Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว      Home > Outbound Tour > Sipsongpanna  
1
2
3
4
5
6
7
8
9
      Home
เชียงของ
ห้วยทราย
เส้นทาง R3a
เชื่อม 3 ประเทศ
เมืองกาหลั่นป้า
หมู่บ้านไทลื้อ
สวนป่าม่านทิง
วัดพุทธป่าเจ
สวนปาดิบ
สวนป่านกยูง
สวนลิง
อดีตวังเก่า
บ่อหาน
ประตูสู่ลาว-ไทย
บ่อเต็น
ชายแดนลาว
ห้วยทราย
เชียงของ

 

ท่องต่างแดน >

 

ย้อนอดีตเมืองล้านนาของไทย Sipsongpanna (Jinghong)
เชียงรุ่ง เชียงรุ้ง (จิ่งหง ในภาษาจีน) หรือสิบสองปันนา อาจกล่าวได้ว่าเป็นเมืองคู่แฝดกับล้านนาของไทยที่มีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง ทุกคนที่ได้ไปเห็นต่างแปลกใจที่ภาษาไทลื้อ ก็คือภาษาคำเมืองที่ใช้กันในอดีต หรือจารึกอยู่ในคัมภีร์ใบลาน หรือแม้ภาษาพูดของชาวไทลื้อในปัจจุบัน ก็ยังพอสื่อสารกันเข้าใจ ชาวไทลื้อที่สิบสองปันนา ถือว่าเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมล้านนา ที่ยังรักษา และไม่ได้สูญหายไปเหมือนกับของไทย บางคนกล่าวว่า หากต้องการเห็นภาพในอดีตทางภาคเหนือของไทย ก็ต้องไปเที่ยวสิบสองปันนา ..ไปพูดคุยกับชาวไทลื้อ ไปทานอาหารเหนือ ไปดูสาวๆกางจ้อง และดูบ้านไม้หลังใหญ่ของชาวไทลื้อที่เห็นอยู่มากมาย

 
           
 
   














 



สิบสองปันนา ตอนที่ 2
(เดินทาง 15 -19 มีนาคม 2551)



หลังจากทุกอย่างพร้อม กระเป๋าสัมภาระมาครบ และพิธีการผ่านด่านลาวเรียบร้อย จากนั้นก็ออกเดินทางจากบ้านห้วยทรายไปตามถนนสาย R3a สู่ชายแดนจีนในระยะทาง 250 กิโลเมตร

ก็ต้องบอกว่าถนนสายใหมนี้เรี้ยมเร้ชนิดพึ่งแกะออกมาจากกล่อง ไกด์สาวชาวลาวบอกว่าสร้างเสร็จไม่กี่เดือนมานี้เอง ก่อนนั้นก็วิ่งกันฝุ่นตลบ เพราะเป็นถนนลูกรัง หากมาในช่วงหน้าฝนคงไม่ต้องบอกว่าจะเละไปด้วยโคลนขนาดไหน ถามคนที่เคยไปมาแล้วก็เล่าให้ฟังว่า ต้องเดินทางกันด้วยรถตู้ขับเคลื่อน 4 ล้อ กระเป๋าสัมภาระต้องคลุมด้วยถุงดำอีกชั้น บนหลังคารถที่วางกระเป๋าก็ต้องคลุมด้วยผ้าใบ ไม่ต่างกับท่องเที่ยวแบบ Adventure หรือแบบผจญภัย แต่ก็บอกว่าทิวทัศน์ช่วงหน้าฝนสวยงามที่สุด บางครั้งก็เห็นหมอกปกคลุมปิดทางข้างหน้าคล้ายกับมาเที่ยวในฤดูหนาว

ถนน R3a ที่เชื่อม 3 ประเทศระหว่าง ไทย-ลาว-จีน ขณะนี้สร้างเสร็จเฉพาะในเขตลาวที่เห็นนี้เท่านั้น ส่วนจีนยังสร้างไม่เสร็จ เพราะมีระยะทางที่ไกลมาก ราว 800 กิโลเมตรน่าจะได้ เมื่อเสร็จแล้วก็จะเป็นทางสายใหม่ที่ได้มาตรฐาน เทียบกับบ้านเราก็คล้ายกับถนนมอเตอร์เวย์ แต่มอเตอร์เวย์ในประเทศจีนสร้างได้สวยงามกว่าบ้านเรามาก มีเกาะกลางถนนที่กว้างขวางใหญ่โต และปลูกต้นไม้ดอกไม้ตลอดทั้งสาย

เรื่องถนนหนทางในประเทศจีนต้องยอมรับว่าเค้าทำได้ดีมาก ทุกเมืองเชื่อมต่อกันด้วยถนนที่ได้มาตรฐานเดียวกันหมดทั้งประเทศ คนไทยไปเที่ยวจีนอาจแปลกใจว่าจีนทำได้อย่างไร

คำตอบก็คือจีนมีเงิน และมีการวางแผนระยะยาวครับ...

จีนใช้เงินลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อสร้างทางด่วนพิเศษ โดยเฉพาะถนนที่จะไปเชื่อมต่อกับประเทศที่อยู่รอบๆชายแดนจีน โครงการถนนระหว่างประเทศในอินโดจีนที่มีชื่อว่า R3 จีนจึงเป็นโต้โผใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น R3a หรือ R3b ที่ผ่านพม่า จีนดึงชาติต่างๆเข้าร่วมโครงการ วัตถุประสงค์ก็เพื่อการขนส่งสินค้าระหว่างกันและเพื่อการท่องเที่ยวของประเทศในภูมิภาคอินโดจีน

เมื่อโครงการนี้เสร็จ ก็เห็นแต่จีนเท่านั้นที่รับประโยชน์กันเต็มๆ ทุกวันนี้สินค้าจากจีนไหลทะลักสู่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง ถึงขนาดที่รัฐบาลจีนยอมลงทุนสร้างโกดังใหญ่โตตามชายแดนเพื่อให้เอกชนเช่าในราคาถูกๆ เรียกว่าทุ่มสุดตัวเพื่อระบายสินค้า Made in China สู่อินโดจีน ส่วนประเทศต่างๆที่ร่วมโครงการหากเทียบกับจีนแล้วถือว่าได้ประโยชน์น้อยกว่าจีนอย่างเทียบกันไม่ได้

เมื่อถนนสายนี้สร้างเสร็จผลตามมาที่เห็นชัดๆขณะนี้ก็คือ นักท่องเที่ยวจากไทยหลั่งไหลไปเที่ยวเมืองเชียงรุ้ง สิบสองปันนาของจีน เป็นว่าเล่น ส่วนนักท่องเที่ยวจากจีนแทบไม่เห็นเลยว่าจะมาเที่ยวไทย ส่วนลาวนั้นเป็นแค่ทางผ่าน จนรัฐบาลลาวเริ่มเห็นว่าลาวควรจะได้ประโยชน์มากกว่านี้

ขณะนี้รัฐบาลลาวกำลังพิจารณาว่า ทำอย่างไรจึงจะดึงดูดนักท่องเที่ยวคนไทยให้อยู่ประเทศลาวได้นานๆ ไม่ไช่อาศัยเป็นแค่ทางผ่าน ทั้งจากเส้นทาง R3a และทางหลวง หมายเลข 9 สู่เมืองเว้ ประเทศเวียดนาม ที่นักท่องเที่ยวไทยได้แต่นั่งอยู่แต่ในรถ จะลงจากรถก็เฉพาะช่วงเข้าห้องน้ำหรือทานอาหารกลางวัน
ลงอีกทีก็ถึงชายแดนแล้ว เรียกว่าผ่านลาวประเดี๋ยวประด๋าว กระเป๋าตังค์แทบไม่ได้ควัก รัฐบาลลาวบอกว่าไม่ไหวแน่ ลาวเสียโอกาสไม่ไช่น้อย

เส้นทางสายนี้เรียกว่าผ่านเข้ามาในเขตชนบทขนานแท้ ฝูงวัวควายมีให้เห็นเป็นระยะๆ ขณะเดินอยู่บนถนนก็ปล่อยอุจจาระเรี่ยราด เป็นการฉลองถนนสายใหม่ หรืออาจไห้นักท่องเที่ยวคนไทยได้เห็นว่าข้าคืออธิบดีกรมทางหลวง หรือเจ้าพ่อถนนตัวจริง ถิ่นข้านะเฟ้ย..

นี่แหละชนบทลาว หากเปิดหน้าต่างรถก็คงได้กลิ่นโคลนสาบควาย หรือสาบขี้ควาย

เห็นฝูงวัวควาย ก็ต้องบอกว่าแถวนี้เป็นถิ่นคนลาว หากเห็นฝูงแพะก็ต้องบอกว่าเป็นถิ่นชนเผ่าหรือชาวเขา ที่มีหลากหลายชนเผ่า กระจัดกระจายอยู่ตามป่าเขา แต่ระยะหลังๆนี้เริ่มอพยพมาอาศัยอยู่ตามริมถนนกันมากขึ้น ส่วนใหญ่จะรวมกันเป็นกลุ่มก้อน หรือเป็นหมู่บ้าน การสร้างบ้านก็ทำแบบง่ายๆ โดยใช้ไม้ใผ่ทำเป็นฝาบ้าน ส่วนหลังคาจะมุงด้วยหญ้าคา แต่ปัจจุบันเริ่มสร้างบ้านด้วยไม้ที่ตัดออกมาจากป่ากันมากขึ้น

หลายคนอาจสงสัยว่า ก่อนนั้นทำไมไม่ใช้ไม้สร้างบ้าน คำตอบก็คือมีนายทุนจากจีนว่าจ้างให้ตัดไม้และเผ่าป่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่ปลูกยางพารา จึงได้ไม้มาสร้างบ้านแบบง่ายๆ และลักลอบขายกันถูกๆ โดยไม่ต้องกลัวว่าใครมามาจับ เพราะนายทุนจีนจ่ายใต้ใต๊ะบนโต๊ะ ให้เจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว อนาคตอาจเห็นป่าแถวนี้เต็มไปด้วยสวนยางพารา ชาวบ้านหรือชาวเขาที่เห็นตามหมู่บ้านรายทาง คงมีอาชีพกรีดยางพารา


หลวงน้ำทา

เราแวะที่นี่เพื่อทานอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารชื่อว่า เฮือนลาว และดูเหมือนว่าจะมีเพียงร้านเดียวที่นักท่องเที่ยวคนไทยต้องมาแวะ อาหารที่ร้านนี้เป็นแบบลาวปนไทย คือมีทั้งอาหารลาวและอาหารไทย คุณภาพของอาหารถือว่าใช้ได้ เห็นเกลี้ยงถ้วยเกลี้ยงชามกันทุกโต๊ะ

ออกจากหลวงน้ำทาก็มุ่งหน้าไปที่บ่อเต็นชายแดนลาว

ช่วงนี้อากาศเริ่มเปลี่ยน มีฝนตกปรอยๆเกือบตลอดทาง ท้องฟ้าเริ่มครึ้มฝน ต่างกับเส้นทางที่ผ่านมาอย่างหน้ามือเป็นหลังมือที่อากาศค่อนข้างร้อน บรรยากาศก็ดูแห้งแล้ง

เราเสียเวลาที่บ่อเต็นหรือชายแดนลาวไม่นานนัก เห็นไกด์ลงจากรถแล้วเดินเข้าไปในอาคารหลังเล็กๆที่ตั้งอยู่ริมทาง หรือ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ตม.) ของลาว โดยนักท่องเที่ยวไม่ต้องลงจากรถ จากนั้นก็เดินทางไปยังบ่อหาน อยู่ห่างจากที่นี่ราว 4 กม.

เมื่อรถมาถึงบ่อหาน ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆติดชายแดนจีน ร่างกายก็เริ่มรับรู้กับอากาศที่หนาวเย็น น่าแปลกตรงที่พอเข้าเขตจีนก็หนาวทันที ที่นี่
ทุกคนต้องลงจากรถเพื่อผ่าน ตม.แบบเรียงตัวทีละคน ไม่ต่างกับที่สนามบินสุวรรณภูมิ การทำงานของเจ้าหน้าที่รู้สึกว่าจะเคร่งครัดเอาการทีเดียว ไม่ปล่อยให้ผ่านไปได้ง่ายๆ ดูแล้วดูอีก ตรวจแล้วตรวจอีก แต่ทุกอย่างก็เรียบร้อย

บ่อหาน ด่านชายแดนจีน เป็นเมืองเล็กที่ทางการจีนกำลังพัฒนาให้เป็นเมืองเพื่อการท่องเที่ยวในอนาคต ตึกอาคารหลายแห่งพึ่งสร้างเสร็จ เรียกว่าพึ่งเนรมิตขึ้นมาพร้อมๆกับถนน R3a ที่เริ่มต้นจากเมืองนี้ และไปสิ้นสุดที่คุนหมิงอีกราว 800 กม.

เมืองบ่อหาน เราได้เห็นการพัฒนาท้องถิ่นของรัฐบาลจีน ที่ทำกันอย่างจริงจังมาก เรียกว่าเปลี่ยนโฉมจากเมืองชายแดนเล็กๆในอดีต ให้เป็นเมืองที่ทันสมัยในพริบตา ตึกอาคารพาณืชย์ถูกสร้างขึ้นมามากมาย ถนนหนทางกว้างขวาง สะอาด เรียบร้อย และสวยงามอีกต่างหาก เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตได้อย่างมีแบบมีแผน ไม่ไช่ปล่อยให้ความเจริญเติบโตไปก่อน แล้วสาธารณูปโภคค่อยตามไปทีหลัง การพัฒนาเมืองของจีนจึงวางแผนล่วงหน้าไปไกลถึง 5 ปี ใครมาเที่ยวจีนก็จะเห็นเองว่า ทุกอย่างเป็นการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

ทำไมจีนถึงทำได้ คำตอบก็คือ จีนมีเงิน และมีการวางแผนที่ดี (อีกแล้วครับท่าน)

อีกคำตอบหนึ่งก็คือที่ดินและทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลเป็นเจ้าของทั้งหมด ประชาชนจึงเป็นแต่เพียงผู้เช่าเท่านั้น อาจทำสัญญาเช่าระยะยาว 50 ปี หรือ 70 ปี คำว่าโฉนดที่ดินในประเทศจีนนี้จึงไม่มีการออกให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้ใด มีแต่กรรมสิทธิ์ในสัญญาเช่าเท่านั้น ไม่ต่างกับการเซ้งตึกหรืออาคารพาณิชย์ในบ้านเรา

อีกอย่างหนึ่งการสร้างอาคารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคอนโด หรืออาคารพาณิชย์รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดแบบ หรือผู้ออกแบบ แล้วให้เอกชนเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง วิธีการแบบนี้ต่างกับเมืองไทยค่อนข้างมาก ตึกอาคารในประเทศจีนจึงดูคล้ายๆกันหมด

ถามว่าทำไมรัฐบาลจีนจึงเป็นเจ้าของที่ดิน คำตอบก็คือเพราะเป็นรัฐบาลแบบสังคมนิยม(คอมมิวนิสต์ ) คำว่ารัฐบาล ในความหมายของคนจีนแล้วความหมายลึกล้ำมากกว่าที่หลายคนคิด

สุภาษิตจีนโบราณที่กล่าวว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า แต่มาถึงสมัยนี้คนจีนจะพูดว่า เหนือฟ้ายังมีรัฐบาล

คำว่ารัฐบาลในความหมายของคนจีน ไม่ต่างกับของสูง ของศักดิ์สิทธิ์ ลบหลู่ไม่ได้ ขัดขืนไม่ได้ ต้องเชื่อฟัง และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ห้ามติ ห้ามประท้วง หากไม่พอใจก็ต้องเก็บไว้ในใจเท่านั้น ห้ามแสดงออก

นักประชาธิปไตยได้ยินแล้วอาจเห็นว่า ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่จีนก็คงไม่สนใจ เพราะถือว่าเป็นความคิดของคนอื่น หากจีนนำระบอบประชาธิปไตยมาใช้อย่างสมบูร์แบบแล้วเช่นเดียวกับหลายๆประเทศแล้ว คนจีนบอกว่าบ้านเมืองคงเกิดกลียุคแน่

พืชผลราคาตกต่ำ เกษตรกรจะมาปิดถนน ประท้วงให้รัฐบาลรับซื้อ หรือรับประกันราคาเหมือนประเทศไทย แบบนี้หากเกิดขึ้นในจีนรับรองว่า รัฐบาลแก้ปัญหาแบบนิ่มๆ ธรรรมดา ก็คือจับเข้าคุกให้หมด ที่หนักหน่อยก็ติดคุกหัวโตเป็นเวลาหลายปี ระดับแกนนำอาจถูกศาลตัดสินประหารชีวิต ฐานทำให้บ้านเมืองเกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย และทำให้คนอื่นเดือดร้อน

เรื่องแบบนี้คนจีน และสื่อมวลชนจีนรู้ดีครับ ไม่มีใครกล้าแน่นอน

โหดไม๊...หลายคนบอกโหด แต่คนจีนบอกว่า จีนมีประชากรพันกว่าล้านคน มีอาณาเขตมหาศาล หากให้อิสระเสรีเหมือนเมืองไทยคงวุ่นวายทั้งประเทศ ดังนั้นความเด็ดขาด คือหนทางแห่งความสงบสุข และนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ ที่สำคัญที่สุดก็คือประชาชนยอมรับ เชื่อถือ และสนับสนุนในรัฐบาล

ถึงตรงนี้อาจมีผู้ตั้งคำถามว่า หากรัฐบาลไม่ดี คนในรัฐบาลโกงกินเหมือนบ้านเราละ คำตอบก็คือคนโกงนั้นมีแน่ แต่ ไม่หนักหนาถึงขนาดโกงชาติบ้านเมืองจนประเทศเสียหายวินาศสันตะโรเหมือนเมืองไทย จึงไม่ควรคิดระแวง หรือตั้งข้อสงสัยเหมือนกับรัฐบาลไทยในชุดที่ผ่านๆมา ที่อดีตนายกฯทักษิณ กำลังชดใช้กรรมอยู่ในขณะนี้

ไม่นานนี้เราคงได้ยินข่าวการลงโทษเจ้าของบริษัทผลิตนมที่ปนเปื้อนสารเมลลานิน

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิตเจ้าของบริษัท 2 คน จำคุกตลอดชีวิตอีก 2 คน และยังจำคุกผู้เกี่ยวข้องคนอื่นๆอีกเกือบ 20 คน โดยรับโทษไปคนละ 5–15 ปี ถือเป็นการตัดสินที่รวดเร็วทันควัน ขณะที่ข่าวนี้ยังไม่จางหายไปจากความทรงจำของผู้คน

เห็นข่าวนี้แล้วก็อยากให้ประเทศไทยเป็นแบบนี้บ้าง จะได้ประหารชีวิตทั้งโคตรของอดีตนายกฯหน้าเหลี่ยม ที่โกงชาติโกงแผ่นดิน จนต้องหลบหนีคดีไปกบดานอยู่ต่างประเทศ ไม่ต่างกับผีไม่มีหลุม หรือผีไม่มีป่าช้า คนเราทำชั่วคิดชั่วต่อแผ่นดินเกิดไว้มาก ชีวิตก็ต้องระหกระเหิน หนีกันแบบหัวซุกหัวซุน ป่านนี้จิตใจคงคุ้มคลั่ง อาจใกล้บ้าแล้วก็เป็นได้ รวยถึงขนาดนี้ก็หาความสุขไม่ได้ เวรกรรมจริงๆ..

ในทางพุทธศาสนาเรียกว่ากำลังตกนรก

ตกนรกคนเดียวนั้นไม่พอ
ยังลากคนในครอบครัวพลอยตกนรกตามกันไปด้วย เรียกว่าตกกันทั้งโคตร จะโทษใครก็ไม่ได้ ฟ้าดินได้ลงโทษอย่างสาสมแล้ว กรรมดี กรรมชัว เป็นเรื่องส่วนตัว ของใครของมัน ทำชั่วกันมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ผลกรรมก็เป็นแบบที่เห็น


เมืองล้า

จากบ่อหานด่านชายแดนจีน รถวิ่งไปตามเส้นทางสายเก่าสู่เมืองล้า(เมืองหล้า) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นสิบสองปันนา ระหว่างทางเห็นหมู่บ้านชาวไทลื้อเป็นระยะๆ ปลูกบ้านด้วยไม้หลังใหญ่และดูแข็งแรงมาก

ตอนนี้เริ่มละครับ เริ่มมีกลิ่นอายของคำว่าล้านนา

เห็นบ้านชาวไทลือ ก็ต้องบอกว่าไม่ต่างกับบ้านทางภาคเหนือของไทยในอดีต เมืองไทยอาจเห็นบ้านล้านนาแบบโบราณที่เหลือเพียงไม่กี่หลัง แต่ที่นี่ยังมีสภาพเป็นหมู่บ้านดั่งเดิม มีบ้านเก่าแก่นับร้อยๆหลัง หลังคาบ้านแต่ละหลังยังปูด้วยกระเบื้องดินเผาแผ่นเล็กๆ

เรามาถึงเมืองล้าในช่วงใกล้ค่ำ แต่ก็ยังเจียดเวลาออกไปถ่ายภาพ ขณะที่คนอื่นๆทานข้าวมื้อเย็นยังไม่เสร็จสิ้น เดินไปเดินมา เห็นพระสงฆ์รูปหนึ่งกำลังทานก๋วยเตี๋ยวกับโยมเพื่อนอีก 2 คน จึงเข้าไปขอถ่ายภาพ เห็นภาพสุดท้ายในชุดนี้ก็อย่าพึ่งงง พระสงฆ์ที่นี่เป็นแบบนี้ จะบอกว่าไม่ปฏิบัติตามพระวินัยก็อย่าพึ่งวิจารณ์ พระบ้านเราอาจทำตัวแย่กว่าพระที่นี่

พระตุ๊ด เฌรแต๋ว ที่เชียงใหม่ก็เห็นเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ เข้าร้านเสริมสวย เข้าซาลอน รวมทั้งเจ้าอาวาสวัดดังก็เป็นเกย์ แอบมั่วกับเด็กๆ หรือมีการซื้อบริการทางเพศ

เมื่อมีข่าวนี้ทีไรวงการสงฆ์บ้านเราก็มักแก้ตัว หาว่าสื่อชอบหากินกับข่าวทำนองนี้ แถมอ้างว่าพระดีๆมีมากมาย ส่วนที่เสียมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง แต่แหม..ขนาดเจ้าวาสวัดดังเป็นเกย์ แถมซื้อบริการทางเพศจากผู้ชาย ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว พระเณรในวัดจะไปร้องป่าวให้ใครฟัง ก็คงไม่มีใครเชื่อ เพราะวัดดัง ถือว่าเจ้าอาวาสมีอิทธิพลอยู่ในตัว ลูกศิษย์ลูกหาหรือคนใกล้ชิดก็ระดับใหญ่ๆโตๆ จึงได้แต่แอบซุบซิบหรือเป็นขี้ปากชาวบ้านที่ทนไม่ได้กับพฤติกรรม


ที่หยิบเรื่องนี้มาเขียนก็ไม่อยากให้มองว่าพระที่โน่นไม่รักษาศีล พระที่นี่ซิเคร่งกว่า พูดรวมๆก็ถือว่ามีดีมีแย่พอๆกันนั่นแหละ



เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์

16 พฤษภาคม 2552


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                      แผนที่ถนน R3a การเดินทางจาก อ.เชียงของ จ.เชียงราย ผ่านลาว สู่ บ่อเต็น ชายแดนลาว
(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย)







 
 
   
   
          copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ