Home   Outbound Tour   Shanghai 07
   
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4
ตอนที่ 5
ตอนที่ 6
ตอนที่ 7
ตอนที่ 8
ตอนที่ 9
ตอนที่ 10
ตอนที่ 11
ตอนที่ 12
หอไข่มุก
ทุ่งคาโนลา
ทะเลสาบซีหูุ
การแสดง
หังโจว - อู๋ซี
พระหลิงซาน
อู๋ซี- ซูโจว
ซูโจว
ซูโจว
ซูโจว
เซี่ยงไฮ้
วัดอี้ฝอ
 
   
 
ตอนที่ 7 จากพระใหญ่หลิงซาน เมืองอู๋ซี เราเดินทางต่อไปยังเมืองซูโจว ซึ่งเป็นเมืองโบราณ ที่มีวัดเก่าและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่ง
 
 


Travel from Youxi to Suzhou การเดินทางจากเมือง อู๋ซี สู่เมือง ซูโจว


                      

                      

                    

                     

 
 
 
ภาพท่องเที่ยวประเทศจีนที่ผ่านๆมา : ปักกิ่ง-กำแพงเมืองจีน : กุ้ยหลิน : สิบสองปันนา : คุนหมิง : ฮ่องกง - มาเก้า (รอสักครู่)
 









        

ทัวร์เซี่ยงไฮ้ ตอนที่ 7
Travel from Youxi to Suzhou การเดินทางจากเมือง อู๋ซี สู่เมือง ซูโจว

(เดินทาง มีนาคม 2552 /20
09)


ขณะกำลังเขียนบทความนี้ พายุ หวู่ติ๊บ ขึ้นฝั่งเวียดนามที่เมืองเว้เรียบร้อยแล้ว  และขณะนี้กำลังอ่อนกำลัง จากนั้นก็จะเดินทางต่อมายังลาวและไทย

ช่วงนี้เมืองไทยกำลังเจอกับปัญหาเดิมๆ  คือน้ำท่วม  แถวจังหวัดสระแก้ว และปราจีนบุรีก็จมน้ำกันหลายอำเภอ บางแห่งชาวบ้านก็ออกมาประท้วงการบริหารน้ำ   มีทะเลาะกันพอหอมปากหอมคอ แต่ที่สุดก็ตกลงกันได้หลังทางการเปิดทางระบายน้ำแบบแบ่งรับแบ่งสู้หรือมีการต่อรองกัน

ปี 54 ที่มีน้ำท่วมใหญ่ในเขตภาคกลางและ กทม. จะสังเกตได้ว่าชาวบ้านบางแห่งเกิดการกระทบกระทั่งกัน หรือไม่พอใจกับหน่วยงานของรัฐบาลที่กำลังแก้ปัญหาเรื่องน้ำ

และคงจะจำกันได้กับกรณีชาวบ้านย่านดอนเมืองลุกฮือรื้อกระสอบทรายยักษ์ที่เรียกว่า Big Bag  ที่กั้นน้ำแนวทางรถไฟ เพื่อไม่ให้ท่วมกรุงเทพชั้นใน  แต่พอรื้อแล้วทั้งกรุงเทพชั้นนอกและชั้นในก็มีน้ำท่วมอย่างเสมอภาคกัน  ระดับน้ำที่อยู่นอกแนว Big Bag ก็ไม่ได้ลดลงมากจนชาวบ้านพอใจ  แต่ก็น่าจะได้ความสะใจ  อย่างน้อยก็ลดความตึงเครียดลงไปได้บ้าง

เชื่อว่าทุกๆปี การทะเลาะลักษณะนี้น่าจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีภัยพิบัติ  เพราะราษฎรจะไม่ค่อยเชื่อขี้หน้ารัฐบาลหรือเชื่อหน่วยงานที่ดูแลเรื่องน้ำกันอีกแล้ว อีกอย่างก็รู้สึกว่าคนไทยมีความอดทนน้อยลงกว่าเมื่อก่อนมาก ที่ไม่ค่อยยอมรับเรื่องภัยธรรมชาติ หรืออาจเป็นเพราะข่าวสารมันกระจายไปอย่างรวดเร็วจากการรายงานของสื่อที่มักจะปั้นข่าว แต่งข่าว จากเรื่องเล็กๆให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต

โดยเฉพาะการรายงานความเสียหายว่านาข้าวเสียหาย เท่าโน้นเท่านี้ ทั้งๆที่เรื่องเหล่านี้ชาวนาทุกคนเขาก็ประสบกันเป็นประจำอยู่แล้ว และปรับตัวกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่สื่อบ้านเรามักแข่งกันทำข่าว สร้างเรื่องราวให้ดูใหญ่โต จนชาวบ้านคิดว่าตัวเองเดือดร้อน ต้องให้รัฐบาลชดใช้ความเสียหาย

เมื่อข่าวออกมาทำนองสร้างความเสียหายมากมายเหลือคณานับ ชาวบ้านก็มาโทษรัฐบาล ทั้งๆที่ควรยอมรับเรื่องภัยธรรมชาติ

และทุกครั้งที่เกิดภัยน้ำท่วม ก็รู้สึกว่ากรมชลประทานจะตกเป็นจำเลยทุกครั้ง แต่บางครั้งก็รู้ว่าหน่วยงานบางหน่วยทำงานแบบขาดประสิทธิภาพ

ก่อนนั้นเราก็ไม่ทราบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องน้ำมีใครบ้าง  ที่พอจำได้ก็เห็นจะมีกรมชลประทาน  กรมอุตุ  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่ควบคุมน้ำจากเขื่อน ส่วนในเขต กทม.ก็มีผู้ว่า กทม.รับผิดชอบ 

ปี 2554 ทุกหน่วยงานที่กล่าวมาโดนด่าจนเละเทะ  จะเว้นให้แต่กรมอุตุทำหน้าที่รายงานอากาศเรื่องฝนที่อยู่บนฟ้า  พอมีฝนตกลงมาตามที่พยากรณ์ก็เป็นอันจบหน้าที่  เรียกว่าหมดหน้าที่ของเทวดาแล้ว ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องของพวกมนุษย์ที่ต้องเข้ามาจัดการเรื่องน้ำ  เมื่อเทวดารังแกหรือมีฝนตกมามาก  มนุษย์ก็เดือดร้อน แถมยังทะเลาะเบาะแว้ง  บางแห่งถึงฆ่ากันก็มี

ฝนตกธรรมดาๆ ทั่วๆไปเราก็คงไม่ทราบว่าหน่วยงานทั้งหลายมีกึ๋น หรือมีความสามารถในการบริหารจัดการน้ำกันแค่ไหน   แต่พอฝนตกมากกว่าปกติชาวบ้านจึงรู้ทันทีว่าหน่วยงานต่างๆนั้นขาดความรู้ในการจัดการน้ำอย่างแท้จริง 

มาคราวนี้หรือปี 56 เราก็เห็นการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานกันอีกครั้งว่าอยู่ในระดับที่แย่มาก  ไม่รู้เลยว่าหากฝนตกลงมาบนพื้นที่นี้แล้วน้ำจะไปไหน  และจะท่วมที่ไหนบ้าง  ระดับน้ำจะสูงกี่เมตร  เรียกว่าเป็นใบ้กันหมด

ถึงเวลาแล้วครับที่กรมชลประทานจะต้องรู้ให้มากกว่านี้  รวมทั้งต้องมีเครื่องมืออุปกรณ์ให้พร้อม  ซึ่งก็ไม่น่าจะใช้งบประมาณมากนัก สำคัญที่ตัวบุคคลมากกว่าที่จะพัฒนาองค์ความรู้กันอย่างไรเพื่อให้ประชาชนอุ่นใจขึ้นมาบ้าง 

ทุกครั้งที่เกิดอุทกภัยหรือภัย  กรมชลประทานหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการระบายควรจะต้องออกมาเป็นพระเอก ชี้เป็นชี้เป็นชี้ตายได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น ที่ไหน อย่างไร แต่ที่เห็นตามสื่อ คนที่เป็นพระเอกกลับเป็นนักวิชาการ  ที่ออกมาให้ความรู้กับประชาชนพร้อมแนะนำว่าราษฎรที่อยู่ในที่ลุ่มต้องเฝ้าระวัง

วันก่อนเห็นข่าวอดีตนายกฯ นายบรรหาร  ศิลปอาชา วัย 81 ถือไม้เท้า  ขึ้น ฮ.เพื่อตรวจพื้นที่น้ำท่วม  ก็ยังสงสัยว่าอดีตนายกฯ ตัวเตี้ยๆคนนี้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ




ก็มาถึงบางอ้อว่า ท่านเป็นประธานที่ปรึกษาของกระทรวงเกษตร  ซึ่งมีสส.ในสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นเจ้ากระทรวง

ที่น่าแปลก และแปลกประหลาดของกระทรวงนี้ก็คือว่า  ประธานที่ปรึกษา ซึ่งบทบาทและหน้าที่เป็นแค่ให้คำแนะนำปรึกษากับเจ้ากระทรวง  แต่วันที่ท่านประธานฯ นั่ง ฮ.สำรวจพื้นที่น้ำท่วม ท่านกลับมีคำสั่งให้เพิ่มเครื่องสูบน้ำ มันตลกตรงนี้แหละ ที่ทำงานแบบลูกทุ่ง (ความจริงก็เป็นคนลูกทุ่งอยู่แล้ว) อีกอย่างหนึ่งก็ยังสงสัยว่าท่านมีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการน้ำแค่ไหนกันเชียว 

การขึ้น ฮ. แล้วสั่งการให้เจ้าหน้าที่เพิ่มเครื่องสูบน้ำ มันสะท้อนว่าทำงานแบบหาเสียง  ขาดข้อมูล และขาดหลักวิชาการ ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานชลประทานนั้นทำงานกันไม่เป็น ต้องให้มีเจ้านายเหนือหัวมาสั่งการก่อน 

เมืองไทยมันตลกแบบนี้แหละครับท่าน

กลับมาที่ กทม. ขณะนี้อาจยังไม่มีปัญหา คงต้องรอพายุ "หวู่ติ๊บ" นี้ผ่านไปก่อนจากนั้นก็จะรู้ว่าน้ำเหนือมีปริมาณมากน้อยขนาดไหน  แต่เวลานี้ก็พอจะรู้ๆกันบ้างแล้วว่าพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกที่เคยท่วมหนักเมื่อปี54 อาจเจอแจ๊คพอตอีกรอบ

ถามว่า กทม.เตรียมพร้อมแค่ไหน  ก็คงต้องบอกว่า  “ตามมีตามเกิดครับท่าน ”

เนื่องจากปัญหาหลักๆที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 54 ก็ยังไม่มีการแก้ไขทั้งๆที่มีอำนาจอยู่ในมือ  ปัญหาที่ว่าก็คือการสร้างที่อยู่อาศัยรุกล้ำเข้ามาในคูคลอง  รวมทั้งปัญหาคลองสาธารณะ(ตามแผนที่)ที่ยังไม่ได้ปรับปรุงให้เป็นทางระบายน้ำอย่างแท้จริง

เรื่องแผนที่นี้ ทางกทม.ก็หน้าแตกกันมาแล้วเมื่อปี 54 เจ้าหน้าที่อธิบายเป็นตุเป็นตะว่า ถ้าน้ำผ่านมาทางนี้ก็จะไหลไปทางนั้น หรือผ่านคลองนี้ แต่พอนักข่าวลงพื้นที่ปรากฏว่า คูคลองที่ว่านั้นมันปรากฏเฉพาะในแผนที่ ส่วนของจริงมันไม่มีสภาพเป็นคลองแล้ว เพราะชาวบ้านปลูกสร้างบ้านคร่อมจนไม่เหลือสภาพเดิม สรุปว่าแผนที่ที่ทางกทม.ใช้ในการทำงานนั้น ไม่มีการปรับปรุงให้ทันสมัย ผู้หลักผู้ใหญ่มาตรวจงานก็ควักเอาฉบับเก่าๆนั้นนะมาโชว์ ให้ผู้ใหญ่สบายใจ แบบนี้สุภาษิตไทยเรียกว่า "ซ่อนปัญหาไว้ใต้พรม"

ปี 54 คราวที่น้ำท่วมหนัก  เราคงจำกันได้ว่าคลองหลายแห่งที่เป็นปัญหาเนื่องจากเป็นคอขวด น้ำไหลไม่สะดวก   ที่จำได้แม่นก็คือคลองลาดพร้าวแถวซอยภาวนา  ปรากฏว่าตรงบริเวณสะพาน ชาวบ้านสร้างบ้านหรือบ้านสลัมรุกล้ำเข้ามาในคลองกันมาก ทุกหน่วยงานทราบ โทรทัศน์บางช่องก็มาปักหลักทำข่าวกันในบริเวณนั้น  ซึ่งเป็นจุดที่มีปัญหา

ถามว่าจากปี 54  จนถึงปี 56 กทม.ได้ดำเนินการไปแล้วแค่ไหน  ตอบได้เลยว่าเปล่าทั้งนั้น  ขับรถผ่านไปกี่ครั้งก็ยังเหมือนเดิม  การแก้ปัญหาของผู้ว่าสุขุมพันธ์  ก็ไม่ต่างกับการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ  คือแก้แบบรายวัน น้ำท่วมตรงไหนก็หากระสอบทรายไปอุดไปกั้น มากกว่านั้นคงทำไม่เป็น เพราะความฉลาดมันมีอยู่อย่างจำกัด 


เขียนเรื่องน้ำมาจนยาวไกลก็จอต่ออีกนิดเรื่องเขื่อนแม่วงศ์

เขื่อนแม่วงศ์ซึ่งเป็นโครงการเขื่อนดินขนาดเล็ก ความยาวแค่ 700 กว่าเมตร เรียกว่าเล็กมาก วัตุประสงค์ก็เพื่อกักเก็บน้ำจากแม่น้ำแม่วงศ์อันเป็นต้นน้ำของแม่น้ำสะแกกรัง  ที่จะไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์  กำแพงเพชร อุทัยธานี  หากสร้างเขื่อนแม่วงศ์แล้วก็เชื่อว่าช่วยป้องกันน้ำท่วมในจังหวัดตอนล่างๆที่เกิดน้ำท่วมเป็นประจำทุกปีได้  งบประมาณก่อสร้างถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะประมาณ 13,000 ล้านบาท  ซึ่งครม.ยิ่งลักษณ์ได้อนุมัติให้มีการก่อสร้างไปเรียบร้อยแล้ว

โครงการเขื่อนแม่วงศ์มีการร้องเรียนจากชาวบ้านให้สร้างมานานกว่า 30 ปีแล้ว  และทุกรัฐบาลก็ตั้งงบประมาณเพื่อศึกษาผลกระทบมาตลอด  ผลสรุปจากการศึกษาก็จนมาถึงการอนุมัติจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ในทางกลับกันก็มีการประท้วงต่อต้านกันตามที่เป็นข่าว

ถ้าจะถามผมว่าเชื่อใครดีระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มคัดค้าน  ก็คงต้องตอบว่าน่าจะเชื่อรัฐบาล  เพราะถือว่ารัฐบาลได้ศึกษาผลกระทบ  หรือศึกษาผลดีผลเสียพร้อมกับชั่งน้ำหนักแล้วว่าควรสร้าง เนื่องจากศึกษามานานถึง18 ปีแล้ว และไม่ได้มองโลกเพียงด้านเดียวเหมือนกับกลุ่มต่อต้าน 

ใครจะบอกว่า ป่าสักเสียหายเป็นหมื่นๆแสนๆต้น  หรือเสือสิงห์กระทิงแรดจิ้งจกตุ๊กแกจะสูญพันธ์   รู้สึกว่าจะ ดราม่า“ มากไปหน่อย  

เรื่องประท้วง หรือเดินทางกันมาเป็นพันๆไมล์ หรือเป็นหมื่นๆลี้ ก็คงไม่มีใครว่า  แต่ถ้ารัฐบาลจะสร้าง  ก็ต้องเชื่อรัฐบาลไว้ก่อน หากไม่สร้างผลกระทบก็จะเกิดขึ้นกับชาวบ้านนั่นแหละ เรื่องนี้ศึกษากันมานาน งบประมาณก็พร้อม หากรัฐบาลจะหยุดสร้าง ก็ดูจะบ้ามากไปหน่อย หรือใจเสาะกับประเด็นขี้ประหริ๋วติ๋ว โครงการนี้ยังไงก็ต้องเดินหน้า คนทั้งประเทศเขารอดูอยู่นะว่าจะเอายังไงกันแน่

เรื่องการสูญเสีย  มันเป็นเรื่อปกติที่เกิดขึ้นทั่วโลก เรียกว่าต้องยอม  จะไม่ให้สัตว์ป่าหรือป่าไม้ถูกทำลายไปบ้าง ก็คงจะไม่ใช่ อึ่งอ่างคางคก จะไม่ร้องระงมเหมือนแต่ก่อนคงต้องยอม ถนนเกษตร-นวมินทร์ ก่อนสร้างก็มีสิงสาราสัตว์มากมาย โดยเฉพาะนกนานาชนิด พอสร้างเสร็จก็ลดน้อยลง แต่ตัวเหี้ยและงูเหลือมมีมากขึ้น ชาวบ้านในย่านนี้เขาก็ไม่ว่า ไม่ประท้วงเป็นบ้าเป็นหลัง หรือสร้างกระแสผ่าน Social network  

พูดถึงเรื่องการทำลายป่าไม้  รู้สึกแปลกใจเหมือนกันว่า  ทีการทำลายป่าแบบซึ่งๆหน้าของชาวบ้านและนายทุนที่รุกล้ำป่าไม้ของชาติ  ทำไมไม่เห็นหัวพวก NGO เลยแม้แต่คนเดียว  มีแต่ภาครัฐ เช่นกรมป่าไม้กับกรมอุทยานฯ(รวมทั้งสื่อ)ที่ออกไลรื้อถอนรีสอร์ทที่ผิดกฎหมาย  ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ  เรื่องแบบนี้่กลุ่ม NGO น่าจะหันมาให้ความสนใจ  ออกมาช่วยกันรณรงค์ต่อต้าน  แต่ที่ผ่านมาเงียบเป็นเป่าสาก นี่ไงการทำลายป่าไม้ก็เห็นๆกันอยู่ หรือไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกันหมด  

สำหรับการต่อต้านภาครัฐในลักษณะเดียวกันนี้ คิดว่ายังคงมีอยู่แบบตลอดกาล  ทั้งนี้ก็เพราะว่าประชาชนขาดความไว้เนื้อเชื่อใจต่อรัฐบาล  เมื่อไม่เชื่อก็เกิดความระแวง  และคิดว่าที่รัฐบาลทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หากมีความเชื่อใจแล้วก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหา หรือมีปัญหาน้อย

กรณีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งรู้กันว่าเป็นโครงการของในหลวง  น่าแปลกที่การสร้างเขื่อนที่นี่ไม่มีใครมาต่อต้านแม้แต่รายเดียว  ทั้งๆที่ช่วงเวลานั้นกระแสต่อต้านการสร้างเขื่อนก็มีมากพอๆกับปัจจุบัน

คงเป็นเพราะเกรงใจในหลวงหรือไม่กล้าออกมาขัด อาจกลัวติดคุก หรือคิดว่าผิดกฏหมายอาญามาตรา 112 (ดูหมิ่นล้มล้าง)

หรือที่ไม่ค้านอาจเป็นเพราะเชื่อว่าในหลวงท่านไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงเหมือนกับที่เคยระแวงกับหน่วยงานของทางราชการ

อีกประการหนึ่งก็เชื่อว่า ในหลวงทำเพื่อประชาชน  ศึกษาหาข้อมูลถึงผลกระทบมาอย่างดีแล้ว และการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์นั้นก็มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานครที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำๆซากๆ  

ในทางตรงกันข้าม หากเขื่อนป่าสักเป็นโครงการของรัฐบาลล้วนๆก็เชื่อว่า ป่านนี้คงไม่ได้เกิดเป็นแน่

สังคมไทยทุกวันนี้ยังไม่ค่อยเชื่อใจกันง่ายๆ  มีความระแวงกันทุกหย่อมหญ้า  รัฐบาลก็ทำงานลำบากกันมากขึ้น  จะทำเรื่องอะไรก็มีคนต้อต้านแทบจะทุกเรื่อง  บางเรื่องก็มีพรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามเข้ามาสมทบหนุนหลัง เช่นยุชาวบ้านให้ต่อต้าน  เหมือนกับการประท้วงเรื่องยางพาราในภาคใต้ ซึ่งรู้ๆกันอยู่ว่ามีนักการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์อยู่เบื้องหลัง
    
จากเรื่องน้ำคราวนี้ก็มาเข้าเรื่อง การท่องเที่ยวในทริปเซี่ยงไฮ้ตอนที่ 7

ตอนที่ 7 นี้เป็นการเดินทางจากพระใหญ่หลิงซาน เมืองอู๋ซี เพื่อไปเที่ยวเมืองซูโจว  ซึ่งเป็นเมืองประวัติศาสตร์ของจีน  เช่นมีวัดเก่าแก่  และมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

เราออกจากพระใหญ่หลิงซานเกือบจะเที่ยงแล้ว   จากนั้นก็แวะทานข้าวที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งของเมืองอู๋ซี  บริเวณย่านภัตตาคารนี้ถือว่าเป็นเมืองที่เกิดใหม่  จากเดิมที่เคยเป็นชนบทเล็กๆ  แต่พอมีการสร้างพระใหญ่หลิงซาน  รัฐบาลจีนจึงพัฒนาที่ดินจากเมืองเล็กๆให้กลายเป็นเมืองที่ทันสมัย  แต่ที่เห็นขณะนี้บางแห่งนี้สถานที่ราชการบางแห่งยังสร้างไม่เสร็จ  เช่นสำนักงานเทศบาล  รวมทั้งสถานที่ราชการอื่นๆ  ส่วนถนนหนทางรวมทั้งการจัดภูมิทัศน์นั้นได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว  และสวยงามสมกับเป็นเมืองใหม่อย่างแท้จริง

หลายคนที่เคยมาเที่ยวประเทศจีนคงเคยเห็นโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหญ่ๆโตๆกันหลายแห่ง  เรียกว่ากำลังสร้างกันทั้งประเทศ  แต่ละโครงการก็ต้องใช้คำว่า “ อภิมหาโปรเจค “ โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยที่รองรับผู้อาศัยนับเป็นหมื่นๆครอบครัว  หรือนับเป็นหมื่นๆยูนิต  ซึ่งโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้หาไม่ได้ในเมืองไทย  เพราะมันใหญ่โตมาก  ขนาดเมืองทองธานีที่มีรูปแบบและแนวคิดแบบเดียวกับประเทศจีน  ป่านนี้ก็ยังมีตึกว่างๆ มีห้องว่างๆ เหลืออีกมากมาย  ทั้งๆที่ผ่านไปนานถึงสิบกว่าปีแล้ว

จีนมีประชากรมากกว่าไทยหลายเท่า  และเป็นประเทศที่กำลังขยายกันใหญ่โตทั่วประเทศ  โครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ๆจึงไม่มีปัญหาว่าจะขายไม่ได้  ทุกโครงการขายได้หมด  แถมยังไม่พอ  บางโครงการต้องแย่งกันหรือต้องอาศัยเส้นสายไม่ต่างกับบ้านเรา

หลายคนอาจสงสัยว่า  สร้างกันมากมายแล้วจะขายได้หรือไม่

ก็ต้องตอบว่าขายได้ ดังนี้ครับ

ผู้อาศัยส่วนแรก คือชาวจีนที่หมดสัญญาเช่าจากอาคารชุดเดิม  เมื่อหมดสัญญาก็ต้องไปหาที่อยู่ใหม่  หรือมาจับจองคอนโดใหม่ที่กำลังก่อสร้างในสถานที่เดิมๆ

ส่วนที่สองก็คือผู้มาอยู่ใหม่  ส่วนใหญ่จะเป็นบ้าน หรือคอนโดหรูที่มีระดับ  กลุ่มนี้เป็นกลุ่มผู้มีอันจะกิน  แต่ต้องการหาบ้านหลังที่สองไว้พักผ่อนในวันหยุด  แพงแค่ไหนก็มีเงินซื้อ  เรียกว่าทุ่มไม่อั้น  คนท้องถิ่นที่ฐานะไม่ถึงก็ได้แต่ทำตาปริบๆ  และจังหวัดที่คนต่างถิ่นจะมาซื้อบ้านหรูๆราคาแพงส่วนใหญ่จะเป็นเมืองที่มีอากาศดี  เป็นแหล่งท่องเที่ยว  หรือเป็นเมืองที่สวยงามตามศาสตร์ฮวงจุ้ย

ส่วนที่สามก็คือคนทำงานจากต่างถิ่นที่ย้ายเข้ามาใหม่  จังหวัดไหนกำลังเจริญเติบโตและเป็นเมืองเศรษฐกิจ  ก็จะกลายเป็นแหล่งขุดทอง  การสร้างคอนโดที่พักก็จะรองรับในส่วนนี้

การสร้างเมืองใหม่ของรัฐบาลจีนมีการวางแผนในด้านต่างๆควบคู่ไปกับการสร้างที่อยู่อาศัย  หากเป็นโครงการขนาดใหญ่มากก็จะมีสถานที่ราชการ  โรงเรียน  โรงพยาบาล  สถานีตำรวจ ประปา ไปรษณีย์  ระบบกำจัดขยะ  บำบัดน้ำเสีย ฯลฯ  รวมทั้งมีสถานีขนส่งมวลชน  โดยอาจมีรถเมล์สายใหม่เข้าไปรับหรือมีจุดจอดรถกันในโครงการ  บางแห่งอาจเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าหรือรถไฟความเร็วสูง

เรียกว่ามีการวางแผนอย่างเป็นระบบ  ต่างกับบ้านเราที่ทำได้ยาก  หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย

จีนทำได้สาเหตุหนึ่งก็เพราะเป็นรัฐบาลคอมมิวนิสต์  ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่ต้องทำประชาพิจารณ์ ทุกอย่างจึงง่ายและรวดเร็ว

จีนมีการปกครองที่แตกต่างกับของไทย แต่ก็มีการเลือกผู้แทนที่คล้ายกับบ้านเรา ผู้แทนจะทำหน้าที่จะเลือกผู้บริหารประเทศ(รัฐบาล) โดยผ่านคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีจำนวน 300 คน

รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของจีนจะทำหน้าที่บริหารประเทศ ตามนโยบายที่สภาหรือพรรคคอมมิวนิสต์กำหนด ย้ำอีกที่นะครับว่าสภา(พรรคคอมมิวนิสต์)เป็นผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งต่างกับบ้านเรา ที่รัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบายพร้อมกับต้องแถลงต่อรัฐสภา

พูดและอย่าตกใจนะครับว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีจำนวนผู้แทนราษฎรและตัวแทนเขตการปกครองถึง 2,270 คน  ของไทยมีแค่ 500 คน มีสส.จากการเลือกตั้ง 375 คน และลากตั้งอีก 125 คน  ผู้แทนไทยมีจำนวนน้อยกว่าแต่กลับมีปัญหามากกว่า  เช่นทะเลาะหรือกัดกันเหมือนหมา ทั้งถ่อย  สถุน  หรือคุณสมบัติเลวๆมีครบถ้วนในพรรคฝ่ายค้านของไทยที่มีชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์

จีนมีผู้แทนเป็นพันๆคน แต่ประชุมสภาแล้วกลับเรียบร้อย  ไม่มีปัญหา  ไม่มีการแย่งเก้าอี้ หรือลากเก้าอี้ประธานสภา  ไม่มีปาหนังสือใส่ประธานรัฐสภา  ไม่ฉีกกระดาษว่อนในห้องประชุม  ไม่ยกเก้าอี้ทุ่ม  ไม่กรีดร้องเป็นสุนัข(ตัวเมีย)โดนเชือด  รวมทั้งไม่นำพวงหรีดดำไปวางยังหน้าบัลลังก์ของประธานสภา

สภาจีนไม่มีนะครับกับเรื่องเลวๆแบบนี้  แต่สำหรับพรรคฝ่ายค้านหรือพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคสะตอ มีครบเครื่อง ส่วนการประชุมสภาผู้แทนคราวหน้าจะมีอะไรใหม่ๆออกสู่สายตาประชาชน  ก็ต้องติดตามดู

สำหรับผลงาน(อัปยศ)ในอดีต ของพรรคมหาชนคนปักษ์ใต้ ดูได้จากด้านล่างที่พอจะรวบรวมได้ในขณะนี้




โฟโต้ออนทัวร์
30 กันยายน 2556


มิติใหม่ของรัฐสภาไทย จากฝีมือฝ่ายแค้น หรือจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่เกิดขึ้นในปี 2556
(รวมภาพอัปยศของพรรคประชาธิปัตย์ที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับรัฐสภาไทย)

 

 

 
 
     
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ