Home
Home : Outbound : Sipsongpanna Part 5

สิบสองปันนาหรือเมืองเชียงรุ่ง ชนชาตืไตที่อยู่ทางตอนใต้ของมณฑลยูนนาน-จีน โดยเดินทางผ่าน สปป.ลาว
 
 

Part 5 : Xishuangbanna Virgin Forest Park & Wat Luang Tai Lue ตอนที่ 5 : สวนป่าดิบ และวัดหลวงไทลื้อ

 
 

                                 


                                 


                                 

 



Sipsongpanna Part 5
สวนป่าดิบ และวัดหลวงไทลื้อ

(เดินทางเดือนกรกฏาคม ปี56)


วันนี้ที่สิบสองปันนา(กค.56) เป็นช่วงฤดูฝน สภาพอากาศก็ไม่ต่างกับเมืองไทยในเวลานี้(2สค.58) แต่ปี 58 นี้ เมืองไทยมีฝนมาล่าช้ากว่ากำหนด ชาวนาชาวสวนต้องประสบปัญหาภัยแล้งชนิดที่ไม่เคยเจอกันมานานหลายสิบปี

ะฝนที่ตกในช่วงไม่กี่วันมานี้คงพอจะหมดทุกข์ลงไปได้บ้าง

ช่วงที่เกิดภาวะแห้งแล้งในปี58นี้ น้ำในเขื่อนและในแม่น้ำแห้งขอดชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดูแล้วเหมือนถูกธรรมชาติลงโทษ ทั้งๆที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราก็ไม่ได้เจอวิกฤติรุนแรงเท่านี้

ขณะนี้ฝนมาแล้ว ทุกอย่างจึงเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ปีหน้าก็ไม่แน่ว่าจะวิกฤติเช่นปีนี้อีกหรือไม่ เนื่องจากน้ำในเขื่อนอาจไม่พอใช้ไปถึงปีหน้าหรือปี59 ถึงเวลานั้นก็คงต้องลุ้นกันต่อว่าจะเป็นอย่างไร ชาวนาจะเปลี่ยนอาชีพจากปลูกข้าวไปปลูกหมามุ่ยตามคำแนะนำของ พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของคณะปฏิวัติหรือไม่

ความจริงท่านก็หวังดีต่อคนไทยเอามากๆเลย  มักหาทางชี้แนะแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติมาแล้วหลายเรื่อง

เช่น ยางพาราราคาตกต่ำ
"ท่านก็แนะนำให้ไปขายบนดาวอังคาร" สุดยอดไอเดียจริงๆ

มะนาวแพงในช่วงเดือนพฤษภาคม ท่านก็แนะนำให้ปลูกต้นมะนาวทุกครัวเรือน แถมบังพูดบ่นกับนักข่าวว่า
“ไม่เห็นว่ามันจะยากเย็นอะไร หัดช่วยตัวเองกันบ้างสิ จะให้รัฐบาลช่วยทุกเรื่องกันได้ยังไง “

ชาวประมงหยุดจับปลาเนื่องจากเป็นเรือที่ผิดกฏหมาย เรือประมงหลายร้อยลำต้องจอดนิ่งอยู่กับฝั่ง อาหารทะเลราคาแพง ท่านก็ชี้แนะว่า
"ก็หาอย่างอื่นกินแทนไปก่อน ปล่อยคนมีเงินเขากินไป ถ้าอยากกินของแพงก็ต้องทำงานหาเงินมาซื้อ" (ส่วนคนจนๆก็ไปกินกบกินเขียด หรือขุดหัวเผือกหัวมันแทน อันนี้ผมเสริมเอง..)

น้ำแล้งฝนขาดช่วง ชาวนาทำนาไม่ได้ ท่านก็แนะนำให้ไป
"ปลูกต้นหมามุ่ยแทน เนื่องจากราคาดีกว่า"

คนไทยที่แสนดีก็ควรเชื่อผู้นำ ท่านว่าอะไรดี หรือแนะให้ทำอะไรก็ควรปฏิบัติ คิดว่าป่านนี้ชาวนาคงจะหันไปปลูกต้นหมามุ่ยกันทั่วบ้านทั่วเมือง เป็นการสนองนโยบายของท่านผู้นำ

ทหารไทยยุคนี้ฉลาดนะครับ ทำได้ทุกเรื่องขอให้บอกมา ขี้ไม่ออก เยี่ยวไม่ออก แก้ปัญหาได้ทั้งนั้น

หากรัฐบาลทหารทำไม่ได้ หรือมีปัญหา
ก็อ้างว่าเป็นผลงานของรัฐบาลชุดก่อน(ไปโน่น..เห็นไม๊ง่ายจะตาย)

สื่อถามเซ้าซี้มากนักก็มักตวาดว่า
“พวกคุณฟังไม่รู้เรื่องรึไง ผมพูดจนปากจะฉีกอยู่แล้ว ผมพูดอะไรไปพวกคุณก็หัดฟังบ้างซิ“
ว่าแล้วก็งอน สบัดก้นเดินเข้าทำเนียบไป

ไหนๆก็ไหนแล้ว ก็ขอชมเชยว่าท่านทำงานได้เยี่ยมจริงๆและขอสนับสนุนให้ทหารออกมาปฏิวัติกันหลายๆรอบ เป็นการ Reset ประเทศไทย บ้านเมืองจะได้เจริญลง..เอ้ยเจริญขึ้น

ส่วนรายการคืนความสุข แจกความทุกข์ ในเวลา 2 ทุ่มทุกวันศุกร์ ชาวบ้านต่างแซ่ซ้องสรรเสริญว่าท่านให้เวลาน้อยไปหน่อย ท่านควรจะพูดนานกว่านี้ สัก 4-6 ชั่วโมง น่าจะกำลังดี เนื่องจากเป็นเวลาที่ชาวบ้านปิดทีวี(หนี)เพื่อการประหยัดไฟ ตามนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง

เขาบอกว่าไม่อยากมาฟัง หรือ มาจ้องหน้าคนดุที่พูดจาดูถูกชาวบ้าน ดุดัน พูดไม่มีน้ำเสียง ใครฟังก็มีน้ำโห พูดลิ้นพันกัน ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่น่าฟัง พูดเหมือนครูสอนหนังสือเด็กๆเมื่อสมัย 50 ปีก่อน

บอกฟังนานๆแล้วพาลกินข้าวไม่ลง มันพะอึดพะอมจวนเจียนจะอ้วกอยู่บ่อยๆ ก่อนนั้นก็ทนฟังอยู่ตั้งนาน แต่ช่วงหลังๆพอฟังไปก็ยกมือไหว้ อ้อนวอน สาธุ..ขอให้จบเร็วๆ ไปพ้นๆเสียที จะได้ดูละคร

เรื่องการค้ามนุษย์

ปีนี้เราถูกจัดอันดับเพียงแต่ เทียร์ 3 ด้านการใช้แรงงาน ปีถัดๆไปอาจอัพเกรดให้อยู่ระดับ เทียร์ 4 หรือเทียร์ 5 เรียกว่าดีขึ้นตามลำดับ

แต่ก็แปลกใจว่าทำไมอเมริกาจึงรู้ไปหมดทุกเรื่อง ว่ากองทัพเรือมีส่วนสนับสนุนการค้ามนุษย์ทางทะเล และเหตุไฉนระดับบิ๊กๆของกองทัพจึงไม่มีใครทราบ

อีกอย่างการที่นายทหารยศพลโท ของกองทัพภาคที่ 4 ถูกจับว่าร่วมขบวนการค้ามนุษยชาวโรฮิงญา เรียกว่าผู้ที่ถูกจับเป็นถึงระดับเจ้าพ่อ แถมทำมาตั้งแต่ยังมียศไม่มากนัก ที่น่าตกใจก็คือมีตำแหน่งเป็นถึง
" ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4 " เรียกว่าใหญ่คับฟ้าเลยทีเดียว

มิน่าปัญหาชายแดนภาคใต้มันจบไม่ลงก็เพราะมีนายทหารแบบนี้นั่งวางแผนอยู่ในระดับความมั่นคงของประเทศ ชาวบ้านโดยเฉพาะสื่อเขาบอกว่า ปัญหาภาคใต้คือการเลี้ยงไข้ เพื่อจะได้จัดมีงบประมาณมาลงถึงปีละ 2 หมื่นกว่าล้านบาท

แปลกนะ พอทหารมาคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ รัฐบาลปฏิวัติกลับไม่มีนโยบายอะไรออกมาเพื่อแก้ปัญหาในเรืองนี้ แถมความรุนแรงก็ยังเหมือนเดิม

โอ๊ย..ฟังเรื่องหทารแล้วน่ากลัว รบลาวก็แพ้ลาว รบเขมรก็แพ้เขมร ทหารไทยวางกำลังไว้ตรงไหน เขมรรู้พิกัดหมด ยิงปืนใหญ่ตูม มันถึงไม่พลาด ็ก็เรียบร้อยโรงเรียนเขมร

เรื่องค้ามนุษย์ ตำรวจดันรู้ลึกตื้นหนาบาง และจับนายทหารยศพลโทไม่ผิดคน แต่ผู้บังคับบัญชา(ทหาร)กลับไม่รู้เรื่อง

ไม่รู้ไม่ว่า แต่ท่านรองนายกฯหน้าเจ๊ก หน้าซาลาเปา ยังออกข่าวให้การรับรองว่านายทหารผู้นี้เคยทำคุณประโยชน์ให้ชาติอย่างใหญ่หลวง

นักข่าวถามว่า
“พูดแบบนี้ไม่เป็นการให้ท้ายและสร้างความกดดันให้กับตำรวจหรือ”

ท่านก็บอกว่า
“ผมพูดไปตามเนื้อผ้า หลายคนอาจไม่ทราบประวัติของท่านมาก่อน”

จนถึงวันนี้ก็ต้องบอกว่า นายพลโทผู้นั้นได้หลุดออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีส่วนร่วมค้ามนุษย์เรียบร้อยแล้ว ส่วนผู้มีรายชื่อก็เป็นระดับกระจอกงอกง่อย หรืออย่างมากก็เป็นระดับ อบต. อบจ.ของจังหวัดทางภาคใต้

ตำรวจเขาเข้าใจดีกับเรื่องแบบนี้ สนองอารมณ์ผู้มีอำนาจโดยไม่ต้องมีการบอกกล่าวอีกเป็นครั้งที่สอง เนื่องจากตำรวจเข้าใจการบอกใบ้ของผู้บังคับบัญชา

เรื่องดีๆแบบนี้มีเยอะนะครับ

ล่าสุดก็เรื่องนายพลตำรวจถูกจับพกปืนขึ้นเครื่องที่ญี่ปุ่น ปรากฏว่าอัยการญุี่ปุ่นไม่สั่งฟ้อง ก็คงจะมีการขอกันมาจากเมืองไทย

แต่พอกลับมาเมืองไทย เจอระบบแบบไทยๆ อ้างโน่นอ้างนี่ ช่วยกันสารพัดในทุกวิธี เป็นปืนของคนอื่นบ้าง ไม่รู้ไม่เห็นบ้าง แบะๆบ้าง

จึงขอสรุปล่วงหน้าไว้ดังนี้ครับว่า..คดีนี้ก็คงจะกลายเป็นคลื่นกระทบฝั่ง
ในที่สุดก็จะไม่มีความผิด ไม่ต้องรับโทษ และไม่ติดคุก
หรือหากผิดจริงก็แค่รอลงอาญา ปลายทางของคดีนี้มันเห็นๆกันอยู่นะครับ

นี่แหละที่เขาบอกว่า ขบวนการยุติธรรมในบ้านนี้เมืองนี้มันป่วยไข้ชนิดอาการหนักจริงๆ

ขนาดมวลมหาประชาชนไปปิดล้อมสถานที่ราชการนานหลายเดือน ตัดน้ำตัดไฟ ไล่ข้าราชการออกไปให้หมด แล้วตัวเองก็ขี้เยี่ยวกินอยู่เสร็จสรรพในสถานที่แห่งนั้น เมื่อคดีขึ้นสู่ศาล ศาลท่านก็ใจดี ตัดสินออกมาแล้วว่า
"ผู้ชุมนุมไม่มีความผิด เนื่องจากเป็นการชุมนุมโดยสงบและสันติ ปราศจากอาวุธ"

เออ..แล้วที่สถานที่ราชการถูกปิด ทำงานไม่ได้ ความเสียหายของรัฐมากมายมหาศาล ถือว่าเจ้ากันไปเช่นนั้นหรือ

โอ้ว..ศาลบ้านเรา ตามึดตามัว และตัดสินกันง่ายๆแบบนี้เลย

มิน่าศาลเขมร ศาลลาว ถึงกับหัวเราะจนขี้ฟันร่วง แถมยังบอกว่าให้แรงงานลาว-เขมร ที่ไม่มีความรู้อะไรไปตัดสิน ก็คงตัดสินได้ดีกว่านี้แน่

 
กลับมาสู่ประเทศจีนกันต่อ

สิบสองปันนาเป็นเมืองที่อยู่ใต้สุดของจีน สภาพอากาศก็ไม่ต่างกับภาคใต้ในบ้านเรา บ้านเราปลูกยางพารา ในสิบสองปันนาก็ปลูกเหมือนกับเรา นอกจากปลูกยางแล้วก็มีปลูกผลไม้อื่นๆเช่นกล้วยหอม ที่ทำเงินให้กับชาวสวนได้ไม่น้อย ได้ยินมาว่าเป็นกล้วยหอมที่ดีที่สุดในจีน ส่งขายไปทั่วประเทศและเป็นธุรกิจขนาดใหญ่

ส่วนในเมืองก็ปลูกต้นไม้ใหญ่ ดูร่มรื่นไปหมด ถนนบางสายเหมือนอยู่ในดงมะพร้าว แต่ละต้นก็สูงชลูดและปลูกมานานหลายสิบปี

นอกจากจะเห็นต้นมะพร้าวที่สิบสองปันนาแล้ว ก่อนหน้านี้หรือเมื่อวานก็เห็นที่เมืองหล้าเช่นกัน

หันกลับมาดูจังหวัดทางภาคใต้ของไทย ถนนในเมืองต่างๆนั้นแทบไม่มีต้นไม้ใหญ่ ต่างกับประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ที่มีป่าเต็มเมือง


สวนป่าดิบ

สำหรับภาพท่องเที่ยวสิบสองปันนามาในตอนที่5นี้เป็นการท่องเที่ยวในเขต
“อุทยานสวนป่าดิบ” ซึ่งเป็นสวนป่าเก่าแก่

คำว่าป่าดิบที่นี่ ต้องถือว่าเป็นป่าดิบสมชื่อจริงๆ ในอดีตพื้นที่ในป่าแถบนี้เป็นที่อาศัยของชนเผ่าต่างๆ มากที่สุดก็น่าจะเป็นเผ่าอีก้อ

จีนอนุรักษ์ป่าแห่งนี้ให้เป็นศูนย์วัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวสำคัญของเมืองสิบสองปันนา และอนาคตอาจขยายออกไปเรื่อยๆ เนื่องจากมีบริเวณที่กว้างขวางมาก

สำหรับป่าดิบแห่งนี้ยังเป็นศูนย์วิจัย
“นกยูง” ที่มีชื่อเสียงของจีน เช่นเดียวกับศูนย์วิจัย “หมีแพนด้า” ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก และการจีนส่งหมีแพนด้ามาให้สวนสัตว์เชียงใหม่เลี้ยงดู ก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย เพื่อศึกษาพฤติกรรมและการปรับตัวในภูมิประเทศที่แตกต่างกัน

สำหรับนกยูงในประเทศจีนนั้น มีมากที่สุดก็ที่สิบสองปันนานี่แหละ

ถามว่ามีนกยูงมากแต่ไหน ก็ต้องบอกว่าในป่าแห่งนี้มีเป็นพันๆตัว

บ้านเราตามสวนสัตว์ต่างนั้น จะเห็นนกยูงอย่างมากก็ไม่เกิน 10 ตัว เวลาไปดูก็ต้องลุ้นให้มันทำหางรำแพน หรือกางปีกหาง จะได้เห็นความสวยงาม และได้ถ่ายภาพสวยๆ

แต่ที่สวนป่าแห่งนี้เห็นนกยูงรำแพนกันเป็นเรื่องปกติ และยังเชื่องกับคนด้วย สามารถอุ้มให้มาเกาะไหล่ หรือเกาะมือ ให้ถ่ายภาพโดยไม่ตื่นตกใจ แต่ที่ตกใจน่าจะเป็นคนมากกว่า

“ นกยูงบินได้ “ เกิดมาก็เห็นที่สิบสองปันนานี่แหละใครคิดว่านกยูงปีกหนัก บินไม่ได้ ก็ต้องมาดูที่สิบสองปันนา รับรองว่าเห็นบินโชว์กันเป็นร้อยๆตัว 

ทุกเช้าเจ้าหน้าที่จะเป่านกหวีดเรียกนกยูงให้ออกมาโชว์ตัวแก่นักท่องเที่ยว

เมื่อเสียงนกหวีดดังขึ้น นกยูงนักร้อยๆตัวก็จะทยอยกันบินลงมาจากเขา เพื่อมาจิกกินอาหารที่โปรยบนสนามหญ้า

กินเสร็จและได้เวลา เจ้าหน้าที่ก็จะไล่ให้กลับรัง

การได้มาเห็นนกยูงฝูงใหญ่ที่ป่าดิบแห่งนี้ถือว่าเป็นไฮไลท์สำคัญที่หาไม่ได้ในเมืองอื่นๆของจีน

นกยูงจึงเป็นเครื่องหมายของเมืองสิบสองปันนา เรียกว่าเป็นสัตว์นำโชคที่มักจะเห็นสัญญลักษณ์นี้ตามหลังคาบ้านหรือหลังคาวัด เช่นเดียวกับหัวพญานาคหรือหงษ์ที่ประดับอยู่บนหลังคาหน้าจั่วตามวัดต่างๆในบ้านเรา


วัดหลวงไทลื้อ

สำหรับภาคบ่ายได้ไปเที่ยวที่
“วัดหลวง” หรือ “วัดหลวงไทลื้อ” ซึ่งเป็นวัดใหม่ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 2548 

“วัดหลวงไทลื้อ“ ลงทุนก่อสร้างโดยภาคเอกชน ได้แก่ "บริษัทพัฒนาการท่องเที่ยวหยวนห้าว จำกัด" ที่ทำธุรกิจด้านอสังหาในสิบสองปันนามานานกว่า 50 ปี  

งบประมาณค่าก่อสร้างคิดเป็นเงิน 350 ล้านหยวน หรือประมาณ 1,750 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สิบสองปันนาเป็นเมืองท่องเที่ยวและเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนานิกายเถรวาทของประเทศจีน 

วัดหลวงตั้งอยู่บนเนินเขาและหันหน้ามาทางตัวเมืองสิบสองปันนา เพื่อความเป็นศิริมงคลต่อชาวเมือง

สิบสองปันนาเป็นดินแดนแห่งพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทเช่นเดียวกับประเทศไทย แต่ข้อปฏิบัติทางพระวินัยหลายข้อก็แตกต่างกัน เช่นพระสงฆ์ที่สิบสองปันนาฉันท์อาหารมื้อเย็นได้  หรือหากได้รับกิจนิมนต์ให้ไปบ้านใคร เจ้าของบ้านก็อาจต้อนรับด้วยเหล้าสักจอกสองจอกตามประเพณี  หรือตามผับตามบาร์ก็อาจเห็นพระวัยรุ่นออกไปแด๊นซ์กระจายจนจีวรปลิว

หลายคนอาจจะงง ว่าพระที่นี่เป็นแบบนี้หรือ

แต่จากการสอบถามไกด์จีนก็ได้แต่อมยิ้ม และตอบแบบเลี่ยงๆว่าที่ดึ่มเหล้าก็คงไม่อยากขัดศรัทธาเจ้าของบ้าน

มันก็เหมือนกับพระไทยนั่นแหละ โยมจะให้ หรือจะถวายอะไร พระก็รับหมด ปากก็บอกว่าไม่อยากขัดศรัทธาแต่จิตใจอาจเป็นคนขี้งก กิเลสหนา ทั้งๆที่สิ่งของที่ถวายนั้นมันอาจไม่เหมาะกับพระสงฆ์ เรียกว่าพอกัน
"โยมก็ไม่รู้ พระก็ไม่อยากขัด เอามาเถอะ ไม่บาปหรอกโยม"

ส่วนพระทานข้าวเย็นหรือเข้าไปร้องเพลงในคาราโอเกะที่สิบสองปันนานั้น ได้เห็นกับตาตนเองเมื่อครั้งที่มาเที่ยวเมื่อปี51


พุทธศาสนาในประเทศจีน ปัจจุบันมี 2 นิกาย

ตามวัดหรือตามศาลเจ้าๆต่างๆนั้นจะเป็นวัดพุทธ
"นิกายมหายาน" เช่นเดียวกับพระทิเบตหรือเนปาล จีวรก็มีหลากหลาย เช่นสีส้มๆแบบบ้านเรา แต่ส่วนใหญ่จะออกโทนสีน้ำตาล หรือสีเกือบดำ บางวัดเห็นแต่งชุดสีเทาๆ เช่นพระตามศาลเจ้า

อีกนิกายหนึ่งก็คือ
"นิกายเถรวาท" เช่นเดียวกับพระไทย พระพม่า พระลาว พระเขมร รวมทั้งพระที่สิบสองปันนาด้วย

ความเคร่งต่อพระวินัยนั้น พระจีนดูจะสู่บ้านเราไม่ได้ อีกอย่างพุทธศาสนาในประเทศจีนในเวลานี้ก็แทบจะไม่มีบทบาทอะไรแล้ว

ปัจจุบันประเทศจีนไม่มีศาสนาประจำชาติ ไม่มีการระบุศาสนาลงในบัตรประชาชน

สาเหตุสำคัญก็คือพุทธศาสนาในประเทศจีนแทบจะหายสาบสูญ เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่จีนมีการปกครองแบบสังคมนิยม ระบอบนี้ไม่เอากษัตริย์ ไม่มีราชวงค์ ใครเป็นขุนนางเชื้อเจ้าในยุคนั้นก็ต้องหนีไปต่างประเทศ ไม่เช่นนั้นจะถูกจับมาทำนา ทรัพย์สินทั้งหมดก็จะถูกยึดเป็นของแผ่นดิน

นอกจากนี้ก็ระบอบสังคมนิยม(คอมมิวนิสต์)ก็ยังให้เลิกนับถือศาสนาใดๆ รวมทั้งห้ามประกอบพิธีกรรมต่างๆ

วัดถูกปิดตาย พระ-เณร ต้องสึก ใครไม่สึกหรือนุ่งห่มจีวรแบบพระก็จะถูกลงโทษสถานหนัก  วัดบางแห่งถูกทำลายจนพระและชาวบ้านต้องขนพระพุทธรูปและของมีค่าไปฝังดินฝังทรายไว้

ไม่นานมานี้ก็มีข่าวว่าชาวบ้านบางแห่งพากันไปขุดสมบัติที่ฝังไว้ในทะเลทรายเมื่อหลายสิบปีก่อน กว่าจะค้นเจอก็ต้องเสาะหากันนาน เนื่องจากคนที่รู้เรื่องได้ล้มหายตายจากไปเกือบหมด

ส่วนพุทธศาสนาที่เมืองสิบสองปันนาก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่อาจรุนแรงน้อยกว่า เนื่องจากเมืองเชียงรุ้งหรือสิบสองปันนาเป็นเขตปกครองตนเอง ที่จีนไม่ค่อยใส่ใจนัก เหมือนเป็นคนละชาติคนละภาษา ไม่ค่อยมีความผูกพันธ์กับจากแผ่นดินใหญ่มากนัก

ในอดีตสิบสองปันนาก็เคยเป็นตกเมืองขึ้นของล้านนา(เชียงใหม่)ในสมัยราชวงศ์มังราย และเคยตกเป็นของพม่าในสมัยราชวงศ์ตองอู 

สิบสองปันนาจึงเหมือนถูกลากไปลากมา ไปเป็นของประเทศนั้นที ประเทศนี้ที ใครเข้มแข็งก็จะไปยึดเอาสิบสองปันนามาเป็นเมืองขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ทางพืชพันธุ์ธัญญาหาร  

สิบสองปันนา ก็ไม่ต่างกับล้านนาเชียงใหม่ ในอดีตถือว่าเป็นเมืองที่สงบสุข ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ไม่คิดที่จะไปรบรากับใคร การป้องกันประเทศจึงอ่อนแอ ข้าศึกมาประชิดเมืองก็สามารถตีฝ่าวงล้อมเข้ายึดเมืองได้

สมัยที่กษัตริย์เมืองหงสาฯ หรือพระเจ้าบุเรงนองส่งแม่ทัพมาตีล้านนา เมื่อราว พ.ศ.2110 ก็ปราศจากการขัดขวาง ทัพพม่าจึงยึดเมืองเชียงใหม่ได้อย่างง่ายดาย และในระหว่างที่ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ก็นับว่านานมาก ถึง 200 ปีเลยทีเดียว

ล้านนามาได้อิสระภาพจากพม่า หลังจากที่พระเจ้าตากที่ขับไล่พม่าออกจากกรุงศรีอยุธยาปีพ.ศ.2310 นั่นแหละ หรือหลังจากขับไล่พม่าออกจากกรุงศรีฯแล้ว ภาระกิจต่อมาก็คือการขับไล่พม่าที่อยู่ตามหัวเมืองต่างๆ

ในอดีตนั้นสิบสองปันนาประกอบไปด้วยกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ เช่นชาวไทลื้อ ชาวจ้วง ฯลฯ การดำรงชีวิตก็คล้ายกับล้านนาของไทย เช่นกินข้าวเหนียว กินแกงโฮ๊ะ แกงหน่อไม้ดอง กินแคบหมู เป็นต้น

ด้านศาสนาก็แตกต่างจากจีนแผ่นดินใหญ่หรือคนละนิกายกัน โดยจีนแผ่นดินใหญ่นับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน  ส่วนชาวพุทธหรือชาวไทลื้อในสิบสองปันนานับถือนิกายเถรวาทลัทธิลังกาวงค์เช่นเดียวกับไทย

วัดหลวงไทลื้อ สร้างตามแบบของสถาปัตย์ไทลื้อและทิเบตผสมผสานกัน บางส่วนก็มีศิลปะแบบไทยๆด้วย ที่จำได้ก็คือภาพเขียน และพระพุทธรูปองค์ใหญ่ 2 องค์ เรียกว่าเป็นการผสมผสานร่วมมือกันของชาวพุทธที่มีความสัมพันธ์กันมาแต่อดีต

ไฮไลท์สำคัญของวัดหลวงก็คือ พระพุทธรูปยืน(ย่างเดิน)ปางขอฝน ซึ่งนำแบบมาจากประเทศไทย


พระใหญ่องค์นี้สูง 49 เมตร สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากตัวเมืองสิบสองปันนา

ด้านวิหารและพระอุโบสถต่างๆของวัดหลวง สร้างได้อย่างวิจิตรอลังการ ที่โดดเด่นได้แก่ลวดลายสีทองเหลืองอร่ามทั้งหลัง มองไปส่วนไหนก็จะเห็นแต่ลายทองที่ปกปิดเนื้อปูนจนหมดสิ้น 

เมื่อเข้าไปภายในวิหารหลวงหลังใหญ่ ก็เห็นพระประธานองค์ใหญ่ที่นำแบบมาจากประเทศไทยเช่นกัน

สำหรับความอลังการภายในวิหารหลวงนั้น มีความรู้สึกว่ายังดูขาดๆเกินๆ ไม่ค่อยจะลงตัวสักเท่าใด หากจะเทียบกับเมืองไทย คิดว่าหากใช้ช่างไทยสร้างก็อาจอลังการยิ่งกว่านี้

หากมองด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมของวัดหลวง เมื่อเปรียบเทียบกับวัดไทยแล้วจะเห็นว่ามีความโดดเด่นที่แตกต่างกัน

โดยภายนอกแล้วต้องถือว่าศิลปะไทลื้อมีความโดดเด่นมาก ส่วนการตกแต่งและการประดับภายในแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าวัดไทยมีลวดลายทางศิลปะที่ลงตัวและสอดรับกันได้อย่างกลมกลืนกว่า

บ่อยครั้งที่เข้าไปภายในวิหารหรือในพระอุโบสถของไทยก็อดที่จะชื่นชมผู้สร้างไม่ได้ว่ามีฝีมือเป็นเยี่ยม ทั้งที่พบเห็นในกรุงเทพและต่างจังหวัด

ความงดงามทางศิลปะและทางสถาปัตยกรรมของไทยถือว่าสุดยอดชนิดที่จะหาประเทศใดๆทางภูมิถาคนี้เทียบได้ยาก

หลายคนอาจไม่ทราบว่า คนไทยนี้มีความโดดเด่นในเรื่องของงานศิลปะค่อนข้างมาก หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับคำว่า
“งานศิลปะ” ที่มีการประกวดประขัน คนไทยก็มักคว้ารางวัลใหญ่ๆมาแล้วทั้งนั้น แม้แต่งานโฆษณา หรือภาพยนตร์โฆษณา ก็เคยได้รับรางวัลในระดับโลกมาแล้วมากมาย

งานออกแบบ งานศิลป์ ออกแบบอาคาร งานปั้น แกะสลักไม้ สลักน้ำแข็ง สลักผลไม้ งานวาด ภาพถ่าย งานประยุกต์ในเชิงศิลป์ หากลองนึกย้อนอดีตดูก็จะว่า หลายคนที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศมาแล้วจนนับไม่ถ้วน

เรียกว่าเราไม่เป็นสองรองใครในภูมิภาคนี้ และหากจะมองไปถึงจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีแล้ว ก็ต้องบอกว่า เราแข่งขันกับประเทศเหล่านี้ได้อย่างสบายๆ

การออกแบบแฟชั่นสำหรับในทวีปเอเชียนี้เราเป็นรองแค่ญี่ปุ่นกับเกาหลีเท่านั้น ส่วนจีนเรื่องการออกแบบแฟชั่น เช่นเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ยังห่างไทยหลายขุม ความเป็นศิลปะที่ฝังอยู่ในจิตใจแพ้คนไทยราบคาบ

่ธุรกิจจีนด้านเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายทีเติบโตอย่างก้าวกระโดด ก็เป็นงานที่ลอกเลียนแบบทั้งนั้น เช่นลอกแบบมาจากยุโรป ลอกแบบมาจากเกาหลี ส่วนที่เป็นไอเดียจริงๆแล้วมีน้อยมาก หรือทำได้เพียงขายกันภายในประเทศ การออกแบบสินค้าแฟชั่นของจีนยังไม่เป็นที่นิยมในระดับสากล

พูดภาษาบ้านๆก็เรียกว่า “ยังเชยอยู่มาก” แถมการตกแต่งหน้าร้านหรือในตามห้างใหญ่ๆ ก็ไม่ค่อยเป็นสัปปะรด

สำหรับเมืองสิบสองปันนาเท่าที่เคยมาอยู่สองครั้ง ปี51 และปี 56 ในครั้งนี้ รู้สึกว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวสำหรับคนจีนและคนไทย แต่นักท่องเที่ยวจีนดูจะเป็นสัดส่วนที่มากชนิดที่ไปทางไหนก็เจอแต่คนจีน

แม้แต่เมืองไทยก็เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจีน บางแห่งคนจีนมากกว่าคนไทย คิดไปก็แทบไม่น่าเชื่อว่าสถานท่องเที่ยวสำคัญๆในต่างจังหวัดบางแห่ง แทบจะกล่าวได้ว่ามีแต่นักท่องเที่ยวจีนเดินเพ่นพ่านเต็มเมือง

ในกรุงเทพเช่นห้าง JJ Mall ย่านจตุจักร ก็มีนักท่องเที่ยวจีนเกือบครึ่ง หากไม่มีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามา JJ Mall ก็คงจะเงียบเหมามากเลยทีเดียว

คนจีนเข้ามานี่แกซื้อทุกอย่างนะครับ รองเท้า(อาจทำในจีน) เสื้อผ้า ภาพวาด ฯลฯ และไม่สนใจว่าของที่ขายผลิตในประเทศไหน พอใจอะไรก็จะซื้อทั้งนั้น ทั้งๆที่บางอย่างผลิตในจีน

เมื่อคนจีนเข้ามาเที่ยวกันมาก็อาจสร้างปัญหามากเป็นเงาตามตัว หลายประเทศก็เจอปัญหาที่ไม่ต่างกับบ้านเรา

ไม่นานนี้ก็มีข่าวว่านักท่องเที่ยวสาวจีนตากเสื้อชั้นในภายในสนามบินเชียงใหม่ หรือขี่เยี่ยวเรี่ยราดที่วัดร่องขุน จังหวัดเชียงราย









ในญี่ปุ่นเองก็ปวดหัวจนภัตตาคารบางแห่งงดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวจีน


บางคนอาจนึกตำหนิคนจีนที่ไม่มีวัฒนธรรม แต่ก็ต้องจำทน เนื่องจากคนจีนพวกนี้แหละที่นำเงินเข้ามาในประเทศเรา ช่วยพยุงเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาอยู่ในขณะนี้

เรียกว่าได้อย่างเสียอย่าง แต่การแก้ปัญหาก็คงต้องค่อยๆแก้กันไป แม้แต่รัฐบาลจีนก็รู้สึกอับอายขายขี้หน้าไม่แพ้คนจีนด้วยกันเอง จนกระทั่งต้องออกคู่มือการท่องเที่ยวสำหรับคนจีน และเรียกไกด์ไปอบรมเพื่อให้ตักเตือนลูกทัวร์ของตนเอง

แต่บางเรื่องมันก็อยู่เหนือการควบคุม เช่นอารมณ์ของนักท่องเที่ยวจีนที่อดทนไม่ค่อยได้และไม่ค่อยมีเหตุผล สิ่งเหล่านี้มันเป็นที่นิสัยมากกว่า เช่นสาดน้ำร้อนใส่แอร์โฮสเตสของสายการบินแอร์เอเชีย หรือจิตใจไม่ปกติ เช่นจะไปเปิดประตูฉุกเฉิน และให้แอร์ไปบอกกับตันว่าให้จอดลงสนามบิน ดูแล้วเพี้ยนหนักจริงๆ

หรืออย่างเครื่องบินดีเลย์ก็ต้องเลื่อนการเดินทาง เนื่องจากปลายทางอากาศแปรปรวน แต่นักท่องเที่ยวจีนกลับไม่เข้าใจ และไม่พอใจ จะพังประตูเข้าไปข้างในให้ได้

หลายสิ่งหลายอย่างตามที่เป็นข่าว จนคนไทยชักจะเริ่มชินกับข่าวทำนองนี้ ก็คงต้องรอให้คนจีนได้พัฒนาตนเองให้มากกว่านี้ จะได้เข้าใจและมีวัฒนธรรมตามแบบสากล

จะว่าไปแล้วคนไทยไม่ไช่ย่อยนะครับ ไปต่างประเทศก็เห็นสร้างปัญหาค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ล่าสุดก็ถูกจับและเจอข้อหาหนัก

"เมาแล้วขับ"

คาดว่าจะติดคุกนานถึง 5 ปี


นึกไปก็รู้สึกสมน้ำหน้าอยู่เหมือนกัน ความรู้ก็มี ฐานะก็ดี จนสามารถไปเที่ยวญี่ปุ่นได้ แต่ดันทำผิดกฏหมายแบบเบสิคที่รู้ๆกันอยู่

ก่อนหน้านี้ไม่นาน ยังนึกเสียดาย และลุ้นแทบตายว่า
ญี่ปุ่นจะจับนายตำรวจยศนายพล ที่พกปืนเข้าประเทศ

นั่นนะซิ... อัยการญี่ปุ่นปล่อยออกมาได้ยังไง ทั้งๆที่คนไทย(ทั้งประเทศ)ต่างเอาใจช่วยให้ติดคุกในญี่ปุ่น

กลับมาจะได้รู้เรื่องคุกญี่ปุ่น สามารถนำความรู้กลับมาพัฒนาคุกไทยได้
อีกอย่างก็ถือเป็นการสร้างเกียรติประวัติให้กับสถาบันตำรวจแห่งชาติ(ไทย) ว่าตำรวจไทยยศระดับนายพล มีโอกาสติดคุกในญี่ปุ่นได้อย่างภาคภูมิใจ ชนิดที่หาประเทศใดๆเทียบได้ยากกับความสามารถระดับนี้

นับถือจริงๆ คิดได้ยังไงที่พกปืนขึ้นเครื่อง



โฟโต้ออนทัวร์
2 สิงหาคม 2558





(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย)



สิบสองปันนา (จากวิกิพีเดีย)

เขตปกครองตนเองชนชาติไต(ไทลื้อ)  Xishuangbanna ตั้งอยู่ทางใต้สุดของมณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

สิบสองปันนา มีความหมายว่า "นาสิบสองพัน" หรือ "นา 12,000 ผืน" อีกนัยหนึ่งก็คือ 12 เมือง มีเมืองเอก คือ เมืองเชียงรุ่ง


ภูมิประเทศ

เขตปกครองตนเองพิเศษสิบสองปันนามีเนื้อที่ประมาณ 19,700 ตาราง กม. มีอาณาเขตติดกับ แขวงหลวงน้ำทา แขวงพงสาลี ของประเทศลาวและ รัฐฉาน ของ พม่า โดยมีชายแดนยาวถึง 966 กิโลเมตร และมีแม่น้ำโขงไหลผ่านตอนกลาง

สิบสองปันนา มีความหมายว่า "12 อำเภอ" คำว่า "พันนา" ไม่ได้หมายถึง นาพันผืน "พันนา" เป็นหน่วยการปกครองของคนไทในอดีต ตามหนังสือพงศาวดารโยนก เชียงรายมีพันนา พะเยามี ๓๖ พันนา ถ้าเท่ากับหน่วยการปกครองปัจจุบัน ก็คือ "อำเภอ"

ประวัติ

ในสมัยโบราณนั้น เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรน่านเจ้า มีเมืองหลวงอยู่ที่ หนองแส หรือ เมือง ต้าลี่ ในประเทศจีนปัจจุบัน
สิบสองปันนานั้นได้เป็นราชอาณาจักรหอคำเชียงรุ้ง เมื่อประมาณ 825 ปีก่อน โดย พญาเจือง หรือสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 1 ในตำราของไทย เมื่อพุทธศตวรรษที่ 18 ชาวมองโกลได้รุกรานอาณาจักรล้านนา ส่วนสิบสองปันนานั้นจึงได้เป็นของมองโกล และก็ได้เป็นของจีนต่อมา(ตามประวัติศาสตร์จีน)

การอ่อนแอของราชวงค์อาฬโวสวนตาลครั้งแรกเริ่มคราวสมัยสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 3 (ท้าวอ้ายปุง) รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงค์อาฬโวสวนต๋าน จากนั้นเกิดความวุ่นวายเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ

สุดท้ายถึงรัชกาลที่ 24 ท้าวอินเมิง (ท้าวอินเมือง) อาณาจักรสิบสองปันนาเริ่มเป็นปึกแผ่นมากที่สุด การขยายอณาเขตเข้าไปยึดถึงเชียงตุ๋ง เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) เชียงแสน ล้านช้าง

จึงเป็นเหตให้การอพยพชาวไทลื้อจากเชียงรุ่งและอีกหลายหัวเมืองลื้อเข้าไปสู่ดินแดนดังกล่าว เพื่อเข้าไปตั้งชุมชนปกครอง หัวเมืองประเทศราช ซึ่งหากมองมาถึงปัจจุบันมีชาวไทลื้อกระจายไปทั่วทั้งเมืองแถน หัวเมืองทางเหนือของลาว ทุกเมือง รัฐฉานของพม่า จนถึงเชียงตุง และแถบไต้คง

สิบสองปันนาดำรงความมั่นคงเฟื่องฟูอยู่ 100 กว่าปี ก็ถูกรุกรานอีกครั้งโดยชาวมองโกล และตกอยู่ในการปกครองของจีนอีกครั้งในปี พ.ศ. 1835 การสิ้นสุดอำนาจการปกครอง และการยอมรับอำนาจของมองโกล เมื่อรัชกาลที่ 33

เมื่อพระเจ้ากรุงจีนส่งตราหัวเสือ(จุ่มกาบหลาบคำ)มาให้เป็นตราแผ่นดินแทนตรานกหัสดีลิงก์ การเปลี่ยนชื่อเจ้าผู้ครองนคร จากชื่อภาษาไทลื้อ เป็นภาษาจีน เริ่มขึ้นในยุคนี้ เจ้าผู้ครองนครชาวไทลื้อถูกเรียกว่าเจ้าแสนหวีฟ้า

เมื่อ พุทธศตวรรษที่ 21 พม่าได้ก่อตั้งอาณาจักรตองอู และขยายอาณาเขตของตนไปทางตะวันออก พม่าได้โจมตีสิบสองปันนา ต่อจากนั้นจึงได้แบ่งเมืองเชียงรุ้งเป็น สิบสองปัน และก็เป็น เมืองในปัจจุบัน ได้แก่ เมืองฮาย ม้าง หุน แจ้ ฮิง ลวง อิงู ลา พง อู่ เมืองอ่อง และ เชียงรุ้ง

จึงเรียกเรียกเมีองแถวๆ นี้รวมกันว่า สิบสองปันนา ในช่วงสมัยนี้เป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมพม่า และ ศาสนาได้เข้าไปในสิบสองปันนา

ตามเอกสารที่ได้บันทึกเมื่อปี พ.ศ. 2113 จัดแบ่งไว้ ดังนี้

1 เมืองเชียงรุ่ง เมืองยาง เมืองฮำ รวมเป็น 1 พันนา
2 เมืองแจ เมืองมาง (ฟากตะวันตก) เมืองเชียงลู เมืองออง เป็น 1 พันนา
3 เมืองลวง เป็น 1 พันนา
4 เมืองหน เมืองพาน เชียงลอ เป็น 1 พันนา
5 เมืองฮาย เชียงเจือง เป็น 1 พันนา
6 เมืองงาด เมืองขาง เมืองวัง เป็น 1 พันนา
7 เมืองหล้า เมืองบาน เป็น 1 พันนา
8 เมืองฮิง เมืองปาง เป็น 1 พันนา
9 เชียงเหนือ เมืองลา เป็น 1 พันนา
10 เมืองพง เมืองมาง (ฟากตะวันออก) เมืองหย่วน เป็น 1 พันนา
11 เมืองอูเหนือ เมืองอูใต้ เป็น 1 พันนา
12 เมืองเชียงทอง อีงู อีปาง เป็น 1 พันนา
13 เมืองภูแถนหลวง เวียงคำแถน เป็น 1 พันนา

สมัยหลังราชวงศ์มังราย

หลังจากพระเจ้ากาวิละได้ปลดปล่อยเชียงใหม่ และ อาณาจักรล้านนา จาก พม่าแล้ว พระเจ้ากาวิละทรงพิจารณาเห็นว่าเมืองเชียงใหม่ขณะนั้นเป็นเมืองร้าง เพราะผู้คนหนีภัยสงคราม อีกทั้งในกำแพงตัวเมืองเชียงใหม่ยังมีต้นไม้เถาวัลย์ปกคลุม ชุกชุมด้วยเสือ สัตว์ป่านานาพันธ์

ผู้คนของพระองค์มีน้อยไม่อาจบูรณะซ่อมแซมเมืองใหญ่ได้ ดังนั้นจึงยกทัพไปกวาดต้อนผู้คนโดยไปตีเมืองไตในดินแดน 12 ปันนา ทั้งไตลื้อ ไตโหลง(ไทใหญ่) ไตขึน (คนไตลื้อในเมืองเชียงตุง) ไตลื้อเมืองยอง ไตลื้อเมืองลวง ไตลื้อเมืองพน เมืองหย่วน เมืองล่า มาอยู่ที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และ น่านเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรียกกันว่ายุค "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" อันเป็นวิธีฟื้นฟูอาณาจักรล้านนาวิธีหนึ่ง เพราะในช่วงก่อนนั้น พม่าได้กวาดต้อนชาวล้านนาไปอยู่ที่ พุกาม และ มัณฑะเลย์ ไปจำนวนมาก

ในช่วงสงครามโลกสิบสองปันนานั้น ตกอยู่ในแผ่นดินจีน ถูกยุบเมืองเชียงรุ่งจากเมืองหลวงเป็นแค่เมือง พร้อมๆกับเจ้าทั้งหลายด้วย โดยเคยมีเจ้าปกครองอยู่ถึง 45 พระองค์ ในปัจจุบัน คนที่มีแซ่เต๋า ก็คือ เจ้าในสิบสองปันนาที่เคยครองเมืองทั้งหลายเหล่านี้

ชนเผ่า
จำนวนประชากรแบ่งตามชนเผ่า เมื่อปี พ.ศ. 2543
เชื้อชาติ
ประชากร
เปอร์เซนต์
ไท 296,930 29.89%
ฮั่น 289,181 29.11%
อาข่า 186,067 18.73%
ยี 55,772 5.61%
ลาหู่ 55,548 5.59%
ปะหล่อง 36,453 3.67%
จินัว 20,199 2.03%
อิ้วเมี่ยน หรือ เย้า 18,679 1.88%
แม้ว หรือ ม้ง 11,037 1.11%
ไป๋ 5,931 0.60%
ประชากรส่วนน้อย 5,640 0.57%
หุย 3,911 0.39%
ว้า 3,112 0.31%
จ้วง 2,130 0.21%
อื่นๆ 2,807 0.30%
รวม

993,397

 









ข้อมูลกลุ่มชาติพันธ์ชาวไทลื้อ

ไทลื้อ
(จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

ไทลื้อ (ไตลื้อ)

ปัจจุบันมีประชากรประมาณ 1.5 - 2 ล้านคน กระจายอยู่ตามประเทศต่างๆดังนี้
1 ประเทศจีน             400,000 คน
2 ประเทศพม่า           300,000
3 ลาว ประเทศลาว      134,000
4 ไทย                  1,000,000
5 เวียดนาม                  4,960

ภาษา : ภาษาจีน, ภาษาลื้อ, ภาษาไทเหนือ, ภาษาไทดำ, ภาษาลาว, ภาษาไทย, ภาษาพม่า
ศาสนา ซ พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท
   
ไทลื้อ หรือ ไตลื้อ เป็นชาวไทกลุ่มหนึ่ง มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแถบสิบสองปันนาของจีน มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือการใช้ภาษาไทลื้อ และยังมีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์อื่นๆ เช่น การแต่งกาย ศิลปะและประเพณีต่าง ๆ


การอพยพ

เดิมชาวลื้อ หรือไทลื้อ มีถิ่นที่อยู่บริเวณ เมืองลื้อหลวง จีนเรียกว่า "ลือแจง" ต่อมาได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่บริเวณเมืองหนองแส หรือที่เรียกว่าคุนหมิงในปัจจุบัน แล้วย้ายลงมาสู่ลุ่มน้ำน้ำโขง สิบสองปันนาปัจจุบัน ประมาณศตวรรษที่ 12 จึงเกิดมีวีรบุรุษชาวไทลื้อชื่อ เจ้าเจื๋องหาญ ได้รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ในสิบสองปันนา

ปัจจุบันตั้งเป็นอาณาจักรแจ่ลื้อ (เซอลี่) โดยได้ตั้งศูนย์อำนาจการปกครองเอาไว้ที่หอคำเชียงรุ่ง นาน 790 ปี ต่อมาถึงสมัยเจ้าอิ่นเมือง ครองราชต่อมาในปี ค.ศ. 1579-1583 (พ.ศ. 2122-2126) ได้แบ่งเขตการปกครองเป็นสิบสองหัวเมือง แต่ละหัวเมืองให้มีที่ทำนา 1,000 หาบข้าว (เชื้อพันธุ์ข้าว) ต่อนาหนึ่งที่/หนึ่งหัวเมือง จึงเป็นที่มาจนถึงปัจจุบันเมืองสิบสองปันนาได้แบ่งเขตการปกครองเอาไว้ในอดีตดังนี้ (ที่มาของคำว่า สิบสองพันนา อ่านออกเสียงเป็น "สิบสองปันนา")

ชาวไทลื้ออาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำโขง คือ ด้านตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำ มีเมืองต่างๆ ดังนี้ภาษาไทลื้อ ได้กล่าวไว้ว่า ห้าเมิงตะวันตก หกเมิงตะวันออก รวมเจียงฮุ่ง (เชียงรุ่ง) เป็น 12 ปันนา และทั้ง 12 ปันนานั้น ประกอบด้วยเมืองใหญ่น้อยต่างๆ เช่น

ฝั่งตะวันตก : เชียงรุ่ง, เมืองฮำ, เมืองแช่, เมืองลู, เมืองออง, เมืองลวง, เมืองหุน, เมืองพาน, เมืองเชียงเจิง, เมืองฮาย, เมืองเชียงลอ และเมืองมาง

ฝั่งตะวันออก : เมืองล้า, เมืองบาน, เมืองแวน, เมืองฮิง, เมืองปาง, เมืองลา, เมืองวัง, เมืองพง, เมืองหย่วน, เมืองมาง และเมืองเชียงทอง
การขยายตัวของชาวไทลื้อสมัยรัชกาลที่ 24 เจ้าอินเมืองได้เข้าตีเมืองแถน เชียงตุง เชียงแสน และล้านช้าง กอบกู้บ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น พร้อมทั้งตั้งหัวเมืองไทลื้อเป็นสิบสองเขต เรียกว่า สิบสองปันนา และในยุคนี้ได้มีการอพยพชาวไทลื้อบางส่วนเพื่อไปตั้งบ้านเรือนปกครองหัวเมืองประเทศราชเหล่านั้น จึงทำให้เกิดการกระจายตัวของชาวไทลื้อ ในลุ่มน้ำโขงตอนกลาง (รัฐฉานปัจจุบัน)

อันประกอบด้วยเมืองยู้ เมืองยอง เมืองหลวย เมืองเชียงแขง เมืองเชียงลาบ เมืองเลน เมืองพะยาก เมืองไฮ เมืองโก และเมืองเชียงทอง (ล้านช้าง) เมืองแถน(เดียนเบียนฟู) ซึ่งบางเมืองในแถบนี้เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวไทลื้ออยู่แล้ว เช่น อาณาจักรเชียงแขง ซึ่งประกอบด้วย เมืองเชียงแขง เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองเชียงกก เมืองเชียงลาบ เมืองกลาง เมืองลอง เมืองอาน เมืองพูเลา เมืองเชียงดาว เมืองสิง เป็นต้น

ชาวไทลื้อบางส่วนได้อพยพหรือถูกกวาดต้อน ออกจากเมืองเหล่านี้เมื่อประมาณหนึ่งร้อยถึงสองร้อยปีที่ผ่านมา แล้วลงมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศตอนล่าง เช่น พม่า, ลาว และไทย

ในสมัยรัชกาลที่ 1 เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ (เจ้าผู้ครองนครน่าน) และเจ้าสุมนเทวราช (เจ้าผู้ครองนครน่าน) ยกกองทัพขึ้นไปกวาดต้อนชาวไทลื้อจากสิบสองปันนามายังเมืองน่าน และเมืองบางส่วนในประเทศลาว และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เจ้าสุริยะพงษ์ (เจ้าผู้ครองนครน่าน) ก็ได้ยกกองทัพขึ้นไปกวาดต้อนชาวไทลื้อจากสิบสองปันนามายังเมืองน่าน


ไทลื้อปัจจุบัน

ปัจจุบันชาวไทลื้อกระจายตัวอยู่ที่

ประเทศพม่า มีแถบเมืองยอง เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองเชียงลาบ เมืองไร เมืองพะยาก เมืองโก เมืองโต๋น เมืองเลน เชียงตุง
ประเทศลาว เมืองหลวงน้ำทา เมืองหลวงพูคา เมืองบ่อแก้ว ไชยะบุลี (เชียงฮ่อนเชียง เชียงลม หงสา) เมืองหลวงพะบาง
ประเทศไทย เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง แพร่ น่าน
ประเทศเวียดนาม เมืองแถน

สำหรับในประเทศไทย มีชาวไทลื้อในหลายจังหวัดทางภาคเหนือตอนบน ดังนี้

เชียงราย : อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงของ อำเภอเชียงแสน อำเภอพานซึ่งเป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากจังหวัดลำปาง (ส่วนหนึ่งได้อพยพไปเมืองเชียงรุ้ง เมื่อเกิดสงครามไทยพม่า)
เชียงใหม่ : อำเภอสะเมิง อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอสันกำแพง กิ่งอำเภอแม่ออน
น่าน : อำเภอเมืองน่าน (ต.ในเวียง บ้านเชียงแขง บ้านเมืองเล็น)

อำเภอท่าวังผา มีชาวไทลื้ออยู่ 5 ตำบล คือ ต.ศรีภูมิ บ้านห้วยเดื่อ ต.ป่าคา เป็นชาวไทลื้อที่มาจากเมืองล้า มี 5 ประกอบด้วยหมู่บ้าน บ้านหนองบัว บ้านดอนแก้ว บ้านต้นฮ่าง บ้านดอนมูล บ้านแฮะ ,ตำบลยม มีชาวไทลื้อ 5 หมู่บ้านเป็นชาวไทลื้อที่มาจากเมืองเชียงลาบ และเมืองยอง ประกอบด้วย บ้านลอมกลาง บ้านทุ่งฆ้อง บ้านเชียงยืน บ้านเสี้ยว บ้านหนองช้างแดง ,ต.จอมพระ เป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองยองและเมืองยู้มีชาวไทลื้อ 5 หมู่บ้าน บ้านถ่อน และถ่อนสอง บ้านยู้ บ้านยู้เหนือ บ้านยู้ใต้

อำเภอปัว เป็นอำเภอที่มีชาวไทลื้ออยู่มากที่สุด ประกอบด้วย ต.ศิลาเพชรเป็นชาวไทลื้อ ที่อพยพมาจากเมืองยอง คือ บ้านดอนไชย บ้านทุ่งรัตนา มาจากเมืองเลน คือ บ้านป่าตอง บ้านนาคำ(หัวโต้ง) บ้านทุ่งศรีบุญยืน ,ตำบลศิลาแลง เป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองเชียงรุ่ง เมืองเลน เมืองยอง เมืองเงิน และเมืองพวน(ลื้อในเมืองพวนไม่ใช่ไทพวน) คือ บ้านดอนไชย-ไร่อ้อย บ้านฝาย(นาร้าง) บ้านหัวน้ำ บ้านตีนตก บ้านเฮี้ย บ้านหัวดอย, ต.วรนคร อพยพมาจากเมืองเลน (ลิน) เมืองยอง ปัจจุบันอยู่ในเขตพม่า คือ บ้านเก็ต บ้านร้องแง บ้านดอนแก้ว บ้านมอน ต.ปัว อพยพมาจากเมืองขอน เมืองยองและเมืองพวน คือ บ้านขอน บ้านป่าลาน อพยพมาจากเมืองยอง เมืองพวน คือ บ้านดอนแก้ว อพยพมาจากเมืองยอง คือ บ้านปรางค์ ต.สถาน อพยพมาจากเมืองยอง เมืองเชียงลาบ เมืองล้า เมืองเงิน คือ บ้านนาป่าน บ้านสันติสุข นอกนั้นในยังมีอีกไม่ต่ำกว่า 20 หมู่บ้านในอำเภอปัวที่เป็นชาวไทลื้อ

อำเภอเชียงกลาง ต.พระพุทธบาท อพยพมาจากเมืองยอง เมืองเชียงแขง เมืองเลน คือ บ้านเหล่า บ้านอ้อ ต.เปือ อพยพมาจากเมืองเลน หลวงพระบาง เชียงลม เชียงแสน คือ บ้านหนองแดง ต.เชียงกลาง อพยพมาจากเมืองเลน เชียงลม เมืองเงิน คือ บ้ายเชียงโคม บ้านศรีอุดม บ้านงิ้ว

อำเภอสองแคว มีชาวไทยลื้ออาศัยอยู่ที่ตำบลยอด ที่บ้านปางส้าน บ้านผาสิงห์และบ้านผาหลัก
อำเภอทุ่งช้าง บ้านงอบ บ้านปอน ห้วยโก๋น และส่วนที่อพยพเข้ามาใหม่ ซึ่งจะอยู่ปะปนกะชาวเมืองน่านแถบชายแดน (มีจำนวนมากที่สุด อพยพมาจาก แขวงไชยะบุรี และ สิบสองปันนา)

จังหวัดพะเยา อำเภอเชียงม่วน อำเภอเชียงคำ (มีจำนวนมาก) อำเภอภูซาง

จังหวัดลำปาง อำเภอเมือง ประกอบด้วย 5 หมู่บ้าน บ้านกล้วยหลวง บ้านกล้วยแพะ บ้านกล้วยม่วง บ้านกล้วยกลาง และบ้านกล้วยฝาย และบางส่วนใน อำเภอแม่ทะ

จังหวัดลำพูน อำเภอเมือง อำเภอบ้านธิ อำเภอป่าซาง อำเภอแม่ทา

จังหวัดแพร่ อำเภอเมืองแพร่ ต.บ้านถิ่น

ส่วนในต่างประเทศนั้น มีการกระจายตัวกันเกือบทุกประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เช่นในรัฐฉาน ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม(เมืองแถน และ เมืองเดียนเบียนฟู ก็มีการบันทึกไว้ว่ามีชาวไทลื้อ อยู่ที่นั่นด้วย)

วัฒนธรรม
ชาวไทลื้อมีชีวิตที่คล้ายคลึงกับชาวไทยหรือชนเผ่าอื่นๆทางภูมิภาค คือมีการสร้างบ้านเรือนเป็นบ้านไม้ มีใต้ถุนสูง มีครัวไฟบนบ้าน ใต้ถุนเลี้ยงสัตว์ แต่ในปัจจุบันวิถีชีวิตได้เปลี่ยนไป การสร้างบ้านเรือนก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย เรือนที่ยังคงสภาพเป็นเรือนไม้แบบเดิมสถาปัตยกรรมแบบไทลื้อผสมล้านนายังพอจะมีให้เห็นบ้างในบางชุมชน เช่น บ้านธาตุสบแวน และบ้านหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

ชาวไทลื้อส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัด นิยมสร้างวัดในชุมชนต่างๆ แทบทุกชุมชนของชาวไทลื้อ ทั้งยังตกแต่งด้วยศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์งดงาม มีการบูรณะ ซ่อมแซม ให้คงสภาพดีอยู่เสมอ ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่เพียงบางแห่ง เช่น วิหารวัดดอนมูล วิหารวัดหนองแดง วิหารวัดหนองบัว วิหารวัดท่าฟ้าใต้ วิหารวัดแสนเมืองมา(วัดมาง) วิหารวัดหย่วน เป็นต้น

ศิลปะที่โดดเด่นของชาวไทลื้อได้แก่งานผ้าทอไทลื้อ นิยมใช้ผ้าฝ้าย บางสมัยนิยมใช้เส้นไหมจากต่างถิ่น ทอลวดลายที่เรียกว่า "ลายเกาะ" ก้วยเทคนิคการล้วง ซึ่งปัจจุบันนิยมเรียกว่า ลายน้ำไหล มีการฟื้นฟูและถ่ายทอดศิลปะการทอผ้าแบบไทลื้อในหลายชุมชนของภาคเหนือในปัจจุบัน

ผู้ชายไทลื้อส่วนใหญ่จะนิยมสวมเสื้อขาวแขนยาว สวมทับด้วยเสื้อกั๊กปักลวดลายด้วยเลื่อม เรียกว่า "เสื้อปา" สวมกางเกง(หม้อห้อม) ขายาวต่อหัวกางเกงด้วยผ้าสีขาว เรียกว่า "เตี่ยวหัวขาว" นิยมโพกศีรษะ ("เคียนหัว") ด้วยผ้าสีขาว สีชมพู ส่วนหญิงไทลื้อนิยมสวมเสื้อปั๊ด (เป็นเสื้อที่ไม่มีกระดุมแต่สาบเสื้อจะป้ายเฉียงมาผูกไว้ที่เอวด้านข้าง) นุ่งซิ่นต๋าลื้อ สะพายกระเป๋าย่าม ("ถุงย่าม")และนิยมโพกศีรษะด้วยผ้าสีขาวหรือสีชมพู

เรื่องของชาวไทลื้อ ซึ่งบรรพบุรุษได้อพยพมาจากเมืองยอง เมืองยู้ เมืองเชียงลาบ (เมืองทั้งหมดนี้อยู่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า) และชาวไทยอง (คนไทลื้อเมืองยอง เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือหรือล้านนา) นั้น มีความเกี่ยวข้องกันมาก ดังนั้นจึงอาจจะไม่สามารถแบ่งแยกกันได้ว่าไทยองไม่ใช่ไทลื้อ

สมเด็จพระเป็นเจ้าหอคำเชียงรุ่ง 1 (พญาเจื๋อง) เป็นปฐมกษัตริย์ของชาวไทลื้อ แห่งราชวงค์อาฬโวสวนตาล จนถึงสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 41 เจ้าหม่อมคำลือ (ตาวซินซือ) ก่อนสิ้นสุดลงเพราะรัฐบาลจีนได้ถอดถอนท่านออกจากการเป็นเจ้าแผ่นดิน ยุบเลิกระบบการปกครองเดิมของสิบสองปันนา ส่วนพระอนุชาได้ลี้ภัย มาอยู่ที่อำเภอแม่สาย หม่อมตาลคำ ได้ลี้ภัยมาอยู่กรุงเทพ









(หมายเหตุ : ระยะทางจากบ่อเต็นถึงคุนหมิงคำนวณจาก Google map ถนนช่วงนี้มีอุโมงค์ถึง 30 แห่ง ยาวที่สุดคืออุโมงค์ที่ 13 ยาว 3.373 กม.)






 

 

 
  Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์

copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)

ต้องการ save ภาพ

Contact Us : photo482@gmail.com

Home      City Tour     Events     Photo Gallery     Outbound tour     King Photos    Wallpaper     Flowers     Portraits    Asia Girls      Site Update    Contac Us