Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว      Home > Outbound Tour > Sipsongpanna4  
1
2
3
4
5
6
7
8
9
      Home
เชียงของ
ห้วยทราย
เส้นทาง R3a
เชื่อม 3 ประเทศ
เมืองกาหลั่นป้า
หมู่บ้านไทลื้อ
สวนป่าม่านทิง
วัดพุทธป่าเจ
สวนปาดิบ
สวนป่านกยูง
สวนลิง
อดีตวังเก่า
บ่อหาน
ประตูสู่ลาว-ไทย
บ่อเต็น
ชายแดนลาว
ห้วยทราย
เชียงของ

 

ท่องต่างแดน >

 

ย้อนอดีตเมืองล้านนาของไทย Sipsongpanna (Jinghong)
เชียงรุ่ง เชียงรุ้ง (จิ่งหง ในภาษาจีน) หรือสิบสองปันนา อาจกล่าวได้ว่าเป็นเมืองคู่แฝดกับล้านนาของไทยที่มีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง ทุกคนที่ได้ไปเห็นต่างแปลกใจที่ภาษาไทลื้อ ก็คือภาษาคำเมืองที่ใช้กันในอดีต หรือจารึกอยู่ในคัมภีร์ใบลาน หรือแม้ภาษาพูดของชาวไทลื้อในปัจจุบัน ก็ยังพอสื่อสารกันเข้าใจ ชาวไทลื้อที่สิบสองปันนา ถือว่าเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมล้านนา ที่ยังรักษา และไม่ได้สูญหายไปเหมือนกับของไทย บางคนกล่าวว่า หากต้องการเห็นภาพในอดีตทางภาคเหนือของไทย ก็ต้องไปเที่ยวสิบสองปันนา ..ไปพูดคุยกับชาวไทลื้อ ไปทานอาหารเหนือ ไปดูสาวๆกางจ้อง และดูบ้านไม้หลังใหญ่ของชาวไทลื้อที่เห็นอยู่มากมาย

 
           
 
   














 



สิบสองปันนา ตอนที่ 5 สวนป่าดิบ
(เดินทาง 15 -19 มีนาคม 2551)



                                สิบสองปันนา ได้ชื่อว่าเป็นเมืองของนกยูง ป่าไม้ในสิบสองปันนาจึงมีนกยูงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และมากที่สุดในประเทศจีน ในตอนที่แล้วหรือตอนที่ 4 ได้พาเที่ยวสวนป่าม่านทิง ที่นั่นก็มีฝูงนกยูงนับร้อยๆตัว สามารถเข้าไปสัมผัสจับต้องได้จนถึงในกรง

นักท่องเที่ยวที่มาเชียงรุ้ง หรือสิบสองปันนา อาจแปลกใจที่เห็นนกยูงค่อนข้างจะเชื่อง บางตัวยอมให้เข้ามาลูบ มาสัมผัส หรือถ่ายภาพได้อย่างใกล้ชิด โดยเสียเงินค่าธรรมเนียมบ้างเล็กน้อย

เมืองไทยเรามีเด็กๆแต่งชุดชาวเขามาบริการถ่ายภาพกับนักท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวทางภาคเหนือ แต่ที่เชียงรุ้งมีนกยูงที่มีขนสวยงามตามธรรมชาติ และบริการถ่ายภาพกับนักท่องเที่ยวเช่นกัน ที่อื่นอาจหานกยูงเชื่องๆได้ยาก แต่เชียงรุ้งมีให้เห็นเป็นเรื่องปกติ

นกยูงที่เห็นในภาพอาจทำให้มีคนสงสัยว่าเป็นนกยูงของปลอมหรือของจริง ผมเองครั้งแรกที่เห็นภาพถ่ายก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นของจริง นึกในใจว่ามันจะเชื่องขนาดนั้นเลยหรือ แถมยังประกบคนถ่ายภาพทั้งซ้ายและขวา

สำหรับเมืองสิบสองปันนา เป็นเมืองที่มีนกยูงมากกว่าเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะสวนป่าดิบที่อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปราว 10 กม. ที่นี่เป็นป่าที่ดูเป็นธรรมชาติ มีลำธารน้ำใสสะอาดไหลผ่าน มองเห็นฝูงเก้ง ฝูงกวาง ราว 7-8 ตัว นอนเอกเขนกอยู่ริมตลิ่ง

ไฮไลท์สำคัญของสวนป่าดิบจะมีขึ้นในเวลาประมาณ 10.00 น. โดยจะมีโปรแกรมพิเศษ และมีที่นี่เพียงแห่งเดียว คือการปล่อยฝูงนกยูงนับร้อยๆตัวออกมาจากป่า ให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันอย่างใกล้ชิด

เมื่อใกล้จะถึงเวลา บริเวณลานกว้างก็ยิ่งคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจำนวนหลายร้อยคน ทั้งคนจีน คนไทลื้อ นักท่องเที่ยวคนไทย(หลายกลุ่ม) รวมทั้งนักท่องเที่ยวจากชาติอื่นๆ

ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังเจ้าหน้าที่ 2-3 คน ที่กำลังโปรยเม็ดข้าวโพดลงบนสนามหญ้า ไม่นานก็เป่านกหวีดเรียกนก ปรากฏว่าไม่เกิน 1 นาที นกยูงทยอยโผบินออกมาจากป่าทีละตัวสองตัว จากนั้นก็ตามมาเป็นฝูงใหญ่ แล้วร่อนลงสนามหญ้า เพื่อจิกกินอาหารที่โปรยไว้

ลีลาการบินของนกยูงเหล่านี้เป็นภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แค่นกยูงธรรมดาๆ ในบ้านเราก็ยังหาดูได้ยาก แต่ที่นี่มีโอกาสเห็นฝูงนกยูงบินผ่านหน้าไปจำนวนนับร้อยๆตัว จึงเป็นเรื่องน่าตื่นตา

นกยูง เป็นนกที่มีขนาดใหญ่ หลายคนอาจคิดว่าคงบินไปได้ไม่ไกลนัก เพราะน้ำหนักตัวมาก แต่เมื่อมาเห็นที่เชียงรุ้งแล้วต้องบอกว่าไม่ต่างกับนกทั่วๆไป

นกยูงจะบินลงมาให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกราว 15 นาที จากนั้นก็จะบินเข้าป่า ในทิศทางเดียวกับตอนขามา หลายคนสงสัยว่า นกยูงเหล่านี้คงไม่ได้บินออกมาจากป่าเป็นแน่ แต่บินออกมาจากกรงที่อยู่บนเนินเขามากกว่า เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดกรง ก็จะบินลงมากินอาหารตามเสียงนกหวีด พอได้เวลา เจ้าหน้าที่จะเป่านกหวีดเรียกกลับรัง ทำเช่นนี้ทุกๆวันจนนกยูงจำได้

จะพูดว่าเป็นการแสดงก็อาจจะไช่ แต่เป็นการแสดงที่ค่อนข้างแนบเนียน เช่นเดียวกับช่วงเช้าๆที่เห็นเจ้าหน้าที่จุงหมีควายออกมาเดินเพ่นพ่านให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพและจับต้องตัว ก็ยังมีข้อสงสัยว่า หมีจริง หรือหมีปลอม บางคนก็บอกว่าหมีควายที่นี่เดินเหมือนคน แถมยังเดินแกว่งแขนด้วย ถึงแม้จะไม่เดินประเภทอกผายไหล่ผึ่ง แต่ท่าเดินก็ยังดีกว่ามนุษย์บางคนที่เดินแบบหลังโก่งหลังค่อม

จะเป็นหมีจริง หรือหมีปลอม ก็คงต้องมาพิสูจน์กันด้วยตัวเองที่สวนป่าดิบในเมืองเชียงรุ้ง แต่เชื่อว่าผู้คนที่นั่งชมเป็นร้อยๆคนนั้นน่าจะเข้าใจว่าเป็นหมีจริง

เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้คลายข้อสงสัย และเป็นหมีปลอมตามสายตาของผู้เชี่ยวชาญ ทางสวนสัตว์ ก็น่าจะเฉลยในตอนท้าย โดยเปิดเพลงของ ไมเคิล แจ๊กสัน ที่กำลังเป็นข่าวการเสียชีวิต แล้วให้หมีปลอมออกมาเต้น Moon Walk ในท่ากุมเป้า พร้อมกับกระดกก้น ก็คงจะเรียกเสียงฮาได้ไม่น้อย หรืออาจให้หมีสัก 2-3 ตัว ออกมาเต้น แร๊ป ในตอนท้าย เรียกว่าเป็นการปิดรายการแบบ แฮปปี้เอนดิ้ง

ศูนย์วัฒนธรรมชนเผ่าอีก้อ

สวนป่าดิบแห่งนี้นอกจากจะประกอบไปด้วยป่าไม้ และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์นานาชนิด ก็ยังเป็นศูนย์อนุรักษ์วัฒนธรรมของชนเผ่าอีก้อ หรือเผ่าอาข่า ( Akha) ภายในบริเวณมีบ้านของชนเผ่าอีก้อเพื่อจำลองสภาพชีวิตความเป็นอยู่ เครื่องใช้ และการแสดงทางวัฒนธรรม

ภายในบ้านของอีก้อ ประกอบไปด้วยห้องนอนห้องใหญ่ ห้องเล็ก ห้องครัว และเครื่องใช้ไม้สอยที่ใช้ในชีวิตประวัน ส่วนใหญ่จะเป็นภาชนะที่ทำมาจากดินเผา หรือทำมาจากไม้ หรือไม้ใผ่ เช่นเดียวกับเครื่องใช้ของชาวเขาเผ่าอื่นๆในประเทศไทย

บริเวณใต้ถุนเรือนจะมีการแสดง เช่นการเต้น และร้องเพลง พร้อมอธิบายถึงประเพณีต่างๆของชนเผ่า ในตอนท้ายก็มีการจำลองพิธีแต่งงาน โดยให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมกับพิธีแบบดั่งเดิม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าอีก้อโดยเฉพาะ

หลังจากสาวๆอีก้อ (อาข่า) ได้ร้อง และเต้น ให้นักท่องเที่ยวชมเสร็จแล้ว จากนั้นก็จะรีบเดินเข้ามาหากลุ่มผู้ชายที่นั่งชม เพื่อทำการคล้องห่วงเชือกที่มีอยู่ในมือของสาวๆทุกคน ถึงตอนนี้ผู้ชายต่างหลบกันใหญ่ รายที่หลบไม่พ้น (สาวๆกรูกันมามาก) ก็พยายามเอามือปัดป้อง ไม่ยอมให้สาวอีก้อคล้องห่วงเข้ากับศรีษะของตนเอง บางคนกลัวมากถึงขนาดต้องวิ่งหนี

แต่งงานกับสาวอีก้อ น่าจะลองดู แต่ทำไมถึงกลัวกันนัก... มีคำตอบครับ...

ก่อนที่นักท่องเที่ยวจะเข้ามายังสวนป่าดิบ ไกด์ได้บอกเตือนให้ทราบถึงพิธีการหาคู่ของหนุ่มสาวอีก้อ และให้ระวังสาวอีก้อจะเอาห่วงมาคล้องคอพวกผู้ชาย ซึ่งแสดงว่าสาวอีก้อคนนั้นหมายปองเรา อยากอยู่กินกับเรา หากเราปัดป้องหรือปฏิเสธ ก็แสดงว่ายังไม่ถูกใจเรา ในทางตรงข้ามหากชายใดยอมให้คล้องห่วงก็แสดงว่า ยอมตกลงปลงใจที่จะอยู่กินกับสาวคนนั้น

ซึ่งเผ่าอีก้อเรียกว่า ผิดผี และต้องจ่ายค่าผิดผีเป็นเงิน 100 หยวน หรือประมาณ 500 บาท
(ความจริงไม่น่าจะเรียกว่าผิดผี เพราะยังไม่ได้ถูกเนื้อต้องตัวแม้แต่นิดเดียว)

ในวันนั้นหากชายใดพลาดท่า ถูกสาวอีก้อคล้องห่วงได้ ก็จะต้องเข้าพิธีแต่งงาน (ดูน่าจะเข้าท่า) และพามายังบ้านหัวหน้าเผ่าที่อยู่ใกล้ๆกัน จากนั้นก็จะมีการทำพิธีเหมือนเป็นการสู่ขวัญ โดยมีอีก้อคนอื่นๆมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย

เสร็จพิธีนี้แล้วก็จะเป็นการส่งตัวเข้าห้องหอ ซึ่งในศูนย์อนุรักษ์วัฒนธรรมแห่งนี้ ก็มีบ้านหลังใหญ่ไว้รองรับพิธีส่งตัว ซึ่งน่าจะเรียกว่าเรือนหอ โดยจะแบ่งเป็นห้องๆ แต่ไม่มีฝาด้านหน้า (ตามแบบบ้านอีก้อที่ไม่มีฝาบ้านและประตู) แต่มีเตียงนอน มีที่นอนนุ่มๆปูด้วยผ้าสีแดง และมีหมอนด้วย (ดีจริงๆ)

นี่อธิบายสภาพห้องหอเท่าที่มองเห็นได้จากชั้นล่างเท่านั้น ยังไม่นับห้องหอชั้นบนที่ดูจะลับตากว่าชั้นล่าง

ก็ว่ากันเป็นตุเป็นตะ แต่เอาจริงๆแล้วจะทำได้แค่ไหน การส่งตัวถึงขนาดต้องหลับนอนกับสาวอีก้อบนเตียง เพื่อให้สมจริงหรือไม่

พูดแล้วเสียว..เอ้ยไม่ไช่ เดายากครับ...

เพราะจากสภาพการณ์แล้วไม่น่าจะถึงขั้นนั้น ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่จำลองพิธีแต่งงานของเผ่าอีก้อเท่านั้นเอง พิธีการอาจตัดตอนเพียงแค่ให้ทั้งคู่ นั่งบนเตียงเพื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึกแล้วปิดฉาก ก็อาจเป็นได้ เรียกว่าเอาแค่พอหอมปากหอมคอ

และนี่คือคำตอบว่าทำไมผู้ชายจึงไม่ยอมให้สาวอีก้อคล้องห่วงให้ บางคนถึงกับต้องวิ่งหนี สรุปว่า ไม่อยากเสียเงิน 500 บาท เท่านั้นเอง และในวันนั้น ทั้งจีนทั้งไทยต่างก็ปัดป้องกันพัลวัน แต่รู้สึกว่านักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งพลาดท่า ถูกสาวอีก้อช่วยกันจุงแขน และพามาบ้านของหัวหน้าเผ่า

แบบนี้เรียกว่า เสร็จ เสร็จเรียบร้อยโรงเรียนอีก้อ

ถามว่าหากโดนคล้องห่วงเชือก แล้วจะไม่ยอมเข้าพิธีได้หรือไม่ ตอบว่ายากครับ เพราะตอนนั้นจะถูกทั้งหนุ่ม-สาว อีก้อจะมารุมกินโต๊ะ จนดิ้นไม่หลุด ขณะที่หัวหน้าเผ่า (วัยหนุ่มๆ) นั่งกระดิกเท้ารอเหยื่ออยู่ที่บ้านพิธี

วันนั้นผมก็ต้องปัดป้องกันเต็มที่เพราะสาวๆกรูเข้าหาพร้อมๆกันหลายคน จะให้เข้าพิธีแต่งงานกันแบบหลอกๆ เห็นทีจะยาก แต่ถ้าเกิดจะทำพิธีจริงๆ เข้าหอจริงๆ กับสาวอีก้อหน้าตาน่ารักคนนั้นแล้วละก้อ 500 บาทก็คงไม่เสียดายอย่างแน่นอน อย่าว่าแต่ 500 เลยครับ มากกว่านั้นก็ยังยอมจ่าย เรียกว่ายอมผิดผีอย่างชนิดเต็มใจ

อีก้อเป็นชนเผ่าที่ชอบอาศัยอยู่บนยอดเขาสูง เขาลูกไหนสูงๆ ก็จะพบเห็นหมู่บ้านอีก้อ เมื่อชอบอยู่สูง อยู่ลึก ห่างไกลจากผู้คน แน่นอนว่าคงไม่อาบน้ำกันบ่อย เพราะต้องลงมาที่ลำธารกันถึงตีนดอย ชีวิตบนเขาสูงจึงต้องปรับตัวตามสภาพแวดล้อม คืออาบน้ำกันแค่ปีละ 3 ครั้ง เท่านั้นเป็นพอ ได้แก่ตอนเกิด วันขึ้นปีใหม่ และตอนแต่งงาน

ถามว่า อยู่กันได้ยังไง กลิ่นตัวไม่แรงหรือ นั่นนะซิครับ ผมอยากรู้เหมือนกัน

หรือว่าอีก้อกลิ่นตัวไม่แรง นึกขึ้นได้ว่าวันนั้นน่าจะลองดมเสื้อผ้าสาวอีก้อ(น่ารัก) คนนั้นว่า เป็นอย่างไรกันบ้าง มีกลิ่นหอมหรือกลิ่นตุตุ ...ไปคราวหน้าขอแก้ตัวครับท่าน..

ปัจจุบันชาวอีก้อคงจะอาบน้ำกันบ่อยขึ้น เพราะสาวอีก้อที่สวนป่าดิบแห่งนี้ล้วนผิวขาว เนียน และหน้าใสกันเกือบทุกคน

สาวอีก้อที่เห็นนี้จะเป็นอีก้อจริง หรืออีก้อปลอม ที่ถูกคัดเลือกให้เข้ามาทำงานในศูนย์วัฒนธรรมชาวเขาฯ ก็ไม่แน่ใจนัก แต่เข้าใจว่าไม่ไช่อีก้อตัวจริงแน่นอน เพราะช่วงว่างจากนักท่องเที่ยว เห็นสาวอีก้อหลายคน ปลีกวิเวก ออกไปหามุมสงบเพื่อโทรหาแฟนด้วยโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่

อีก้อ อาข่า หรือ ไอหนี่ ที่เห็นอยู่ทางภาคเหนือของไทย หรือในประเทศต่างๆก็มาจากเขตมณฑลยูนนานของประเทศจีนทั้งสิ้น ตามประวัติศาสตร์ของจีนบันทึกไว้ว่ามีมานับเป็นเวลานานถึง 1500 ปี แล้ว ดูแล้วน่าจะมีอายุพอๆกับชาวไต ที่มีศูนย์กลางอยู่ทางเมืองต้าลี่ของจีนในปัจจุบัน

ปัจจุบันชนเผ่าอีก้อในประเทศต่างๆมีจำนวนดังนี้
ประเทศจีน   ประมาณ 300,000 คน
ประเทศพม่า ประมาณ 180,000 คน
ประเทศลาว   ประมาณ 60,000 คน
ประเทศไทย  ประมาณ 50,000 คน

รวมทั้งสิ้นมีประมาณ 590,000 คน


ลานสาวกอด

ผมพึ่งรู้ความจริงมาไม่นานมานี้เองว่า ลานสาวกอดตามที่เข้าใจกันนั้น มีเฉพาะแต่เผ่าอีก้อเท่านั้น ส่วนเผ่าอื่นๆไม่ทราบว่าไปแอบกอดกันที่มุมไหนของหมู่บ้าน

ลานสาวกอดของอีก้อในสมัยก่อนจะเป็นสถานที่เพื่อแสดงการละเล่น และเพื่อความบันเทิงในยามค่ำคืน หนุ่มสาวอีก้อก็อาศัยช่วงเวลานี้ออกมาพบปะ หรือนั่งพลอดรักกันบนม้านั่งรอบลานดิน (ท่ามกลางแสงไฟสลัวๆ ริบหรี่ๆ)

อาจมีคนตั้งคำถามว่า หากเป็นเช่นนี้ หนุ่มสาวอีก้อน่าจะถือว่ามีเซ็กเสรีมากกว่าเผ่าอื่นๆหรือไม่

หากมองตามรูปการณ์แล้วก็น่าจะไช่

เพราะอีก้อจะไม่ถือสาในเรื่องของความสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน เรียกว่าจะได้ จะเสีย กับใครมาก่อนก็ไม่ถือสากัน แต่ถ้าท้องเมื่อไหร่ก็จะต้องแต่งงานทันที และหากสาวอีก้อคนใดหาพ่อของเด็กไม่ได้ (เด็กไม่มีพ่อ) หรือฝ่ายชายไม่ยอมรับ ก็อาจถูกขับออกจากหมู่บ้านไปอยู่ที่อื่น หรือถูกลงโทษตามกฏของหมู่บ้าน


การแต่งงานของอีก้อ

อาจต้องบอกว่ามีประเพณีที่ค่อนข้างแปลก(สำหรับคนในสมัยนี้) ก่อนแต่งงานสาวอีก้อจะต้องได้รับการอบรม เรียนรู้ชีวิตคู่ จากชายที่ถูกคัดเลือกให้มาเป็นครูฝึก หรือติวเตอร์ (ว้าว)

หากเป็นชายก็จะมีครูผู้หญิงมาสอนให้ (คาดว่าน่าจะเป็นหญิงแก่แต่เชี่ยวชาญ) ภาษาอีก้อเรียกว่า “ คะจีมิดะ ” หรือครูฝึก ส่วนฝ่ายหญิงก็จะมีครูเป็นผู้ชายที่เรียกว่า “ คะจีระดะ ” มาสอนให้ (ออกเสียงยากมาก ใช้คำว่าติวเตอร์นี่แหละง่ายดี)

เรียกว่าชนเผ่าอีก้อเมื่อก่อนนี้ จะต้องฝึกฝนวิทยายุทธให้ช่ำชองกันก่อนทำศึกสงครามชนช้าง(แต่งงาน) ส่วนจะฝึกกันเข้มข้น หรือติวเข้มกันแค่ไหน ถึง 7 วัน 7 คืน หรือไม่ เรื่องนี้ไม่มีหลักฐานยืนยันครับท่าน รู้แต่เพียงว่ามีครูฝึกให้เรียนรู้การใช้ดาบใช้อาวุธ ก่อนออกรบเท่านั้นเอง

ส่วนจะเป็นที่มาของคำว่า ขึ้นคร ตามภาษาไทยดั่งเดิมหรือไม่ ก็ไม่ทราบอีกนั่นแหละ นึกในใจว่าสังคมของอีก้อในสมัยก่อน พวกพ่อหมอ หรือครูฝึก หรือติวเตอร์ (ภาษาปัจจุบัน) คงมีการแก่งแย่งตำแหน่งกันน่าดู


แล้วจะพิสูจน์ว่า ใครจะเหมาะสมกับตำแหน่งนี้....เฮ้อ คิดไปก็ปวดหัว ครับท่าน

อย่ากระนั้นเลย
ขอจบแบบดื้อๆ ตรงนี้เลยดีกว่า ขืนเขียนต่อเดี๋ยวของมันจะขึ้น..



โฟโต้ออนทัวร์
27 กรกฏาคม 2552
    






-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

  แผนที่มณฑลยูนนาน ประเทศจีน
(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย)




-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                      แผนที่ถนน R3a การเดินทางจาก อ.เชียงของ จ.เชียงราย ผ่านลาว สู่ บ่อเต็น ชายแดนลาว
(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย)





สิบสองปันนา มีชื่อเรียกหลายชื่อ
- สิบสองพันนา
- นครเมิงไต
- นครเมืองไทย (เรียกในสำเนียงไทยภาคกลางว่า )
- เชียงรุ้ง

สิบสองปันนา เป็นชื่อที่แบ่งตามเขตการปกครอง โดยยึดถือไร่นาจำนวน 12,000ไร่ ตรงกับสำเนียงไทยที่เรียกว่า สิบสองพันนา

คำว่า เชียงรุ่ง สันนิษฐานว่ามาจาก
มีตำนานเล่าว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมารุ่งเช้าที่นี้พอดี จึงเป็นที่มาของคำว่า เชียงรุ่ง แต่คนไทยออกเสียงเป็น เชียงรุ้ง

เชียงรุ้ง อาจหมายถึง เมืองของท้องฟ้าสีรุ้ง ก็ได้ ตามสำเนียงเรียกของคนไทยทั่วไป แต่คนที่นี่ยืนยันว่า ชื่อที่ถูกต้องแท้จริงคือ เชียงรุ่ง แปลว่า เมืองแห่งฟ้ารุ่งอรุณ ชาวไตลื้อเองออกเสียงว่า เจงฮุ่ง คนจีนหรือภาษาราชการเรียกว่า จิ่งหง (Jinghong)

สิบสองปันนา (Sipsongpanna) คนจีนออกเสียงว่า ซีสวงปันนา (Xishuangpanna)

นครเมิงไตของชาวไตลื้อและชนกลุ่มน้อย ตั้งอยู่ในภาคใต้สุดของมณฑลยูนนาน ในอดีตแบ่งเขตการปกครองเป็น 12 หัวเมืองใหญ่ โดยจัดแบ่งหัวเมืองใหญ่ 28 เมืองเป็น 12 เขตปกครอง จึงเรียกว่า สิบสองปันนา หรือ สิบสองพันนา

ตามเอกสารบันทึกใน พ.ศ. 2113 จัดแบ่งไว้ ดังนี้
1. เมืองเชียงรุ่ง เมืองยาง เมืองฮำ รวมเป็น 1 พันนา
2. เมืองแจ เมืองมาง (ฟากตะวันตก) เมืองเชียงลู เมืองออง เป็น 1 พันนา
3. เมืองลวง เป็น 1 พันนา
4. เมืองหน เมืองพาน เชียงลอ เป็น 1 พันนา
5. เมืองฮาย เชียงเจือง เป็น 1 พันนา
6. เมืองงาด เมืองขาง เมืองวัง เป็น 1 พันนา
7. เมืองหล้า เมืองบาน เป็น 1 พันนา
8. เมืองฮิง เมืองปาง เป็น 1 พันนา
9. เชียงเหนือ เมืองลา เป็น 1 พันนา
10. เมืองพง เมืองมาง (ฟากตะวันออก) เมืองหย่วน เป็น 1 พันนา
11. เมืองอูเหนือ เมืองอูใต้ เป็น 1 พันนา
12. เมืองเชียงทอง อีงู อีปาง เป็น 1 พันนา

ตามข้อมูลสำรวจประชากรเมื่อปี 2543
แคว้นสิบสองปันนามีประชากรทั้งสิ้น 993,397คน แต่เป็นชาวไตลื้อถึง 296,930 คน หรือหนึ่งในสาม นั่นคือ เป็นชาวไตลื้อส่วนหนึ่ง จีนฮั่นส่วนหนึ่ง และชนกลุ่มน้อยอื่นๆอีกส่วนหนึ่ง

บรรพบุรุษของไตลื้อสืบทอดมาตั้งแต่ยุคขุนเจือง
วีรบุรุษสองฝั่งโขง จวบจนถึงยุคปฏิวัติวัฒนธรรมในประเทศจีน มีกษัตริย์ปกครองรวมกัน 44 พระองค์ องค์สุดท้ายชื่อ เจ้าหม่อมคำลือ พระราชวังตั้งอยู่ที่เวียงผาคราง บนที่เนินเขาบริเวณริมฝั่งแม่น้ำล้านช้าง ซึ่งมีวัดวาอารามมากมาย ปัจจุบันถูกทุบทำลายเกือบหมด ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกครั้ง โดยมีภูเขาลิงเป็นเครื่องหมาย

แคว้นสิบสองปันนาเป็นเขตปกครองตนเองของชนชาติไต ( Xishuangbanna Dai Autonomous Prefecture) มีฐานะเทียบเท่าจังหวัดหนึ่งทางตอนใต้ของมณฑลยูนนาน ซึ่งมีเมืองคุนหมิงเป็นเมืองหลวง ได้รับสิทธิพิเศษให้เป็นเขตที่มีการปกครองตนเองของชนเผ่าไต โดยมีข้อบังคับว่า ผู้ว่าการ และรองผู้ว่าต้องเป็นชาวไตลื้อ

หัวเมืองต่างๆ แห่งแคว้นสิบสองปันนามีถึง 28 หัวเมืองใหญ่ และ 40 กว่าหัวเมืองย่อย สถานภาพในปัจจุบันจัดลดลงเป็นแค่ตำบลและหมู่บ้าน แคว้นสิบสองปันนาประกอบไปด้วยหนึ่งนครหลวงและสองอำเภอที่ว่าการ คือ นครหลวงเชียงรุ้ง ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางการปกครองของสิบสองปันนา เขตอำเภอเมืองฮาย (Meng Hai) มีเมืองเชี่ยนชานเป็นที่ว่าการ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกติดกับประเทศพม่า และเขตอำเภอเมืองล่า (Meng La) ซึ่งมีเมืองล่าเป็นที่ว่าการ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดต่อกับเขตแดนประเทศลาว

แคว้นสิบสองปันนาเป็นดินแดนแห่งนกยูง ชาวไตลื้อถือว่านกยูงเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภและความสุขความเจริญ ฉะนั้น จึงเป็นเมืองแห่งแม่น้ำป่าเขาลำเนาไพร โดยมีนกยูงเป็นสัญลักษณ์ ชาวไตลื้อนับถือพระพุทธศาสนาร้อยละ 90







 
 
   
   
          copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ