองหางโจว และได้ขนานนามเมืองนี้ว่าเป็นเมืองที่งดงามที่สุดในโลก สมัยราชวงศ์หมิงหางโจวยังคงเป็นศูนย์กลางการค้ามีการติดต่อกับต่างชาติ โดยมีผ้าไหมเป็นสินค้าหลัก จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์กบฎไท่ผิงในช่วง ค.ศ. 1860-1862 ทำให้ความสวยงามลดลงไป ปัจจุบันหางโจวเป็นเมืองอุตสาหกรรมสมัยใหม่ มีใบชาและผ้าไหมเป็นสินค้าส่งออกหลักที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

นอกจากนั้นหางโจวยังมีทะเลสาบใหญ่อันสวยงาม และเป็นสัญลักษณ์ของเมืองชื่อว่า ทะเลสาบซีหู (West Lake) ดังบทกวีอันมีชื่อเสียงของจีนที่ว่า "หากฟากฟ้ามีสรวงสวรรค์ บนผืนปฐพีก็มี ซู หัง (ซู คือ ซูโจว หัง คือ หางโจว) ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเยือนหางโจวในแต่ละปี มักไม่พลาดที่จะไปเยือนทะเสาบแห่งนี้ ตั้งอยู่ห่างจากนครเซี่ยงไฮ้ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 180 กิโลเมตร

เมื่อสิ้นปี พ.ศ. 2546 จำนวนประชากรที่บันทึกได้อยู่ 6.4 ล้านคน โดยที่ในเขตเมืองมีผู้อยู่อาศัยประมาณ 3.9 ล้านคน เมืองหางโจวเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีธรรมชาติงดงามราวกับจิตรกรฝีมือดีบรรจงวิจิตรขึ้น ตัวอาคารบ้านเรือน ไม่สูงมากนัก ตึกใหญ่จะสูงแค่ 7-8 ชั้น เนื่องจากเกรงว่าจะไปบดบังทิวทัศน์ที่สวยงามโดยรอบ หางโจวเป็นเมืองเก่าแก่โบราณติด 1 ใน 7 ของจีน ที่ประกอบไปด้วย ซีอาน โล่วหยาง เจ้อโจว ปักกิ่ง นานกิง หางโจว เสฉวน

ในเมืองหางโจวมีทะเลซีหู (Xihu) เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยว ให้ความสนใจมากที่สุด โดยทะเลสาบซีหู เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ของชาวเมืองทั่วไปรวมไปถึง นักท่องเที่ยวที่มักจะไม่พลาดโปรกแกรมล่องเรือชมทะเลสาบ โดยเรือที่พานักท่องเที่ยว ล่องทะเลสาบนั้นถูกตกแต่งอย่างสวยงาม ราวกับย้อนอดีตไปสมัยที่ยังใช้กำลังภายในกันอยู่ เข้ากับบรรยากาศโดยรอบ แตกต่างกับภายในตัวเมืองหางโจว ซึ่งมีความทันสมัยไม่น้อย เพราะมีทั้งสนามบินนานาชาติ ทางด่วน ห้างสรรพสินค้า แหล่งชอปปิ้ง อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงที่โด่งดังของประเทศจีน อีกด้วย


แผนที่จีน มณฑลเจ้อเจียง


 

 
 
     
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ