Home   Outbound Tour   Shanghai 04
   
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4
ตอนที่ 5
ตอนที่ 6
ตอนที่ 7
ตอนที่ 8
ตอนที่ 9
ตอนที่ 10
ตอนที่ 11
ตอนที่ 12
หอไข่มุก
ทุ่งคาโนลา
ทะเลสาบซีหูุ
การแสดง
หังโจว - อู๋ซี
พระหลิงซาน
อู๋ซี- ซูโจว
ซูโจว
ซูโจว
ซูโจว
เซี่ยงไฮ้
วัดอี้ฝอ
 
   
 
ตอนที่ 5 เส้นทางจากเมืองหังโจวสู่เมืองอู๋ซี ชมพระใหญ่หลิงซานสูง 88 เมตร
 
 
               
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพท่องเที่ยวประเทศจีนที่ผ่านๆมา : ปักกิ่ง-กำแพงเมืองจีน : กุ้ยหลิน : สิบสองปันนา : คุนหมิง : ฮ่องกง - มาเก้า (รอสักครู่)
 









        

ทัวร์เซี่ยงไฮ้ ตอนที่ 4 การแสงโชว์ที่หังโจว Hangzhou night Show
(เดินทาง มีนาคม 2552 /20
09)


มาเที่ยวประเทศจีนเกือบทุกทริป  หนีไม่พ้นที่จะต้องไปชมการแสดงโชว์ตอนการคืน หรือ Night Show ซึ่งก็มีหลากหลายที่ทางรัฐบาลจีนเค้าคัดสรรมาว่ามาแต่ละเมืองนั้นจะมีอะไรมาอวดมาโชว์กัน  บางแห่งก็อาจดูไม่ค่อยจะตื่นเต้นนัก ทั้งนี้อาจเคยเห็นมา่บ่อยแล้ว แต่เรื่องระบบแสงสีแล้วต้องยกนิ้วให้เลยว่าอลังการงานสร้าง

ดูโชว์ของจีนมาแล้วหลายครั้งก็พอจะวิเคราะห์ได้ว่าการแสดงที่พบเห็นในแต่ละเมืองนั้นจะแบ่งการแสดงออกเป็นสองประเภท 

ประเภทแรกก็เป็นการแสดงความสามารถหรือพวกกายกรรมต่างๆ

เรื่องนี้จีนเค้าเชี่ยวชาญมาเป็นเวลานาน  บางชุดก็แสดงถึงความสามารถที่เหนือมนุษย์ ต้องใช้ความมานะอุตสาหะเป็นอย่างมาก  ในสมัยที่จีนเปิดประเทศใหม่ๆก็ใช้กายกรรมนี่แหละเป็นเครื่องมือกระชับสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ควบคู่กับการแข่งขันกีฬาปิงปองที่จีนเป็นแชมป์โลกมาหลายสมัย

เราคงพอจำได้กับ “กายกรรมกวางเจา“ ที่มีชื่อเสียงในอดีต  ต่อมาก็มี “กายกรรมปักกิ่ง “

กายกรรมกวางเจานั้นเค้ามีชื่อเสียงมาก่อน  เคยมาแสดงในเมืองไทยหลายครั้ง  บางครั้งก็จัดแสดงกันนานหลายวันโดยเฉพาะช่วงปิดเทอม  ถ้าจำไม่ผิดสมาคมชาวจีนร่วมกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเป็นเจ้าภาพจัดอยู่ 2 – 3 ปี  เด็กๆแน่นทุกรอบเพราะเป็นช่วงปิดเทอม

จีนในช่วงเวลานั้นใช้กายกรรมเป็นทูตสันติภาพ  ตอนหลังๆก็กลายเป็นสินค้าส่งออก มีโรงเรียนฝึกกายกรรมกันแบบเป็นเรื่องเป็นราว หรือมีวิทยาลัยกายกรรมทำนองนั้น  จบมาแล้วก็ทำงานกับรัฐบาล ไม่ต่างกับโรงเรียนนายทหารของไทย จบมาแล้วก็ติดยศแล้วส่งไปทำงานตามกรมกองต่างๆ เรียกว่าเป็นข้าราชการประจำ ไม่ต้องสอบบรรจุเหมือนกับจบมาจากสาขาอื่นๆ

ไกด์บอกว่านักแสดงบนเวทีที่เห็นนี้มีเงินเดือนมีรายได้ทั้งนั้น  เป็นรายได้ที่มาจากนักท่องเที่ยวนี่แหละ ผู้ที่มีความสามารถสูงก็จะมีเงินเดือนมาก เรียกว่ามีรายได้กันตั้งแต่เด็กๆหรือขณะยังเป็นนักเรียน

ส่วนการแสดงอีกประเภทหนึ่งก็คือการแสดงทางวัฒนธรรม


สังเกตมาหลายครั้งแล้วว่าจีนให้ความสำคัญกับชนกลุ่มน้อยค่อนข้างมาก  ประเทศจีนมีชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธ์มากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศ และอาจเป็นประเทศที่มีชนกลุ่มน้อยมากที่สุดในโลกก็เป็นได้

บางกลุ่มก็มีความแตกต่างชนิดคนละขั้ว  เช่นชาว ” ซินเจียงอุยกูร์ “ ที่นับถือศาสนาอิสลาม  มีถิ่นฐานอยู่ทางฝั่งตะวันตกติดกับบังคลาเทศ  ส่วนอีกซีกหนึ่งได้แก่ทางมณฑลยูนนานและมณฑลกวางสีเช่นชาวจ้วง
กลุ่มนี้ก็เป็นต้นกำเนิดของชาวเขาในประเทศไทยและอีกหลายประเทศ เช่นชาวม้ง ชาวไทลื้อ ในไทยและลาว และชาวกระเหรี่ยง คะฉิ่น ในพม่า

ประเทศจีนจึงเป็นศูนย์รวมกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆที่กระจายไปในประเทศต่างๆทางแถบอินโดจีน  การมาเที่ยวจีนจึงถือว่ามาเที่ยวในถิ่นกำเนิด  บางกลุ่มก็ยังดำเนินชีวิตแบบดั่งเดิมเช่นเดียวกับเมื่อหลายร้อยปีก่อน  ต่างกับอีกหลายๆประเทศที่เจือจางเกือบหมดแล้ว โดยเฉพาะชาวเขาในเมืองไทยได้ผสมผสานกับคนท้องถิ่นจนแทบจะหาตัวตนที่แท้จริงไม่ได้  ไปเที่ยวเชียงใหม่เชียงรายอาจเห็นชาวเขาแบบปลอมๆ  ที่แต่งตัวสวยๆงามๆเพื่อการท่องเที่ยวหรือเพื่อบริการถ่ายภาพ  พอตกเย็นกลับไปบ้านอาจนุ่งกางเกงยีนส์ กลางคืนดูละครช่อง 7 เช้ามาก็ใช้โทรศัพท์มือถือ 

ส่วนประเทศจีนที่ถือเป็นต้นกำเนิดยังพบเห็นภาพจริงเสียงจริงที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง  บางแห่งเรื่องเทคโนโลยี่ยังเข้าไปไม่ถึง เช่นบางหมู่บ้านยังเป็นบ้านดิน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆยังรวมกลุ่มกันอยู่หนาแน่นและเป็นกลุ่มที่ใหญ่มาก   การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นไปอย่างช้าๆ  จึงไม่ต้องมารณรงค์ให้ชาวเขาเผ่าต่างๆหันมาอนุรักษ์วัฒนธรรมเหมือนบ้านเรา

"ชาวม้ง" ถือว่าเป็นชาติพันธ์ที่เก่าแก่ของจีน หรือราว 4-5,000 ปีก่อน ตามบันทึกในประวัติศาสตร์จีน  ปัจจุบันมีชาวม้งในจีนราว 9 ล้านคน จากประชากรทั้งหมดของจีนราว 1,300 ล้านคน ส่วนม้งในประเทศไทยมีประมาณ 2 แสนคน จึงเทียบไม่ได้

บ้านเราความเป็นม้ง เป็นแม้ว แทบหาทำยายาก หรือกลายเป็นคนเมืองคนท้องถิ่นไปหมดแล้ว  ตรงกันข้ามกับจีนที่มีจำนวนมาก   จึงเกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น  หากมีโอกาสไปเที่ยวชนบทก็จะพบเห็นอยู่มากมาย คนจีนที่รวยก็รวยไป ที่เจริญแล้วก็ใช้ชีวิตแบบคนในเมือง ส่วนในชนบทบางแห่งยังใช้ชีวิตติดดิน การใช้ม้าใช้ควายเทียมรถลากก็ยังเห็นกันอยู่

จีนจึงให้ความสำคัญกับกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆค่อนข้างมาก  โดยนำเอาวัฒนธรรมมาจัดแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชม  หรือแสดงตามงานต่างๆ   แม้กระทั่งพิธีเปิด-ปิดกีฬาโอลิมปิก ก็มีการแสดงของกลุ่มชาติพันธ์หลายชุด

สำหรับการแสดงโชว์ที่เมืองหังโจวในค่ำคืนนี้  ใช้เทคนิคแสงสีที่ดูแล้วค่อนข้างอลังการ ตื่นตาเกือบทุกชุด

ใครมาเที่ยวจีนแล้วก็รับรองว่ามีโอกาสได้ชมโชว์ตอนกลางคืนกันทุกครั้ง  เพราะเป็นภาคบังคับของรัฐบาลจีน (ตามที่ไกด์บอกมา) แต่ละปีก็จะมีการเปลี่ยนชุดการแสดงที่ไม่ซ้ำกัน มีการนำระบบคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี่มาใช้กับการแสดง

สำหรับทริปนี้มีการจัดแสดงโชว์ภายในเมืองโบราณที่จำลองขึ้นมา แต่คืนนี้มีนักท่องเที่ยวจีนหนาแน่นมาก จะไปไหนมาไหนก็ลำบาก  แถมอากาศค่อนข้างหนาวและมีฝนตกปรอยๆ 

คนแน่นแบบนี้ดูไม่ต่างกับที่อุทยานทะเลสาบซีหู เชื่อว่าคนจีนราวครึ่งหนึ่งที่เจอตอนกลางวัน ก็คงจะมาเจอกันที่นี่อีกในตอนกลางคืน  ส่วนคนไทยที่เห็นอยู่ 4-5 กรุ๊ป คงต้องบอกว่าไปไหนไปด้วยกัน เพราะโปรแกรมเดียวกันทั้งวันเวลาและสถานที่  จะต่างกันตรงที่มากับบริษัทไหนเท่านั้นเอง

หลายคนอาจสงสัยว่าทัวร์ไทยแต่ละกรู๊ปจะมีธงไทยเหมือนๆกัน  ไม่หลงกลุ่มหรือเข้าใจผิดกันบ้างหรือ

จริงๆแล้วไม่หลงหรอกครับ  เพราะต้องดูหน้าตาคนถือธงด้วยว่าใช่ไกด์ของเราหรือไม่ อีกอย่างแต่ละบริษัททัวร์เค้าจะผูกผ้าสี คู่กับธงไตรรงค์ เช่นบริษัทนี้ใช้สีเขียว สีน้ำเงิน หรือสีเหลือง ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะใช้สีไม่ตรงกัน

ถามไกด์ว่าทำไมจึงต้องผูกผ้าสีด้วย  แกบอกว่ากฎหมายการท่องเที่ยวของจีนกำหนดไว้ว่าห้ามมีธงชาติของประเทศอื่นแต่เพียงลำพัง  หากจะมีก็ต้องผูกผ้าสีอื่นคู่กันเสมอ  เรื่องนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีหรือไม่  หรือว่าเป็นข้อห้ามที่มีมาตั้งแต่สมัยจีนยังเป็นประเทศคอมมิวนิสต์

มีอีกเรื่องหนึ่งที่กฎหมายจีนกำหนดไว้เป็นข้อห้าม คือว่าหากลูกทัวร์เจ็บป่วยแล้วไซร์ก็  "ห้ามไกด์ซื้อยาให้ลูกทัวร์ " หรือพาลูกทัวร์ไปซื้อยาที่ร้านขายยา  หากเป็นอะไรขึ้นมาก็ต้องพาไปโรงพยาบาลเท่านั้น  นี่เป็นกฎของจีน ไกด์บอกว่าเรื่องนี้เคยเกิดปัญหามาแล้วรัฐบาลจึงสั่งห้าม  ความจริงน่าจะเป็นความหวังดีของรัฐบาลที่มีต่อนักท่องเที่ยวมากกว่า  หลายครั้งที่เราไม่เข้าใจ หรืออาจตั้งคำถามในใจว่า ทำไม... ทำไม....  แต่ถ้าลองคิดให้ดีแล้วถือว่าเป็นความปราถนาดีของรัฐบาล

แต่ส่วนตัวผมแล้วอาจคิดไปไกลกว่านั้น คือคิดว่า “ กลัวลูกทัวร์เจอยาปลอมแล้วไม่หาย หรืออาการหนักกว่าเดิม จึงไม่อยากให้รู้ความจริง “  เพราะประเทศนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของปลอม  โดยเฉพาะแบ็งค์ปลอมที่เจอกับตนเองชนิดที่อยากจะตบปากแม่ค้าผลไม้ด้วยความเจ็บใจ

เราใช้เวลาดูการแสดงที่น่าตื่นตาราว 1 ชั่วโมงก็ต้องเดินทางกลับโรงแรมที่พัก   แต่วันนี้เสียดายทีเดียวที่เข้ามาในโรงแสดงช้าไปเล็กน้อย  พอโผล่เข้าไปข้างในการแสดงก็เริ่มไปหลายนาทีแล้ว แถมระบบที่นี่จะไม่จัดให้นั่งตามหมายเลข ใครมาก่อนก็นั่งหน้า มาทีหลังก็นั่งหลัง โดยเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้จัดให้เอง

ปรากฏว่าได้ที่นั่งเกือบสุดท้าย  แบบนี้ก็คงจะถ่ายภาพลำบากแน่นอนเพราะไกลมาก  จึงต้องลุกเดินลงไปด้านล่างเพื่อจะให้ได้มุมภาพที่ใกล้ที่สุด  อาจลำบากหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าที่นั่งเดิม

ที่เสียดายอีกอย่างก็คือว่าที่นี่ให้ถ่ายภาพกันเต็มที่ แถมยังเกาะขอบเวทีถ่ายกันแบบไร้ขีดจำกัด หากมาก่อนสัก 15- 20 นาทีคงได้ภาพที่อลังการว่านี้แน่

ประเทศจีนนี่ก็แปลก  แต่ละเมืองกำหนดเรื่องการถ่ายภาพหรือถ่ายวิดีโอไม่เหมือนกัน บางแห่งห้าม  บางแห่งไม่ห้าม  หรือบางแห่งห้ามใช้แฟลชอย่างเดียว  แต่ปัจจุบันกฎเกณฑ์เหล่านี้อาจเปลี่ยนไปเนื่องจากโทรศัพท์มือถือทุกรุ่นก็สามารถถ่ายภาพหรือถ่ายคลิปวิดีโอได้อยู่แล้ว จะห้ามมากก็คงลำบาก เพราะทุกคนก็อยากได้ภาพเป็นที่ระลึกด้วยกันทั้งนั้น  

สำหรับตอนต่อไปเป็นการเดินทางสู่เมืองซีหู  และนอนค้างที่นั่น  ซีหูเป็นเมืองเก่า มีวัดและวังเก่าที่มีอายุนับเป็นพันๆปี  แต่กว่าจะไปถึงก็ต้องผ่านสิ่งที่น่าสนใจในระหว่างการเดินทางบนมอเตอร์เวย์ของจีน และพาไปไหว้ “ พระใหญ่หลิงซาน “ ที่ใหญ่โตมาก ใหญ่แค่ไหนก็ต้องคอยติดตามนะครับ




โฟโต้ออนทัวร์
10  กันยายน 2555 




ข้อมูลเมืองหางโจว
(จากวิกิพีเดีย)

หางโจวประวัติศาสตร์อันยาวนานถึง 2,100 ปี สมัยราชวงศ์สุย (ค.ศ. 581-618) จากคำสั่งขุดคลองต้ายุ่นเหอ (Grand Canal) ขององค์ฮ่องเต้สุยหยางตี้ รัชกาลที่ 2 ของราชวงศ์สุย เพื่อเชื่อมดินแดนทางเหนือกับทางใต้ จากปักกิ่งมายังหางโจว ได้ผลักดันให้เมืองหางโจวเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ในหน้าประวัติศาสตร์จีน

หางโจว เจริญถึงขีดสุดเมื่อ ราชวงศ์ซ่งได้ตัดสินใจย้ายเมืองหลวงจากเมืองไคเฟิง ที่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเหลือง ลงมายัง หางโจว ที่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง เพื่อความปลอดภัยจากการกรุกรานของชนเผ่าจิน และได้ตั้งราชวงศ์ซ่งใต้ (ค.ศ. 1127-1279) ขึ้น การย้ายเมืองหลวงดังกล่าวได้ผลักดันให้ชื่อของ 'หางโจว' ติดอยู่ในทำเนียบ 1 ใน 7 เมืองหลวงเก่าของจีน ร่วมกับ อันหยาง, ซีอาน, ลั่วหยาง, ไคเฟิง, หนานจิง และ ปักกิ่ง

และยังถูกกล่าวไว้ใน บทกวีหลายบทที่แต่งขึ้น สมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618-907) โดยได้รับแรงบัลดาลใจจากความงามอันหลากสีสันของเมืองหางโจว แต่จากเหตุการณ์ "กบฎไท่ผิง" (ช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19) ทำให้ เมืองที่สวยงามนี้ถูกทำลายแทบจะไม่เหลือร่องรอยของเมืองที่เคยมีนามก้องโลกให้หลงเหลืออยู่เลย

แม้ว่าในเวลาต่อมา ชนเผ่ามองโกลจะเข้ามาปกครองแผ่นดินจีนในนามของราชวงศ์หยวน (ค.ศ. 1206-1368) โดยยึดเอา ต้าตู (ปักกิ่ง) ที่อยู่ทางภาคเหนือเป็นเมืองหลวง เป็นศูนย์กลางทางการเมือง-การปกครอง แต่ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทางใต้ หางโจวก็ยังคงความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอยู่

ไม่น่าสงสัยเลยว่า Kinsai (เป็นชื่อที่ มาร์โค โปโล ใช้เรียกหางโจว) เป็นเมืองที่ยอดเยี่ยม และงดงามที่สุดในโลก เมือง (หางโจว) มีความเส้นรอบวงประมาณ 100 ไมล์ และเกือบทุกส่วนของเมืองสามารถไปถึงได้ด้วยทางบก หรือ คลอง" กล่าวกันว่า มีสะพานอยู่ 12,000 แห่ง โดยสะพานที่ทอดผ่านลำคลองสายสำคัญนั้นจะถูกสร้างไว้สูงตระหง่าน และออกแบบอย่างดีให้เรือลำใหญ่ที่ปลดเสาเรือลงแล้ว สามารถลอดผ่านได้ ขณะที่ด้านบนสะพานก็มีเกวียนและม้าสัญจรผ่านไปมา ...

หางโจวตั้งอยู่ทางตอนเหนือของมณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีน บนที่ราบน้ำท่วมถึงริมฝั่งแม่น้ำแยงซี พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขา มีทะเลสาบซีหู เป็นสัญลักษณ์ของเมืองตั้งอยู่ใจกลางเมือง ในสมัยราชวงศ์ฉิน หางโจวถือเป็นศูนย์กลางการค้า มีการขุดคลองเชื่อมระหว่างปักกิ่งและหางโจวสำเร็จ ต่อมาได้เป็นเมืองหลวงในสมัยราชวงศ์ซ่ง

ปี ค.ศ. 1230 มาร์โค โปโล ได้เดินทางมาถึงเมืองหางโจว และได้ขนานนามเมืองนี้ว่าเป็นเมืองที่งดงามที่สุดในโลก สมัยราชวงศ์หมิงหางโจวยังคงเป็นศูนย์กลางการค้ามีการติดต่อกับต่างชาติ โดยมีผ้าไหมเป็นสินค้าหลัก จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์กบฎไท่ผิงในช่วง ค.ศ. 1860-1862 ทำให้ความสวยงามลดลงไป ปัจจุบันหางโจวเป็นเมืองอุตสาหกรรมสมัยใหม่ มีใบชาและผ้าไหมเป็นสินค้าส่งออกหลักที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

นอกจากนั้นหางโจวยังมีทะเลสาบใหญ่อันสวยงาม และเป็นสัญลักษณ์ของเมืองชื่อว่า ทะเลสาบซีหู (West Lake) ดังบทกวีอันมีชื่อเสียงของจีนที่ว่า "หากฟากฟ้ามีสรวงสวรรค์ บนผืนปฐพีก็มี ซู หัง (ซู คือ ซูโจว หัง คือ หางโจว) ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเยือนหางโจวในแต่ละปี มักไม่พลาดที่จะไปเยือนทะเสาบแห่งนี้ ตั้งอยู่ห่างจากนครเซี่ยงไฮ้ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 180 กิโลเมตร

เมื่อสิ้นปี พ.ศ. 2546 จำนวนประชากรที่บันทึกได้อยู่ 6.4 ล้านคน โดยที่ในเขตเมืองมีผู้อยู่อาศัยประมาณ 3.9 ล้านคน เมืองหางโจวเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีธรรมชาติงดงามราวกับจิตรกรฝีมือดีบรรจงวิจิตรขึ้น ตัวอาคารบ้านเรือน ไม่สูงมากนัก ตึกใหญ่จะสูงแค่ 7-8 ชั้น เนื่องจากเกรงว่าจะไปบดบังทิวทัศน์ที่สวยงามโดยรอบ หางโจวเป็นเมืองเก่าแก่โบราณติด 1 ใน 7 ของจีน ที่ประกอบไปด้วย ซีอาน โล่วหยาง เจ้อโจว ปักกิ่ง นานกิง หางโจว เสฉวน

ในเมืองหางโจวมีทะเลซีหู (Xihu) เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยว ให้ความสนใจมากที่สุด โดยทะเลสาบซีหู เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ของชาวเมืองทั่วไปรวมไปถึง นักท่องเที่ยวที่มักจะไม่พลาดโปรกแกรมล่องเรือชมทะเลสาบ โดยเรือที่พานักท่องเที่ยว ล่องทะเลสาบนั้นถูกตกแต่งอย่างสวยงาม ราวกับย้อนอดีตไปสมัยที่ยังใช้กำลังภายในกันอยู่ เข้ากับบรรยากาศโดยรอบ แตกต่างกับภายในตัวเมืองหางโจว ซึ่งมีความทันสมัยไม่น้อย เพราะมีทั้งสนามบินนานาชาติ ทางด่วน ห้างสรรพสินค้า แหล่งชอปปิ้ง อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงที่โด่งดังของประเทศจีน อีกด้วย


แผนที่จีน มณฑลเจ้อเจียง


 

 
 
     
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ