Home   Outbound Tour   Shanghai 12
   
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4
ตอนที่ 5
ตอนที่ 6
ตอนที่ 7
ตอนที่ 8
ตอนที่ 9
ตอนที่ 10
ตอนที่ 11
ตอนที่ 12
หอไข่มุก
ทุ่งคาโนลา
ทะเลสาบซีหูุ
การแสดง
หังโจว - อู๋ซี
พระหลิงซาน
อู๋ซี- ซูโจว
ซูโจว
ซูโจว
ซูโจว
เซี่ยงไฮ้
วัดอี้ฝอ
 
   
 
ทริปเซี่ยงไฮ้ตอนที่ 12 : วัดอี้ฝอ วัดพระหยกจากพม่า(Jade Buddha Temple) กลางเมืองเซี่ยงไฮ้ & นั่งรถไฟความเร็วสูงขบวนแรกของจีน
 
 
 
 
ภาพท่องเที่ยวประเทศจีนที่ผ่านๆมา : ปักกิ่ง-กำแพงเมืองจีน : กุ้ยหลิน : สิบสองปันนา : คุนหมิง : เซี่ยงไฮ้
 
ทัวร์เซี่ยงไฮ้ ตอนที่ 12
วัดอี้ฝอ(Jade Buddha Temple)วัดเก่าแก่กลางเซี่ยงไฮ้ & นั่งรถไฟความเร็วสูงขบวนแรกของจีน
(เดินทาง มีนาคม 2552 /2009)



ทริปเซี่ยงไฮ้ ได้เดินทางมาถึงตอนที่ 12 ซึ่งเป็นตอนสุดท้าย แต่ก่อนกลับก็ได้ไปใหว้พระหยกที่ "วัดอี้ฝอ หรือ วัดพระหยก" กลางเมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นพระหยกที่ชาวจีนในเซี่ยงไฮ้ให้ความศรัทธาเป็นอันมาก 

วัดอี้ฝอ(Jade Buddha Temple : Jade แปลว่าหยก)สร้างในสมัยจักรพรรดิกวางซู ของราชวงศ์ชิง(ค.ศ.1875–1908) ปัจจุบันมีอายุประมาณร้อยกว่าปี  ซึ่งถือว่าเป็นวัดที่มีอายุไม่มากนักหากเทียบกับวัดอื่นๆของจีนที่มีอายุหลายร้อยปีหรือเป็นพันๆปี 

ความสำคัญของวัดนี้ก็คือมีพระพุทธรูปหยกจากพม่าที่ถือว่าสวยงามและมีความศักดิ์สิทธิ์



พระหยกที่เห็นอยู่ 2 องค์ที่วัดนี้ ได้แก่พระหยกปางมารวิชัย(นั่ง)ที่อยู่ชั้นบน กับพระนอนที่อยู่ชั้นล่าง(หนัก1ตัน) ชาวจีนที่ทำมาค้าขายอยู่ในพม่าเป็นผู้นำมาถวายให้กับเจ้าอาวาสขณะที่เดินทางไปแสวงบุญในประเทศทิเบต

ในสมัยที่มีการปฏิวัติล้มล้างราชวงศ์ชิงโดยดร.ซุนยัดเซ็น เมื่อปีค.ศ.1911 ได้เกิดการจราจลขึ้นในประเทศ ซึ่งเป็นการล้มการปกครองในระบอบจักรพรรดิ(คล้ายกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ 2475 ของคณะราษฎร) พระพุทธรูปหยกจึงต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นเพื่อความปลอดภัย ทำให้รอดพ้นจากการถูกทำลายมาได้


ออกจากวัด เดินทางไปสนามบินด้วย High Speed Train

ช่วงบ่ายๆก็ได้เวลาเดินทางสู่สนามบิน ผู่ตง( Shanghai Pudong airport) แต่เป็นการเดินทางโดยนั่งรถไฟความเร็วสูงจากสถานีรถไฟฟ้าในเมืองเซี่ยงไฮ้ สู่สนามบินผู่ตงซึ่งมีระยะทางประมาณ 40 กม. รถไฟความเร็วสูงสุดของ High Speed Train อยู่ที่ 431 กม./ชม. เรียกว่าเร็วกว่ารถยนต์ทุกชนิดและเร็วกว่ารถเฟอร์รารี่  

จะเล่าให้ฟังสัดนิดว่า นั่งรถไฟความเร็วสูงๆระดับนี้แล้วรู้สึกอย่างไร

อันดับแรกต้องบอกว่า ไม่เพียงแต่นักท่องเที่ยวไทยหรือจากต่างชาติที่รู้สึกตื่นเต้นเท่านั้น แม้แต่คนจีนโดยเฉพาะเด็กนักเรียนก็มาใช้บริการกันมากและตื่นเต้นไม่แพ้กัน แต่ราคาสำหรับนักเรียนลด 50% วันนั้นเห็นเด็กๆเต็มชานชลา เดินเกาะกันเป็นขบวน ทุกคนมีหน้าตาแช่มชื่นไม่แพ้คนไทย

ระยะทางที่รถไฟวิ่งจากเซี่ยงไฮ้ไปยังสนามบิน แม้จะเป็นระยะทางสั้นๆ แต่ก็รู้สึกมันส์และได้อรรถรสพอสมควร

หลังจากที่ยืนคอยขบวนรถซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็เห็นรถไฟเปิดไฟและค่อยๆเคลื่อนขบวนเข้าชานชลา ช่วงนี้ต่างแย่งถ่ายภาพกันอุตลุด พอรถไฟจอดสนิท ประตูกระจกที่ชานชลาเปิด จากนั้นประตูรถไฟก็เปิดออก เจ้าหน้าที่สาวซึ่งน่าจะเรียกว่า Train Hostess ในชุดตามที่เห็นในภาพก็ก้าวออกมาจากรถ (รู้สึกขณะนั้นว่ามันเท่ห์จัง) จากนั้น(คนไทย)ต่างก็กรูกันเข้าไปข้างใน ปรากฏว่าจำนวนผู้คนที่เห็นจำนวนหลายร้อยบนชานชลา แต่เมื่อเข้าไปในรถแล้วยังมีที่เหลืออีกบานชนิดนอนได้เลย แสดงว่ารถไฟขบวนนี้จุคนได้เป็นจำนวนมาก (นึกในใจว่าคนไทยแย่งเข้าประตูทำไมว่ะ ..ข้างในที่นั่งก็เหลือเฟือ)

เมื่อนั่งเก้าอี้ สิ่งแรกที่งุนงงก็คือ ทุกที่นั่งไม่มีเข็มขัดเหมือนกับเครื่องบิน นึกในใจว่าหากรถไฟมันกระชากขณะออกตัว เราไม่หลุดออกไปจากเก้าอี้หรือ

ปรากฏว่าพอรถคอยๆเคลื่อนตัวออกจากชานชลาก็ค่อยๆเร่งความเร็ว หรือไต่ความเร็วให้เร็วขึ้นตามลำดับ ซึ่งมีจอมอนิเตอร์แสดงความเร็วให้เห็นทุกระยะ จาก 100 เป็น 150 200 300 400 ตามลำดับ ตอนนี้ผู้คนเริ่มรู้สึกว่าสามารถเดินไปไหนมาไหนได้แล้ว ความเร็วที่เพิ่มขึ้นแต่ทุกอย่างก็ดูคงที่ปกติ

ผมนั่งมองมอนิเตอร์พร้อมกับถ่ายตัวเลขบอกความเร็วเป็นระยะๆ หลายคนก็ออกมาถ่ายภาพเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก จะได้รู้ว่ารถไฟขบวนนี้เร็วขนาดไหน

ความรู้สึกขณะอยู่ในขบวนรถไฟดูจะปกติ ไม่ต่างกับนั่งในรถยนต์หรือเครื่องบิน แต่พอมองไปข้างนอกรู้สึกเลยว่ามันเร็วมาก ดีที่ข้างนอกมันเป็นท้องทุ่งที่เห็นระยะไกลๆ แต่ถ้าหากใกล้รางรถไฟมีต้นไม้ หรืออาคาร ก็จะตื่นเต้นไม่น้อยกับความเร็วระดับนี้

ความเร็วค่อยๆสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 431 จากนั้นก็ค่อยๆลดความเร็วลง จนกระทั้งถึงสนามบิน หากเป็นกราฟก็เหมือนกับค่อยๆพุ่งจนถึงจุดสูงสูด จากนั้นก็ค่อยๆตกลงในสัดส่วนเดียวกัน หรือคล้ายกับแท่งปิรามิด

ถามว่า เสียงดังไม้..ก็ตอบว่าได้ยินเสียงล้อเสียดสีที่ดังพอสมควร ขณะที่รถวิ่งก็ไม่ได้ราบรื่นเหมือนวิ่งอยู่บนปุยนุ่น ยังรู้สึกโอนเอนบ้างเล็กน้อย

คิดแบบวิตกกังวล หากรถไฟตกราง ชนสิ่งกีดขวาง หรือเกิดอุบัติเหตุจะเป็นอย่างไร เข็มขัดนิรภัยก็ไม่มี

ตอบได้คำเดียวว่า "ตาย...ไม่รอดแน่ "





สำหรับรถไฟความเร็วสูงขบวนนี้ถือว่าเป็นขบวนต้นแบบที่จีนนำมาทดลองวิ่งเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2551 ก่อนที่จะนำมาให้บริการในประเทศตามเส้นทางต่างๆ คิดว่าขณะนี้(พย.57)น่าจะเปิดบริการไปแล้วหลายสาย ส่วนคนไทยที่หวังจะให้ประเทศไทยมีรถไฟแบบนี้ก็คงต้องรอชาติหน้า(หรือชาติโน้น) เนื่องจากมีมารมาขัดขวางโครงการนี้จนตกกระป๋องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มารผจญที่ว่าก็คือศาลรัฐธรรมนูญกับพรรคประชาธิปัตย์  

สาเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาเกี่ยวข้องก็เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านหรือพรรคประชาธิปัตย์ได้ชงเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เมื่อศาลฯรับคดีมาขึ้นเขียง คณะเปาบุ้นจิ้นจึงคว้ามีดมาฟันฉับด้วยความถนัด จนพรบ.กู้เงิน 2.2 ล้านๆ ตายคาเขียงเป็นที่เรียบร้อย

เรื่องนี้ไม่ต่างกับสุภาษิตไทยที่ว่า เตะหมูเข้าปากหมา หรือรุมกินโต๊ะอย่างเป็นเอกฉันฑ์

ขณะเดียวกันศาลท่านยังเสนอไอเดียกระฉูดให้กับรัฐมนตรีคมนาคมได้แก่นาย ชัชชาติสิทธิพันธุ์ ในชุดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยบอก "ให้ไปทำถนนลูกรังให้หมดก่อน" แล้วจึงค่อยสะเออะมาคิดสร้างรถไฟความเร็วสูง

ปรากฏว่าคำพูดที่ออกมาจากปากของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ กลายเป็นที่วิพากวิจารณ์ชนิดมันส์ปาก ทั้งโซเชี่ยลมีเดียและสื่อออนไลน์ ต่างรุมยำเละ หากพูดภาษาชาวบ้านก็ต้องใช้คำว่า"โดนสังคมรุมกระทืบจนน่วม"

เรื่องนี้ถือว่าเป็นกรรมของคนไทยที่มีคนหลังเขามานั่งตัดสินคดีความสำคัญๆ ที่เป็นประโยชน์ต่ออนาคตของประเทศ
คลิปนี้ดูกี่ครั้งก็มีความรู้สึกเหมือนฟัง "คนโง่คุยกับคนฉลาด"



คนพวกนี้ไม่ต่างกับพวกล้าหลัง ไม่รู้ว่าบ้านอื่นเมืองอื่นเค้าพัฒนาไปถึงไหน และไม่รู้ว่าประเทศไทยกำลังจะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซี่ยนหรือ AEC ในอีกไม่ช้า

หลายคนโดยเฉพาะนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามมีความพยายามที่จะล้มโครงการนี้ให้ได้โดยอ้างว่าใช้เงินลงทุนมาก ต้องกู้เงินจากต่างประเทศ สร้างแล้วจะทำให้คนไทยเป็นหนี้ไปอีก 50 ปี  ...เขาว่านะ

เรื่องนี้ต้องบอกว่า “แกล้งโง่กันมากกว่า“

เนื่องจากตอนที่พวกดีแต่พูดเป็นรัฐบาลก็กระดี้กระด้าไปเจรจากับประเทศจีน เพื่อเชิญชวนให้มาทำโครงการรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทย(ในสมัยที่ตนเป็นรัฐบาล) แต่พอตนเองเป็นฝ่ายค้าน เรื่องเดียวกันนี้กลับมาพูดตรงกันข้าม พลิกลิ้นชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า


พวกดีแต่พูดตอนเป็นรัฐบาลที่กระเหี้ยนกระหือรือให้เมืองไทยมีรถไฟความเร็วสูง แต่พอตนเองไม่ได้เป็นรัฐบาลกลับค้านหัวทิ่มฝา



และที่ว่าประเทศไทยไม่ควรกู้ต่างประเทศมาลงทุนนั้น ก็ยิ่งโง่หนักเข้าไปอีก เนื่องจากรัชกาลที่ 5 สมัยเมื่อสร้างทางรถไฟสายแรกจากกรุงเทพไปอยุธยา ก็กู้เงินจากต่างประเทศโดยออกเป็นพันธบัตรให้เจ้าหนี้ต่างชาติถือไว้ ใครที่บอกว่าไทยไม่ควรกู้  ก็หัดรู้ไว้ด้วยว่า ไทยเรากู้เงินจากต่างชาติมาลงทุนในระบบขนส่งมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 หรือเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว และโครงการใหญ่ๆที่ผ่านมาก็กู้เงินจากต่างประเทศทั้งนั้น

ในหลวงรัชกาลที่ 5 ท่านมองการณ์ไกลว่าจะต้องพัฒนาเรื่องการขนส่ง สยามประเทศจึงจะเจริญทัดเทียมนานาอาระยะประเทศ เมื่อเงินคงคลังไม่พอ จึงจำเป็นต้องกู้มาลงทุน

ส่วนการใช้หนี้จะเป็น 50 หรือ 100 ปีก็เป็นเรื่องปกติ เนื่องจากการลงทุนครั้งนี้มันสร้างรายได้ให้กับประเทศได้ในอนาคต รายได้ที่เข้ามาในแต่ละปีมันสามารถผ่อนชำระหนี้ได้ ไม่ต่างการกับกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องกู้เงินมาแก้วิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 สาเหตุที่ต้องกู้ก็เนื่องจากรายได้ของประเทศตามปกติในแต่ละปี รวมทั้งเงินคงคลังที่มีอยู่ในบัญชีมันไม่พอที่จะนำมาแก้วิกฤติได้ ซึ่งปัจจุบันเงินที่กู้มานั้นก็ใช้หนี้ IMF หมดไปเรียบร้อยแล้ว

นี่ก็เป็นตัวอย่างว่า การกู้เงินนั้นมันไม่ได้ทำให้ใครเป็นหนี้ มันเป็นกลไกตามปกติของระบบเศรษฐกิจ เพียงแต่ว่าใครมีกึ๋นในการมองการไกลมากกว่ากันเท่านั้นเอง มองแบบพวกงี่เง้าก็ไล่ให้ไปสร้างทางลูกรังให้เสร็จก่อน หรือมองแบบนักการเมืองที่ไม่มีกึ๋นก็อ้างว่าต้องกำหนดเป็นเงินงบประมาณประจำปี ซึ่งมองเห็นแล้วว่ามันไม่พอ ดังนั้นการออกเป็น พรบ.กู้เงินจึงเป็นทางออกสำหรับเรื่องนี้

สำหรับรถไฟความเร็วสูงของจีนที่เริ่มเปิดใช้ในหลายๆสายทั่วประเทศ ปัจจุบันกลายเป็นจุดขายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวไม่ต่างกับ“รถไฟชินคันเช็น” หรือรถไฟความเร็วสูงของญี่ปุ่น คนไทยไปเที่ยวจีนจึงอยากลองนั่ง จะได้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร  มันเร็ว หรือมันมีความสะดวกสบายแค่ไหน  แต่เชื่อว่าถ้าใครสัมผัสแล้วก็คงจะติดใจทุกคน โดยเฉพาะชั้น First Class ที่วิ่งระยะทางไกลๆ มันช่างสะดวกสบาย เหมือนอยู่ในสวรรค์วิมานแมนเลยจริงๆ

ใครอยากเห็นหรืออยากสัมผัสรถไฟความเร็วสูงของจนก็คงไม่ต้องไปเมื่อจีน เนื่องจากเรารวมภาพจากเว็บไซต์หลายๆแห่งมาให้ดู จะได้รู้ว่าจีนเค้าพัฒนาลำหน้าไปถึงไหน และอนาคต(ชาติหน้า) ก็คิดว่าคงมีโอกาสได้เห็นในเมืองไทย แต่ตอนนี้ก็คงต้องดมกลิ่นส้วมเหม็นๆจากรถไฟไทยไปพลางก่อน ถือว่าเป็นการอนุรักษ์ระบบขนส่งแบบโบราณที่หลายประเทศได้โล๊ะทิ้งไปหมดแล้ว แต่ถ้าหากใครมีความจำเป็นต้องขึ้นรถไฟไทย(โดยเฉพาะสุภาพสตรี) คงต้องเตรียมอาวุธไว้ให้พร้อม เนื่องจากคุณอาจถูกข่มขืนและถูกฆ่าบนรถไฟเป็นรายต่อไป  

สำหรับทริปเซี่ยงไฮ้ในวันสุดท้ายนี้ ขอเริ่มต้นจากโรงแรมที่พัก ที่เรามาถึงในเวลากลางคืน จึงมองไม่เห็นว่าสภาพเมืองที่เรามาพักนี้เป็นอย่างไร  รู้แต่ว่าเป็นย่านชานเมืองเซี่ยงไฮ้ที่ห่างจากตัวเมืองราว 20 กม. ถือว่าไกลทีเดียว แต่ก็ต้องยอมรับว่าหากมาพักในย่านกลางเมืองเซี่ยงไฮ้ก็คงจะหาที่พักในราคานักท่องเที่ยวนี้ไม่ได้ เนื่องจากเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองใหญ่ที่เศรษฐกิจโตเป็นอันดับ1 ของประเทศจีน คนจากต่างจังหวัดจึงหลั่งไหลกันมาหางานทำเนื่องจากรายได้ดีและมีอนาคต

ดังนั้นเรื่องโรงแรมที่พักรวมทั้งคอนโดจึงต้องขยับขยายออกไปอยู่นอกเมืองกันหมด แต่ขณะเดียวกันจีนก็สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในเรื่องระบบขนส่งมวลชนไว้รองรับ คนอาศัยอยู่ชานเมืองก็สามารถมาทำงานในเมืองได้สะดวกทั้งทางรถยนต์ รถเมล์ประจำทาง และรถไฟฟ้า ใครพักอยู่ไกลหรืออยู่ใกล้ก็ไม่มีปัญหา เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นที่คนต่างจังหวัดนั่งรถไฟความเร็วสูงมาทำงานในเมืองแบบไปเช้าเย็นกลับ

การวางแผนโครงการที่อยู่อาศัยของจีนต้องถือว่าทำแบบครบวงจร  

โครงการที่อยู่อาศัยของจีนน่าจะกล่าวได้ว่าทำได้ดีกว่า และมีอุปสรรคน้อยกว่าหลายๆประเทศเนื่องจากที่ดินทั้งประเทศเป็นของรัฐบาลหรือของประเทศ ส่วนประชาชนเป็นเพียงผู้เช่า จะทำสัญญาระยะสั้นหรือระยะยาวก็แล้วแต่พื้นที่ เช่นหากเป็นที่ดินเพื่อการเกษตรก็จะให้เป็นทรัพย์สินของบุคคลคล้ายเป็นที่ดินที่รัฐแบ่งปันให้ทำกิน  

ความรู้สึกระหว่างผู้เช่าของคนจีน กับคนไทยในฐานะเจ้าของโฉนดหรือเจ้าของที่นั้นต่างกัน

คนจีนเมื่อรัฐบาลต้องการที่ดินที่เราเช่าอยู่ไปทำอย่างอื่น เช่นสร้างถนนหนทาง สร้างเขตอุตสาหกรรม หรือสร้างอาคารพาณิชย์ รัฐบาลก็จะจ่ายค่าเวณคืนให้ไม่ต่างกับบ้านเรา ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องไปหาที่ดิน หรือหาที่อยู่ใหม่ให้กับผู้เช่า ซึ่งต่างกับคนไทยที่รู้สึกหวงแหนในที่ดินของตนเอง มักไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรกับที่ดินของเรา สู้รัฐบาลไม่ได้ก็จะรวมตัวประท้วง ซึ่งก็เห็นกันอยู่บ่อยๆ แต่เรื่องแบบเดียวกันนี้ในเมืองจีนก็มีปัญหา ถึงมีก็เป็นปัญหาเล็กน้อย ที่สุดแล้วก็ต้องยอมตามรัฐบาล

ช่วงวันสองวันนี้รัฐบาลคสช.โดย รมต.คมนาคม พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง จะรื้อฟื้นโครงการทางด่วนที่สร้างคร่อมถนนเกษตรนวมินทร์ และเป็นแผนการที่มีมานาน ขณะเดียวกันเหล่าบรรดาอาจารย์และนักศึกษา ม.เกษตร ก็มีข่าวว่าจะออกมาประท้วงเช่นกันหากมีสร้างจริง นี่คือตัวอย่างที่เมืองไทยเดินหน้าค่อนข้างลำบาก ต่างกับประเทศจีนที่ไม่มีปัญหา ซึ่งทำให้เห็นว่า "ไม่มีใครที่ยิ่งใหญ่ไปกว่ารัฐบาล"

ที่ดินเพื่อการเกษตร หรือที่ดินเพื่ออยู่อาศัยของจีนจะแบ่งแยกกันชัดเจนไม่ปะปนกัน และห้ามสร้างที่อยู่อาศัยบนที่ดินเพื่อการเกษตร หรือกรณีมีถนนตัดผ่านที่นาของเราก็ไม่สามารถเอาที่นามาปล่อยเช่า หรือสร้างอาคารร้านค้าให้อยู่ติดริมถนนได้ ใครไปเที่ยวต่างจังหวัดของจีนจึงไม่เห็นสิ่งรกราในระหว่างการเดินทาง คงเห็นแต่วิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ส่วนบ้านชาวไร่ชาวนาก็จะอยู่เป็นกลุ่มก้อนในหมู่บ้าน

ข้อสำคัญในเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินของจีน คือห้ามมีการซื้อขายหรือเปลี่ยนมือ

ที่ดิน ที่นา หากบรรพบุรุษตายไปก็จะตกเป็นของลูกหลานโดยปริยาย หากลูกหลานเปลี่ยนอาชีพเปลี่ยนที่อยู่ ที่ดินนั้นก็อาจตกเป็นของรัฐบาลเพื่อแบ่งให้คนอื่นเช่าต่อไป เรื่องนี้รัฐบาลจีนเค้ามีข้อมูลในแต่ละพื้นที่ว่าใครทำประโยชน์บนที่ดินมากน้อยแค่ไหน ปีนี้ทำนากี่ไร่ เค้าจะมีบัญชีการทำนาของเกษตรกรในทุกพื้นที่ 

ซึ่งไม่ต่างกับประเทศเราที่มีบัญชีรายชื่อของเกษตรกร แต่บ้านเราทำบัญชีเกษตรกรโดยมีวัตถุประสงค์ในการขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล เช่นปี 2557 รัฐบาลช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1000 บาท ก็จะอาศัยข้อมูลจากบัญชีเกษตรกรเหล่านี้ หรือกรณีที่รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือในเรื่องค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธ์ก็จะใช้ข้อมูลเหล่านี้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ก็ยังใช้เป็นหลักฐานในการขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตร หรือเก็บเป็นสถิติเพื่อประโยชน์ในการวางแผนของรัฐบาลด้วย

บัญชีเกษตรกรนี้มีประโยชน์หลายๆด้าน ชาวนาคนไหนไม่มาเข้าระบบนี้ก็จะถือว่าอยู่นอกทะเบียน และจะไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ  ตัวอย่างเช่นเกษตรกรที่ไปบุกรุกที่ดินของรัฐ หรือบุกรุกป่า หากผลผลิตไม่ดีราคาตกต่ำก็ไม่สามารถขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลได้ เพราะถือไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียน    

ที่ดินสำหรับที่อยู่อาศัยในประเทศจีน

คนจีนที่อยู่ในเมืองสามารถเช่าซื้อคอนโดกับรัฐบาลได้ โดยผ่านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่รับประมูลงานสร้างจากรัฐบาล

ธุรกิจเหล่านี้เข้ามาจัดการเริ่มตั้งแต่การรับจอง รวมไปถึงบริหารจัดการโครงการไปในระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นผู้อยู่อาศัยก็จะต้องรวมตัวเข้าไปจัดการหรือดูแลกันเอง ซึ่งคล้ายกับหมู่บ้านจัดสรรของไทยในอดีต แต่ปัจจุบันโครงการที่อยู่อาศัยใหญ่ในบ้านเราจะมีนิติบุคคลอาคารชุดเข้ามาบริหารจัดการกันแบบระยะยาว ดูแลกิจการแทนเจ้าของโครงการเดิม มีการเรียกเก็บเงินจากสมาชิกเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ

สำหรับประเทศจีนก็คล้ายๆกับเมืองไทย เพียงแต่ว่ารัฐบาลเข้ามามีบทบาทมากกว่า เช่นเป็นเจ้าของที่ดิน หรือเมื่อที่ดินแปลงไหนหมดสัญญาเช่า ก็จะให้เอกชนมาประมูลงานเพื่อสร้างอาคารชุดต่อไป ซึ่งต่างกับของไทยที่เจ้าของธุรกิจอสังหาฯต้องไปกว้านซื้อหาที่ดินมาสต๊อคไว้เพื่อนำมาพัฒนาในอนาคต  ซึ่งเป็นการลงทุนของเอกชนล้วนๆ ไม่มีการวางแผนหรือประสานงานกับหน่วยงานรัฐบาล

หากเป็นโครงการขนาดใหญ่ก็จะมีปัญหาตามมามากมาย เช่นปัญหาการจราจร สภาพแวดล้อม ไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่จะมารองรับ ฯลฯ ผิดกับประเทศจีนที่รัฐบาลเข้ามามีบทบาทต่อการสร้างที่อยู่อาศัยตั้งแต่แรก เนื่องจากกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นของรัฐบาล จึงสะดวกที่จะวางแผน และประสานกับหน่วยงานต่างๆ

เช่นหากเป็นการพัฒนาที่ดินแปลงใหญ่ๆ อาจเป็น 100 ไร่ 1000 ไร่ หรือมากกว่านั้น รัฐบาลยังสามารถสร้างถนนหนทาง วางระบบขนส่งมวลชน หรือแม้แตการ่สร้างรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน เพื่อรองรับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นในอนาคต 

บ้านเราโดยเฉพาะพื้นที่เขตกทม.และปริมณฑล พวกธุรกิจอสังหาฯจะคอยคิดตามข่าวสารของรัฐบาลว่าจะมีโครงการรถไฟฟ้าไปยังพื้นที่ไหน เขตไหน เมื่อรู้ล่วงหน้าก็จะไปกว้านซื้อที่ดินในย่านนั้น แบบนี้เป็นการทำแบบสะเปะสะปะ ทำให้ผังเมืองไม่มีระเบียบ ซึ่งต่างกับจีนที่รัฐบาลสร้างเมืองไปพร้อมๆกับให้มีระบบขนส่งมวลชนเข้าไปยังพื้นที่นั้นๆ เรียกว่าไปด้วยกัน หรือทำแบบครบวงจร

สรุปว่าโครงการขนาดใหญ่ของจีนที่มีจำนวนเป็นหมื่นเป็นแสนๆยูนิต ก็เท่ากับว่ารัฐบาลสร้างเมืองใหม่ขึ้นมาบนที่ดินผืนนั้น  อาจจัดโซนที่อยู่อาศัยออกเป็นหลายระดับราคา พร้อมกับสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล โรงพัก หรือแม้แต่สร้างศูนย์ราชการในเมืองนั้นๆได้

เมืองที่เป็นโปรเจคขนาดใหญ่หรือขนาดยักษ์ ได้ผ่านหูผ่านตามามากในช่วงที่ไปเที่ยวเมืองจีน แม้แต่เมืองสิบสองปันนาที่อยู่ตอนใต้ของจีน  ซึ่งเป็นเมืองที่ไม่ใหญ่โตนักเมื่อเที่ยวกับเมืองอื่นๆ แต่จีนก็ยังลงทุนกันอย่างมโหฬาร ใครไปเที่ยวสิบสองปันนาตอนนี้ก็อาจงุนงงว่าสร้างอะไรกันนักหนา

จีนเป็นประเทศที่มีการสร้างที่อยู่อาศัยทั่วทั้งประเทศ หมู่บ้านเก่าๆถูกรื้อทิ้งเพื่อพัฒนาให้เป็นเมืองใหม่ที่มีการวางแผนและจัดระเบียบไว้เป็นอย่างดี

ประเทศจีนมีประชากรพันกว่าล้านคนและกำลังเป็นประเทศที่กำลังเติบโต โครงการที่อยู่อาศัยจึงต้องใหญ่โตตามจำนวนประชากร บ้านเรามีโครงการที่อยู่อาศัยที่เป็นตึกสูงๆแค่ 3-4 แท่ง ก็นับว่าใหญ่โตแล้ว กว่าจะขายหมดก็หึดขึ้นคอ แต่ในเมืองจีนแต่ละเมืองเค้ามีตึกสูงๆแบบบ้านเราเป็นร้อยๆแท่ง และยังมีจองหมดในเวลาอันรวดเร็ว ถึงขนาดบางคนอาจจ่ายเงินใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่



และคำว่า “เมืองใหม่” ตามที่ร่ายยาวมาแต่ต้นปรากฏว่าได้มาเห็นหน้าตาในเช้าวันสุดท้ายที่อยู่เซี่ยงไฮ้ 

วันนั้นเมื่อเปิดหน้าต่างโรงแรมออกไปเพื่อจะถ่ายภาพข้างนอก ปรากฏว่ามีแต่อาคารที่อยู่อาศัยเต็มไปหมด มองออกไปไกลก็ยังเห็นเรียงรายกันเป็นตับ  ทุกตึกทุกอาคารรวมทั้งถนนหนทางมีความรู้สึกว่าพึ่งจะเนรมิตขึ้นมาไม่เกิน 5 ปี และเมื่อออกไปชะโงกดูทางฝั่งตรงข้ามของตึกก็ไม่ต่างกัน เรียกว่าเป็นเมืองใหม่ซิงๆแบบแกะกล่อง 

โรงแรมที่มาพักนี้ตั้งอยู่กลางเมืองใหม่ที่มีถนนสายใหม่เชื่อมกันอย่างเป็นระเบียบ ย่านนี้เท่าที่สังเกตส่วนใหญ่จะเป็นคนจีนรุ่นใหม่ หรือคนวัยทำงาน ที่มีสถานที่ทำงานอยู่ในตัวเมืองเซี่ยงไฮ้

ภาพที่เห็นในเช้าวันนี้ เรียกว่าเป็นแค่ตัวอย่างเมืองใหม่ของจีน คาดว่าพื้นที่เมืองใหม่ทั้งหมดน่าจะกินเนื้อที่ไปหลายตารางกิโลเมตร  เข้าใจว่าจีนน่าจะวัดพื้นที่โครงการใหญ่ๆลักษณะนี้โดยใช้หลักตารางกิโลเมตร แทนการวัดหรือนับกันเป็นไร่ๆแบบบ้านเรา

เมืองไทยมีประชากร 65 ล้านคน ส่วนจีน 1300 ล้านคน ห่างกันมากที่เดียว โครงการที่อยู่อาศัยของจีนจึงใหญ่มโหฬารกว่าประเทศใดในโลก และธนาคารที่ให้กู้เงินเพื่อที่อยู่อาศัยของจีน(คล้ายธนาคารอาคารสงเคราะห์ในบ้านเรา)ก็เป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่มูลค่าสินทรัพย์มหาศาล

จีนทำอะไรดูเหมือนจะง่ายไปหมด ที่สำคัญแทบจะไม่มีแรงต้านจากสังคม ข้อดีตรงนี้ก็น่าจะมาจากการที่เคยเป็นประเทศคอมมิวนิสต์มาก่อน  ผู้คนจึงมีความเกรงกลัว โดยเฉพาะการเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกว่า “อย่าหือเป็นอันขาด “ ตัวอย่างที่เกิดการประท้วงบนเกาะฮ่องกง คนทั่วโลก็คงเห็นแล้วว่าไม่ระแคะระคายกับรัฐบาลจีนแม้แต่น้อย

ที่สำคัญก็คือไม่มีการยอมรับเงื่อนไขใดๆจากกลุ่มผู้ประท้วง โฆษกรัฐบาลจีนออกแถลงการสั้นๆว่า "ทุกคนต้องทำตามกฏมาย" เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปตามระเบียบ

สุภาษิตจีนที่คนไทยรู้กันดีก็คือคำว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า แต่สุภาษิตจีนบอกว่าเหนือฟ้ายังมีรัฐบาล เป็นไง..ชัดไม๊ครับ

หันมามองประเทศไทยเรา บอกตรงๆว่าจะทำอะไรแต่ละเรื่องก็ดูเหมือนจะยากเย็นแสนเข็น ทั้งนี้ก็มาจากข้อกฎหมายเรื่องสิทธิชุมชน รัฐบาลจะมีโครงการอะไรที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ก็จะต้องสอบถามประชาชน ต้องทำประชามติ ต้องศึกษาผลกระทบต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อม  ทำไปทำมาชาตินี้ทั้งชาติคงไม่ต้องทำอะไร และนี้ยังไม่นับพวกกลุ่มต่อต้านต่างๆที่อยู่ตรงกันข้ามกับฝ่ายรัฐบาล ที่คอยจะก่อกวนป่วนรัฐบาลอยู่ทุกเรื่อง

กลุ่ม NGO หรือชาวบ้านบางกลุ่มก็ประท้วงกันแบบไร้สาระ ไม่ฟังคำชี้แจง เค้าเปิดเวทีระดมความคิดเห็น พี่แกก็เอาพวกมาปิดประตู โห่ฮาป่าเพื่อล้มเวทีความคิดเห็น ไล่ทุกคนให้อออกไปจากห้องประชุม พอคนออกมาก็เข้าไปทุบทำลายข้าวของ

นี่มันไม่ไช่การทำประชาพิจารณ์ แต่เป็นการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ไม่ต่างกับพวกนักเลง

กฎหมายนะเขียนไว้ดีที่ต้องศึกษาผลกระทบ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นจุดอ่อนและเป็นจุดดับให้กับโครงการดีๆอีกหลายๆโครงการที่ต้องเจออุปสรรคจนไม่สามารถทำอะไรต่อไปได้ 

เมืองไทยจะสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากน้ำ(เขื่อน) น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าส หรือพลังงานปรมานู เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ดูจะถูกต่อต้านทุกโครงการ โน่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่เอา

ครั้นจะซื้อไฟฟ้าจากลาว พวกกลุ่ม NGO ก็ไปยุให้คนลาวออกมาต่อต้าน ประท้วงไม่ให้สร้างเขื่อน อ้างทำลายป่าไม้ ระบบนิเวศน์มีผลกระทบ

วางท่อก๊าสจากพม่าผ่านป่าในจังหวัดกาญจนบุรี ก็ถูกต้อต้าน

สรุปว่าอนาคตประเทศไทยคงไม่ต้องใช้ไฟฟ้ามั้ง...

ต่างกับจีนนะครับ รัฐบาลจีนถือเป็นเด็ดขาด ไร้แรงต่อต้าน การพัฒนาประเทศจึงก้าวไกล บ้านเมืองเป็นระเบียบ ถนนหนทางเป็นเส้นตรง ไม่เคี้ยวคดหลบโน่นหลบนี่ ส่วนโรงไฟฟ้าก็เห็นแต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

พูดถึงเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่หลายคนกลัวว่าจะมีปัญหา ก็ขอเอารายชื่อประเทศต่างๆที่ใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระดับต้นๆของโลกมาให้ดูกันว่า บ้านอื่นเมืองอื่นเค้าก็สร้างกันทั้งนั้น เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายหรือมีต้นทุนต่ำกว่าโรงไฟฟ้าทุกชนิด


ข้อมูลปี 2548/ รวมทุกประเทศมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวน 443 โรง สำหรับประเทศที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 13 รายใหญ่ๆของโลกก็ตามตารางข้างล้างนี้ และขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านเช่น พม่า มาเลเซีย เวียดนาม เขมร กำลังมีโครงการก่อสร้างในอีกไม่ช้า บ้านเรามัวแต่วิตกจริต กลัวกันแบบไม่รู้เรื่อง อนาคตประเทศไทยอาจเป็นประเทศที่ต้องใช้ไฟฟ้าแพงที่สุดในภูมิภาคนี้ เนื่องจากเราต้องซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ทำให้มีต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการ รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น

หากโรงไฟ้านิวเคลียร์ไม่ดีจริง ประเทศต่างๆโดยเฉพาะประเทศที่เจริญแล้วคงไม่มีมากมายขนาดนี้ ที่กลัวกันว่าจะไม่มีความปลอดภัย บอกตรงๆมันก็เสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น แค่เดินออกจากบ้านมันก็เสี่ยงตาย เดินทางบนท้องถนนก็อาจเกิดอุบัติเหตุ ตายปีหนึ่งไม่รู้เท่าไหร่ ข้อมูลล่าสุดหรือปี 2556 ตายโหงหรือตายเนื่องจากอุบัติเหตุบนท้องถนนประมาณ 15,000 ราย

สรุปว่า 1 ปี ตายบนท้องถนนประมาณหนึ่งหมื่นห้าพันราย เป็นไง...ไม่กลัว แต่กลัวตายจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

บ้าอ๊ะเปล่า

       
ประเทศ
จำนวน
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์
1 สหรัฐอเมริกา 104
2 ฝรั่งเศส 59
3 ญี่ปุ่น 56
4 สหภาพรัสเซีย 31
5 อังกฤษ 23
6 เกาหลีใต้ 20
7 แคนาดา 18
8 เยอรมัน 17
9 อินเดีย 15
10 ยูเครน 15
11 สวีเดน 10
12 สเปน 9
13 จีน 9




 

โฟโต้ออนทัวร์
10 พฤศจิกายน 2557
 







     
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ