Home   Outbound Tour   Shanghai 10
   
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4
ตอนที่ 5
ตอนที่ 6
ตอนที่ 7
ตอนที่ 8
ตอนที่ 9
ตอนที่ 10
ตอนที่ 11
ตอนที่ 12
หอไข่มุก
ทุ่งคาโนลา
ทะเลสาบซีหูุ
การแสดง
หังโจว - อู๋ซี
พระหลิงซาน
อู๋ซี- ซูโจว
ซูโจว
ซูโจว
ซูโจว
เซี่ยงไฮ้
วัดอี้ฝอ
 
   
 
ทริปเซี่ยงไฮ้ตอนที่ 10 : ประตูโบราณพันปีเมืองซูโจว ร้านผ้าไหม เดินทางสู่เซี่ยงไฮ้
 
 



ผานเหมินประตูโบราณพันปีเมืองซูโจว ร้านผ้าไหม และเดินทางสู่เซี่ยงไฮ้


                      

                      

                    

                     

 
 
ภาพท่องเที่ยวประเทศจีนที่ผ่านๆมา : ปักกิ่ง-กำแพงเมืองจีน : กุ้ยหลิน : สิบสองปันนา : คุนหมิง : ฮ่องกง - มาเก้า (รอสักครู่)
 
ทัวร์เซี่ยงไฮ้ ตอนที่ 10 ประตูน้ำผานเหมิน (Panmen Water Gate) เมืองซูโจว
Suzhou China

(เดินทาง มีนาคม 2552 /20
09)


ประตูน้ำผ่านเหมิน(Panmen) สร้างโดยจักรพรรดิอู๋หวัง เมื่อปี ค.ศ.514 (พ.ศ.1057)  ในสมัยราชวงศ์ชุนชิว ปัจจุบันมีอายุ 1500 ปีประตูน้ำผ่านเหมินแห่งนี้เป็น 1 ใน 8 ของประตูเมือง โดยสร้างเป็นกำแพงสองชั้น มีชั้นนอกและชั้นใน พร้อมกับขุดคลองไว้ล้อมรอบ ซึ่งหากข้าศึกบุกผ่านกำแพงเมืองชั้นนอกมา ทหารที่อยู่ในกำแพงเมืองชั้นในก็สามารถยิงธนูหรือยิงหินเพื่อต้านไว้ได้

บนกำแพงเมืองชั้นในยังมีป้อมปืนใหญ่อยู่อีก 3 จุดและบนประตูเมืองชั้นนอกนี้ได้สลักรูปมังกรเพื่อแสดงให้เห็นถึงเกียรติยศของจักรพรรดิ(อู๋หวัง)อีกด้วย

ต่อมาในปี คศ.1986 (พ.ศ.2529) ได้บูรณะประตูน้ำขึ้นมาใหม่ ซึ่งประตูผ่านเหมินแห่งนี้ถือว่าเป็นประตูเมืองเพียงแห่งเดียวของเมืองซูโจวได้มีการอนุรักษ์ไว้

เมื่อเข้ามาในบริเวณเขตประตูน้ำโบราณแห่งนี้ มีความรู้สึกเหมือนเข้ามาในสวนอุทยานมากกว่าที่จะเป็นเขตประตูโบราณ  เข้าใจว่าระยะเวลาถึง 1500 ปี สิ่งปลูกสร้างต่างๆคงพังทลายไปมาก แต่ที่น่าสนใจก็คือเห็นคูคลองคดเคี้ยวสลับไปมาค่อนข้างมาก

เมื่อเดินตามทางไปเรื่อยๆก็จะผ่านสวนหย่อม และตอนนี้จะเห็น “ดอกไห่ถาง Haitang“ ออกดอกสวยงามมาก  ไห่ถางเป็นดอกไม้ที่แปลกและสวยในสายตาคนไทย ไปเมืองไหนๆก็มักจะเห็นดอกไม้ชนิดนี้

เขตประตูน้ำผ่านเหมิน เดินไปเรื่อยๆดูโน่นดูนี่  ปรากฏว่ามายืนอยู่บนที่สูงจนสามารถมองเห็นบริเวณได้รอบทิศ และระดับที่เรายืนอยู่นี้ก็มีทางเดินหรือถนนที่ยกระดับ ไกด์บอกว่าขณะนี้เรามายืนอยู่บนกำแพงโบราณ ที่มีความกว้างประมาณ 6-7 เมตร สูงประมาณ 7-8 เมตร ความกว้างของกำแพงสามารถนำม้ามาเดินเรียงกันหลายๆตัวได้อย่างสบาย

ใครขึ้นมาอยู่ข้างบนนี้หากมองไกลๆอาจเห็นอาคารทาสีขาวประเภทชั้นเดียวและสองชั้นเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ  ทั้งรูปทรงอาคาร หลังคา และสีของอาคารก็คล้ายๆกับอาคารเก่าในเขตประตูน้ำโบราณ

แต่ความจริงแล้วเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว หรืออาจเป็นเขตที่อยู่อาศัยระดับหรูที่มีราคาแพงที่สุดของเมืองซูโจว 

ก่อนหน้าจะเดินทางมาถึงประตูน้ำโบราณก็นั่งผ่านประตูทางเข้าโรงแรม ได้เห็นความยิ่งใหญ่อลังการจนอดที่จะถามไกด์ไม่ได้ว่ามันคืออะไรกันแน่  เนื่องจากด้านหน้าโรงแรมสร้างคล้ายป้อมและกำแพงโบราณขนาดใหญ่  ตรงทางเข้าก็มีบ่อน้ำพุที่มีฝูงม้าเป็นทองสำฤทธิ์ทำท่ากำลังควบนับเป็นสิบๆตัว   

แต่คำตอบที่ได้จากไกด์จำไม่ได้ถนัดว่าเป็นโรงแรมหรู หรือคอนโดหรูก็จำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าเป็นที่พักระดับ 5 ดาว (น่าจะเป็นโรงแรม Pan Pacific Suzhou) บรรยากาศภายในโรงแรมก็สร้างแบบย้อนยุคแต่ดูหรูหรามาก

สำหรับคลองเล็กคลองน้อยที่เราเห็นในเขตประตูน้ำโบราณนี้  เป็นการผันน้ำมาจากคลองแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า “จิงหางต้าวิ่นหอ- Jing Elwyn Hall”

ฟังแล้วก็อย่าได้ตกใจว่าคลอง จิงหางต้าวิ่นหอนี้เป็นคลองขุดที่มีความยาวถึง 1800 กิโลเมตร
และยาวที่สุดในโลก การขุดคลองใช้แรงงานมนุษย์ล้วนๆ โดยใช้เวลาขุด 30 ปี ตั้งต้นจากเมืองปักกิ่งยาวจรดสู่เมืองหังโจว (ที่ไปเที่ยวมาเมื่อวาน)

ทีแรกก็ไม่จะเชื่อนักว่ามนุษย์จะขุดคลองกันได้ยาวขนาดนั้น  แถมคลองก็ไม่ใช่เล็กๆด้วย คะเนด้วยสายตาน่าจะกว้างกว่าคลองแสนแสบที่กรุงเทพฯประมาณ 3 เท่า  แต่คิดไปคิดมาก็น่าจะขุดกันจริงๆ เพราะขนาดกำแพงเมืองจีนยาวเป็นหมื่นๆกิโลเมตรคนจีนก็สร้างกันมาแล้ว

สำหรับคลองที่มีความยาว 1800 กม. คนจีนสมัยก่อนอาจบอกว่า จิ๊บๆ หรืออาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ

อย่างพระราชวังฤดูร้อนของพระนางซูสีไทยเฮา ก็ยังขุดดินมาถมพื้นที่ใกล้เคียงให้สูงเป็นภูเขา ถมเสร็จก็สร้างวังและสร้างโรงงิ้วไว้บนยอดเขา ส่วนผืนดินที่ขุดมาก็ปล่อยน้ำเข้าจนกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่

นิสัยคนจีนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจะคล้ายๆกัน คือคิดการณ์ใหญ่ เป็นความคิดที่นอกกรอบ และอยู่่เหนือความคาดหมายทั้งนั้น

คำว่า “ที่สุดในโลก” เชื่อว่าอีกไม่นานจีนก็จะกลายเป็นประเทศที่รวบรวมสิ่งที่เรียกว่าที่สุดในโลกไว้มากที่สุด  ชนิดที่ประเทศอื่นๆเห็นแล้วคงต้องยอมแพ้

ที่พอจะจดจำได้ในตอนนี้สำหรับสิ่งปลูกสร้างยุคใหม่ของจีนในขั้นระดับโลกก็ได้แก่ 

- พระใหญ่หลิงซาน พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ที่สูงที่สุดในโลก 
- เขื่อนซานเสีย เขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก 
- อุโมงค์ใต้น้ำยาวที่สุดในโลก 220 กม
- Shanghai Maglev รถไฟความเร็วสูงที่เร็วที่สุดในโลก 431 กม./ชม.


และ

ขอทานสวยที่สุดในโลก .... อันนี้ไม่เกี่ยวแต่อยากเอามาให้ดูว่า จีนมีอะไรแปลกๆเยอะมาก




ออกจากประตูโบราณผ่านเหมินตอนสายๆ  จากนั้นก็ไปชมโรงงานไหมของจีน  ตามโปรแกรมภาคบังคับของรัฐบาลจีนที่กำหนดให้ทัวร์จีนและทัวร์นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องเข้าไปชมโรงงานทอผ้าไหม ส่วนใครจะซื้อหรือไม่ซื้อก็แล้วแต่เรา ไม่มีใครว่า  แต่ไกด์ก็ต้องพามา  หากไม่มาไกด์ก็จะโดนรัฐบาลเล่นงาน ฐานไม่ให้ความร่วมมือ และเมื่อไปถึงสถานที่แล้วทุกคนต้องลงจากรถ บอกจะขอนอนในรถก็ไม่ได้  

ส่วนไกด์เมื่อพาเราเข้าไปแล้วก็ต้องไปเซ็นชื่อและกรอกแบบฟอร์มเพื่อเป็นหลักฐานว่าได้พาลูกทัวร์มาแล้ว จากบริษัทไหน จำนวนเท่าไหร่

นี่เป็นกฎของการท่องเที่ยวจีนที่นักท่องเที่ยวต้องเข้าใจ สถานที่บางแห่งลูกทัวร์(คนไทย) อาจไม่ได้อุดหนุนสินค้าเลยแม้แต่ชิ้นเดียว แต่บางแห่งเช่นร้านขายสมุนไพรจีน  คนไทยจ่ายเป็นแสนๆบาทก็มีนะครับท่าน ใช้แล้วจะได้ผลหรือไม่ก็ไม่มีใครทราบ ดูแล้วมันเป็นเรื่องของความเชื่อความศรัทธามากกว่า

คนไทยที่มาเที่ยวจีนเมื่อ 10-20 ปีก่อน ตอนนั้นก็ไม่มีใครทราบว่า้เป็นนโยบายทางการตลาดของรัฐบาลจีนที่แฝงมากับการท่องเที่ยว คือต้องการขายของว่างั้นเถอะ แต่ข้อดีจากการซื้อของที่รัฐบาลจีนควบคุม คือได้ของที่ได้มาตรฐานเหมือนมี อย.รับรอง ส่วนราคาก็จะเท่ากันทั่วประเทศ

นักท่องเที่ยวไทยเจอลีลาคำพูดที่อ้างสรรพคุณ(เกินจริง)ต่างอุดหนุนกันใหญ่ เพราะมีความเชื่อในเรื่องยาจีนอยู่แล้ว โดยเฉพาะบัวหิมะ ที่ใช้ทาป้องกันแผลพุพอง
แต่ตอนหลังๆคนไทยฉลาดขึ้น ขายยากขึ้น ราคาก็ต้องลดลงมาเกือบเท่าตัว  

หากใครเข้าร้านสมุนไพรจีนก็อย่าได้เผลอบอกไปว่า เป็นโน่นเป็นนี่ เด็ดขาด เพราะท่านจะโดนดอกเตอร์ทั้งหลายมะรุมมะต้มชนิดที่คาดไม่ถึง พวกดอกเตอร์ทั้งหลายจะบอกผ่านล่ามหลังดูโหวเฮ้งว่า  ท่านเป็นโน่นเป็นนี่สารพัดโรค หรือบางทีก็มีหมอแมะจับมือดูชีพจร

จะเป็นลมก็ตอนชำระเงินที่ต้องหมดเป็นหมื่นๆ ไอ้ครั้นจะไม่ซื้อก็กลัวจะเป็นโน่นเป็นนี่ตามที่ดอกเตอร์ได้บอกไว้

แต่ไม่เป็นไรครับ เดี่ยวนี้มีชำระผ่านบัตรเครดิตเรียบร้อย ไม่ต้องควักเงินสดเหมือนเมื่อก่อน


โรงงานผ้าไหม

ร้านผ้าไหม หรือโรงงานผ้าไหมตามที่ไกด์บอก เป็นร้านขายผ้าไหมประเภทผ้าแพรที่มีลวดลายเป็นส่วนใหญ่  นึกไม่ออกก็ขอให้นึกถึงผ้ามันๆที่อาซิ้ม อาซ้อในเมืองไทยชอบนุ่งนั่นแหละครับ

ผ้าไหมที่ราคาแพงหน่อยก็จะเป็นผ้าไหมปักเป็นรูปสัตว์ต่าง ถูกลงมาก็ประเภทพิมพ์ลายในตัว แต่จะว่าไปแล้วผ้าไหมจีนราคาไม่สู้แพงนัก ชาวบ้านชาวช่องพอจะซื้อหาได้  ส่วนผ้าไหมไทยราคาค่อนข้างแพงถึงแพงมาก ต่างกับราคาผ้าไหมจินอย่างลิบลับ คุณภาพของผ้าไหมไทยก็ถือว่าดีที่สุดในโลก โดยเฉพาะมีความมันในตัว

ที่ร้านผ้าไหมจีนมีขายหมอนขายผ้าห่มที่ทำจากตัวไหมด้วยนะครับ คนขาย(พูดไทยได้)บอกว่า เหมาะสำหรับอากาศในเมืองไทย หน้าร้อนก็จะเย็น หน้าหนาวก็จะอุ่น 

เราใช้เวลาอยู่ในร้านนี้ราว 1 ชั่วโมง ปรากฏว่าไม่มีคนไทยซื้อผ้าไหมเลยสักชิ้นเดียว และก็เป็นแบบนี้ทุกที่ที่เคยประสบมา ไม่ว่าจะเป็นเมืองไหนคนไทยมักไม่ค่อยสนใจ ทั้งๆที่ราคาก็ไม่สู้จะแพงนัก

ร้านผ้าไหมในเมืองซูโจว  ต่างกับร้านผ้าไหมในเมืองอื่นๆ คือที่มีแฟชั่นโชว์จากบรรดานางแบบหน้าหมวย  ที่นำเอาผ้าไหมมาตัดเย็บเสื้อผ้าในแนวสมัยใหม่ 

เจอนางแบบก็ต้องคว้ากล้องมาถ่ายตามธรรมเนียม  

หลังทานข้าวเที่ยวก็ออกจากเมืองซูโจว เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองเซี่ยงไฮ้  เพื่อท่องเที่ยวในโปรแกรมอื่นๆ

ติดตามตอนต่อไปได้นะครับ จะเป็นตอนที่อยู่ในเมืองเซี่ยงไฮ้ และจะนอนพักที่นี่ 1 คืน




โฟโต้ออนทัวร์
17 เมษายน 2557
 







     
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ