Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว      Home > Outbound Tour > Sipsongpanna4  
1
2
3
4
5
6
7
8
9
      Home
เชียงของ
ห้วยทราย
เส้นทาง R3a
เชื่อม 3 ประเทศ
เมืองกาหลั่นป้า
หมู่บ้านไทลื้อ
สวนป่าม่านทิง
วัดพุทธป่าเจ
สวนปาดิบ
สวนป่านกยูง
สวนลิง
อดีตวังเก่า
บ่อหาน
ประตูสู่ลาว-ไทย
บ่อเต็น
ชายแดนลาว
ห้วยทราย
เชียงของ

 

ท่องต่างแดน >

 

ย้อนอดีตเมืองล้านนาของไทย Sipsongpanna (Jinghong)
เชียงรุ่ง เชียงรุ้ง (จิ่งหง ในภาษาจีน) หรือสิบสองปันนา อาจกล่าวได้ว่าเป็นเมืองคู่แฝดกับล้านนาของไทยที่มีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง ทุกคนที่ได้ไปเห็นต่างแปลกใจที่ภาษาไทลื้อ ก็คือภาษาคำเมืองที่ใช้กันในอดีต หรือจารึกอยู่ในคัมภีร์ใบลาน หรือแม้ภาษาพูดของชาวไทลื้อในปัจจุบัน ก็ยังพอสื่อสารกันเข้าใจ ชาวไทลื้อที่สิบสองปันนา ถือว่าเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมล้านนา ที่ยังรักษา และไม่ได้สูญหายไปเหมือนกับของไทย บางคนกล่าวว่า หากต้องการเห็นภาพในอดีตทางภาคเหนือของไทย ก็ต้องไปเที่ยวสิบสองปันนา ..ไปพูดคุยกับชาวไทลื้อ ไปทานอาหารเหนือ ไปดูสาวๆกางจ้อง และดูบ้านไม้หลังใหญ่ของชาวไทลื้อที่เห็นอยู่มากมาย

 
           
 
   














 



สิบสองปันนา ตอนที่ 4 สวนม่านทิง วัดป่าเจ
(เดินทาง 15 -19 มีนาคม 2551)



                                         สิบสองปันนาตอนที่แล้วได้พาไปชมหมู่บ้านของชาวไทลื้อที่มีอยู่หลายแห่งในเมืองกาหลั่นป้า ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งของเชียงรุ้ง(สิบสองปันนา) จะเห็นว่าบ้านแต่ละหลังสร้างกันใหญ่โตแข็งแรงมาก และมีอายุหลายสิบปี บางหลังก็อาจถึง 100 ปี

บ้านไทลื้อที่เห็นนี้เป็นเพียงบางส่วนที่ผ่านตาขณะนั่งรถผ่านไปเท่านั้นเอง ยังมีหมู่บ้านไทลื้ออีกหลายแห่งที่ผู้คนยังใช้ชีวิตแบบดั่งเดิม และเป็นแบบดั่งเดิมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก คิดแล้วก็น่าแปลกและชวนให้สงสัยว่า ทำไมชาวไทลื้อที่นี่จึงยังรักษาวัฒนธรรมกันอย่างเหนียวแน่น หากเปรียบเทียบกับภาคเหนือของไทยแล้วจะเห็นว่าหลายสิ่งหลายอย่างมันกลายเป็นอดีต หรือเป็นประวัติศาสตร์กันไปตั้งนานแล้ว

มาเที่ยวเมืองเชียงรุ้งหรือสิบสองปันนาครังนี้ มีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารพื้นเมืองแท้ๆของไทลื้อ อาจเรียกว่าเป็นต้นฉบับของอาหารพื้นเมืองเหนือในบ้านเรา ที่เข้าใจว่าปัจจุบันทั้งรสชาติและวิธีการปรุงคงแตกต่างไปจากอดีตค่อนข้างมาก ตัวอย่างเช่น หน่อไม้ดอง ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านของคนไทยทางภาคเหนือและภาคอีสานที่นิยมรับประทานกัน หากมาที่เชียงรุ้งและมีโอกาสได้ลองแล้วอาจบอกว่า ไม่เคยทานหน่อไม้ดองที่มีรสชาติดีๆเช่นนี้มาก่อน

หน่อไม้ดองที่นี่ออกรสเปรี้ยวไม่มากนัก เรียกว่าเปรี้ยวแบบอ่อนๆ เมื่อนำมาแกง หรือนำมาทำอาหารชนิดต่างๆ จะมีความอร่อยกว่าอาหารหน่อไม้ดองทางภาคเหนือและภาคอีสานบ้านเรามาก ขนาดคนเมิองพะเยาที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน ทานแล้วก็ติดอกติดใจใหญ่

อาหารไทลื้ออีกอย่างที่ความแตกต่างจากภาคเหนือบ้านเฮา ก็คือน้ำพริกน้ำปู หรือน้ำปู๋ ในภาษาเหนือ ไกด์สาวเราที่เป็นชาวไทลื้อ บอกวิธีการทำว่า ใช้วิธีคั่วแห้ง คือนำพริกหอมกระเทียมที่เผาแล้วมาตำ จากนั้นนำไปผัดคั่วในหม้อหรือกะทะกับน้ำปู(สีดำ)โดยไม่ใช้น้ำมัน ผัดจนแห้งและมีกลิ่นหอม วิธีการทำแบบนี้ต่างจากภาคเหนือบ้านเรา ที่นำทุกอย่างมาตำลงในครก น้ำพริกจึงดูออกเหลวๆ

มาเที่ยวเมืองไทลื้อแล้วทำให้นึกถึงภาคเหนือ หรือล้านนาไทยที่มีบางอย่างคล้ายกับที่นี่มาก โดยเฉพาะวัดในพุทธศาสนาของชาวไทลื้อ ที่ดูไม่ต่างกับวัดทางเมืองล้านนา และเท่าที่ทราบมา วัดหลายแห่งทางภาคเหนือของไทยได้นำเอาศิลปะแบบไทลื้อไปสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร กลายเป็นศิลปะแบบผสมผสานระหว่างศิลปะล้านนาไทย กับศิลปะแบบไทลื้อในสิบสองปันนา

สำหรับสิบสองปันนาในตอนที่ 4 นี้ จะพาไปชมสถานที่สำคัญที่อยู่ในโปรแกรมการเดินทาง ได้แก่สวนม่านทิง (Manting) ซึ่งเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 400 ไร่ ภายในร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่และสวนหย่อมที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม

สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้คนในสิบสองปันนา ซึ่งรัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนค่อนข้างมาก หลายเมืองหรือเกือบทุกเมืองทางการจีนจะจัดสถานที่ ซึ่งปกติแล้วจะใช้มุมหนึงของสวนสาธารณะ จัดให้เป็นมุมกิจกรรมบันเทิง หรือมุมสันทนาการของประชาชน โดยรัฐบาลสนับสนุนให้คนในเมืองนั้นๆมาร่วมทำกิจกรรมต่างๆตามความสมัครใจ

สวนลุมพินีในบ้านเราอาจเป็นตัวอย่างที่พอจะเปรียบเทียบได้ ช่วงตอนเย็นๆ หรือวันหยุด จะเห็นชาวจีนมาออกกำลังกาย และทำกิจกรรมร่วมกันหลายๆอย่าง มีตั้งแต่ออกกำลังกาย รำมวยไท้เก็ก ลีลาศ ร้องเพลง หรือการแสดงดนตรีต่างๆ ใครอยากร่วมกิจกรรมใดก็เข้าไปร่วมได้เลย แต่ในประเทศจีนจะมีกิจกรรมของประชาชนกันตลอดทั้งวัน
คนแก่คนเฒ่าที่อยู่บ้านก็มาร่วมสังคมที่นี่ได้อย่างไม่เหงา บางรายก็มาถ่ายทอดความรู้ให้กับคนรุ่นหลังๆ

สิ่งเหล่านี้รัฐบาลจีนให้ความสนับสนุนเป็นอย่างมาก บางแห่งก็อาจมีโต๊ะหรือมุมให้เล่นไพ่เพื่อความบันเทิง

ประเทศจีนถือว่าการเล่นไพ่เป็นการพักผ่อนหย่อนใจอย่างหนึ่ง แต่มีกฏว่าห้ามเล่นการพนัน หมายถึงว่าห้ามกินเงิน กินทองกัน หากใครเล่นกินเงินมีได้มีเสีย หรือวางเงินบนโต๊ะ ถือว่าเข้าข่ายการพนัน มีโทษตามกฎหมาย

ประเทศจีนมีประชากรพันกว่าล้านคน มีพื้นที่อาณาเขตกว้างขวางใหญ่โตมาก แต่เชื่อหรือไม่ว่า ไม่มีบ่อนกาสิโนแม้แต่แห่งเดียว ในประเทศนี้ ใครไปเที่ยวจีน ไม่ว่าจะเป็นเมืองไหน หรือมณฑลไหน อาจพบเห็นผู้คนนั่งเล่นไพ่ตามร้านอาหาร หน้าบ้าน ริมถนน หรือตามที่ต่างๆกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สิ่งเหล่านี้ถือว่าไม่ผิดกฎหมาย คนจีนถือว่าเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ ไม่ต่างกับการเล่นหมากรุก หมากฮอส ในบ้านเรา

ผิดกับเมืองไทยที่ห้ามเล่นไพ่ในที่สาธารณะโดยเด็ดขาด แต่เล่นในบ้านเพื่อความสนุกสนานบันเทิงได้ ใครไปเที่ยวประเทศจีนหากเห็นคนเล่นไพ่ตามที่ต่างๆก็อย่าได้เข้าใจว่าจีนไม่ห้ามเล่นการพนัน คนจีนถือว่าการเล่นไพ่เป็นการฝึกฝนทักษะเพื่อการค้าอย่างหนึ่ง

แล้วคนจีนที่อยากเล่นการพนัน จะหาทางออกอย่างไร และจะไปเล่นพนันตามบ่อนที่ไหน

ตอบได้ว่า เกาะมาเก้า ครับ

มาเก้าเป็นส่วนหนึ่งของจีน แต่อยู่ทางตอนใต้ มีแม่น้ำกั้นระหว่างแผ่นดินใหญ่ มาเก้าเป็นเขตปกครองตนเองที่มีกฎหมายเฉพาะ อาจเรียกว่าเป็นประเทศย่อยๆของจีนก็น่าจะได้ การเข้าออกระหว่างชาวจีนแผ่นดินใหญ่ และเกาะมาเก้า ต้องทำบัตรผ่านแดน เพราะถือว่าเป็นคนละประเทศ เพียงแต่ว่าสามารถพูดจาด้วยภาษาจีนกลางเหมือนกันเท่านั้นเอง

ทั้งฮ่องกง และ มาเก้า เป็นประเทศที่อยู่ในความดูแลของจีน ส่วนประเทศธิเบตนั้นจีนถือว่าเป็นเขตปกครองตนเองของจีนเช่นเดียวกับ ฮ่องกง และมาเก้า แต่ผู้นำธิเบต (หรือองค์ดาไลลามะ ) และประชาชนธิเบต เรียกร้องให้ธิเบตเป็นอิสระที่ไม่ขึ้นกับจีน

ปัจจุบันทั้งสองประเทศก็ยังมีปัญหาเรื่องสิทธิเหนือดินแดนของตนเอง ทุกวันนี้ธิเบตยังเรียกร้องให้ชาวโลกเห็นว่า ธิเบตเป็นอิสระที่ไม่ขึ้นกับจีน ส่วนจีนก็พยายามไห้ประเทศต่างๆทั่วโลกไม่ให้การรับรองธิเบตขึ้นเป็นประเทศเช่นเดียวกัน ปัญหานี้ไม่ต่างกับประเทศใต้หวันที่จีนไม่ยอมให้ใต้หวันเป็นอิสระ และแยกตัวออกมาจากจีน

การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ผ่านมา หากยังจำกันได้ ใต้หวันต้องยอมใช้คำว่า Chinese Taipei ในการแข่งขัน เพราะจีนไม่ยอมให้ใช้คำว่า Taiwan ในกีฬาโอลิมปิคที่จีนเป็นเจ้าภาพ

เรื่องธิเบตถือเป็นหนังประวัติศาสตร์เรื่องยาวอีกเรื่องหนึ่งคู่กับตำนานประเทศจีน แต่หากเราดูจากแผนที่ประเทศจีนทุกฉบับ จะเห็นว่า จีนได้รวมเอาดินแดนธิเบตไว้เป็นส่วนหนึ่งของจีนไปแล้ว

กลับมาที่เชียงรุ้งหรือสิบสองปันนา ที่กล่าวว่ารัฐบาลส่งเสริมให้มีแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งหลายๆเมืองที่มีโอกาสไปเห็นมา ปรากฏว่าผู้คนของเมืองนั้นให้ความสนใจกันมาก แต่ที่เมืองเชียงรุ้งอาจแปลกว่าที่อื่น ที่รัฐบาลจัดให้มีกีฬาชนไก่ด้วย วันนั้นไปด้อมๆมองๆตรงริมรั้ว เห็นบ่อนไก่เป็นอาคารแบบเปิดโล่งขนาดใหญ่ มีผู้คนหลายร้อยคนนั่งชมอยู่บนอัฒจรรย์ ส่งเสียงเชียร์ดังลั่นไม่ต่างกับเวทีมวยราชดำเนิน

ออกจากสนามชนไก่ก็มาเข้าห้องน้ำของสวนม่านทิง ที่ถือว่าทันสมัยที่สุดเท่าที่มีโอกาสได้เห็นมาจากการท่องเที่ยวในครั้งนี้ ไกด์สาวเราบอกว่าเป็นห้องน้ำระดับ 5 ดาว ที่พึ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ คนไทยเมื่อได้ยินเข้าก็ตื่นเต้นกันใหญ่ ต่างก็เข้าไปฉลองส้วมใหม่โถใหม่กันทุกคน เพราะตั้งแต่มาเที่ยวสิบสองปันนา ก็มีเรื่องห้องน้ำ หรือเรื่องส้วมนี่แหละที่คนไทยบางคนดูจะทำใจกันยากสักหน่อย ห้องน้ำที่อยู่นอกเมืองแต่ละแห่งล้วนเป็นปัญหาสำหรับคนไทยด้วยกันทั้งนั้น

สำหรับผมแล้วไม่มีปัญหาครับ เพราะฟังมามากในเรื่องนี้ ดังนั้นการมาเที่ยวสิบสองปันนา ซึ่งถือว่าเป็นจังหวัดเล็กๆ จึงเตรียมตัวเตรียมใจมาตั้งแต่แรก ขณะเดียวกันก็เตรียมจมูกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย และพร้อมที่จะรับกลิ่นต่างๆได้อย่างมั่นอกมั่นใจมากขึ้น เรียกว่า สู้ตาย สู้ สู้.. ว่างั้นเถอะ

อะไรๆก็เตรียมมาแล้ว แต่เมื่อเจอเข้ากับตนเองอย่างจัง ก็ตั้งรับกันแทบไม่ทัน เพราะภาพมันติดตาจนแทบทานข้าวมื้อนั้นไม่ลง โดยเฉพาะเมนูผัดเผ็ดนกสับที่มีชื่อของที่นี่ น่าเสียดายที่ทานได้ไม่มากนัก

เรื่องของเรื่องก็คือว่า...ที่เมืองกาหลั่นป้า ในมื้อเที่ยงหลังเดินทางมาจากเมืองหล้าในตอนเช้า รถก็พามายังภัตตาคารที่ตั้งอยู่นอกเมือง ซึ่งแถวนี้เต็มไปด้วยสวนผลไม้สลับกับสวนยางพารา พอรถเลี้ยวเข้าไปในลานจอดก็เห็นรถบัสของนักท่องเที่ยวจีนจอดอยู่ 2-3 คัน ร้านอาหารที่นี่เป็นแบบชั้นเดียว แบ่งเป็นห้องเล็กๆหลายห้อง และดูเหมือนพึ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ มีห้องน้ำเป็นอาคารเล็กๆแยกออกมาต่างหาก สภาพเหมือนใหม่แบบแกะกล่อง จนหลงดีใจว่าน่าจะทันสมัยกว่าที่อื่น

ดังนั้นจึงคิดว่าจะเข้าไปยิงกระต่ายเพื่อฉลองห้องน้ำใหม่ ก่อนที่เข้าไปทานอาหารเที่ยง ขณะที่คนไทยในคณะต่างก็ทะยอยเข้าไปในห้องอาหารกันหมดทุกคน

เมื่อเข้าไปในห้องน้ำก็ดูจะดี ไม่มีกลิ่นเหมือนที่อื่นๆ โถฉี่ผู้ชายแยกเป็นล็อคๆค่อนข้างจะมิดชิด แถมใช้สุขภันฑ์ที่ถือว่าใช้ได้ในระดับประเทศจีนในต่างจังหวัด ขณะยืนใช้บริการอยู่คนเดียวอย่างสบายอารมณ์ ก็เหลือบมองไปทางซ้ายฝั่งตรงกันข้าม ปรากฏว่าที่อุจจาระยังเป็นแบบโบราณ แบ่งเป็นล๊อคๆ ไม่มีประตู และยังเป็นร่องเป็นรางเช่นเดียวกับสมัยราชวงค์ถัง (ใช้ถังตักไปทำปุ๋ย)

แต่พอเหลือบไปทางขวาด้านทางออก

ปรากฏว่า...มีคนขับรถนักท่องเที่ยวชาวจีนคนหนึ่ง มันกำลังนั่งถ่ายแบบชนิดต่อหน้าต่อตา..

โอ้วแม่เจ้า อะไรของมันนี่ ต่างคนต่างสบตา แต่มันก็ไม่หลบหน้า มันกลับนั่งเช็ดก้นให้ผมดูอีกต่างหากโดยไม่ยอมละสายตาไปจากผม นึกในใจว่ามันหน้าด้าน และเยาะเย้ยคนไทยกันขนาดนี้เลยเชียวหรือ ประเทศจีนมีประวัติศาสตร์มายาวนานนับพันๆปี เรื่องการถ่ายอุจจาระมันน่าจะพัฒนาล้ำหน้ากว่าประเทศเกิดใหม่ หรือเกิดหลังจีน เช่น สยามประเทศเป็นต้น

แต่นี่อะไร เมื่อพันกว่าปีเป็นอย่างไร ปัจจุบันมันก็เป็นอยู่อย่างนั้น ...สงสัยว่า เติ้ง เสี่ยวผิง คิดผิดเป็นแน่แท้ ที่เปิดประเทศเร็วกว่ากำหนดอย่างแน่นอน หรืออาจเปิดประเทศโดยไม่ดูฤกษ์ดูยาม มันจึงปรากฏภาพที่อูดจาดนัยน์ตา ชนิดที่คนไทยคนหนึ่งไม่อาจจะรับได้ มันคงเป็นบาปเป็นกรรมที่ติดตา(ผม)ไปตลอดชาติ

ฟ้าดินไม่อายผมไม่ว่า แต่มันน่าจะอายผมบ้างนะ


ไอ้บ้า...เห็นภาพนั้นแล้วจะอ๊วก

ได้ผลครับ..มื้อนั้นผมทานข้าวไม่ลง (โดยเฉพาะผัดเผ็ด นก สับ) เจอกันแบบจะๆ เต็มสองลูกกะตา ใครทานข้าวลงก็เก่งเต็มทีแล้ว..

มาเที่ยวปีนี้ (มีค.51) ถือว่ายังดีนะครับ ได้ยินว่านักท่องเที่ยวในรุ่นบุกเบิกประเทศจีนเมื่อราว 10 ปีก่อน เมื่อกลับมาเมืองไทยแล้วแทนที่จะพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ(โดยเฉพาะบรรดาสุภาพสตรี) กลายเป็นว่า พูดแต่เรื่องห้องส้วม เรื่องการถ่ายอุจจาระ จนกลบสถานท่องเที่ยวต่างๆไปหมด เล่าไปก็หัวเราะและขำกลิ้งกันใหญ่ เห็นอาหมวยก้นขาวๆบ้าง ประตูส้วมสูงแต่เอวบ้าง หรือต้องใช้ร่มบังบ้าง ฯลฯ ทำเอาหลายคนไม่คิดจะไปเที่ยวประเทศจีน เพราะกลัวจะทานข้าวไม่ลง

สมัยนี้ (พศ.2552) ยังพอมีสภาพแบบนี้ให้เห็นบ้างในเมืองเล็กที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ส่วนเมืองใหญ่ได้พัฒนาไปพร้อมๆกับที่จีนเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก Beijing 2009 ใครไปเที่ยวจีนคงไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้กันนัก หากไปเจอที่ไหนเข้าก็ถือเสียว่า นั่นเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่รัฐบาลอนุรักษ์ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังๆ(รวมทั้งชาวต่างชาติ)ได้ศึกษา

เรื่องส้วมจีน Made in china ยังไม่จบนะครับ..ว่างๆจะมาเล่าในตอนต่อๆไป

สวนม่านทิง สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
โปรแกรมช่วงบ่ายๆเรามีนัดที่สวนสาธารณะม่านทิง(Manting) เมื่อชำระค่าธรรมเนียมแล้วก็เดินผ่านซุ้มประตูทางเข้าที่เป็นรูปทรงแบบไทลื้อหรือแบบทรงไทย จากนั้นจะเป็นลานโล่ง ตรงบริเวณนี้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับอนุสาวรีย์ โจว เอน ไหล อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของสาธารณะรัฐประชาชนจีน (ค.ศ.1954 – 1975 )

โจว เอน ไหล อยู่ในชุดพื้นเมืองของชาวไทลื้อ ในมือถือขันน้ำ สร้างเพื่อรำลึกถึงอดีตผู้นำจีน สมัยที่มาเยือนเมืองเชียงรุ้ง และร่วมเล่นน้ำสงกรานต์ กับชาวไทลื้อ สิบสองปันนา เมื่อปี พ.ศ. 2504 (ค.ศ.1961)

ก่อนที่จะเดินชมในสถานที่อื่นๆ ไกด์สาวของเราได้พาขึ้นไปยังชั้นสองของอาคารไม้ทรงไทลื้อ เพื่อชิมชาที่ขึ้นชื่อของสิบสองปันนา มีชื่อว่า ชาผู่เออร์ (Pu-erh) หรือชา
ปู่เอ้อ ซึ่งเป็นชาที่มีชื่อเสียงของมณฑลยูนนาน ต่างกับชาของเมืองอื่นๆที่ส่วนใหญ่จะเก็บใบชามาอบแห้ง

ชาผู่เออร์ จะเป็นชาหมัก แล้วอัดเป็นก้อน จากนั้นนำไปอบให้แห้ง จึงสามารถเก็บไว้ได้นานนับร้อยๆปีโดยไม่เสียรสชาติ ยิ่งเก็บไว้นาน ชาก็ยิ่งมีรสดี และมีราคาแพง ที่น่าแปลกก็คือว่าเก็บไว้นานๆจะไม่มีเชื้อรา ชาปู๋เอ้อเป็นชาที่มีราคาแพงมากจนอาจถึงกิโลกรัมละนับล้านบาท จากการประมูลชาของรัฐบาลเมื่อราว 2-3 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่ชาชนิดนี้มีราคาสูงสุด ผู้มีฐานะซื้อไปเก็บและเก็งกำไรกันมาก แต่ล่าสุดได้ยินว่า ฟองสบู่แตกแล้ว ทำให้ชาหมัก หรือชาตระกูลผู่เออร์ราคาตกลงมาก

คนขายชา(พูดไทยได้) บอกว่าชาที่เชียงรุ้งมีรสชาติดีเนื่องจากมีภูมิอากาศที่เหมาะสม ส่วนชาหมัก(อัดเป็นก้อน) สามารถชงโดยไม่ต้องล้างใบชาให้สะอาด แล้วเทน้ำทิ้งเหมือนชาทั่วไป


หลังชิมชากันหลากหลายชนิดแล้วก็นั่งรถไฟฟ้าชมสวนม่านทิง ผ่านสวนที่ดูร่มรื่น และไปสิ้นสุดที่ฟาร์มเลี้ยงนกยูง ที่มีจำนวนนับร้อยๆตัว นักท่องเที่ยวสามารถเดินผ่านประตูที่ใช้โซ่เหล็กทำเป็นม่านถึง 2 ชั้น เพื่อเข้าไปข้างใน นกยูงที่นี่เชื่องมากถึงขนาดเดินเข้าไปถ่ายภาพได้ในระยะใกล้ๆ ตัวไหนเชื่องมากจนจับต้องได้ เจ้าหน้าที่ก็จับมาเป็นนางแบบนายแบบให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพกันอย่างใกล้ชิด แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเป็นค่าบริการถ่ายภาพ และอัดออกมาเป็นภาพขยาย ขายในราคาไม่แพงนัก

จากฟาร์มนกยูงก็นั่งรถไฟฟ้าต่อไปยังวัดป่าเจที่อยู่ด้านหลังของสวนม่านทิง

เห็นวัดป่าเจก็อดที่จะนึกถึงบรรยากาศเมืองล้านนา หรือภาคเหนือบ้านเราไม่ได้ เพราะดูไม่ค่อยจะแตกต่างกันนัก ทั้งลวดลายและรูปทรงทางด้านสถาปัตยกรรม มีความรู้สึกเหมือนมาเที่ยวเมืองเก่าแห่งหนึ่งของภาคเหนือ

วัดป่าเจเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดของเมืองเชียงรุ้ง ในอดีตเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของมณฑลยูนนาน และเป็นสถานศึกษาของพระสงฆ์ ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ลักษณะของพระพุทธรูปคล้ายกับที่เคยเห็นตามวัดต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่

จากการสังเกตทางด้านสถาปัตยกรรมของวัดป่าเจ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป โบสถ์วิหาร หรือแม้กระทั้งซุ้มประตูวัด ดูคล้ายกับที่เคยเห็นตามวัดต่างๆในจังหวัดทางภาคเหนือมาก ทำให้คิดไปว่า ชาวล้านนาทางภาคเหนือของไทยที่อพยพมาจากเชียงรุ้งในสมัยอดีตนั้น เป็นการอพยพภายหลังจากพระพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในประเทศจีนแล้ว และจากการที่นับถือศาสนาเดียวกันก็ยิ่งทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างชนชาติทั้งสองประเทศนี้เกี่ยวดองกันเหมือนเครือญาติ

ภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัดของไทย ซึ่งอดีตเคยเป็นอาณาจักรล้านนา ประกอบไปด้วย เชียงราย พะเยา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน เชื่อว่า ก่อนที่จะมารวมเป็นประเทศเดียวกับสยามประเทศ ในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น มีภาษาเป็นของตนเอง ที่เรียกว่าตัวหนังสือ คำเมือง หรืออักขระล้านนา เช่นเดียวกับไทลื้อ สิบสองปันนา

แต่เนื่องจากได้รวมเป็นชาติเดียวกับสยามประเทศแล้ว คิดว่าเพื่อความเป็นปึกแผ่นของประเทศจึงได้กำหนดให้ใช้ภาษาไทย(ปัจจุบัน) เป็นแบบมาตรฐานทั่วประเทศ ส่วนภาษาคำเมืองที่เขียนและอ่านแบบเดียวกับภาษาดั่งเดิมนั้น ค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา ปัจจุบันคงน้อยคนนักที่จะเรียนรู้และเข้าใจกันอย่างแท้จริง คงพบเห็นแต่ในใบลานเก่าแก่ตามวัดต่างๆเท่านั้นเอง

ผิดกับที่สิบสองปันนา รัฐบาลไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยของจีน ซึ่งถือว่าเป็นประชาชนคนจีนเช่นเดียวกัน ภาษาดั่งเดิมของชาวไทลื้อ จึงยังใช้และสืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันเรายังเห็นภาษาไทลื้อปรากฏอยู่ตามสถานที่สำคัญๆ และอยู่คู่ไปกับภาษาจีนกลาง ซึ่งรัฐบาลจีนได้ตราเป็นกฏหมายสำหรับใช้ในเมืองเชียงรุ้ง และยังให้เกียรติถึงขนาดที่ ให้ภาษาไทลื้ออยู่เหนือตัวอักษรจีน

                     ภาษาไทลื้อ ปรากฏตามที่ต่างๆในเมืองเชียงรุ้ง ตามกฏหมายของจีน เป็นการอนุรักษ์ภาษาดั่งเดิมของชนกลุ่มน้อย

       




เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
5 กรกฏาคม 2552


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

  แผนที่มณฑลยูนนาน ประเทศจีน
(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย)




-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                      แผนที่ถนน R3a การเดินทางจาก อ.เชียงของ จ.เชียงราย ผ่านลาว สู่ บ่อเต็น ชายแดนลาว
(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย)





สิบสองปันนา มีชื่อเรียกหลายชื่อ
- สิบสองพันนา
- นครเมิงไต
- นครเมืองไทย (เรียกในสำเนียงไทยภาคกลางว่า )
- เชียงรุ้ง

สิบสองปันนา เป็นชื่อที่แบ่งตามเขตการปกครอง โดยยึดถือไร่นาจำนวน 12,000ไร่ ตรงกับสำเนียงไทยที่เรียกว่า สิบสองพันนา

คำว่า เชียงรุ่ง สันนิษฐานว่ามาจาก
มีตำนานเล่าว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมารุ่งเช้าที่นี้พอดี จึงเป็นที่มาของคำว่า เชียงรุ่ง แต่คนไทยออกเสียงเป็น เชียงรุ้ง

เชียงรุ้ง อาจหมายถึง เมืองของท้องฟ้าสีรุ้ง ก็ได้ ตามสำเนียงเรียกของคนไทยทั่วไป แต่คนที่นี่ยืนยันว่า ชื่อที่ถูกต้องแท้จริงคือ เชียงรุ่ง แปลว่า เมืองแห่งฟ้ารุ่งอรุณ ชาวไตลื้อเองออกเสียงว่า เจงฮุ่ง คนจีนหรือภาษาราชการเรียกว่า จิ่งหง (Jinghong)

สิบสองปันนา (Sipsongpanna) คนจีนออกเสียงว่า ซีสวงปันนา (Xishuangpanna)

นครเมิงไตของชาวไตลื้อและชนกลุ่มน้อย ตั้งอยู่ในภาคใต้สุดของมณฑลยูนนาน ในอดีตแบ่งเขตการปกครองเป็น 12 หัวเมืองใหญ่ โดยจัดแบ่งหัวเมืองใหญ่ 28 เมืองเป็น 12 เขตปกครอง จึงเรียกว่า สิบสองปันนา หรือ สิบสองพันนา

ตามเอกสารบันทึกใน พ.ศ. 2113 จัดแบ่งไว้ ดังนี้
1. เมืองเชียงรุ่ง เมืองยาง เมืองฮำ รวมเป็น 1 พันนา
2. เมืองแจ เมืองมาง (ฟากตะวันตก) เมืองเชียงลู เมืองออง เป็น 1 พันนา
3. เมืองลวง เป็น 1 พันนา
4. เมืองหน เมืองพาน เชียงลอ เป็น 1 พันนา
5. เมืองฮาย เชียงเจือง เป็น 1 พันนา
6. เมืองงาด เมืองขาง เมืองวัง เป็น 1 พันนา
7. เมืองหล้า เมืองบาน เป็น 1 พันนา
8. เมืองฮิง เมืองปาง เป็น 1 พันนา
9. เชียงเหนือ เมืองลา เป็น 1 พันนา
10. เมืองพง เมืองมาง (ฟากตะวันออก) เมืองหย่วน เป็น 1 พันนา
11. เมืองอูเหนือ เมืองอูใต้ เป็น 1 พันนา
12. เมืองเชียงทอง อีงู อีปาง เป็น 1 พันนา

ตามข้อมูลสำรวจประชากรเมื่อปี 2543
แคว้นสิบสองปันนามีประชากรทั้งสิ้น 993,397คน แต่เป็นชาวไตลื้อถึง 296,930 คน หรือหนึ่งในสาม นั่นคือ เป็นชาวไตลื้อส่วนหนึ่ง จีนฮั่นส่วนหนึ่ง และชนกลุ่มน้อยอื่นๆอีกส่วนหนึ่ง

บรรพบุรุษของไตลื้อสืบทอดมาตั้งแต่ยุคขุนเจือง
วีรบุรุษสองฝั่งโขง จวบจนถึงยุคปฏิวัติวัฒนธรรมในประเทศจีน มีกษัตริย์ปกครองรวมกัน 44 พระองค์ องค์สุดท้ายชื่อ เจ้าหม่อมคำลือ พระราชวังตั้งอยู่ที่เวียงผาคราง บนที่เนินเขาบริเวณริมฝั่งแม่น้ำล้านช้าง ซึ่งมีวัดวาอารามมากมาย ปัจจุบันถูกทุบทำลายเกือบหมด ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกครั้ง โดยมีภูเขาลิงเป็นเครื่องหมาย

แคว้นสิบสองปันนาเป็นเขตปกครองตนเองของชนชาติไต ( Xishuangbanna Dai Autonomous Prefecture) มีฐานะเทียบเท่าจังหวัดหนึ่งทางตอนใต้ของมณฑลยูนนาน ซึ่งมีเมืองคุนหมิงเป็นเมืองหลวง ได้รับสิทธิพิเศษให้เป็นเขตที่มีการปกครองตนเองของชนเผ่าไต โดยมีข้อบังคับว่า ผู้ว่าการ และรองผู้ว่าต้องเป็นชาวไตลื้อ

หัวเมืองต่างๆ แห่งแคว้นสิบสองปันนามีถึง 28 หัวเมืองใหญ่ และ 40 กว่าหัวเมืองย่อย สถานภาพในปัจจุบันจัดลดลงเป็นแค่ตำบลและหมู่บ้าน แคว้นสิบสองปันนาประกอบไปด้วยหนึ่งนครหลวงและสองอำเภอที่ว่าการ คือ นครหลวงเชียงรุ้ง ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางการปกครองของสิบสองปันนา เขตอำเภอเมืองฮาย (Meng Hai) มีเมืองเชี่ยนชานเป็นที่ว่าการ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกติดกับประเทศพม่า และเขตอำเภอเมืองล่า (Meng La) ซึ่งมีเมืองล่าเป็นที่ว่าการ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดต่อกับเขตแดนประเทศลาว

แคว้นสิบสองปันนาเป็นดินแดนแห่งนกยูง ชาวไตลื้อถือว่านกยูงเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภและความสุขความเจริญ ฉะนั้น จึงเป็นเมืองแห่งแม่น้ำป่าเขาลำเนาไพร โดยมีนกยูงเป็นสัญลักษณ์ ชาวไตลื้อนับถือพระพุทธศาสนาร้อยละ 90







 
 
   
   
          copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ