Home
Home : Outbound : Sipsongpanna Part 2

สิบสองปันนาหรือเมืองเชียงรุ่ง ชนชาตืไตที่อยู่ทางตอนใต้ของมณฑลยูนนาน-จีน โดยเดินทางผ่าน สปป.ลาว
 
 

ตอนที่ 2 จากเมืองบ่อห่านเดินทางสู่เมืองหล้าเมืองเล็กๆที่อยู่ตอนใต้สุดของประเทศจีน คืนแรกพักที่เมืองหล้า รุ่งขึ้นจึงเดินทางสู่เมืองฮำหรือกาหลั่นป้า
โดยใช้ถนนไฮเวย์ R3a ที่มีทิวทัศน์สวยงาม และเป็นถนนเศรษฐกิจสำคัญของจีน หรือถนนสู่อาเซี่ยน

 
 

                                 


                                 


                                 

 

Sipsongpanna Part 2
สิบสองปันนาตอนที่ 2

(เดินทางเดือนกรกฏาคม ปี56)

เมืองสิบสองปันนา(Sipsongpanna) คนไทยมีชื่อเรียกกันหลายชื่อ เช่นสิบสองพันนา  เชียงรุ่ง หรือเชียงรุ้ง
แต่ภาษาอังกฤษส่วนใหญ่จะใช้คำว่า Jinghong หรือจิ่งหง  ส่วนภาษาไทลื้อแท้ๆจะใช้คำว่า เจงฮุ่ง 

ภาษาไทลื้อ..(ฮุง ฮุ่ง ฮุ้ง)

ฮุง แปลว่า ตะไคร่น้ำ (หากฮุง)มีลักษณะสีเหลือง อาศัยอยู่บริเวณที่เป็นตาน้ำ หรือบ่อน้ำตามริมห้วย
ฮุ่ง แปลว่า เวลารุ่งเช้า (ยามค่ำคืนฮุ่ง) (น.)ต้นละหุ่ง ผลของลูกละหุ่ง หรือ
ฮุ้ง แปลว่า นกชนิดหนึ่ง เป็นประเภทเดียวกับเหยี่ยว (ส่วนรุ้ง หรือ สายรุ้ง ที่เกิดบนฟ้านั้นชาวลื้อเรียกว่าแมงอี่ฮุม)
ภาษาลื้อไม่มีคำว่ารุ้ง การเรียกชื่อเมืองเชียงรุ่ง นั้นจึงไม่ถูกต้อง

(ที่มา : วิกิพีเดีย)

นี่ก็เอามาจากวิกิพีเดีย และคำว่า “เชียงรุ้ง “ ที่คนไทยเรียกกัน หากดูจากข้างบนก็ถือว่าเรียกไม่ถูกต้อง ที่ถูกชื่อ "เชียงรุ่ง"

เมืองสิบสองปันนาในสมัยประวัติศาสตร์เมื่อราว 7-800 ปีก่อนนั้นมีความใกล้ชิดกับล้านนาเชียงใหม่  โดยเฉพาะเรื่องพุทธศาสนา  หากใครได้มีโอกาสใกล้ชิดกับพระที่แก่พรรษาในจังหวัดทางภาคเหนือก็จะทราบว่า พระสงฆ์เมืองล้านนา(เชียงใหม่) เมืองเชียงตุง(รัฐฉานพม่า) และเมืองเชียงรุ่งหรือสิบสองปันนา ได้ไปมาหาสู่กันมาอย่างยาวนานนับเป็นเวลาหลายร้อยปี เสมือนหนึ่งเป็นญาติพี่น้องกัน ยิ่งระยะหลังๆนี้การคมนาคมสะดวก จึงไม่ต้องเดินธุดงค์รอนแรมในป่ากันเป็นเวลาหลายเดือนเหมือนแต่ก่อน

เชียงใหม่  เชียงรุ่ง และเชียงตุง และรวมไปถึงเชียงทองหรือล้านช้างของลาว ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากถิ่นเดียวกัน มีภาษาและวัฒนธรรมเช่นการแต่งกาย รวมไปถึงอาหารการกินที่เหมือนๆกัน นั้นก็คือมาจากอาณาจักรน่านเจ้า อาณาจักรโบราณในแผ่นดินของจีนที่มีเมืองหลวงชื่อว่า "หนองแส หรือตาลีฟู " ซึ่งก็คือเมือง "ต้าลี่ (Dali)" ในปัจจุบัน




แต่อาณาจักรน่านเจ้านี้ก็ต้องล่มสลาย แตกแยกไปคนละทิศละทางจากการรุกรานของชาติมองโกล ขณะเดียวกันชาติมองโกลก็ยังบุกยึดประเทศจีนที่ปกครองโดยชาวฮั่น พร้อมกับได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็น “ราชวงศ์หยวน”

หลังราชวงศ์ซ่งล่มสลาย ชาวจีนฮั่นจึงต้องมาอยู่ภายใต้การปกครองของชาติมองโกลที่มี “กุบไลข่าน“เป็นผู้นำ และราชวงศ์หยวนก็ได้ปกครองจีนมาเป็นเวลาถึง 97 ปี (พ.ศ.1814-1911) โดยมีเมืองหลวงอยู่ที่่ปักกิ่งและมีจักรพรรดิหลายพระองค์

และในยุคที่จีนอยู่ใต้อำนาจของชาติมองโกลนั้น แผ่นดินที่อยู่ใกล้เคียงกับจีนก็ต้องสั่นสะเทือนอันเนื่องมาจากการขยายอิทธิพลไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรพุกามของพม่าก็ต้องพ่ายแพ้มองโกลอย่างย่อยยับ ประเทศเกาหลีใต้ก็ถูกยึดครอง  ส่วนประเทศญี่ปุ่นนั้นโชคดีที่เนื่องจากมองโกลมีความพยายามที่จะส่งกองทัพเรือเข้ามาบดขยี้ถึงสองครั้งจากกองทัพผสมของเกาหลีกับมองโกล แต่ก็ต้องพ่ายแพ้กลับไปทั้งสองครั้ง ทำให้ทัพมองโกลต้องสูญเสียกำลังพลนับเป็นแสนๆคน

และสาเหตุที่มองโกลต้องพ่ายแพ้แก่ญี่ปุ่นก็เนื่องจากเกิดพายุใต้ฝุ่นขึ้นในทะเลทำให้เรือจำนวนหลายพันลำต้องอัปปาง  ทหารมองโกลรวมทั้งม้าศึกที่ขนใส่เรือมาด้วยกันถูกคลื่นซัดจนเรือแตกกระเจิง และทั้งหมดก็ต้องจมลงสู่ทะเล นับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของจักรวรรดิมองโกล

สรุปก็คือ ชาติมองโกลเก่งเรื่องการรบบนหลังม้า แต่ไม่ชำนาญการรบทางทะเล จึงต้องพ่ายแพ้แก่ธรรมชาติไปในที่สุด

ส่วนประเทศเวียดนาม ไทย ลาว เขมร มลายู อินโดนีเซีย รอดพ้นมาได้ ทั้งที่เป้าหมายของมองโกลต้องการจะแผ่ขยายไปจนถึงแหลมมลายู แต่ก็ไม่สำเร็จเนื่องจากประเทศเวียดนามที่อยู่ติดกับจีนเต็มไปด้วยภูเขาสูง กองทัพม้าของมองโกลจึงคืบหน้าไปอย่างเชื่องช้า ทำให้ต้องล่าถอยกลับไป  รวมทั้งความชราภาพของกุบไลข่านที่ทำให้มองโกลขาดผู้นำที่เข้มแข็ง และต่อมาพ.ศ.1837 กุบไลข่านก็ได้เสียชีวิต

การเสียชีวิตของกุบไลข่านตรงกับสมัยของพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัย ขณะเดียวกันพระองค์ยังได้เสด็จไปในงานศพของกุบไลข่านที่กรุงปักกิ่ง พร้อมเครื่องราชบรรณาการเพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีที่มีต่อราชวงศ์หยวนหรือต่อมองโกล ตามธรรมเนียมของประเทศที่อยู่ใต้อำนาจ

เรื่องนี้หลายคนอาจไม่ทราบว่ากษัตริย์ในสมัยราชวงศ์พระร่วง หรือราชวงศ์สุโขทัยตอนต้นนั้น ยังต้องสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์หยวนซึ่งเป็นราชวงศ์ที่ปกครองโดยพวกมองโกล และการเสด็จไปร่วมงานศพของกุบไลข่าน ก็ถือเป็นธรรมเนียมของชาติที่ตกอยู่ใต้อำนาจจะต้องปฏิบัติ ต้องไปแสดงความเสียใจ รวมทั้งการขึ้นครองราชของกษัตริย์หรือจักรพรรดิ ก็ต้องส่งเรื่องบรรณาการไปแสดงความยินดีเช่นกัน

หากไม่ไปก็ถือว่าแข็งข้อ และจะโดนคิดบัญชีกันภายหลัง เรียกว่าเตรียมรบกันได้เลย

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนจึงสรุปถึงเหตุการณ์สำคัญในดินแดนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ชนชาติมองโกลแผ่อิทธิพลมาจนถึงอาณาจักรต่างๆที่อยู่ตอนใต้ของจีน  ซึ่งได้แก่อาณาจักรพุกาม(พม่า) อาณาจักรเชียงรุ่ง(สิบสองปันนา) อาณาจักรสุโขทัย และอาณาจักรล้านนาในสมัยของพญามังราย

จากตารางเปรียบเทียบก็จะเห็นว่า เมืองพุกามของพม่านั้นสร้างก่อนอาณาจักรสุโขทัยของไทย

ถามว่าก่อนนานแค่ไหน ก็ต้องตอบว่า "ประมาณ 200 ปี"


ตารางเปรียบเทียบเหตุการณ์สำคัญของแต่ละอาณาจักรในยุคสมัยเดียวกันหรือในยุคที่มองโกลเรืองอำนาจ

พ.ศ.
กุบไลข่าน ครองราชย์
1803-1837
     เป็นชนชาติมองโกล และ เป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หยวนของจีนเมื่อพ.ศ 1814
อาณาจักรพุกาม(พม่า)ล่มสลาย
1830
     ล่มสลายจากการรุกรานในสมัยของกุบไลข่าน (อาณาจักรพุกาม พ.ศ.1587-1830)
พ่อขุนรามคำแหง ครองราชย์
1822-1841
     ได้เสด็จไปร่วมงาน พระศพของกุบไลข่านพร้อมเครื่องราชบรรณาการ
สิบสองปันนา

1800

     ตกเป็นของชาติมองโกลในสมัยน่านเจ้าล่มสลาย
พญามังราย ครองราชย์
1804 - 1854
    ทรงย้ายเมืองจากเมืองเชียงแสน(เชียงราย)สู่เชียงใหม่เพื่อหนีการรุกรานของมองโกล


ในขณะที่จีนปกครองโดยมองโกล แต่อาณาจักรสุโขทัยในสมัยนั้นถือเป็นยุคต้นๆ และผู้ปกครองก็เป็นกลุ่มคนจากน่านเจ้าอพยพมาจากหนองแส หรือตาลีฟู ส่วนพม่าในเวลานั้นก็เข้าสู่ยุคปลายของอาณาจักรพุกามก่อนที่ปิดฉากลงด้วยกองทัพมองโกล

หากเทียบกับตัวเลขเรื่อง พ.ศ. ก็จะเห็นว่า อาณาจักรสุโขทัยเริ่มนับตั้งแต่ พ.ศ.1792 ส่วนอาณาจักรพุกามมีมาตั้งแต่พ.ศ.1587 ห่างกันราว 200 ปี และการกำเนิดของอาณาจักรพุกามนั้นก็ตรงกับอาณาจักรของเขมรในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (พ.ศ 1545-1593)  ซึ่งในเวลานั้นก็มีการสร้างปราสาทหินขึ้นมากมายในดินแดนขอมโบราณซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ทางเขาพนมกุเลนและเกาะแกร์ซึ่งเป็นอาณาจักรที่ถูกลืม

อาจมีข้อสงสัยว่าในขณะที่ประเทศเพื่อบ้านเช่นเขมร(ขอม)กับพม่า ต่างก็มีอาณาจักรหรือมีเมืองกันหมดแล้ว  แต่ทำไมอาณาจักรไทยหรืออาณาจักรสุโขไทยจึงเกิดทีหลัง

หลายคนสงสัย และจนถึงวันนี้ก็ชักไม่แน่ใจว่าเราตั้งต้นประเทศไทยกันผิดหรือเปล่า "อาณาจักรสุโขทัยเป็นอาณาจักรแรกของไทย ไช่หรือไม่ "

หากไม่ไช่... ก็อาจเป็นไปได้ว่าประวัติศาสตร์ชาติไทยไปนับเอาตระกูลของเจ้าเมืองสุโขทัยซึ่งเป็นชาวจีนอพยพมาตั้งเป็นธง โดยถือว่าเจ้าเมืองนั้นใหญ่สุดและสำคัญที่สุด โดยไม่ได้ให้ความสนใจคนพื้นเพซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ ที่อยู่บนพื้นที่นี้มานานนับพันนับหมื่นปี

ตามประวัติศาสตร์ระบุว่าอาณาจักรไทยเริ่มจากชาวน่านเจ้าหรือ หนองแส ตาลีฟู ได้อพยพหนีพวกมองโกลลงมาสู่ดินแดนแหลมทอง ซึ่งไม่ต่างกับจีนอพยพ แต่ก็ยอมรับว่าเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังพอที่จะปราบคนท้องถิ่นให้มาสวามิภักดิ์กับตน

ดังนั้นชนชาติไทยที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ของอาณาจักรสุโขทัยก็อาจเป็น พวกขอม พวกมอญ พวกลาว ที่อยู่บนแผ่นดินแหลมทองแห่งนี้มาเป็นเวลาช้านาน หรืออยู่ก่อนที่ชาวจีนอพยพจากน่านเจ้าจะเดินทางมาถึง

และหากจะตามหาถิ่นไทยแต่กำเนิด ก็คงหนีไม่พ้นต้องพุ่งเป้าไปที่จังหวัดสุโขทัย

แต่คนสุโขทัยเป็นชาวจีนอพยพหรือไม่ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่คล้ายคลึงชาวน่านเจ้าหรือชาวไตหรือไม่ ตรงนี้น่าจะเป็นประเด็นข้อสงสัย ในทางตรงกันข้ามหากตรวจดีเอ็นเอของชาวสุโขทัยในขณะนี้ก็อาจพบว่าเป็นพวกขอม กับพวกมอญเป็นได้ เนื่องจากมีหลายสิ่งหลายอย่างทีมีแนวโน้มไปทางนั้น

เช่น

- งานแห่เทียนเล่นไฟที่เป็นประเพณีอันเก่าแก่ มีการแต่งองค์ทรงเครื่องของผู้แสดงเช่นเดียวกับนางอัปสราที่ปรากฏในนครวัดและปราสาทหินของเขมร
- ประเพณีเผาเทียนเล่นไป น่าจะประเพณีของขอม เป็นการบูชาเหล่าเทพที่นับถือ และเป็นการบูชาเทวสถานตามศาสนาฮินดูที่นิยมบูชาเทียน
- คนสุุโขทัยกินแกงกะทิ เช่นเดียวกับมอญ-พม่า อาหารของคนน่านเจ้า สิบสองปันนารวมทั้งล้านนาไม่มีกะทิ ส่วนข้าวซอยที่มีกะทิก็มาจากพม่า
- ภาษาพ่อขุนมีภาษาขอม และภาษามอญปะปนอยู่มากมาย รวมทั้งบาลี-สันสกฤตจากอินเดีย แต่ไม่มีภาษาจีน และภาษาของชาวน่านเจ้าตาลีฟู
- คนสุโขทัยผิวดำแบบมอญ
- ศิลปะเครื่องทองสุโขทัย คือเครื่องประดับในยุคขอม และโลหะทองก็มาจากพม่า

จะเห็นสุโขทัยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของขอมและมอญ แม้แต่ภาษาไทยที่ใช้ทุกวันก็มาจากภาษามอญและเขมรเต็มไปหมด และไม่มีภาษาจีนหรือภาษาน่านเจ้ารวมทั้งภาษาไทลื้อหรือภาษาเมืองแม้แต่คำเดียว เรียกว่าคนไทยทุกวันนี่เต็มไปสายเลือดของชาติพันธ์ขอมและมอญกันอย่างเต็มตัว

แต่น่าแปลกที่นักประวัติศาสตร์ไทยบอกว่าคนไทยมีบรรพบุรุษที่มาจากน่านเจ้า หรือมาจากจีน

ปัจจุบันได้ยินว่าความเชื่อที่ว่านี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่สิ่งที่ต้องค้นคว้ากันต่อไปว่าคนไทยมาจากไหนกัน หรือคนไทยก็อยู่ที่นี่กันมาตั้งนานแล้ว

(รายละเอียดเรื่องภาษาขอมและมอญที่ปะปนอยู่ในภาษาไทยดูได้จากด้านล่าง)

น่าแปลกอีกอย่างก็คือประวัติศาสตร์ไทยไม่ถือเอาอาณาจักรละโว้หรือเมืองลพบุรี(พ.ศ.1191 – 1470)ขึ้นเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรไทย ขณะที่เมืองละโว้เมื่อพันกว่าปีก็ยังเป็นต้นกำเนิดของอาณาจักรหริภูญชัย(ลำพูน)ที่มีเจ้าเมืองเป็นผู้หญิง ตามหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในหนังสือหมานซูของจีนสมัยราชวงศ์ถัง

หรือว่าอาณาจักรละโว้ไปทับซ้อนกับอาณาจักรของขอมเข้า จึงไม่อยากจะนับเป็นญาติให้เป็นที่น่ารังเกียจ เนื่องจากเขมรเคยตกเป็นเมืองขึ้นของไทย และกษัตริย์กรุงศรีฯก็ไม่ชอบขี้หน้าพระยาละแวกที่แอบลักลอบโจมตีไทยจนต้องตัดหัวเสียบประจาน พร้อมกับเอาเลือดมาล้างบาทาให้หายแค้น



หรือหากอาณาจักรไทยไปเริ่มต้นจากอาณาจักรละโว้ ก็อาจกลายเป็นว่าชาติไทยเราเคยตกเป็นเมืองขึ้นของขอมโดยปริยาย เนื่องจากในยุคที่ขอมรุ่งเรืองขีดสุด  ก็ได้ครอบครองดินแดนไทยเกือบทั้งหมด เหลือแต่เพียงตอนเหนือหรือล้านนาตอนบนกับตอนใต้ทางแถบมลายูเท่านั้น

การเขียนประวัติศาสตร์ไทยโดยเริ่มต้นอาณาจักรไทยเมื่อปี พ.ศ.1792 ก็เป็นสมัยที่ขอมเสื่อมอำนาจไปมากแล้ว และไทยในเวลานั้นก็ไล่ตีขอมหรือเขมรเป็นที่สำราญฤทัย จนขอมต้องถอยร่นจากเมืองเสียมเรียบไปอยู่ที่กรุงพนมเปญ

การเขียนประวัติศาสตร์แบบนี้หรือแบบที่ไล่ตีชาวบ้านก็อาจดูดี น่าเกรงขาม และแสดงถึงความยิ่งใหญ่

จะว่าไปแล้วประวัติศาสตร์ไทยที่ร่ำเรียนกันมาในอดีตก็ถูกนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ๆค้านในหลายๆเรื่อง และเมื่อไม่นานนี้ พลเอกประยุทธฯ หัวหน้า คสช.ก็ยังกล่าวเด็กไทยไม่รู้เรื่องประวัติศาสตร์ บอกว่าเด็กรุ่นปัจจุบันเรียนวิชาประวัติศาสตร์กันไม่กี่หน้า และที่สำคัญก็ไม่รู้ประวัติความเป็นมาของชาติไทยเลย

จากการปรารภของพลเอกประยุทธฯ ก็ทำเอากระทรวงศึกษานั่งก้นไม่ติด และจากนี้ไปก็คงต้องปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนของเด็กไทยกันใหม่

เรื่องประวัติศาสตร์หากจะรื้อหรือปฏิรูปเพื่อหาความจริงก็คงเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากตำราไทยแทบเชื่อถือไม่ได้เลย ไม่ต่างกับยกเมฆเขียนเรื่องราวให้สวยหรูดูดี จะเขียนกันแบบตรงๆก็คงจะทำไม่ได้  เนื่องจากเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไทยไม่ว่ายุคไหนๆก็เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ทั้งนั้น และทุกวันนี้สังคมก็พยายามยกยอปอปั้นให้สถาบันกษัตริย์ดูเลิศหรูอลังการ ไม่ต่างกับยกให้เป็นสถาบันเทวดา เพื่อให้คนไทยได้บูชากราบไหว้กันชั่วลูกชั่วหลานไม่ต่างกับบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

กล่าวโดยสรุปก็คือประวัติศาสตร์ คงจะเบี่ยงเบนไปตามยุคตามสมัย จริงบ้าง เท็จบ้าง มั่วบ้าง ก็แล้วแต่สถานการณ์ ไม่ต่างกับคนในกระทรวงศึกษาที่คิดจะเอาใจท่านผู้นำ จึงมีข่าวว่าจะถอดคำว่า "ทักษิณ ชินวัตร" ออกจากสาระบบในวิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นเรื่องขบขัน จนนายกมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องออกมาปฏิเสธ

แต่ที่มาของแหล่งข่าวนี้มาจากต่างประเทศ และน่าเชื่อถือ เนื่องจากมาจากเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ เป็นการนำเสนอรายงานของนายโธมัส ฟุลเลอร์ เรื่อง “Loved and Hated, Former Premier of Thailand Is Erased From Textbook” โดยอ้างคำพูดของนักวิชาการไทยซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานเพื่อกำหนดวิชาประวัติศาสตร์เข้าไว้ในตำราชั้นมันธมปลายของกระทรวงศึกษา

ทักษิณ ชินวัตร จะดีหรือชั่วก็ต้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวทางการปกครองของชาติไทย ซึ่งอนาคตก็จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ เรื่องนี้ไม่ต่างกับฮิตเลอร์ของเยอรมัน ที่สั่งฆ่าพวกยิวนับล้านๆคนในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศเยอรมันก็ไม่ได้ลบชื่อของฮิตเลอร์ออกจากประวัติศาสตร์แต่อย่างใด

นี่ขนาดเป็นเรื่องปะหลิ๋วติ๋ว ก็ยังมีคนในกระทรวงศึกษาธิการ คิดจะเอาอกเอาใจพลเอกประยุทธฯ หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี จนต้องมีการบิดเบือนประวัติศาสตร์กันอย่างหน้าด้านๆ ในทางตรงข้ามหากเป็นเรื่องราวที่กระทบกับสถาบันชั้นสูงแล้วคงไม่ต้องพูดว่าจะไม่บิดเบือนกันขนาดไหน

สรุปก็คือประวัติศาสตร์ไทยนั้น "ใครให้เขียน และ เขียนเพื่อใครมากกว่า" ส่วนจะเขียนตามความจริงนั้นคงจะยากยิ่งสำหรับสังคมไทย
ส่วนเรื่องที่คนไทยรู้ๆกัน เช่น “ ไทยเสียกรุงแก่พม่า 2 ครั้ง “

แต่จากที่เดินทางไปพม่าเมื่อไม่นานมานี้ ไกด์พม่าบอกว่าตามประวัติศาสตร์ของพม่านั้นระบุว่าไทยเสียเมืองแก่พม่าถึง 3 ครั้ง

นับว่าเป็นเรื่องประหลาดและเป็นเรื่องสำคัญ แต่เขียนตำราไม่ตรงกัน

แต่ถ้าหากใครได้ศึกษาโดยละเอียดในช่วงการเสียกรุงก็อาจถึงบางอ้อ....ว่าไทยเสียกรุง 3 ครั้ง ตามตำราพม่าเป๊ะเลย เพียงแต่ไทยเราเลี่ยงบาลีเพื่อให้ประวัติศาสตร์มันดูดี

พูดโดยสรุปในเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทยที่มันบิดเบี้ยว ความจริงจะโทษใครก็ไม่ได้  เนื่องจากเราหาคนที่รู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่างแท้จริงนั้นแทบไม่ได้ จะว่าไม่มีเลยก็น่าจะได้ การเรียนการศึกษาด้านนี้ี้ มันไม่ใช่แค่เรียนจบปริญญาตรีจากการท่องตำรา จากนั้นสังคมก็อุปโหลกให้เป็นนักประวัติศาสตร์ พอแก่ตัวหน่อยก็กลายเป็นผู้เชียวชาญ ทั้งๆที่ไม่มีผลงานการวิจัยทางด้านนี้แม้ชิ้นเดียว

ดังนั้นประวัติศาสตร์ไทยจึงต้องพึ่งพาตำราจากต่างประเทศหรือนำมามาเทียบเคียง หากมีปัญหา ไม่แน่ใจ ก็ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีจากต่างประเทศมาให้ความเห็นหรือให้คำยืนยัน

น่าแปลกนะครับที่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์ไทย กลับเป็นฝรั่งจากชาติตะวันตก เรื่องของเราแท้ๆแต่ฝรั่งดันรู้มากกว่าคนไทย หรือแม้แต่เมืองโบราณบ้านเชียง ก็ฝรั่งอีกนั่นแหละที่เป็นผู้ค้นพบวัตถุโบราณและชุมชนเก่าแก่ จนหมู่บ้านเชียงที่อำเภอหนองหานจังหวัดอุดรธานีได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

สรุปก็คือประวัติศาสตร์ไทยมีความไม่แน่นอน คนรู้ก็รู้ไม่จริง กระทรวงศึกษาฯหรือรัฐบาลก็ไม่ให้ความสำคัญ เรียนไปก็อาจไม่มีคะแนนสอบ แล้วจะให้เด็กไทยหันมาสนใจประวัติศาสตร์กันได้อย่างไร

ต้องโทษใครดีละครับในเรื่องนี้ หากจะตอบก็คงไม่โทษใคร เพราะสังคมไทยถูกครอบงำจากบุคคลชั้นสูงหรือระดับขุนนางมาตั้งแต่สมับบรมโกศ ดังนั้นจึงเหมือนถูกตั้งธงไว้ล่วงหน้าแล้วว่า อะไรก็ตามที่จะทำให้ดูเสื่อมเสียเกียรติคุณของของสถาบันฯก็ให้เอาออกไปให้หมด เหลือไว้แต่สิ่งดีๆ หรือเขียนตำราขึ้นมาใหม่ให้เรื่องร้ายๆกลายเป็นดี และเป็นที่เชิดหน้าชูตา

หลายเรื่องเรื่องที่ยังสร้างความแคลงใจให้กับประชาชน เช่นสมเด็จพระเจ้าตากสติฟั่นเฟือนหรือไม่  หรือพระเจ้าตากถูกทุบด้วยท่อนจันทน์ จริงเท็จประการใด  ซึ่งเมื่อก่อนก็เชื่อกันแบบนั้น เนื่องจากเขียนไว้ในตำรา แต่ปัจจุบันโลกมันเปลี่ยน ผู้รู้เรื่องประวัติศาสตร์มีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น และไม่ถูกครอบงำเหมือนอดีต  พร้อมกับก็ออกมาแฉความจริงทีละเรื่องสองเรื่อง เป็นการโยนเรื่องให้สังคมตัดสินว่าควรเชื่อแบบไหนกัน

กรณี "ท้าวสุระนารี" หรือ "ย่าโม" ที่โคราช มีตัวตนหรือไม่ หรือว่าแต่งตำราขึ้นเอง เรื่องนี้ก็หากถูกหยิบขึ้นมาเป็นข้อถกเถียง ผู้คนส่วนหนึ่งอาจไม่ยอมรับ เนื่องจากมีความศรัทธาต่อ "ย่าโม" มายาวนานชนิดที่เอาช้างมาฉุดก็ไม่ยอม ในที่สุดจากเรื่องที่กุขึ้นมาก็อาจกลายเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไป

อย่าลืมว่าประวัติศาสตร์คือความจริงในอดีต ไม่ไช่ความเชื่อในอดีต จึงอย่านำมาปะปนกัน

หรือกรณีที่สังคมไทยยังสงสัยกับการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ว่าใครเป็นคนยิง ซึ่งหนังสือที่กล่าวถึงเรื่องนี้ต่างก็บอกในทำนองว่าผู้ที่ถูกศาลตัดสินประหารชีวิตไปนั้นเป็นแพะรับบาป

แล้วใครละที่เป็นคนฆ่า....

นี่คือสิ่งที่สังคมไทยยังต้องการความจริงและต้องการคำตอบ

ใครที่อยากจะรู้คำตอบบ้าง..ก็ต้องไปหาอ่านจากหนังสือที่เกี่ยวกับกรณีสวรรคตของ ร.8 ซึ่งในหนังสือไม่ได้เขียนแบบตรงๆ เพียงแต่สรุปเหตุการณ์เป็นฉากๆให้ฟัง คนอ่านก็ต้องคิดและประมวลเหตุการณ์กันเอาเอง จะเขียนแบบฟันธงก็ไม่ได้เนื่องจากไม่เห็นกับตา หรือหากกล้าฟันธงก็อาจคอขาด จึงได้สรุปแบบเลียบๆเคียงๆให้พอรู้เป็นเนาๆเท่านั้นเอง




โฟโต้ออนทัวร์
28 กันยายน 2557





คำไทยที่มาจากภาษามอญนำมาใช้ในภาษาไทยในลักษณะต่าง ๆ  ดังนี้

๑.  ใช้เป็นคำธรรมดาในเรื่องต่าง ๆ  ในชีวิตประจำวันทั่วไป
๒.    ใช้เป็นคำซ้อน  คำประสม  และคำขยายในภาษาไทย
๓.    ใช้ในราชาศัพท์  สำนวน  และในวรรณกรรมไทย

๑. ใช้เป็นคำธรรมดาในเรื่องต่าง ๆ  ในชีวิตประจำวันทั่วไป  สามารถแบ่งหมวดหมู่ได้ดังนี้
๑.๑  ภูมิประเทศ              เช่น    เกาะ  คลอง  ด่วน  ด่าน   วัง  หาด   อ่าว
๑.๒  บ้านเมือง                เช่น    ซอก  ตรอก  ร้าน  โรง   สะพาน
๑.๓  บ้านเรือน               เช่น     กระท่อม   หน้าต่าง
๑.๔  ครอบครัว – ญาติ   เช่น     แม่  ม่าย   สะใภ้   ยาย  ย่า
๑.๕  ร่างกาย                   เช่น     เท้า  ขา  พุง
๑.๖  โรค                         เช่น    ป้าง (ไข้)  แผล  ขี้ทูด  จาม
๑.๗  ยานพาหนะ – เครื่องผ่อนแรง  เช่น  เวียน  กำปั่น  สำปั้น  (เรือ)  รอก
๑.๘  เครื่องดนตรี           เช่น   จระเข้   เปิงมาง    โหม่ง  ฉาบ
๑.๙  ของมีค่า                 เช่น    ทอง  พลอย
๑.๑๐  อาวุธ                    เช่น   ดั้ง   ทวน   แสง
๑.๑๑  อาหาร                  เช่น   ขนมจีน  ขนมต้ม  บัวลอย  ข้าวหลาม
๑.๑๒  อุปกรณ์และเครื่องใช้ต่าง ๆ  เช่น  กระทะ   กรรไกร  โคม  ชิงช้า
๑.๑๓  ความเชื่อ             เช่น   คนทรง  พลาย
๑.๑๔  การลงโทษ          เช่น   คุก  ตะราง   จองจำ
๑.๑๕  สัตว์ต่าง ๆ          เช่น   กระต่าย  ค่าง  จักจั่น   จิ้งหรีด  ตะกวด  ตุ่น และ  ไร  ลา  อ้น
๑.๑๖  นกและสัตว์ปีก    เช่น   กระเรียน  กระทุง   กาเหว่า   ทึดทือ   พิราบ ห่าน
๑.๑๗  ปลา                    เช่น    ปลากะดี่  ปลากะตัก  ปลากะพง
๑.๑๘  พืชผักและผลไม้  เช่น  กะเจี๊ยบ  กะวาน   กลอย   พลู   ตะโก   บุก ฝิ่น  มะนาว   หว้า
๑.๑๙  ผลไม้    เช่น   ทุเรียน  มะกอก   มะกรูด   มะขวิด   มะนาว มังคุด   สมอ

๒.ใช้เป็นคำซ้อน และคำประสม  ในภาษาไทย  ดังนี้
คำซ้อน

แก่เฒ่า                     ( เฒ่า   =   แก่)
ตรอกซอก                (ซอก  =  ทางเดิน)
ผุยผง                         (ผง    =   ผงละเอียด)
ฝาละมี                       (ละมี   =   ฝาปิดหม้อดิน)
บาดแผล                     (แผล  มาจาก   “อะปังแปล”  แผล)
เรื่องราว                       (ราว  =    เรื่อง)
ร้อนระอุ                       (อุ      =  ร้อน)
หุงต้ม                            (ต้ม    =    ต้ม)
เหวอะหวะ                    (หวะ   =     แตกหัก)
คำประสม
ดินสอพอง                    (พอง     =    ผง)
ถึงคราว                          (ครา  = เวลา   อายุ)
แมลงปอ                        (ปอ   =    บิน)
แม่ครัว                            (ครัว   =  ผู้ปรุงอาหาร)

๓.ใช้ในราศัพท์  สำนวน  และในวรรณคดีไทย
ราชาศัพท์
ตำหนัก        พระแสง วัง  หมอบ  ท้าว  พญา
ติเรือทั้งโกลน        (โกลน  =   ทำ)
ตายทั้งกลม            (กลม    =   มดลูก)
คลับคล้ายคลับคลา   (คลา   =    กาลก่อน)

วรรณคดีไทย เช่น
ชุนช้างขุนแผน
“จักจั่นเจื้อยร้องริมลองใน              เสียงเรไรหริ่งหริ่งที่กิ่งรัง
“เหล็กขนันผีพรายตายทั้งกลม     เหล็กตรึงโลดตรึงปั้นสมสลักเพชร” ลิลิตนิทราชาคริต
“หลัดหลัดมาพัดแคล้ว                    เคลื่อนพ้นกันไป”
“อัวดัดผู้เมียมันแหละหม้าย”    (วัฒนา  บรุกสิกร, ๒๕๔๑)

ที่มา : http://www.krupakdee.com

========================================================

คำภาษาเขมรในภาษาไทย

ภาษาเขมรเป็นภาษาคำโดด จัดอยู่ในตระกูลมอญ-เขมร คำดั้งเดิมส่วนใหญ่เป็น
คำพยางค์เดียวและเป็นคำโดด ถือเอาการเรียงคำเข้าประโยคเป็นสำคัญเช่นเดียวกับภาษาไทย แต่มีลักษณะบางอย่างต่างไปจากภาษาไทย

ลักษณะคำภาษาเขมรในภาษาไทย

มักจะสะกดด้วย จ ญ ร ล เช่น เผด็จ บำเพ็ญ กำธร ถกล ตรัส
มักเป็นคำควบกล้ำ เช่น ไกร ขลัง ปรุง
มักใช้ บัง บัน บำ นำหน้าคำที่มีสองพยางค์ เช่น
บัง บังคับ บังคม บังเหียน บังเกิด บังคล บังอาจ
บัน บันได บันโดย บันเดิน บันดาล บันลือ
บำ บำเพ็ญ บำบัด บำเหน็จ บำบวง
นิยมใช้อักษรนำ เช่น สนุก สนาน เสด็จ ถนน เฉลียว เป็นต้น
คำเขมรส่วนมากใช้เป็นราชาศัพท์ เช่น ขนง ขนอง เขนย เสวย บรรทม เสด็จ โปรด เป็นต้น
มักแผลงคำได้ เช่น
- ข แผลงเป็น กระ เช่น ขดาน เป็น กระดาน ขจอก เป็น กระจอก
- ผ แผลงเป็น ประ ผสม - ประสม ผจญ - ประจญ
- ประ แผลงเป็น บรร ประทม เป็น บรรทม ประจุ - บรรจุ ประจง - บรรจง
การยืมคำภาษาเขมรมาใช้ในภาษาไทย

ยืมมาใช้โดยตรง เช่น กระดาน กระท่อม กะทิ บัง โปรด ผกา เป็นต้น
ยืมเอาคำที่แผลงแล้วมาใช้ เช่น กังวล บำบัด แผนก ผจัญ
ยืมทั้งคำเดิมและคำที่แผลงแล้วมาใช้ เช่น เกิด-กำเนิด ขลัง-กำลัง เดิน-ดำเนิน ตรา-ตำรา บวช-ผนวช
ใช้เป็นคำสามัญทั่วไป เช่น ขนุน เจริญ ฉงน ถนอม สงบ เป็นต้น
ใช้เป็นคำในวรรณคดี เช่น ขจี เชวง เมิล สดำ สลา เป็นต้น
ใช้เป็นคำราชาศัพท์ เช่น เขนาย ตรัส ทูล บรรทม เสวย เป็นต้น
นำมาใช้ทั้งเป็นภาษาพูดและภาษาเขียน
ตัวอย่างภาษาเขมรในภาษาไทย

กระชับ    กระโดง กระเดียด กระบอง กระบือ กระท่อม กระโถน กระพัง ตระพัง ตะพัง กระเพาะ กระแส กังวล กำจัด กำเดา รัญจวน ลออ สกัด สนอง สนุก สดับ สบง สังกัด สไบสำราญ               สรร สำโรง แสวง แสดง กำแพง กำลัง ขนาน ขจี โขมด จัด เฉพาะ ฉบับ เชลย โดยทรวง ถนน บายศรี ประกายพรึก ปรับ ประจาน โปรด เผด็จ ผจญ ผจัญ เผอิญ เผชิญ เพ็ญเพลิง เพนียด ระลอก

บทเพลงคำยืมที่มาจากภาษาเขมร

คำเขมรที่ใช้ปนมาอยู่ในภาษาไทยมีมากหลาย
เราคนไทยใช้กันจนเก่า เรานิยมใช้เป็นราชาศัพท์ เช่น สนับเพลา
เสด็จ เสวย เขนย ขนง อีกธำมรงค์ ผทม สรง และพระศรี
มีทั้งคำ บัง บัน บรร และบำ นำหน้าคำที่มีสองพยางค์
บังเอิญ และ บังคับ ทั้งบรรเจิด บรรสาน บันดาล และบำนาญนั่น
ยังมีคำที่นำด้วย กำ คำ จำ และ ทำ ดำ ตำ กับ ชำ
ใช้นำหน้าคำอีกเช่นกัน นั่นคือ กำเนิด จำเริญ
ดำรง คำนับ ชำนาญ กำนัล ทำนบ และตำรวจนั้นก็คำเขมรไง
ยังมีคำที่มีอักษรนำ ควบกล้ำ เราใช้ปนคำไทย รู้กันดีว่า
ขจี เจริญ โขลน ทวาร และเผอิญ เผชิญ เสน่ง สลา
ขจร ขจาย ผกาย ผกา เหล่านี้นา ล้วนมาจาก เขมร

ที่มา http://www.baanjomyut.com









(หมายเหตุ : ระยะทางจากบ่อเต็นถึงคุนหมิงคำนวณจาก Google map ถนนช่วงนี้มีอุโมงค์ถึง 30 แห่ง ยาวที่สุดคืออุโมงค์ที่ 13 ยาว 3.373 กม.)






 

 

 
  Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์

copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)

ต้องการ save ภาพ

Contact Us : [email protected]

Home      City Tour     Events     Photo Gallery     Outbound tour     King Photos    Wallpaper     Flowers     Portraits    Asia Girls      Site Update    Contac Us