Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว      Home > Outbound Tour > Sipsongpanna 7  
1
2
3
4
5
6
7
8
9
      Home
เชียงของ
ห้วยทราย
เส้นทาง R3a
เชื่อม 3 ประเทศ
เมืองกาหลั่นป้า
หมู่บ้านไทลื้อ
สวนป่าม่านทิง
วัดพุทธป่าเจ
สวนปาดิบ
สวนป่านกยูง
สวนลิง
อดีตวังเก่า
บ่อหาน
ประตูสู่ลาว-ไทย
บ่อเต็น
ชายแดนลาว
ห้วยทราย
เชียงของ

 

ท่องต่างแดน >

 

ย้อนอดีตเมืองล้านนาของไทย Sipsongpanna (Jinghong)
เชียงรุ่ง เชียงรุ้ง (จิ่งหง ในภาษาจีน) หรือสิบสองปันนา อาจกล่าวได้ว่าเป็นเมืองคู่แฝดกับล้านนาของไทยที่มีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง ทุกคนที่ได้ไปเห็นต่างแปลกใจที่ภาษาไทลื้อ ก็คือภาษาคำเมืองที่ใช้กันในอดีต หรือจารึกอยู่ในคัมภีร์ใบลาน หรือแม้ภาษาพูดของชาวไทลื้อในปัจจุบัน ก็ยังพอสื่อสารกันเข้าใจ ชาวไทลื้อที่สิบสองปันนา ถือว่าเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมล้านนา ที่ยังรักษา และไม่ได้สูญหายไปเหมือนกับของไทย บางคนกล่าวว่า หากต้องการเห็นภาพในอดีตทางภาคเหนือของไทย ก็ต้องไปเที่ยวสิบสองปันนา ..ไปพูดคุยกับชาวไทลื้อ ไปทานอาหารเหนือ ไปดูสาวๆกางจ้อง และดูบ้านไม้หลังใหญ่ของชาวไทลื้อที่เห็นอยู่มากมาย

 
           
   














 



สิบสองปันนา ตอนที่ 7 พักที่บ่อหาน (Mo Han) เมืองชานแดนจีนเขตติดต่อกับลาว
(เดินทาง 15 -19 มีนาคม 2551)



ราเดินทางออกจากเมืองเชียงรุ้ง(สิบสองปันนา) หรือจิ่งหง (ภาษาจีน) กันในช่วงบ่ายๆ หลังเที่ยวสวนลิง เป็นรายการสุดท้าย

ตามกำหนดแล้วในค่ำคืนนี้เราต้องพักโรงแรมเดิมในเมืองหล้า เมืองใหญ่ปลายทางของสิบสองปันนาก่อนออกสู่ประเทศลาว แต่เนื่องจากตอนขามาพวกเราก็นอนพักในคืนแรก และไม่ค่อยจะประทับใจกับโรงแรมนี้เท่าใดนัก พอไกด์บอกว่าขากลับก็จะพักโรงแรมเดิม ทำเอาหลายคนร้องยี้กันเป็นแถวๆ เพราะรับไม่ได้กับสภาพห้องพักที่เหม็นกลิ่นบุหรี่ ห้องอาหารก็ดูซอมซ่อ ช้อนซ่อม ก็สกปรก แถมห้องน้ำล็อบบี้ก็มีกลิ่นเหม็นจนเหลืออดเหลือทน

นี่ขนาดเป็นโรงแรมทันสมัยและใหญ่โตที่สุดของเมืองนี้แล้วนะ

โชคดีที่เอเยนต์ทัวร์ของจีนมีทางออก โดยเปลี่ยนให้ไปพักที่บ่อหาน (Mo Han) เมืองเล็กๆติดชายแดน บอกว่าเป็นโรงแรมเล็ก โรงแรมใหม่ พึ่งเปิดทำการได้ไม่กี่วัน แต่ต้องเดินทางไกลขึ้นหรือใช้เวลาเดินทางจากเมืองหล้าไปอีกราว 1 ชั่วโมง

บ่อหานเมืองเล็กๆติดชายแดนจีน – ลาว อยู่ทางใต้สุดของมณฑลยูนนาน

หากยังพอจำเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไทย ก็มณฑลยูนนานนี้แหละคือดินแดนของต้นตระกูลชนเผ่าไท หรือชนเผ่าไต ( Tai) ในอดีต

ขอย้อนประวัติศาสตร์ฉบับกระเป๋ากันอีกสักนิด ว่าคนไทยแต่เดิมนั้นเป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในดินแดนของจีน มีชื่อว่า อาณาจักรน่านเจ้า ประวัติศาสตร์ของจีนมีบันทึกไว้ว่าเป็นอาณาจักรใหญ่ และมีความเข้มแข็งอาณาจักรหนึ่งที่อยู่ในการปกครองของจีนโบราณ โดยมีปักกิ่งเป็นเมืองหลวง

ต่อมาพวกมองโกล ชนเผ่าที่มีความชำนาญการรบบนหลังม้า แต่มีความโหดเหี้ยมผิดมนุษย์มนา ทำให้คนจีนสมัยโบราณกลัวพวกมองโกลกันมาก ชนิดที่ได้ยินชื่อก็ขนหัวลุก แม้จีนจะสร้างกำแพงเมืองเป็นปราการขนาดใหญ่ และยาวหลายพันไมล์ ก็ไม่สามารถต้านทานได้

ชาวไตในอาณาจักรน่านเจ้าหลังถูกพวกมองโกลรุกไล่ ก็ค่อยๆอพยพถอยร่นลงมาทางตอนล่าง ตามลำน้ำโขงที่มีต้นกำเนิดมาจากดินแดนของธิเบตหรือบริเวณเทือกเขาหิมาลัย

เมื่ออพยพถอยร่นลงมา ก็ตั้งรกรากสร้างบ้านแปงเมือง ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 เมืองหรือ 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

1 เมืองเชียงรุ้ง หรือ สิบสองปันนา ปัจจุบันอยู่ทางตอนใต้ของมณฑลยูนนาน ประเทศจีน
2 เมืองล้านช้าง ปัจจุบันคือประเทศลาว มีหลวงพระบางเป็นศูนย์กลาง ล้านช้างสมัยนั้นยังรวมดินแดนทางภาคอีสานในปัจจุบันด้วย
3 เมืองเชียงแสน ดินแดนจังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน ต่อมาพระเจ้าเม็งรายหรือพญามังราย ได้ย้ายเมืองจากเชียงแสนมาตั้งอยู่ที่ลุ่มน้ำปิง ในดินแดนเชียงใหม่ พร้อมสร้างราชธานีใหม่ ชื่อว่า ล้านนา มีนครพิงค์เป็นศูนย์กลาง

อาณาจักรล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้ ยังรวมถึงเมืองบริวารอื่นๆ ที่พระเจ้ามังรายเข้าตีมาได้ พร้อมกับผนวกรวมเป็นล้านนา ได้แก่เมืองลำปาง (เขลางค์) เมืองลำพูน(หริภูญชัย) เมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองเชียงราย (เชียงแสน) เมืองแม่ฮ่องสอน ปัจจุบันเรียกว่า กลุ่มจังหวัดทางภาคเหนือตอนบน (ส่วนจังหวัดพะเยา แต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของเชียงราย )

ชาวไต หรือไทลื้อ (ชื่อปัจจุบัน) ในเมืองเชียงรุ้ง หรือสิบสองปันนา เป็นชาวไตกลุ่มใหญ่สุด มีประชากรประมาณ 1.2 ล้านคน ปัจจุบันยังรักษาขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของตนเองได้เหนียวแน่น บางคนถึงกับบอกว่า อยากรู้ว่าชาวไต หรือไท ในอดีตมีรากเหง้าและมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไรก็ต้องไปดูที่เมืองเชียงรุ้ง

นอกจากนี้ยังมีชาวไต กระจายอยู่ตามที่ต่างๆ อีกหลายๆแห่งแต่เป็นกลุ่มเล็กๆ และมีชื่อเรียกต่างๆกัน เช่นกลุ่มไทอาหมในแคว้นอัสสัม หรือรัฐอิสระของอินเดีย นอกจากนี้ยังมีชาวไตอีกกลุ่มหนึ่งที่เมืองเชียงตุง ในเขตรัฐฉานของพม่าในปัจจุบัน

สมัยที่ล้านนาเข้มแข็ง พญามังรายกษัตริย์แห่งล้านนา ได้ส่งแม่ทัพไปตีเชียงตุงมาได้ กลายเป็นเมืองขึ้นของล้านนาอยู่หลายปี ระหว่างนั้นก็มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจากล้านนาสู่เชียงตุง และได้นำพุทธศาสนาไปเผยแพร่ด้วย

อาณาจักรน่านเจ้า ศูนย์กลางของชนเผ่าไตในอดีต ปัจจุบันก็ยังมีชนเผ่าไตหรือไท ที่เป็นต้นตระกูลอยู่ที่เมือง ต้าลี่ หรือ ต้าหลี่ (Dali) ประวัติศาสตร์ของจีนบันทึกไว้ว่า ต้าลี่เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรน่านเจ้า มีชื่อว่า ตาลีฟู หรือ หนองแส หลายคนอาจพอคุ้นชื่อนี้จากหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์ไทยสมัยเรียนชั้นประถม
(ดูแผนที่เมืองต้าลี่)

ถิ่นฐานเดิมของชาวไตมาจากอาณาจักรน่านเจ้า ต่อมาได้อพยพถอยร่นลงมาตามลำน้ำโขง ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากบริเวณเทือกเขาหิมาลัยในดินแดนของธิเบต ผ่านยูนนาน และประเทศต่างๆ ได้แก่ จีน-เชียงรุ้ง พม่า ลาว ไทย เขมร เวียดนาม

ชาวไตที่อาศัยอยู่ตามลุ่มแม่น้ำโขง มีชื่อเรียกตนเองแตกต่างกัน เช่น ไทดำ ไทแดง ไทขาว ไทพวน ผู้ไท ไทลื้อ ไทใหญ่ ไทเขิน ฯลฯ แต่ทั้งหมดนี้มีเชื้อสายเดียวกัน มีประวัติศาสตร์ที่คล้ายๆกัน นับถือศาสนาพุทธเหมือนกัน ทำให้มีการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรม ต่างกันตรงที่อาศัยอยู่คนละประเทศเท่านั้นเอง

หากจะพูดว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในมณฑลยูนนาน เรื่อยลงมาตามลำนำโขง ที่เรียกว่าอินโดจีน ถือเป็นชาติพันธ์เดียวกัน หรือชนชาติไต(ไท) ก็ไม่น่าจะผิดนัก ที่เห็นชัดเจนในเรื่องอาหารการกินของคนในยูนนาน ก็ค่อนมาทางอินโดจีน จนเป็นที่รู้ในหมู่ชาวจีนว่า อาหารยูนนาน รสเผ็ด รสจัด มีพริกเป็นส่วนประกอบสำคัญ มีผักที่ใช้ปรุง และเครื่องเทศ ใกล้เคียงกับบ้านเรา ยิ่งเป็นอาหารของไทลื้อ เมืองสิบสองปันนาแล้วก็ต้องบอกว่า ไม่ต่างอาหารล้านนาบ้านเราเท่าใดนัก เพียงแต่รสชาติและวิธีทำจะเป็นแบบดั่งเดิม (เช่นใช้หม้อดิน) ไม่ปรุงแต่งหรือประยุกต์เหมือนอาหารล้านนาทางภาคเหนือของไทย

อาจมีผู้สงสัยว่า แล้วสยามประเทศ ชนเผ่าไท หรือชนชาติไทย มาจากไหนกันละ ก็เอาไว้ติดตามในตอนต่อไปครับ เพราะเรื่องมันยาว


บ่อหาน (Mo Han)

บ่อหานดูแล้วน่าจะเป็นเมืองเล็กๆ หรือตำบลเล็กๆที่อยู่ไกลปืนเที่ยง เท่าที่สังเกตก็คล้ายกับว่าเป็นเมืองใหม่แกะกล่อง ถนนหนทาง ตึกอาคาร ร้านค้า และสถานที่ราชการ เช่นด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. รวมทั้งการตกแต่งภูมิทัศน์ ดูสวยงามหมดจดไปหมด

หากมีโอกาสได้เดินไปตามถนนก็จะเห็นตึกอาคารใหม่ๆที่อยู่ระหว่างกำลังก่อสร้างอีกหลายแห่ง ถนนหนทางบางเส้นทางก็กำลังขยายให้กว้างขึ้นกว่าเดิม

ผมมาเห็นแล้วต้องบอกว่านี่คือเมืองเนรมิตร

อาจมีคำถามว่า ทำไมต้องมาเร่งสร้างพร้อมๆกันในช่วงนี้ ก็ต้องตอบอย่างไม่ต้องสงสัยว่า ที่นี่คือด่านชายแดนใต้สุดของจีน พึ่งจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวสิบสองปันนาไม่นานมานี้เอง ขณะเดียวกันก็เป็นจุดเริ่มต้นของถนนสาย R3 หรือหลักกิโลเมตรแรก สู่ คุนหมิงอีกราว 8-900 กม.

เมื่อวานนี้ 18 มีนาคม 2551 ข่าวท้องถิ่นของจีนตอนกลางคืน บอกว่าว่าวันนี้จะเปิดเส้นทางสายใหม่ ในช่วงแรก จากบ่อหาน ถึง เชียงรุ้ง พร้อมกับทำเป็นภาพกราฟฟิคแอนนิเมชั่นสวยงาม จีนถือว่าเป็นถนนท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม หล่อหลอมชาวไท(Tai) ระหว่างไทย ลาว และจีน ที่ถือเสมือนหนึ่งเครือญาติ สามารถไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวก
( ถนนสาย R3 เป็นถนนของโครงการจีน ถนนสายการค้าและวัฒนธรรม โดยมีจีนเป็นโต้โผใหญ่ เชื่อม ไทย-ลาว - คุนหมิิงของจีน ถนนสายนี้เรียกว่า R3a อีกสายหนึ่ง เชื่อม เชียงตุง ของพม่า - คุนหมิง จีน สายนี้เรียกว่า R3b ทั้งสองสายนี้ไปเชื่อมต่อกับ R3 สายหลักของจีนที่สร้างเป็นทางด่วนพิเศษมอเตอร์เวย์ มีจุดเริ่มต้นที่เมืองบ่อหาน จากนั้นก็ยาวไปถึงคุนหมิง มีระยะทางประมาณ 8-900 กม. เมื่อโครงการนี้เสร็จสมบููรณ์ การเดินทางสู่ประเทศต่างๆในย่านนี้ก็จะใช้เวลาที่สั้นลงจากเดิมมาก โดยเฉพาะจะเกิดประโยชน์กับจีนอย่างมหาศาล การค้าจะไหลจากคุนหมิืงสู่เชียงรุ้ง หรือสิบสองปันนา ต่อมายังเมืองหล้า (ล้า) และต่อมายังชายแดน บ่อหาน จากนั้นข้ามมายังลาว สู่เชียงของ เชียงราย ในบ้านเรา ปัจจุบัน (ปี51-52) โครงการ R3a ในบ้านเรายังไม่ได้เริ่มต้น เพราะสะพานข้ามโขงจากลาว ระหว่าง หลวงน้ำทา มายัง อ.เชียงของ ยังไม่ได้ก่อสร้าง )

เมืองไทยคงเนรมิตรเมืองหรือโหมสร้างทางด่วนชนิดฉับพลันทันทีได้ยาก เพราะต้องใช้เงินมหาศาล และที่เห็นนี้ถือว่าเป็นเพียงโครงการเล็กๆ เท่านั้นเอง ประเทศจีนยังมีโครงการขนาดใหญ่ๆอีกนับไม่ถ้วนที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย ถนนหนทาง รวมทั้งทางด่วนมอเตอร์เวย์ที่กำลังก่อสร้างไปพร้อมๆกันทั่วทั้งประเทศ

ล่าสุดหลังกลับจากคุนหมิงไม่กี่เดือนมานี้เอง( มิย. 52) ไกด์จีนเล่าว่า จีนกำลังสร้างทางรถไฟความเร็วสูงอีกหลายสาย โดยมีเป้าหมายที่จะเชื่อมเมืองใหญ่ๆในมณฑลต่างๆให้ไปมาหาสู่กันได้

เหลียวมามองบ้านเรา เอาแค่กรุงเทพ เรายังไม่สามารถเชื่อมระบบ รถไฟใต้ดินหรือรถไฟฟ้าบนดินให้ครบวงจรในจุดใหญ่ๆได้ ที่ผ่านมาเราถกเถียงกันเรื่องรถไฟสายสีน้ำเงิน สายสีม่วง หรือสายอื่นๆที่จะทำการเชื่อมต่อ แต่จีนก้าวกระโดดไปไกลแล้ว ถึงขั้นที่จะเชื่อมรถไฟความเร็วสูงระหว่างจังหวัดสำคัญๆ

หากเทียบกับบ้านเราก็เหมือนกับว่า เชียงใหม่ นครสวรรค์ กรุงเทพ โคราช ชุมพร หาดใหญ่ กำลังเชื่อมต่อกันด้วยรถไฟความเร็วสูง ที่วิ่งด้วยความเร็วสูงสุดถึง 431 กม./ชม. ให้เข้าเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ หากเสร็จเมื่อไหร่เงินจากนักท่องเที่ยวคงไหลสะพัดกันน่าดู เพราะสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปหลายๆมณฑลในโปรแกรมเดียว ต่างกับปัจจุบันที่ต้องเดินทางกันหลายครั้งหลายรอบ

“ จีนเป็นประเทศที่ร่ำรวย ปล่อยเค้าไปเถอะ สู้ประเทศเราไม่ได้ อยู่อย่างไทยๆ ชาตินี้คงได้แต่นอนฝันเท่านั้นเอง “

ตัดฉากกลับมาบ้านเรา ในช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา มีการหยุดวิ่งของรถไฟสายใต้ สายท้องถิ่น อ้างว่าหัวรถจักรไม่มีความปลอดภัย

ีที่ผ่านมา รัฐบาลไหนคิดจะปฏิรูปการรถไฟไทย พวกบ้าๆกลุ่มหนึ่งก็ออกมาเย้วๆ ชุมนุมต่อต้าน จะเป็นจะตายกันท่าเดียว หาว่านักการเมืองกำลังวางแผนทุจริตงบประมาณ ส่วนนักการเมืองก็ปอดแหก ไม่กล้า กลัวเก้าอีสั่นคลอน พวกนี้เลยได้ใจ วันดีคืนดีมันก็มาประท้วงหยุดเดินรถสายใต้ บอกว่าหัวรถจักรชำรุด เกรงว่าผู้โดยสารจะไม่ปลอดภัย (เอาเข้าไป)

โอ้ย..หวังดีกับผู้โดยสารกันถึงขนาดนี้ ฟังแล้วอยากอาเจียนและสำรอกออกมาวันละ 3 ครั้งหลังอาหาร เป็นปรากฏการณ์ที่ดีเลิศประเสริฐศรี น่ายกย่องนับถือ มันตื้นตันจนน้ำหูน้ำตาแทบจะไหลริน จนอยากจะมอบถ้วยรางวัลที่ทำจากกาละมังข้าวหมาให้เป็นการตอบแทนความดีความชั่ว

แต่แหม..ทีส้วมเหม็นและสะสมกลิ่นมานานนับร้อยๆปี น่าจะประท้วงกันตั้งนานว่ากลัวผู้โดยสารจะสลบคาส้วม ก็ไม่เห็นจะมีใครคิดจะรวมตัวประท้วงหยุดวิ่งกันบ้าง

ชาวบ้านเขาบอกว่าแค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว

ไล่ออก 6 คน...

คราวนี้หัวรถจักรเก่ารถจักรใหม่ วิ่งกันฉลุยๆ เจอไม้เด็ด เจอของจริงเข้า พวกประท้วงวิ่งแจ้นเข้าทำงานกันแทบหน้าคะมำ

“ ไหนละ หัวรถจักรชำรุดไม่ปลอดภัย เห็นขับกันฉิวเลย “

เอาความปลอดภัยของประชาชนมาอ้าง เป็นความหวังดีท่ามกลางเสียงด่า และไม่มีชาวบ้านคนไหนเล่นด้วย หวังดีแบบนี้เรียกว่า ผิดฝาผิดฝั่ง เป็นการปิดบังอำพรางพฤติกรรมทรามๆของพวกตนมากกว่า ก็พวกนี้ไม่ไช่หรือ ที่เขาว่ามาเฟียรถไฟ กินกันตั้งเท่าไหร่ จนสร้างเป็นอาณาจักรย่อยๆขึ้นมาได้

ต้องยอมรับว่า หมอรถไฟแก้ปัญหาด้วยยาดีครับ (ขอปรบมือให้) เจอเข้าไปคนละเข็ม โรคบ้าหายเป็นปลิดทิ้ง แจ้นเข้ามาปฏิบัติงานกันอย่างพรึบพรับ โรคอิดๆออด ลาโน่น หยุดนี่ หายขาดทันทีครับท่าน

ยังไงก็ฝากหมอรถไฟหน่อยว่า อย่าเปลี่ยนยา (ที่มีชื่อทางการแพทย์ว่า Lai ook -ไล่ออก ) เป็นอย่างอื่นนะครับ อาจมีโอกาสได้ฉีดยาอีกหลายเข็ม เพราะโรคบ้าหยุด บ้าประท้วงนี้มันจะกำเริบ หรือออกอาการตามฤดูกาล ต้องคอยเฝ้าระวังกันอย่างใกล้ชิด

ความจริงยา Lai ook เป็นยาไทยแผนโบราณ หรือยาพื้นบ้าน ที่มีมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวด เพียงแค่หมอแผนปัจจุบันไม่นิยมนำมาใช้เท่านั้นเอง หมอประจำโรงพยาบาล ขสมก. การประปา การไฟฟ้า หรือรัฐวิสาหกิจอื่นๆ นำมาใช้ได้นะครับ จากรายงานทางวิชาการแพทย์ระบุไม่ปรากฏผลค้างเคียงแต่อย่างใด (หมอตี๋ยืนยันและนอนยัน)

ชาวบ้านเขาชอบครับ (โดยเฉพาะคนใต้) ที่หมอมียาดี เขาเชียร์สุดลิ่ม ทิ่มสุดหัวใจ บอกเอาอีกๆ 6 คนมันน้อยไป สัก 100 น่าจะกำลังดี เอาให้มันสูญพันธ์ไปเล้ย..(คนใต้เขาบอกมา ผมไม่เกี่ยว)

มันน่าเบื่อน่ารำคาญกันมาหลายครั้งแล้ว รัฐวิสาหกิจอื่นๆน่าจะมาขอตำรายาหลวงจากหมอรถไฟไปใช้ปราบบ้าง เข้าใจว่าหมอรถไฟคงไม่หวงสูตร แต่ก็ขอเตือนก่อนว่า ก่อนใช้ก็ควรวินิจฉัยก่อนว่าสามารถแก้ได้ ใช้ผิดที่ผิดทาง หมอนั่นแหละอาจถูกคนไข้แย่งเข็ม แล้วย้อนกลับมาแทงหมอ จนชักตายคาเข็มเอานะ จะบอกฮ่าย..

ว่ากันเรื่องวุ่นๆบ้านเราพอหอมปากหอมคอ กลับมาที่บ่อหานกันต่อ

บ่อหาน จีนได้วางแผนมานานหลายปีแล้วที่จะให้เป็นประตูสู่อินโดจีน

และเป็นหนึ่งในหลายประตูหลายจุดที่จีนพยายามผลักดันให้มีการระบายสินค้าสู่อินโดจีน หรือกลุ่มอาเซี่ยน

ประเทศที่มีชายแดนติดต่อกับจีนจะได้รับการช่วยเหลือในการสร้างถนนหนทาง เพื่อระบายสินค้าสู่ประเทศอื่นได้สะดวก ทำให้ประเทศนั้นๆได้รับผลประโยชน์ไปด้วย

ผู้นำจีนก็เคยกล่าวว่า ต้องการผูกมิตรกับประเทศในอินโดจีน รวมถึงกลุ่มประเทศในอาเซี่ยนด้วย

ทุกวันนี้จะเห็นว่าสินค้าจากจีนทะลักสู่ประเทศต่างๆในแถบอินโดจีนจนแทบจะเรียกว่าครองตลาด ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม พม่า ไทย ลาว เขมร ไปที่ไหนก็จะเห็นสินค้าจีนทั้งของจริงของปลอม เต็มไปหมด

ที่เห็นนี้เป็นเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น เพราะยังจะมี เขตการค้าเสรีของกลุ่มอาเซี่ยน หรืออาฟต้า AFTA ที่ประเทศต่างๆในกลุ่มอาเซี่ยน หรืออาเซี่ยน + 3 และ อาเซี่ยน +6 ต้องปลดป้ายภาษีนำเข้าออก หรือไม่มีการเรียกเก็บภาษีในบัญชีสินค้าที่มีการตกลงกัน หากอ้าฟต้ามีผลบังคับอย่างสมบูรณ์แล้ว สินค้าจีนคงเดินพาเหรดเข้าประเทศต่างๆเป็นว่าเล่น ทั้งนี้พราะศักยภาพของจีนนั้นเหนือประเทศต่างๆชนิดเทียบกันไม่ได้
(อาเซี่ยน+3 หรือ อาเซียนรวมกับอีก 3 ประเทศที่อยู่นอกกลุ่ม ได้แก่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ส่วน + 6 จะมีเพิ่มอีก 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์)

ช่วงนี้เราคงได้ยินข่าวออกมาอยู่บ่อยๆว่าพืชผลทางการเกษตรบางตัวในบ้านเราจะได้รับผลกระทบ เช่นข้าว กาแฟ ฯลฯ แต่คิดว่าเป็นแค่เศษเสี้ยวของปัญหา หรืออาจเรียกว่าแต่มวยยกต้นๆเท่านั้น อนาคตเราอาจเจอปัญหาสินเกษตรแปรรูปจากจีนทะลักเข้าไทย จะมีอะไรบ้างที่มีผลกระทบ คงเป็นเรื่องของอนาคต

อย่าลืมว่าสินค้าเกษตร ที่ปลูกและขายกันแบบของสดของแห้งนั้น เส้นทางต่อไปของสินค้าเหล่านี้ก็คือการแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งสามารถสร้างรายได้ และทำกำไรได้มากกว่าสินค้าเกษตรแบบดิบๆ เพียวๆ

อนาคตใครจะรู้ว่า จีนอาจทำน้ำพริกเผา น้ำพริกนรก มาขายแข่งกับน้ำพริกแม่ประนอม พันท้ายนรสิงห์ หรือน้ำพริกตาโย่ง เราขายกระปุกละ 35 แต่จีนอาจขายแค่ 15 บาท หลายคนอาจบอกว่าไม่ซื้อ แต่คนระดับรากหญ้าที่ต้องการของถูก จะไปห้ามเขาได้หรือ

ถามว่าจีนทำได้หรือ ก็ไม่เห็นยากนี่ครับ พริกในประเทศจีนก็ปลูกขายกันทั่วทั้งประเทศ แค่จ้างคนไทยไปปรุง ไปควบคุมการผลิต ไม่เห็นจะยากเลย แถมโรงงานก็อาจใหญ่โตทันสมัยกว่าบ้านเราอีก

คนไทยไม่ไช่ชาติเดียวในโลกที่ทานพริก หรือชอบอาหารรสจัด คนจีนที่ชอบรสจัดก็มี ลองถามๆผู้ที่เคยไปเที่ยวในเขตมณฑลยูนนานของจีนสิว่า อาหารยูนนานเป็นอย่างไรบ้าง จัดจ้านขนาดไหน



โฟโต้ออนทัวร์
4 พฤศจิกายน 2552







-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


  แผนที่แม่น้ำโขง ไหลผ่าน จีน ลาว พม่า ไทย กัมพูชา เวียดนาม (คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย)


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

  แผนที่มณฑลยูนนาน ประเทศจีน
(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย)




-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 แผนที่ถนน R3a การเดินทางจาก อ.เชียงของ จ.เชียงราย ผ่านลาว สู่ บ่อเต็น ชายแดนลาว
(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย)






แผนที่เมืองต้าลี่ (ต้าหลี่) Dali อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรน่านเจ้า ดินแดนของต้นตระกูลชนชาติไท(ไต)
(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย)




สิบสองปันนา มีชื่อเรียกหลายชื่อ
- สิบสองพันนา
- นครเมิงไต
- นครเมืองไทย (เรียกในสำเนียงไทยภาคกลางว่า )
- เชียงรุ้ง

สิบสองปันนา เป็นชื่อที่แบ่งตามเขตการปกครอง โดยยึดถือไร่นาจำนวน 12,000ไร่ ตรงกับสำเนียงไทยที่เรียกว่า สิบสองพันนา

คำว่า เชียงรุ่ง สันนิษฐานว่ามาจาก
มีตำนานเล่าว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมารุ่งเช้าที่นี้พอดี จึงเป็นที่มาของคำว่า เชียงรุ่ง แต่คนไทยออกเสียงเป็น เชียงรุ้ง

เชียงรุ้ง อาจหมายถึง เมืองของท้องฟ้าสีรุ้ง ก็ได้ ตามสำเนียงเรียกของคนไทยทั่วไป แต่คนที่นี่ยืนยันว่า ชื่อที่ถูกต้องแท้จริงคือ เชียงรุ่ง แปลว่า เมืองแห่งฟ้ารุ่งอรุณ ชาวไตลื้อเองออกเสียงว่า เจงฮุ่ง คนจีนหรือภาษาราชการเรียกว่า จิ่งหง (Jinghong)

สิบสองปันนา (Sipsongpanna) คนจีนออกเสียงว่า ซีสวงปันนา (Xishuangpanna)

นครเมิงไตของชาวไตลื้อและชนกลุ่มน้อย ตั้งอยู่ในภาคใต้สุดของมณฑลยูนนาน ในอดีตแบ่งเขตการปกครองเป็น 12 หัวเมืองใหญ่ โดยจัดแบ่งหัวเมืองใหญ่ 28 เมืองเป็น 12 เขตปกครอง จึงเรียกว่า สิบสองปันนา หรือ สิบสองพันนา

ตามเอกสารบันทึกใน พ.ศ. 2113 จัดแบ่งไว้ ดังนี้
1. เมืองเชียงรุ่ง เมืองยาง เมืองฮำ รวมเป็น 1 พันนา
2. เมืองแจ เมืองมาง (ฟากตะวันตก) เมืองเชียงลู เมืองออง เป็น 1 พันนา
3. เมืองลวง เป็น 1 พันนา
4. เมืองหน เมืองพาน เชียงลอ เป็น 1 พันนา
5. เมืองฮาย เชียงเจือง เป็น 1 พันนา
6. เมืองงาด เมืองขาง เมืองวัง เป็น 1 พันนา
7. เมืองหล้า เมืองบาน เป็น 1 พันนา
8. เมืองฮิง เมืองปาง เป็น 1 พันนา
9. เชียงเหนือ เมืองลา เป็น 1 พันนา
10. เมืองพง เมืองมาง (ฟากตะวันออก) เมืองหย่วน เป็น 1 พันนา
11. เมืองอูเหนือ เมืองอูใต้ เป็น 1 พันนา
12. เมืองเชียงทอง อีงู อีปาง เป็น 1 พันนา

ตามข้อมูลสำรวจประชากรเมื่อปี 2543
แคว้นสิบสองปันนามีประชากรทั้งสิ้น 993,397คน แต่เป็นชาวไตลื้อถึง 296,930 คน หรือหนึ่งในสาม นั่นคือ เป็นชาวไตลื้อส่วนหนึ่ง จีนฮั่นส่วนหนึ่ง และชนกลุ่มน้อยอื่นๆอีกส่วนหนึ่ง

บรรพบุรุษของไตลื้อสืบทอดมาตั้งแต่ยุคขุนเจือง
วีรบุรุษสองฝั่งโขง จวบจนถึงยุคปฏิวัติวัฒนธรรมในประเทศจีน มีกษัตริย์ปกครองรวมกัน 44 พระองค์ องค์สุดท้ายชื่อ เจ้าหม่อมคำลือ พระราชวังตั้งอยู่ที่เวียงผาคราง บนที่เนินเขาบริเวณริมฝั่งแม่น้ำล้านช้าง ซึ่งมีวัดวาอารามมากมาย ปัจจุบันถูกทุบทำลายเกือบหมด ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกครั้ง โดยมีภูเขาลิงเป็นเครื่องหมาย

แคว้นสิบสองปันนาเป็นเขตปกครองตนเองของชนชาติไต ( Xishuangbanna Dai Autonomous Prefecture) มีฐานะเทียบเท่าจังหวัดหนึ่งทางตอนใต้ของมณฑลยูนนาน ซึ่งมีเมืองคุนหมิงเป็นเมืองหลวง ได้รับสิทธิพิเศษให้เป็นเขตที่มีการปกครองตนเองของชนเผ่าไต โดยมีข้อบังคับว่า ผู้ว่าการ และรองผู้ว่าต้องเป็นชาวไตลื้อ

หัวเมืองต่างๆ แห่งแคว้นสิบสองปันนามีถึง 28 หัวเมืองใหญ่ และ 40 กว่าหัวเมืองย่อย สถานภาพในปัจจุบันจัดลดลงเป็นแค่ตำบลและหมู่บ้าน แคว้นสิบสองปันนาประกอบไปด้วยหนึ่งนครหลวงและสองอำเภอที่ว่าการ คือ นครหลวงเชียงรุ้ง ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางการปกครองของสิบสองปันนา เขตอำเภอเมืองฮาย (Meng Hai) มีเมืองเชี่ยนชานเป็นที่ว่าการ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกติดกับประเทศพม่า และเขตอำเภอเมืองล่า (Meng La) ซึ่งมีเมืองล่าเป็นที่ว่าการ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดต่อกับเขตแดนประเทศลาว

แคว้นสิบสองปันนาเป็นดินแดนแห่งนกยูง ชาวไตลื้อถือว่านกยูงเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภและความสุขความเจริญ ฉะนั้น จึงเป็นเมืองแห่งแม่น้ำป่าเขาลำเนาไพร โดยมีนกยูงเป็นสัญลักษณ์ ชาวไตลื้อนับถือพระพุทธศาสนาร้อยละ 90







 
 
   
   
          copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ