Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว      Home > Outbound Tour > Sipsongpanna 6  
1
2
3
4
5
6
7
8
9
      Home
เชียงของ
ห้วยทราย
เส้นทาง R3a
เชื่อม 3 ประเทศ
เมืองกาหลั่นป้า
หมู่บ้านไทลื้อ
สวนป่าม่านทิง
วัดพุทธป่าเจ
สวนปาดิบ
สวนป่านกยูง
สวนลิง
อดีตวังเก่า
บ่อหาน
ประตูสู่ลาว-ไทย
บ่อเต็น
ชายแดนลาว
ห้วยทราย
เชียงของ

 

ท่องต่างแดน >

 

ย้อนอดีตเมืองล้านนาของไทย Sipsongpanna (Jinghong)
เชียงรุ่ง เชียงรุ้ง (จิ่งหง ในภาษาจีน) หรือสิบสองปันนา อาจกล่าวได้ว่าเป็นเมืองคู่แฝดกับล้านนาของไทยที่มีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง ทุกคนที่ได้ไปเห็นต่างแปลกใจที่ภาษาไทลื้อ ก็คือภาษาคำเมืองที่ใช้กันในอดีต หรือจารึกอยู่ในคัมภีร์ใบลาน หรือแม้ภาษาพูดของชาวไทลื้อในปัจจุบัน ก็ยังพอสื่อสารกันเข้าใจ ชาวไทลื้อที่สิบสองปันนา ถือว่าเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมล้านนา ที่ยังรักษา และไม่ได้สูญหายไปเหมือนกับของไทย บางคนกล่าวว่า หากต้องการเห็นภาพในอดีตทางภาคเหนือของไทย ก็ต้องไปเที่ยวสิบสองปันนา ..ไปพูดคุยกับชาวไทลื้อ ไปทานอาหารเหนือ ไปดูสาวๆกางจ้อง และดูบ้านไม้หลังใหญ่ของชาวไทลื้อที่เห็นอยู่มากมาย

 
           
 
   














 



สิบสองปันนา ตอนที่ 6 สวนลิง ในพื้นที่เขตวังเก่า
(เดินทาง 15 -19 มีนาคม 2551)




 สวนลิง หรือศูนย์วิจัยลิงของประเทศจีน เป็นทริปสุดท้ายในสิบสองปันนา เสร็จจากนี้แล้วก็ต้องเดินทางกลับในเส้นทางสายเก่า

การเดินทางสู่สวนลิง หรือสวนป่าลิง เป็นการข้ามแม่น้ำโขงด้วยกระเช้า หรือ cable car ที่ดูแล้วน่าตื่นเต้น น่าเสียวใส้ มองลงไปข้างล่างมีแต่โขดหิน และแม่น้ำสีโคลน

นั่งกระเช้าในที่อื่นๆก็ดูธรรมดา เพราะค่อยๆไต่ระดับไปจนถึงยอดเขา ความสูงก็ประมาณแค่ยอดไม้ แต่นั่งกระเช้าข้ามแม่น้ำโขงที่เต็มไปด้วยโขดหินและกระแสน้ำไหลเชี่ยว มันเสียวกว่าเป็นไหนๆ หล่นลงไปสักตุ่บ คงไม่ต้องพูดเลยว่าจะรอดหรือไม่ ใครรอดก็ปาฏิหาริย์

ผู้ที่กลัวความสูง กลัวความเสียว คงเที่ยวไม่สนุก จึงต้องนั่งคอยอยู่ที่สถานี Cable car ตามระเบียบ

แม่น้ำโขงในบริเวณนี้ไกด์บอกว่าเป็นช่วงที่แคบที่สุด และอันตรายทึ่สุดสำหรับการเดินเรือ แต่ถ้าหากเป็นช่วงน้ำหลาก ระดับน้ำจะสูงกว่าที่เห็นนี้ประมาณ 20 -30 เมตร วันนี้ (มีค.51) ถือว่าระดับน้ำน้อยมาก แต่ก็ไม่แน่เพราะขึ้นไปทางตอน
เหนือของแม่น้ำโขง อีกหลายร้อยกิโลเมตรจะมีเขื่อนขนาดใหญ่ ทั้งที่สร้างเสร็จแล้วและกำลังก่อสร้างได้มาขวางกั้นแม่น้ำโขงเป็นช่วงๆ อนาคตในเรื่องระดับน้ำที่เคยขึ้นลงตามฤดูกาลอาจไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป

ทุกวันนี้กลุ่มอนุรักษ์หลายประเทศ ต่างรุมประนามประเทศจีน ที่เห็นแก่ตัว ไม่นึกถึงระบบนิเวศน์ในพื้นที่ที่อยู่ตอนล่างของเขื่อน หากติดตามข่าวในช่วง 2 3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าทั้ง พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ต่างได้รับผลกระทบไปตามๆกัน

แม่น้ำโขงตอนที่ไหลผ่านสิบสองปันนาที่เห็นข้างหน้านี้ อาจเรียกว่าเป็นการไหลผ่านหลังบ้านหรือท้ายบ้านของประเทศจีน จากนั้นก็ไหลผ่านประเทศต่างๆเป็นระยะทางอีกราว 2 พันกว่ากิโลเมตร จนถึงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม

แม่น้ำโขงสายเดียวแต่ผ่านประเทศต่างๆถึง 4 ประเทศ ปัจจุบันเป็นแม่น้ำที่ยาวเป็นอันดับ 11 ของโลก


ดูตารางแม่น้ำยาวที่สุดในโลก 20 อันดับ (ระยะทางเป็นกิโลเมตร) ข้อมูลจากวิกิพีเดีย
River 's Name
Length (km)
Country
1
  Nile
6650
Ethiopia, Eritrea, Sudan, Uganda, Tanzania, Kenya,, Burundi, Egypt, more
2
  Amazon
6400
Brazil, Peru, Bolivia, Colombia, Ecuador, Venezuela, Guyana
3
  Yangtze (Chang Jiang)
6300
P.R. China
4
  Mississippi – Missouri
6275
United States , Canada
5
  Yenisei – Angara – Selenga
5539
Russia, Mongolia
6
  Yellow (Huang He)
5464
P.R. China
7
  Ob – Irtysh
5410
Russia, Kazakhstan, P.R. China, Mongolia
8
  Congo – Chambeshi (Zaire)
4700
Democratic Republic of the Congo, Central African Republic, more
9
  Amur – Argun (Heilong Jiang)
4444
Russia, P.R. China, Mongolia
10
  Lena
4400
Russia
11
  Mekong (Lancang Jiang)
4350
Laos, Thailand, P.R. China, Cambodia, Vietnam, Myanmar
12
  Mackenzie – Peace – Finlay
4241
Canada
13
  Niger
4200

Nigeria , Mali , Niger , Algeria , Guinea , Cameroon, more

14
  Paran
3998
Brazil , Argentina , Paraguay, Bolivia (8.3%), Uruguay
15
  Volga
3645
Russia , Kazakhstan (minor)
16
  Shatt al-Arab – Euphrates
3596
Iraq , Turkey, Iran , Syria
17
  Purus
3379
Brazil, Peru
18
  Murray – Darling
3,370
Australia
19
  Madeira – Mamor
3239
Brazil, Bolivia, Peru
20
  Yukon
3700
United States , Canada
 
 


แม่น้ำโขงที่ไหลผ่านสิบสองปันนา หากดูตามแผนที่แล้วจะเห็นว่าอยู่ประมาณกึ่งกลางของแม่น้ำโขงทั้งสาย โดยมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาหิมาลัยในดินแดนของธิเบต จากนั้นได้ผ่านลงมายังที่ราบลุ่มในมณฑลยูนนาน และสุดท้ายจะไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ในเขตประเทศเวียดนาม รวมระยะทางทั้งหมดประมาณ 4,350 กิโลเมตร (บางแห่งระบุว่ายาว 4,880 กม. ) และครึ่งหนึ่งของระยะทาง หรือ 2,130 กม.จะอยู่ในพื้นที่ของประเทศจีน เรียกว่าจีนครอบครองแม่น้ำโขงได้มากที่สุด และยังอยู่ในช่วงต้นๆของแม่น้ำโขงด้วย
(ดูแผนที่ประกอบ)

ประเทศทางตอนล่างของเขื่อนอีก 4 ประเทศ ได้รับผลกระทบด้านระบบนิเวศน์จากการสร้างเขื่อน เช่นปัญหาน้ำท่วม และจำนวนสัตว์น้ำที่ลดลง ส่งผลกระทบต่ออาชีพประมงพื้นบ้านตามแนวชายฝั่ง

ีระดับน้ำที่ไม่คงที่ และขึ้น-ลงไม่เป็นธรรมชาติ รวมทั้งปัญหาการกัดเซาะตลิ่งตามแนวชายแดนไทย ในจังหวัดชียงรายที่กำลังมีปัญหาอยู่ขณะนี้ ก็มาจากเขื่อนทั้งสิ้น

ตลิ่งพังตามธรรมชาติเป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้ แต่ปัจจุบันปัญหามาจากการแกว่งตัวของน้ำที่มีสาเหตุมาจากเขื่อน และประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะของน้ำตามแนวฝั่งมากที่สุดน่าจะเป็นไทย จนถึงขณะนี้ได้เสียดินแดนให้กับพม่าและลาวไปเป็นจำนวนนับสิบๆตารางกิโลเมตร

เรามัวทะเลาะกับเขมรเรื่องพื้นที่โดยรอบปราสาทเขาพระวิหาร แต่หารู้ไม่ว่าตามแนวชายแดนไทยที่มีแม่น้ำโขงเป็นเส้นแบ่งกั้นดินแดน กลับโดนเฉือนไปทีละเล็กละน้อย และมากกว่าพื้นที่บนเขาพระวิหารที่กำลังถกเถียงกันเสียอีก

เหตุที่เราเสียพื้นที่ตามแนวชายฝั่งแม่น้ำโขงก็เพราะว่า ต้องยึดเอาตามกติกาสากลที่ใช้ร่องน้ำเป็นแนวกั้นเขตแดน เมื่อตลิ่งพัง ร่องน้ำก็เบี่ยงเข้ามากินพื้นที่ของเรามากขึ้น ขณะเดียวกันประเทศที่อยู่ตรงกันข้ามก็มีพื้นที่งอกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

ร่องน้ำเมื่อเปลี่ยนทิศทางไปแล้วก็ไม่สามารถให้กลับไปเหมือนเดิม จะใช้เครื่องมือขุดลอกก็ไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นก้าวล้ำดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน ที่ถือเอาร่องน้ำเป็นแนวกั้นพรมแดน


สวนลิง วังของกษัตริย์สิบสองปันนาในอดีต

สวนลิงที่ต้องนั่งกระเช้าข้ามแม่น้ำโขงนี้ เป็นศูนย์วัฒนธรรมของชาวไทลื้อ มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ มีวัด และพระธาตุจอมหมอก ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว

ในอดีตเมื่อหลายปีก่อน พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นพระราชวัง เวียงผาคราง ของเจ้าคำลือ กษัตริย์องค์ที่ 45 องค์สุดท้ายของราชวงศ์เชียงรุ้ง แต่ถูกเผาในช่วงมีการปฏิวัติทางวัฒนธรรม

ภายหลังจากราชวงศ์ชิงสิ้นอำนาจ(ราชวงศ์สุดท้ายของจีน) จากนั้นประเทศจีนได้แบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า เกิดศึกภายในจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง แย่งชิงความเป็นใหญ่ของกลุ่มอำนาจต่างๆ

ต่อมาได้กลายเป็นชนวนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งสำคัญของจีน เป็นการเข้าสู่การปกครองในระบอบ
สังคมนิยม หรือลัทธิคอมมิวนิสต์ เพราะเหล่าบรรดาผู้นำ โดยมี เหมาเจ๋อตุง เป็นหัวหน้า คิดว่าจะสามารถแก้ป๊ญหาศึกภายในและสร้างสังคมใหม่ขึ้นมาได้ โดยมีตัวอย่างจากประเทศรัสเชียที่สามารถนำประเทศเข้าสู่ระบอบสังคมนิยมจนประสบความสำเร็จ

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมกระทบวิถีชีวิตของชาวไทลื้อที่นับถือศาสนาพุทธ

ชาวไทลื้อในสิบสองปันนาได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมไม่ต่างกับประชาชนจีนในเมืองอื่นๆ ลัทธิคอมมิวนิสต์ มีนโยบายในการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ และสถาบันศาสนาในทุกประเทศ ที่จีน(จีนแดง)เข้าไปเผยแผ่ลัทธิฯ เพราะถือว่าประชาชนจะต้องมีความเสมอภาค ไม่มีการแบ่งชนชั้น ไม่มีกษัตริย์ ไม่มีศักดินา ไม่มีศาสนา รวมถึงที่ดินของเอกชนหรือของประชาชนถูกยึดมาเป็นของรัฐทั้งหมด


ปัจจุบันภาพของประธานเหมาเจ๋อตุง ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต เห็นอยู่ตามสถานที่สำคัญต่างๆเช่น จัตุรัสเทียนอันเหมิน เป็นเครื่องยืนยันว่าในช่วงนั้น เหมาเจ๋อตุง หรือเมาเซตุง ถูกปลูกฝังให้เห็นว่า เป็นวีระบุรุษกู้ชาติของจีน

แต่ฝ่ายโลกเสรี รวมทั้งประเทศไทยกลับถือว่าเป็นฆาตกรของโลก และถูกสร้างภาพให้เกลียดชัง ใครมีหนังสือที่ลงภาพของเมาเซตุง หรือหนังสือเผยแพร่ลัทธิสังคมนิยม โดยมีฆ้อนกับเคียวเป็นสัญญลักษณ์ จะถูกจับด้วยข้อหาฝักไฝ่ในลัทธิคอมมิวนิสต์ (ตายสถานเดียว) เพราะถือว่าเป็นภัยของชาติ

ยุคที่จีนมีการปฏิวัติวัฒนธรรมช่วง พศ. 2492 - 2520 ถือว่าเป็นสิ่งเลวร้ายครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของจีน โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีสุดท้าย เป็นช่วงที่ลัทธิคอมมิวนิสต์ แทรกซึมไปยังประเทศทางแถบอินโดจีน ในลักษณะส่งกองกำลังเข้ายึดประเทศ และเปลี่ยนการปกครอง
มาเป็นระบอบคอมมิวนิสต์

ประชาชนจีนส่วนหนึ่ง หรือจำนวนมากก็รับไม่ได้กับระบอบนี้ ที่มีแต่ความโหดร้ายทารุณ เกิดความอดอยากไปทั่วประเทศ ไม่พ้นแม้กระทั่งพระสงฆ์องค์เจ้าที่ต้องหลบหนีไปอยู่ประเทศใกล้เคียง ไม่เช่นนั้นอาจถูกฆ่า หรือถูกจับสึก และบังคับให้ทำนา วัดวาอารามถูกเผา ของมีค่าในวัดถูกโจรกรรม แม้แต่กษัตริย์ และราชวงศ์เชียงรุ้ง ก็ถูกจับกุม กลายเป็นสามัญชนคนปกติ

นับเป็นบทเรียนอับเจ็บปวดสำหรับประชาชนชาวจีนที่มีจำนวนนับพันล้านคน ชาวไทลื้อบางคนที่ได้พูดคุยสอบถามถึงสภาพเมืองจีนในขณะนั้น ถึงกับบอกว่าไม่อยากกล่าวถึงมันอีก มันโหดร้ายและสูญเสียมาก


วังของเจ้าคำลือ (กษัตริย์เมืองเชียงรุ้ง) ถูกเผาในช่วงที่มีการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ในสมัยที่เหมาเจ๋อตุงเป็นผู้นำประเทศ ราชวงค์ของเจ้าคำลือต้องหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศในแถบอินโดจีน(รวมทั้งไทยด้วย) ส่วนเจ้าคำลือถูกจับให้มาทำงานกับพรรคคอมมิวนิสต์ เช่นเดียวกับเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรลาว ถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์ลาวจับตัวไปอยู่ค่ายกักกัน จนสิ้นพระชนม์อยู่ที่นั่น

ประเทศจีนในยุคนั้น ห้ามประชาชนประกอบพิธีกรรมทางศานา ห้ามนับถือศาสนาใดๆ กลายเป็นประเทศที่ไม่มีศาสนา และให้หันมาศรัทธาระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่มีเหมาเจ๋อตุงเป็นผู้นำ

นี่เป็นแนวทางในการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของระบอบคอมมิวนิสต์ ในที่สุดระบอบนี้ก็ไม่สามารถพาประเทศไปสู่ความสำเร็จตามความเชื่อนั้นได้

ผู้นำเมาเซตุง พาประเทศจีนมาสู่ความหายนะล่มจม ประชาชนอดอยาก และเสียชีวิตเป็นจำนวนถึง 14 ล้านคน (ข้อมูลจากภาพยนต์สารคดีประเทศจีนในสมัยปฏิวัติทางวัฒนธรรม) ขณะเดียวกันประเทศทางแถบอินโดจีน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ลาว กัมพูชา ที่ตกอยู่ภายใต้ระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ก็เกิดการรบราฆ่าฟันกันเอง และล้มตายเป็นจำนวนหลายล้านคนเช่นเดียวกัน

ประเทศกัมพูชากลายเป็นดินแดนของสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่รู้จักกันว่า ทุ่งสังหาร และตลอดระยะเวลาของช่ว
งสงคราม มีผู้เสียชีวิตราว 2 ล้านคน หรือหนึ่งในสามของประชากรของประเทศ

ความเสียหายบอบช้ำจากลัทธิคอมมิวนิสต์มีมากมายมหาศาล เป็นความหายนะที่มากกว่าการสูญเสียจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียอีก

ประเทศไทยเรานี้ถือว่าโชคดี มีพระสยามเทวาธิราชช่วยคุ้มครอง และมีพระมหากษัตริย์อันประเสริฐ เป็นเสาหลักให้คนในชาติ
มีกำลังใจ ไม่หวั่นไหวต่อภัยของประเทศในเวลานั้น และข่าวในพระราชสำนักจะเห็นแต่ภาพในหลวงเสด็จไปยังถิ่นธุระกันดาร บางครั้งก็เสด็จไปยังฐานปฏิบัติการรบในสมรภูมิ เพื่อเยี่ยมเยียนและเป็นกำลังใจให้เหล่าทหารกล้า จนข้าราชบริพารที่ตามเสด็จอดเป็นห่วงกังวลมิได้


ไทยเราจึงฝ่าฟันมาได้เพียงประเทศเดียวทางแถบภูมิภาคนี้ที่ไม่ตกเป็นทาสของระบอบคอมมิวนิสต์ แม้คนในชาติส่วนหนึ่งจะหลงผิด กลายเป็นทาสรับใช้และฝักไฝ่ในลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยเข้าซ่องสุมวางแผนกันในป่า และปฏิบัติการรบกับเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ แต่รัฐบาลของ พลเอกเปรม ติณสุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายให้ผู้หลงผิดออกมาจากป่าเพื่อร่วมกันพัฒนาชาติไทย(โดยไม่มีความผิด) ตามนโยบาย 66/23

ผลของนโยบายนี้ ทำให้ไฟสงครามคอมมิวนิสต์ที่ยืดเยื้อมาหลายปีค่อยๆดับมอดลง และเป็นการลบล้างทฤษฏีความเชื่อ หรือทฤษฏีโดมิโน ของชาติตะวันตกที่เคยปรามาสว่าไทยจะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์รายต่อไป เพราะรอบบ้านเรากลายเป็นพื้นที่สีแดง หรือกลายเป็นคอมมิวนิสต์กันหมดแล้ว

ปัจจุบันประเทศที่ปกครองด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์ถือว่าหมดไปจากโลกนี้แล้ว แต่ก็ยังมีคนไทยบางคนที่เคยเข้าป่า และกลับมาเป็นผู้พัฒนาชาติไทย ยังฝังใจในลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ พยายามปลุกปั่นให้คนในชาติเกลียดชังสถาบันกษัตริย์ ด้วยวิธีการต่างๆ

เมื่อทำทางตรงไม่ได้เพราะมีกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเครื่องคุ้มกัน และอาจติดคุก 18 ปี เหมือน ดา ตอปิโด แนวร่วม นปก.หรือกลุ่มเสื้อแดง ก็ต้องหันไปเล่นวิธีการทางอ้อม เช่นพาคนไปบุกบ้านป๋าเปรม โจมตีระบอบอมาตยาธิปไตย ซึ่งคนทั่วไปรู้ดีว่าเป็นการตีวัวกระทบคราด ต้องการให้สถาบันกษัตริย์เกิดการสั่นคลอน ยั่วยุให้ผู้ที่มีความจงรักภักดีออกมาเคลื่อนไหว

หากย้อนดูประวัติบรรดาหัวโจก กลุ่มเสื้อแดง ล้วนเป็นคอมมิวนิสต์สายพันธ์เก่าทั้งสิ้น
และการปฏิบัติการแบบอันธพาลเผาเมือง ป่วนเมือง ก็รู้กันทั้งประเทศว่า มีหัวหน้าลัทธิที่กำลังหลบหนีคดีอยู่ประเทศดูใบ สนับสนุนการเงิน และเป็นผู้วางแผนอันชั่วร้าย

จำอดีตได้หรือไม่ ว่าใครที่ทำตนเสมอพระมหากษัตริย์ในเขตพระบรมมหาราชวัง โดยอ้างว่าทำบุญประเทศ

ใครที่พูดว่า ถ้าในหลวงกระซิบข้างหูให้ออก ผมก็จะกราบลาทันที (ลาออกจากนายกฯ)

ชัดเจนหรือไม่ว่านี่ เป็นการหมิ่นพระบมเดขานุภาพกันชัดๆ
แค่ตำรวจเห็นแล้ว ฟังแล้ว ก็ยังนิ่งเฉย
จนองคมนตรี พลเอกพิจิตร กุลวณิชย์ อดรนทนไม่ได้
ที่ตำรวจละเลย จึงต้องออกมาแฉว่า ทักษิณ มีเงินฝากไว้ที่ เกาะเคย์แมนนับแสนล้านบาท บอกว่าข้อมูลนี้มาจากท่านทูตอเมริกาประจำประเทศไทย หรือนาย ราล์ฟ์ บอย จูเนียร์ ที่รู้มาจาก FBI หน่วยข่าวกรองของอเมริกา


กลับมาเที่ยวกันต่อ ก่อนที่จะหลงทิศหลงทาง พาไปเที่ยวดูใบ ประเทศที่มี อมนุษย์ บางคนอาศัยอยู่


สิบสองปันนา กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นหลังจากรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนหันมาใช้นโยบายเปิดประเทศ และเริ่มคบค้าสมาคมกับประเทศต่างๆ เป็นการปิดฉากความล้มเหลวของระบอบคอมมิวนิสต์โดยสิ้นเชิง

ที่ผ่านมาจะเห็นว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ ์ ไม่ได้ทำให้ประเทศจากค่ายคอมมิวนิสต์ใดๆ ประสบความสำเร็จแม้แต่ประเทศเดียว ไม่ว่าจะเป็นเยอรมัน(ตะวันออก) รัสเชีย เกาหลี(เหนือ) เวียดนาม(เหนือ) คิวบา และประเทศอื่นๆทางแถบยุโรปตะวันออก เรียกว่าแพ้ภัยตนเองอย่างหมดรูป

ทุกวันนี้ จีนได้พัฒนาประเทศตามระบอบทุนนิยมของโลกเสรีอย่างเต็มรูปแบบ แม้จะเป็นการปกครองด้วยพรรคคคอมมิวนิสต์เพียงพรรคเดียว แต่ผู้แทนพรรคก็มาจากการเลือกตั้ง หรือจากผู้แทนของท้องถิ่น เรียกว่าเป็นประชาธิปไตยแบบจีน หรือแบบคอมมิวนิสต์จีน ที่ไม่เหมือนกับระบอบประชาธิปไตยในประเทศอื่นๆ

ต่างกันตรงไหน ... ตรงที่สภาพรรคคอมมิวนิสนิสต์ ไม่มีพรรคฝ่ายค้าน ถ้าจะค้านก็เป็นเพียงแสดงความเห็นที่แตกต่างกันในสภา ระหว่างการประชุมสภาก็จะไม่มีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ หรือวิทยุ ซึ่งอาจดูจะขาดรสชาติไปบ้าง ต่างกับสภาไทย ที่บรรดาผู้แทน แสดงความกักขระ โสโครกสามานย์ กันอย่างเต็มที่ เพราะไหนๆมีการถ่ายทอดทีวีแล้วก็ขอแสดงความเป็นอันธพาล เถื่อน ถ่อย กันอย่างครบเครื่อง เพื่อให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชนที่ชมการถ่ายทอด หรือบางครั้งก็แสดงบทบู้ ชกต่อยกันในสภา ไม่ต่างกับหมากัดกันข้างถนน ประชาชนคนไทยเห็นแล้วก็สะอิดสะเอียน กับความหยาบช้าต่ำทรามของผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้แทนราษฏร

บรรดาผู้แทนราษฏรไทย กับ ผู้แทนจีน ต่างกันตรงนี้แหละ

ครหงุดหงิดกับผู้แทนราษฏรไทยก็ต้องทนกันหน่อย ถือว่าตอนนี้เรายังไม่สภาผู้แทนราษฏรก็แล้วกัน เพราะเห็นมีแต่บรรดาวัวๆควายๆ อยู่ครึ่งค่อนสภา ไม่ว่าจะเป็นควายพันธ์ดุจากคอกฝั่งธน ควายที่มีขนหัวสีขาว (เรียกว่าขนหงอก) หรือควายหนังสีกากี (พันธ์หายาก) ที่เห็นออกอาละวาดกันทุกครั้งที่มีการเปิดสภา

คงต้องรอให้สัตว์เดรัจฉานเหล่านี้ค่อยๆสูญพันธ์ไปทีละตัวสองตัว ถึงวันนั้นเราก็คงมีผู้แทนปวงชนที่แท้จริง
กันเสียที


พุทธศาสนาในเชียงรุ้ง

ศาสนาพุทธในเมืองเชียงรุ้งได้กลับมาฟื้นฟูอีกครั้งหนึ่งในยุคผู้นำ เติ้ง เสี่ยว ผิง ที่มีนโยบายเปิดประเทศ แทนการปิดประเทศเหมือนเมื่อก่อน จากนั้นประเทศจีนก็เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว วัดวาทางพุทธศาสนาก็กลับมาทำกิจกรรมทางศาสนากันเหมือนเช่นเดิม เป็นการฟื้นคืนวิถีชีวิตของชาวไทลื้อที่เป็นชาวพุทธ เพื่อรักษาวัฒนธรรมและประเพณีดั่งเดิมของชนกลุ่มน้อย ขณะเดียวกันก็เพื่อผลประโยชน์สำหรับการท่องเที่ยว ซึ่งประการหลังนี้ได้รับความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเพณีสงกรานต์ที่ยังรักษารากเหง้า หรือต้นแบบ ได้ดีกว่าสงกรานต์เชียงใหม่ในบ้านเรา

หากใครไปเที่ยวสิบสองปันนาในช่วงหลังๆนี้จะเห็นว่า จีนได้นำเอาวัฒนธรรมดั่งเดิมของไทลื้อมาเป็นจุดขาย เพื่อพัฒนาธุรกิจการท่องเที่ยว และดึงดูดชาวพุทธจากเอเชีย หากถามว่าชาวพุทธประเทศไหน ก็ตอบได้ว่า คนไทยนี่เอง

ถามต่อว่าทำไมคนไทยมาเที่ยวกันมาก ก็ต้องตอบว่า อยากมาเห็นล้านนาในอดีตเมื่อราว 40-50 ปีก่อน ทุกวันนี้เราจะเห็นสาวไทลื้อ นุ่งซิ่น ใส่เสื้อแขนกระบอก ประดับดอกไม้ที่ผม และกางจ้อง ซึ่งเป็นภาพในอดีตของล้านนาที่สูญหายไปจากท้องถนนกันหมดแล้ว อยากเห็นภาพแบบนี้ก็ต้องมาดูที่สิบสองปันนา วิถีชีวิตดั่งเดิมที่เห็นกันอยู่ทั่วไป

ออกจากสวนลิง ก็เดินทางต่อเพื่อยังชายแดนจีน ปลายทางของวันนี้อยู่ที่เมืองบ่อหาน (หรือบ่อหาญ) รถได้พามาตามเส้นทางสายเก่า ที่ค่อนข้างจะคับแคบ และจากบทความตอนแรกๆได้บอกว่า คนขับรถในจีนค่อนข้างชำนาญทาง รถบรรทุกสิบล้อสามารถหลบหลีกได้อย่างชำนาญ แต่ขากลับไม่เป็นอย่างที่ว่า

เส้นทางคดเคี้ยวบนเขาที่ไม่สูงนัก ได้พบซากรถสิบล้อประสานงากัน ข้าวของกระจายเกลื่อนถนน ขณะนั่งรถผ่านก็เห็นรถยกกำลังใช้ลวดสลิงดึงขึ้นมาจากเหวในสภาพที่ยับเยิน

ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ถนนสายใหม่ หรือทางด่วนมอเตอร์เวย์ สาย R3a จากชายแดนบ่อหานไปถึงเชียงรุ้ง จะเริ่มเปิดใช้เป็นวันแรก ส่วนเส้นทางอื่นๆ หรือจุดเชื่อมต่อ คงจะทะยอยเปิดใช้ในอีกไม่ช้า คาดว่าไม่เกิน 1 ปี ถนน R3a จากชายแดนจีนเมืองบ่อหาน และไปสิ้นสุดที่เมืองคุนหมิง ในระยะทางประมาณ 800 กม. ก็น่าจะเสร็จเรียบร้อย

ถนนสายเก่าที่เรากำลังเดินทางอยู่นี้ อาจเป็นคณะสุดท้ายของคนไทยที่มีโอกาสเดินทางกับถนนสายอดีตที่เคยใช้เป็นเส้นทางหลักสู่เชียงรุ้ง ภาพชนบท ท้องทุ่ง หมู่บ้านไทลื้อ ที่เห็นกันอย่างใกล้ชิด เข้าใจว่าหากใช้ทางมอเตอร์เวย์ หรือทางด่วน คงไม่มีโอกาสได้เห็น

เรามาถึงบ่อหานในตอนกลางคืน โดยตัดโปรแกรมพักที่เมืองหล้า(เมืองล้า) ออกไป เพราะคืนแรกที่มาพัก หลายคนไม่ค่อยจะพอใจนัก และมาตรฐานค่อนข้างต่ำ บริษัททัวร์ของจีนจึงเปลี่ยนมาให้พักที่เมืองบ่อหาญแทน เป็นโรงแรมขนาดเล็กๆ ที่พึ่งเปิดให้บริการก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน เรียกว่าใหม่แกะกล่อง

รถมาจอดหน้าโรงแรมประมาณ 1 ทุ่ม อาจค่ำไปหน่อย แต่เมืองเล็กๆที่นี่ค่อนข้างเงียบสงบ และเป็นเมืองใหม่ที่รัฐบาลจีนได้วางผังเมืองไว้เป็นระเบียบสวยงาม ไม่ต่างกับเนรมิตรเมืองชายแดนเล็กๆ ให้เป็นเมืองที่ทันสมัยและน่าอยู่

เมื่อลงจากรถคณะเราก็ดูจะตื่นเต้นและแปลกใจกับเจ้าหน้าที่สาวๆจำนวน 7-8 คน ทำหน้าที่ยกกระเป๋าลงจากรถ พร้อมกับยกขึ้นไปบนห้องพักในสภาพที่เหงื่อไหลไคลย้อย เพราะโรงแรม 3-4 ชั้น ไม่มีลิฟท์ บางคนก็ยกกัน 2-3 รอบ สาวๆที่ว่านี้เป็นสาวไทลื้อตัวจริงเสียงจริง เป็นเด็กวัยรุ่นอายุประมาณ 17-18 บางคนห็หน้าออกจีนๆ บางคนก็หน้าตาดี แต่ที่เหมือนกันคือทุกคนนุ่งซิ่น และแต่งตัวดูปอนๆ เข้าใจว่าทางโรงแรมจ้างให้มายกกระเป๋าโดยเฉพาะ ยกเสร็จก็กลับบ้าน


ตอนต่อไปจะพาไปชมตลาดยามเช้าของเมืองบ่อหาน เป็นตลาดชนบท ที่มีอะไรแปลกใหม่น่าสนใจมากมาย





โฟโต้ออนทัวร์
8 กันยายน 2552




-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


  แผนที่แม่น้ำโขง ไหลผ่าน จีน ลาว พม่า ไทย กัมพูชา เวียดนาม (คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย)



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

  แผนที่มณฑลยูนนาน ประเทศจีน
(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย)




-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 แผนที่ถนน R3a การเดินทางจาก อ.เชียงของ จ.เชียงราย ผ่านลาว สู่ บ่อเต็น ชายแดนลาว
(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย)





สิบสองปันนา มีชื่อเรียกหลายชื่อ
- สิบสองพันนา
- นครเมิงไต
- นครเมืองไทย (เรียกในสำเนียงไทยภาคกลางว่า )
- เชียงรุ้ง

สิบสองปันนา เป็นชื่อที่แบ่งตามเขตการปกครอง โดยยึดถือไร่นาจำนวน 12,000ไร่ ตรงกับสำเนียงไทยที่เรียกว่า สิบสองพันนา

คำว่า เชียงรุ่ง สันนิษฐานว่ามาจาก
มีตำนานเล่าว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมารุ่งเช้าที่นี้พอดี จึงเป็นที่มาของคำว่า เชียงรุ่ง แต่คนไทยออกเสียงเป็น เชียงรุ้ง

เชียงรุ้ง อาจหมายถึง เมืองของท้องฟ้าสีรุ้ง ก็ได้ ตามสำเนียงเรียกของคนไทยทั่วไป แต่คนที่นี่ยืนยันว่า ชื่อที่ถูกต้องแท้จริงคือ เชียงรุ่ง แปลว่า เมืองแห่งฟ้ารุ่งอรุณ ชาวไตลื้อเองออกเสียงว่า เจงฮุ่ง คนจีนหรือภาษาราชการเรียกว่า จิ่งหง (Jinghong)

สิบสองปันนา (Sipsongpanna) คนจีนออกเสียงว่า ซีสวงปันนา (Xishuangpanna)

นครเมิงไตของชาวไตลื้อและชนกลุ่มน้อย ตั้งอยู่ในภาคใต้สุดของมณฑลยูนนาน ในอดีตแบ่งเขตการปกครองเป็น 12 หัวเมืองใหญ่ โดยจัดแบ่งหัวเมืองใหญ่ 28 เมืองเป็น 12 เขตปกครอง จึงเรียกว่า สิบสองปันนา หรือ สิบสองพันนา

ตามเอกสารบันทึกใน พ.ศ. 2113 จัดแบ่งไว้ ดังนี้
1. เมืองเชียงรุ่ง เมืองยาง เมืองฮำ รวมเป็น 1 พันนา
2. เมืองแจ เมืองมาง (ฟากตะวันตก) เมืองเชียงลู เมืองออง เป็น 1 พันนา
3. เมืองลวง เป็น 1 พันนา
4. เมืองหน เมืองพาน เชียงลอ เป็น 1 พันนา
5. เมืองฮาย เชียงเจือง เป็น 1 พันนา
6. เมืองงาด เมืองขาง เมืองวัง เป็น 1 พันนา
7. เมืองหล้า เมืองบาน เป็น 1 พันนา
8. เมืองฮิง เมืองปาง เป็น 1 พันนา
9. เชียงเหนือ เมืองลา เป็น 1 พันนา
10. เมืองพง เมืองมาง (ฟากตะวันออก) เมืองหย่วน เป็น 1 พันนา
11. เมืองอูเหนือ เมืองอูใต้ เป็น 1 พันนา
12. เมืองเชียงทอง อีงู อีปาง เป็น 1 พันนา

ตามข้อมูลสำรวจประชากรเมื่อปี 2543
แคว้นสิบสองปันนามีประชากรทั้งสิ้น 993,397คน แต่เป็นชาวไตลื้อถึง 296,930 คน หรือหนึ่งในสาม นั่นคือ เป็นชาวไตลื้อส่วนหนึ่ง จีนฮั่นส่วนหนึ่ง และชนกลุ่มน้อยอื่นๆอีกส่วนหนึ่ง

บรรพบุรุษของไตลื้อสืบทอดมาตั้งแต่ยุคขุนเจือง
วีรบุรุษสองฝั่งโขง จวบจนถึงยุคปฏิวัติวัฒนธรรมในประเทศจีน มีกษัตริย์ปกครองรวมกัน 44 พระองค์ องค์สุดท้ายชื่อ เจ้าหม่อมคำลือ พระราชวังตั้งอยู่ที่เวียงผาคราง บนที่เนินเขาบริเวณริมฝั่งแม่น้ำล้านช้าง ซึ่งมีวัดวาอารามมากมาย ปัจจุบันถูกทุบทำลายเกือบหมด ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกครั้ง โดยมีภูเขาลิงเป็นเครื่องหมาย

แคว้นสิบสองปันนาเป็นเขตปกครองตนเองของชนชาติไต ( Xishuangbanna Dai Autonomous Prefecture) มีฐานะเทียบเท่าจังหวัดหนึ่งทางตอนใต้ของมณฑลยูนนาน ซึ่งมีเมืองคุนหมิงเป็นเมืองหลวง ได้รับสิทธิพิเศษให้เป็นเขตที่มีการปกครองตนเองของชนเผ่าไต โดยมีข้อบังคับว่า ผู้ว่าการ และรองผู้ว่าต้องเป็นชาวไตลื้อ

หัวเมืองต่างๆ แห่งแคว้นสิบสองปันนามีถึง 28 หัวเมืองใหญ่ และ 40 กว่าหัวเมืองย่อย สถานภาพในปัจจุบันจัดลดลงเป็นแค่ตำบลและหมู่บ้าน แคว้นสิบสองปันนาประกอบไปด้วยหนึ่งนครหลวงและสองอำเภอที่ว่าการ คือ นครหลวงเชียงรุ้ง ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางการปกครองของสิบสองปันนา เขตอำเภอเมืองฮาย (Meng Hai) มีเมืองเชี่ยนชานเป็นที่ว่าการ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกติดกับประเทศพม่า และเขตอำเภอเมืองล่า (Meng La) ซึ่งมีเมืองล่าเป็นที่ว่าการ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดต่อกับเขตแดนประเทศลาว

แคว้นสิบสองปันนาเป็นดินแดนแห่งนกยูง ชาวไตลื้อถือว่านกยูงเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภและความสุขความเจริญ ฉะนั้น จึงเป็นเมืองแห่งแม่น้ำป่าเขาลำเนาไพร โดยมีนกยูงเป็นสัญลักษณ์ ชาวไตลื้อนับถือพระพุทธศาสนาร้อยละ 90







 
 
   
   
          copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ