Home
Home : Outbound : Sipsongpanna Part 6

สิบสองปันนาหรือเมืองเชียงรุ่ง ชนชาตืไต(ไทลื้อ)ที่อยู่ทางตอนใต้ของมณฑลยูนนาน โดยเดินทางผ่าน สปป.ลาว
 
 

Sipsongpanna Part 6 : Varanasi Night Show สิบสองปันนา ตอนที่ 6 โชว์พาราณสี

 
 

                                 


                                 


                                
                                

 



Sipsongpanna Part 6
โชว์พาราณสี

(เดินทางเดือนกรกฏาคม ปี56)


ภาพชุดสิบสองปันนาตอนที่ 6 เป็น Night Show อันยิ่งใหญ่ที่มีชื่อว่า “พาราณสี” หรือ "Varannasi Night Show" เป็นการโชว์วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆในเมืองสิบสองปันนาและในมณฑลยูนนานของจีน และกลุ่มชาติพันธ์เหล่านี้ยังกระจายอยู่ในประเทศต่างๆได้แก่ เวียดนาม พม่า ไทย ลาว 

ในประเทศไทยหากจะเทียบกับอีกหลายประเทศ ก็ถือว่ามีกลุ่มชาติพันธ์เป็นจำนวนที่น้อยมาก ต่างกับบางประเทศที่ประชากรของชาติพันธ์มีเป็นจำนวนมาก และยังรักษาประเพณีและวัฒนธรรมได้อย่างเหนียวแน่น

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าสิ่งมีพบเห็นในสิบสองปันนานั้นเป็นอิทธิพลที่มาจากเชียงใหม่หรือมาจากอาณาจักรล้านนาดั่งเดิม เช่นศิลปะวัฒนธรรม การแต่งกาย ท่าร่ายรำ ผู้หญิงกางจ้อง รวมทั้งงานสถาปัตยกรรมที่พบเห็นตามวัดต่างๆ โดยคิดว่าเชียงใหม่(ปัจจุบัน)เป็นเมืองที่ใหญ่กว่าสิบสองปันนา จึงมีการโอนถ่ายวัฒนธรรมจากเมืองใหญ่สู่เมืองเล็ก

และยังคิดว่าล้านนาเป็นอาณาจักร(Kingdom) ส่วนเชียงรุ้งเป็นแค่เมือง(City)ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เนื่องจากสมัยโบราณนั้นไม่มีคำว่าอาณาจักร เรียกกันว่าเมือง(หรือกรุง) เช่นเมืองอโยธยา เมืองสุโขทัย เมืองหงสา

คำว่าอาณาจักรนั้น เป็นคำที่นักวิชาการต่างชาติเป็นคนเรียก นักวิชาการไทยจึงใช้ตามๆกันมา แต่แท้ที่จริงแล้วคำว่า "อาณาจักร" จะเป็นคำที่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเมือง เช่นเดียวกับคำว่า "จักรพรรดิ์ " นั้น มีความหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า "กษัตริย์" หรือ พระราชาแน่นอน

มันก็ไม่ต่างกับปัจจุบันที่มีชื่อเรียกเหมือนกันแต่เล็กใหญ่ไม่เท่ากัน เช่นประเทศไทย กับประเทศจีนเป็นต้น

ความจริงแล้วสิบสองปันนาหรือเมืองเชียงรุ้งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรน่านเจ้า ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณที่มีความแข็งแกร่ง และเคยต่อสู่กับอาณาจักรจีนมาแล้ว ถึงขนาดส่งกองทัพไปปราบจีนถึงเมืองปักกิ่ง

น่านเจ้าตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาหิมาลัย มีดินแดนกว้างขวางใหญ่โต มีที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงเป็นแหล่งเพาะปลูก เป็นพิ้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีที่นาเป็นจำนวนมาก และเป็นส่วนหนึ่งของคำว่า "สุวรรณภูมิ" (รวมพื้นที่หลายประเทศในแถบอินโดจีน) นอกจากนี้ก็ยังเป็นต้นกำเนิดของเมืองใน "กลุ่มเชียง" ทั้งหมด

แผนภูมิที่แสดงความสัมพันธ์ของ 4 เชียง โดยมีเชียงรุ้งเป็นเมืองหลัก แต่หลังจากอาณาจักรน่านเจ้าพ่ายแพ้แก่กองทัพมองโกล ทำให้บางส่วนต้องอพยพลงสู่ตอนล่าง พร้อมกับสร้างเมืองใหม่ต่อมาอีก 5 เมือง รวมทั้งเมืองล้านนาที่แยกมาจากเมืองเชียงแสน(หรือโยนกเชียงแสน)ในสมัยพญามังราย






โชว์พาราณสี

ในชุดพาราณสียังมีกายกรรมที่มีชื่อของจีนมาร่วมแสดงด้วย เช่นการต่อตัว การทรงตัวกับโคมไฟในท่าดัดตัวของนักกายกรรมรุ่นเยาว์ แต่ละชุดสร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้ชมเป็นอย่างมาก และเป็นไฮไลท์สำคัญที่พลาดไม่ได้สำหรับการท่องเที่ยวเมืองสิบสองปันนา

โดยปกติการแสดงโชวมักจัดตามเมืองต่างๆที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจีน โดยนำเสนอเรื่องราวประเพณีและวัฒนธรรมของท้องถิ่น พร้อมด้วยการจัดแสง สีที่อลังการ ทำให้ได้อรรถรสในการชมเป็นอย่างยิ่ง

การท่องเที่ยวในประเทศจีน นอกจากจะมีโอกาสซ้อปปิ้งในยามค่ำคืนแล้ว ก็ยังมีรายการโชว์ตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลจีน ซึ่งปัจจุบันได้ต่อยอดธุรกิจกิจด้านนี้จนกลายเป็นสินค้าส่งออกที่หาคู่แข่งได้ยาก บางชุดก็สวยอลังการจนเกินบรรยาย


ในตอนท้ายๆของชุดพาราณสี  จะเป็นชุดการเล่นสงกรานต์ของชาวไทลื้อในสิบสองปันนา  

เมื่อก่อนประเพณีสาดน้ำสงกรานต์ในบ้านเราจะเล่นกันเฉพาะทางภาคเหนือ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวมาแต่อดีต ใครจะเล่นสงกรานต์ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือคนไทยก็ต้องเดินทางไปที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ปัจจุบันได้แพร่หลายไปทั่วประเทศ กลายเป็นประเพณีสาดน้ำ(Water Festival)ที่รู้จักกันไปทั่วโลก

ประเพณีสงกรานต์หรือสาดน้ำสงกรานต์ในกลุ่มประเทศอินโดจีนมีเล่นกันหลายประเทศ ได้แก่ สิบสองปันนา พม่า ไทย ลาว แต่ไม่ทราบว่าเริ่มที่ใดก่อน

ที่แน่ๆก็คือว่าการสาดน้ำในวันสงรานต์เป็นประเพณีของกลุ่มประเทศที่มีชื่อว่า “เชียง“ ทั้งนั้น  เช่น เชียงรุ้ง(สิบสองปันนา) เชียงตุง(พม่า) เชียงทอง(ลาว) เชียงแสน(หรือโยนกเชียงแสน) และ เชียงใหม่ หรือล้านนา

และคำว่า “เชียง” ที่แปลว่า “เมือง” นี้ มีต้นกำเนิดที่เชียงรุ้ง(หรือเมืองสิบสองปันนา)ส่วนเชียงอื่นๆ หรือเมืองอื่นๆนั้นเกิดขึ้นในภายหลัง 

กลุ่มเชียงทั้งหมดนี้จะมีวัฒนธรรมที่คล้ายกันเช่นกินข้าวเหนียว นุ่งซิ่น กางจ้อง ไว้ผมมวย อาหารจะไม่มีกะทิ  ชอบปิ้งๆย่างๆ ที่สำคัญคือพูดภาษาเดียวกัน มีอักษรที่คล้ายกัน พูดคุยกันรู้เรื่อง นับถือศาสนาพุทธ และจะไปมาหาสู่กัน

ส่วนคนเขมร  คนพม่าหน้าแขก และคนไทยภาคกลาง(ผิวดำ)ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ 


คนไทยไม่ได้อพยพถอยร่นมาจากจีน

คนไทยภาคกลางนิยมทานอาหารที่มีกะทิและกินข้าวเจ้า ต่างจากคนทางภาคเหนือที่ไม่ทานกะทิ และกินแต่ข้าวเหนียว

เมื่อก่อนวิชาประวัติศาสตร์ไทยบอกว่าคนไทยมาจากจีน หรือจากน่านเจ้า(ยูนนานปัจจุบัน) โดยอพยพถอยร่นลงมาตามลุ่มแม่น้ำโขง อันเนื่องมาจากภัยสงคราม แต่มาถึงยุคนี้สมัยนี้ปรากฏว่า "ข้อมูลส่วนนี้ไม่ถูกต้อง และได้เอาออกจากหลักสูตรของกระทรวงศึกษาแล้ว"

สรุปก็คือว่าคนไทยนั้นประกอบด้วยหลากหลายเชื้อชาติที่เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้มาก่อน ไม่ได้อพยพมาจากที่ใดเลย

ถึงแม้ปัจจุบันจะยังไม่ได้ข้อสรุปว่าคนไทยมาจากไหน แต่ก็พอจะมีหลักฐานที่พอจะทราบคำตอบ ก็คือในเรื่องภาษาที่มีขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหง แต่ภาษาไทยในยุคนั้น ก็เอามาจากภาษาขอม(เขมร)และภาษามอญเป็นหลัก การที่กล่าวว่าพ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้ประดิษฐ์อักษรไทยจึงไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากเราภาษาอื่นมาพัฒนาให้เป็นภาษาของเราเอง

ภาษาไทยในยุคต่อๆมาก็ยังนำเอาภาษาบาลีและภาษาสันสกฤติ มาเป็นภาษาไทยด้วย ดังนั้นภาษาไทยในปัจจุบัน จึงประกอบด้วยภาษาของหลายๆชาติ มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขมาทุกยุคทุกสมัย เป็นภาษาที่ไม่นิ่ง

"ภาษาไทย" จึงหาที่มาที่ไปลำบาก เป็นภาษาร้อยพ่อพันแม่ เช่นเดียวกับคำว่า "คนไทย" ก็ร้อยพ่อพันแม่เช่นเดียวกัน


คนไทยมาจากไหน

หากจะกล่าวว่าคนไทยในยุคกรุงสุโขทัยส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นคนมอญและขอม ตามภาษาในหลักศิลาจารึก นอกจากนี้ก็จะมีชาวลาว ที่พ่อขุนผาเมือง(เจ้าเมืองราด)ไปกวาดต้อนมาช่วยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์สร้างบ้านแปงเมืองสุโขทัย

ส่วนเจ้าเมืองหรือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์นั้นมาจากประเทศจีน ตามประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนกันมา

พ่อขุนศรีอินทราทิตย์พร้อมเครือญาติหนีภัยจากกุบไลข่าน หรือกองทัพมองโกลเช่นเดียวกับชาวยูนนานอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนคนไทยที่มีบรรพบุรุษมาจากจีนนั้นก็น่าจะเป็นคนล้านนาที่มาจากโยนกเชียงแสน และก่อนหน้านั้นก็มาจากเชียงรุ้งซึ่งเป็นเมืองหนึ่งของอาณาจักรน่านเจ้า

สำหรับล้านนาในยุคสุดท้าย หรือสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ (พระบิดาของเจ้าดารารัศมี)ได้ขอรวมเป็นส่วนหนึ่งของสยามประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 กลายเป็นอาณาจักรไทยในปัจจุบัน หากจะถือเอาว่าคนไทยที่มาจากยูนนาน(ตามวิชาประวัติศาสตร์เดิม) ก็น่าจะตีกรอบเฉพาะคนไทยในภาคเหนือเท่านั้น

อาจมีข้อสงสัยว่า ชาวมอญมาอยู่ในดินแดนไทยแต่เมื่อไหร่ เนื่องจากตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่ามอญเข้ามาในยุคกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้เมืองมอญแถวจังหวัดกาญจนบุรี ก็ตกเป็นเมืองขึ้นของไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

และชนชาติมอญที่เมืองกาญหรือด่านเจดีย์สามองค์ที่นี่แหละ
ที่เป็นสาเหตุทำให้ไทยกับพม่าต้องรบกันเป็นครั้งแรก ในสมัยพระเจ้าตะเบงชะเวตี้เมื่อปีพศ.2080



ความจริงของชนชาติมอญ

ชนชาติมอญถือว่าเป็นชาติพันธ์เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคนี้ มีมาก่อนสมัยคริสต์กาล เข้ามาอยู่ในดินแดนไทย(ในปัจจุบัน)ก่อนยุคทวารวดี และก่อนยุคขอม
หลักฐานเกี่ยวกับชนชาติมอญพบที่จังหวัดนครปฐมและลพบุรี นอกจากนี้ยังพบว่า ภาษามอญใช้กันมานานราว 3000-4000 ปีก่อน

มอญมาจากอินเดีย ดังนั้นหากจะกล่าวว่า คนไทยมีเชื้อสายมอญมากที่สุดก็ไม่น่าจะผิดนัก

มอญผิวดำ เช่นเดียวกับคนสุโขทัย คนกรุงเก่า และคนไทย(แท้ๆ)
มอญคือแขกอินเดีย และกินกะทิ เช่นเดียวกับคนไทย(ภาคกลาง)
มอญกินข้าวจ้าว เช่นเดียวกับคนไทย(ภาคกลาง)
ภาษามอญ มีในภาษาไทย(มากมาย)
คนมอญมีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย
น่าแปลกที่จังหวัดลำพูนก็มีชุมชนชาวมอญที่เข้ามาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี เจ้าเมืองหริภูญชัย
พศ.1310


กลับมาที่โชว์ชุดพาราณสี

โชว์ชุดพาราณสี ได้นำประเพณีสาดน้ำสงกรานต์ เข้ามาอยู่ในชุดท้ายๆการแสดงด้วย พอแสดงชุดนี้เสร็จก็เปิดไฟสว่าง ผู้แสดงลงจากเวทีมาอยู่ด้านล่าง จากนั้นก็เอาขันจ้วงน้ำจากภาชนะที่เตรียมไว้ แล้วสาดใส่คนดูโดยไม่มีการบอกกล่าวหรือมาแบบไม่มีปีมีขลุ่ย แถมสาดกันแบบจริงจัง จ้วงแล้วจ้วงอีก ชนิดที่ต้องการให้เปียกกันทีเลยเดียว ใครตั้งตัวไม่ทันก็โดนเต็มๆ

ความจริงไกด์ก็บอกล่วงหน้าแล้วว่านั่งแถวหน้าๆอาจโดน ดังนั้น 2-3 แถวหน้าตอนกลางจึงไม่มีใครนั่ง เนื่องจากอยู่ใกล้รัศมี แต่ผู้มาทีหลังมักไม่ทราบ  หรืออาจที่นั่งอาจเต็มจึงมีที่ว่างเฉพาะบริเวณนั้น

คืนนั้นคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรมาก เห็นที่ว่างๆ ช่วงกลางๆเหมาะสำหรับการถ่ายภาพ จึงเดินไปเลือกหาทีนั่งตอนกลาง แรกๆก็มีไม่กี่คน  แต่พอใกล้เวลาแสดงก็ทะยอยเข้ามานั่งจนเต็ม

วันนั้นโชคดีที่รู้ล่วงหน้า จึงหยิบเสื้อหนาวบนรถลงมาด้วย ทำให้พอรอดตัวไปบ้างที่ไม่โดนแบบจังๆ

ใครมาเที่ยวสิบสองปันนาแล้วนั่งแถวหน้าในรัศมีของการสาดน้ำก็ต้องระวัง สาวๆไทลื้อเค้าตักสาดกันจริงจัง ไม่ได้ทำเล่นๆนะครับ

สำหรับตอนต่อไปจะพาไปชมตลาดสิบสองปันนาที่อยู่นอกโปรแกรม แต่เนื่องจากยังพอมีเวลาและหลายคนก็อยากจะเห็นว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง  ไกด์สาวชาวไทลื้อจึงต้องจัดให้

ติดตามชมตอนต่อไปนะครับ


 

โฟโต้ออนทัวร์
10 ตุลาคม 2558





(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย)



สิบสองปันนา (จากวิกิพีเดีย)

เขตปกครองตนเองชนชาติไต(ไทลื้อ)  Xishuangbanna ตั้งอยู่ทางใต้สุดของมณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

สิบสองปันนา มีความหมายว่า "นาสิบสองพัน" หรือ "นา 12,000 ผืน" อีกนัยหนึ่งก็คือ 12 เมือง มีเมืองเอก คือ เมืองเชียงรุ่ง


ภูมิประเทศ

เขตปกครองตนเองพิเศษสิบสองปันนามีเนื้อที่ประมาณ 19,700 ตาราง กม. มีอาณาเขตติดกับ แขวงหลวงน้ำทา แขวงพงสาลี ของประเทศลาวและ รัฐฉาน ของ พม่า โดยมีชายแดนยาวถึง 966 กิโลเมตร และมีแม่น้ำโขงไหลผ่านตอนกลาง

สิบสองปันนา มีความหมายว่า "12 อำเภอ" คำว่า "พันนา" ไม่ได้หมายถึง นาพันผืน "พันนา" เป็นหน่วยการปกครองของคนไทในอดีต ตามหนังสือพงศาวดารโยนก เชียงรายมีพันนา พะเยามี ๓๖ พันนา ถ้าเท่ากับหน่วยการปกครองปัจจุบัน ก็คือ "อำเภอ"

ประวัติ

ในสมัยโบราณนั้น เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรน่านเจ้า มีเมืองหลวงอยู่ที่ หนองแส หรือ เมือง ต้าลี่ ในประเทศจีนปัจจุบัน
สิบสองปันนานั้นได้เป็นราชอาณาจักรหอคำเชียงรุ้ง เมื่อประมาณ 825 ปีก่อน โดย พญาเจือง หรือสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 1 ในตำราของไทย เมื่อพุทธศตวรรษที่ 18 ชาวมองโกลได้รุกรานอาณาจักรล้านนา ส่วนสิบสองปันนานั้นจึงได้เป็นของมองโกล และก็ได้เป็นของจีนต่อมา(ตามประวัติศาสตร์จีน)

การอ่อนแอของราชวงค์อาฬโวสวนตาลครั้งแรกเริ่มคราวสมัยสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 3 (ท้าวอ้ายปุง) รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงค์อาฬโวสวนต๋าน จากนั้นเกิดความวุ่นวายเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ

สุดท้ายถึงรัชกาลที่ 24 ท้าวอินเมิง (ท้าวอินเมือง) อาณาจักรสิบสองปันนาเริ่มเป็นปึกแผ่นมากที่สุด การขยายอณาเขตเข้าไปยึดถึงเชียงตุ๋ง เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) เชียงแสน ล้านช้าง

จึงเป็นเหตให้การอพยพชาวไทลื้อจากเชียงรุ่งและอีกหลายหัวเมืองลื้อเข้าไปสู่ดินแดนดังกล่าว เพื่อเข้าไปตั้งชุมชนปกครอง หัวเมืองประเทศราช ซึ่งหากมองมาถึงปัจจุบันมีชาวไทลื้อกระจายไปทั่วทั้งเมืองแถน หัวเมืองทางเหนือของลาว ทุกเมือง รัฐฉานของพม่า จนถึงเชียงตุง และแถบไต้คง

สิบสองปันนาดำรงความมั่นคงเฟื่องฟูอยู่ 100 กว่าปี ก็ถูกรุกรานอีกครั้งโดยชาวมองโกล และตกอยู่ในการปกครองของจีนอีกครั้งในปี พ.ศ. 1835 การสิ้นสุดอำนาจการปกครอง และการยอมรับอำนาจของมองโกล เมื่อรัชกาลที่ 33

เมื่อพระเจ้ากรุงจีนส่งตราหัวเสือ(จุ่มกาบหลาบคำ)มาให้เป็นตราแผ่นดินแทนตรานกหัสดีลิงก์ การเปลี่ยนชื่อเจ้าผู้ครองนคร จากชื่อภาษาไทลื้อ เป็นภาษาจีน เริ่มขึ้นในยุคนี้ เจ้าผู้ครองนครชาวไทลื้อถูกเรียกว่าเจ้าแสนหวีฟ้า

เมื่อ พุทธศตวรรษที่ 21 พม่าได้ก่อตั้งอาณาจักรตองอู และขยายอาณาเขตของตนไปทางตะวันออก พม่าได้โจมตีสิบสองปันนา ต่อจากนั้นจึงได้แบ่งเมืองเชียงรุ้งเป็น สิบสองปัน และก็เป็น เมืองในปัจจุบัน ได้แก่ เมืองฮาย ม้าง หุน แจ้ ฮิง ลวง อิงู ลา พง อู่ เมืองอ่อง และ เชียงรุ้ง

จึงเรียกเรียกเมีองแถวๆ นี้รวมกันว่า สิบสองปันนา ในช่วงสมัยนี้เป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมพม่า และ ศาสนาได้เข้าไปในสิบสองปันนา

ตามเอกสารที่ได้บันทึกเมื่อปี พ.ศ. 2113 จัดแบ่งไว้ ดังนี้

1 เมืองเชียงรุ่ง เมืองยาง เมืองฮำ รวมเป็น 1 พันนา
2 เมืองแจ เมืองมาง (ฟากตะวันตก) เมืองเชียงลู เมืองออง เป็น 1 พันนา
3 เมืองลวง เป็น 1 พันนา
4 เมืองหน เมืองพาน เชียงลอ เป็น 1 พันนา
5 เมืองฮาย เชียงเจือง เป็น 1 พันนา
6 เมืองงาด เมืองขาง เมืองวัง เป็น 1 พันนา
7 เมืองหล้า เมืองบาน เป็น 1 พันนา
8 เมืองฮิง เมืองปาง เป็น 1 พันนา
9 เชียงเหนือ เมืองลา เป็น 1 พันนา
10 เมืองพง เมืองมาง (ฟากตะวันออก) เมืองหย่วน เป็น 1 พันนา
11 เมืองอูเหนือ เมืองอูใต้ เป็น 1 พันนา
12 เมืองเชียงทอง อีงู อีปาง เป็น 1 พันนา
13 เมืองภูแถนหลวง เวียงคำแถน เป็น 1 พันนา

สมัยหลังราชวงศ์มังราย

หลังจากพระเจ้ากาวิละได้ปลดปล่อยเชียงใหม่ และ อาณาจักรล้านนา จาก พม่าแล้ว พระเจ้ากาวิละทรงพิจารณาเห็นว่าเมืองเชียงใหม่ขณะนั้นเป็นเมืองร้าง เพราะผู้คนหนีภัยสงคราม อีกทั้งในกำแพงตัวเมืองเชียงใหม่ยังมีต้นไม้เถาวัลย์ปกคลุม ชุกชุมด้วยเสือ สัตว์ป่านานาพันธ์

ผู้คนของพระองค์มีน้อยไม่อาจบูรณะซ่อมแซมเมืองใหญ่ได้ ดังนั้นจึงยกทัพไปกวาดต้อนผู้คนโดยไปตีเมืองไตในดินแดน 12 ปันนา ทั้งไตลื้อ ไตโหลง(ไทใหญ่) ไตขึน (คนไตลื้อในเมืองเชียงตุง) ไตลื้อเมืองยอง ไตลื้อเมืองลวง ไตลื้อเมืองพน เมืองหย่วน เมืองล่า มาอยู่ที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และ น่านเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรียกกันว่ายุค "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" อันเป็นวิธีฟื้นฟูอาณาจักรล้านนาวิธีหนึ่ง เพราะในช่วงก่อนนั้น พม่าได้กวาดต้อนชาวล้านนาไปอยู่ที่ พุกาม และ มัณฑะเลย์ ไปจำนวนมาก

ในช่วงสงครามโลกสิบสองปันนานั้น ตกอยู่ในแผ่นดินจีน ถูกยุบเมืองเชียงรุ่งจากเมืองหลวงเป็นแค่เมือง พร้อมๆกับเจ้าทั้งหลายด้วย โดยเคยมีเจ้าปกครองอยู่ถึง 45 พระองค์ ในปัจจุบัน คนที่มีแซ่เต๋า ก็คือ เจ้าในสิบสองปันนาที่เคยครองเมืองทั้งหลายเหล่านี้

ชนเผ่า
จำนวนประชากรแบ่งตามชนเผ่า เมื่อปี พ.ศ. 2543
เชื้อชาติ
ประชากร
เปอร์เซนต์
ไท 296,930 29.89%
ฮั่น 289,181 29.11%
อาข่า 186,067 18.73%
ยี 55,772 5.61%
ลาหู่ 55,548 5.59%
ปะหล่อง 36,453 3.67%
จินัว 20,199 2.03%
อิ้วเมี่ยน หรือ เย้า 18,679 1.88%
แม้ว หรือ ม้ง 11,037 1.11%
ไป๋ 5,931 0.60%
ประชากรส่วนน้อย 5,640 0.57%
หุย 3,911 0.39%
ว้า 3,112 0.31%
จ้วง 2,130 0.21%
อื่นๆ 2,807 0.30%
รวม

993,397

 









ข้อมูลกลุ่มชาติพันธ์ชาวไทลื้อ

ไทลื้อ
(จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

ไทลื้อ (ไตลื้อ)

ปัจจุบันมีประชากรประมาณ 1.5 - 2 ล้านคน กระจายอยู่ตามประเทศต่างๆดังนี้
1 ประเทศจีน             400,000 คน
2 ประเทศพม่า           300,000
3 ลาว ประเทศลาว      134,000
4 ไทย                  1,000,000
5 เวียดนาม                  4,960

ภาษา : ภาษาจีน, ภาษาลื้อ, ภาษาไทเหนือ, ภาษาไทดำ, ภาษาลาว, ภาษาไทย, ภาษาพม่า
ศาสนา ซ พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท
   
ไทลื้อ หรือ ไตลื้อ เป็นชาวไทกลุ่มหนึ่ง มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแถบสิบสองปันนาของจีน มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือการใช้ภาษาไทลื้อ และยังมีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์อื่นๆ เช่น การแต่งกาย ศิลปะและประเพณีต่าง ๆ


การอพยพ

เดิมชาวลื้อ หรือไทลื้อ มีถิ่นที่อยู่บริเวณ เมืองลื้อหลวง จีนเรียกว่า "ลือแจง" ต่อมาได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่บริเวณเมืองหนองแส หรือที่เรียกว่าคุนหมิงในปัจจุบัน แล้วย้ายลงมาสู่ลุ่มน้ำน้ำโขง สิบสองปันนาปัจจุบัน ประมาณศตวรรษที่ 12 จึงเกิดมีวีรบุรุษชาวไทลื้อชื่อ เจ้าเจื๋องหาญ ได้รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ในสิบสองปันนา

ปัจจุบันตั้งเป็นอาณาจักรแจ่ลื้อ (เซอลี่) โดยได้ตั้งศูนย์อำนาจการปกครองเอาไว้ที่หอคำเชียงรุ่ง นาน 790 ปี ต่อมาถึงสมัยเจ้าอิ่นเมือง ครองราชต่อมาในปี ค.ศ. 1579-1583 (พ.ศ. 2122-2126) ได้แบ่งเขตการปกครองเป็นสิบสองหัวเมือง แต่ละหัวเมืองให้มีที่ทำนา 1,000 หาบข้าว (เชื้อพันธุ์ข้าว) ต่อนาหนึ่งที่/หนึ่งหัวเมือง จึงเป็นที่มาจนถึงปัจจุบันเมืองสิบสองปันนาได้แบ่งเขตการปกครองเอาไว้ในอดีตดังนี้ (ที่มาของคำว่า สิบสองพันนา อ่านออกเสียงเป็น "สิบสองปันนา")

ชาวไทลื้ออาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำโขง คือ ด้านตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำ มีเมืองต่างๆ ดังนี้ภาษาไทลื้อ ได้กล่าวไว้ว่า ห้าเมิงตะวันตก หกเมิงตะวันออก รวมเจียงฮุ่ง (เชียงรุ่ง) เป็น 12 ปันนา และทั้ง 12 ปันนานั้น ประกอบด้วยเมืองใหญ่น้อยต่างๆ เช่น

ฝั่งตะวันตก : เชียงรุ่ง, เมืองฮำ, เมืองแช่, เมืองลู, เมืองออง, เมืองลวง, เมืองหุน, เมืองพาน, เมืองเชียงเจิง, เมืองฮาย, เมืองเชียงลอ และเมืองมาง

ฝั่งตะวันออก : เมืองล้า, เมืองบาน, เมืองแวน, เมืองฮิง, เมืองปาง, เมืองลา, เมืองวัง, เมืองพง, เมืองหย่วน, เมืองมาง และเมืองเชียงทอง
การขยายตัวของชาวไทลื้อสมัยรัชกาลที่ 24 เจ้าอินเมืองได้เข้าตีเมืองแถน เชียงตุง เชียงแสน และล้านช้าง กอบกู้บ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น พร้อมทั้งตั้งหัวเมืองไทลื้อเป็นสิบสองเขต เรียกว่า สิบสองปันนา และในยุคนี้ได้มีการอพยพชาวไทลื้อบางส่วนเพื่อไปตั้งบ้านเรือนปกครองหัวเมืองประเทศราชเหล่านั้น จึงทำให้เกิดการกระจายตัวของชาวไทลื้อ ในลุ่มน้ำโขงตอนกลาง (รัฐฉานปัจจุบัน)

อันประกอบด้วยเมืองยู้ เมืองยอง เมืองหลวย เมืองเชียงแขง เมืองเชียงลาบ เมืองเลน เมืองพะยาก เมืองไฮ เมืองโก และเมืองเชียงทอง (ล้านช้าง) เมืองแถน(เดียนเบียนฟู) ซึ่งบางเมืองในแถบนี้เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวไทลื้ออยู่แล้ว เช่น อาณาจักรเชียงแขง ซึ่งประกอบด้วย เมืองเชียงแขง เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองเชียงกก เมืองเชียงลาบ เมืองกลาง เมืองลอง เมืองอาน เมืองพูเลา เมืองเชียงดาว เมืองสิง เป็นต้น

ชาวไทลื้อบางส่วนได้อพยพหรือถูกกวาดต้อน ออกจากเมืองเหล่านี้เมื่อประมาณหนึ่งร้อยถึงสองร้อยปีที่ผ่านมา แล้วลงมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศตอนล่าง เช่น พม่า, ลาว และไทย

ในสมัยรัชกาลที่ 1 เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ (เจ้าผู้ครองนครน่าน) และเจ้าสุมนเทวราช (เจ้าผู้ครองนครน่าน) ยกกองทัพขึ้นไปกวาดต้อนชาวไทลื้อจากสิบสองปันนามายังเมืองน่าน และเมืองบางส่วนในประเทศลาว และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เจ้าสุริยะพงษ์ (เจ้าผู้ครองนครน่าน) ก็ได้ยกกองทัพขึ้นไปกวาดต้อนชาวไทลื้อจากสิบสองปันนามายังเมืองน่าน


ไทลื้อปัจจุบัน

ปัจจุบันชาวไทลื้อกระจายตัวอยู่ที่

ประเทศพม่า มีแถบเมืองยอง เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองเชียงลาบ เมืองไร เมืองพะยาก เมืองโก เมืองโต๋น เมืองเลน เชียงตุง
ประเทศลาว เมืองหลวงน้ำทา เมืองหลวงพูคา เมืองบ่อแก้ว ไชยะบุลี (เชียงฮ่อนเชียง เชียงลม หงสา) เมืองหลวงพะบาง
ประเทศไทย เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง แพร่ น่าน
ประเทศเวียดนาม เมืองแถน

สำหรับในประเทศไทย มีชาวไทลื้อในหลายจังหวัดทางภาคเหนือตอนบน ดังนี้

เชียงราย : อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงของ อำเภอเชียงแสน อำเภอพานซึ่งเป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากจังหวัดลำปาง (ส่วนหนึ่งได้อพยพไปเมืองเชียงรุ้ง เมื่อเกิดสงครามไทยพม่า)
เชียงใหม่ : อำเภอสะเมิง อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอสันกำแพง กิ่งอำเภอแม่ออน
น่าน : อำเภอเมืองน่าน (ต.ในเวียง บ้านเชียงแขง บ้านเมืองเล็น)

อำเภอท่าวังผา มีชาวไทลื้ออยู่ 5 ตำบล คือ ต.ศรีภูมิ บ้านห้วยเดื่อ ต.ป่าคา เป็นชาวไทลื้อที่มาจากเมืองล้า มี 5 ประกอบด้วยหมู่บ้าน บ้านหนองบัว บ้านดอนแก้ว บ้านต้นฮ่าง บ้านดอนมูล บ้านแฮะ ,ตำบลยม มีชาวไทลื้อ 5 หมู่บ้านเป็นชาวไทลื้อที่มาจากเมืองเชียงลาบ และเมืองยอง ประกอบด้วย บ้านลอมกลาง บ้านทุ่งฆ้อง บ้านเชียงยืน บ้านเสี้ยว บ้านหนองช้างแดง ,ต.จอมพระ เป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองยองและเมืองยู้มีชาวไทลื้อ 5 หมู่บ้าน บ้านถ่อน และถ่อนสอง บ้านยู้ บ้านยู้เหนือ บ้านยู้ใต้

อำเภอปัว เป็นอำเภอที่มีชาวไทลื้ออยู่มากที่สุด ประกอบด้วย ต.ศิลาเพชรเป็นชาวไทลื้อ ที่อพยพมาจากเมืองยอง คือ บ้านดอนไชย บ้านทุ่งรัตนา มาจากเมืองเลน คือ บ้านป่าตอง บ้านนาคำ(หัวโต้ง) บ้านทุ่งศรีบุญยืน ,ตำบลศิลาแลง เป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองเชียงรุ่ง เมืองเลน เมืองยอง เมืองเงิน และเมืองพวน(ลื้อในเมืองพวนไม่ใช่ไทพวน) คือ บ้านดอนไชย-ไร่อ้อย บ้านฝาย(นาร้าง) บ้านหัวน้ำ บ้านตีนตก บ้านเฮี้ย บ้านหัวดอย, ต.วรนคร อพยพมาจากเมืองเลน (ลิน) เมืองยอง ปัจจุบันอยู่ในเขตพม่า คือ บ้านเก็ต บ้านร้องแง บ้านดอนแก้ว บ้านมอน ต.ปัว อพยพมาจากเมืองขอน เมืองยองและเมืองพวน คือ บ้านขอน บ้านป่าลาน อพยพมาจากเมืองยอง เมืองพวน คือ บ้านดอนแก้ว อพยพมาจากเมืองยอง คือ บ้านปรางค์ ต.สถาน อพยพมาจากเมืองยอง เมืองเชียงลาบ เมืองล้า เมืองเงิน คือ บ้านนาป่าน บ้านสันติสุข นอกนั้นในยังมีอีกไม่ต่ำกว่า 20 หมู่บ้านในอำเภอปัวที่เป็นชาวไทลื้อ

อำเภอเชียงกลาง ต.พระพุทธบาท อพยพมาจากเมืองยอง เมืองเชียงแขง เมืองเลน คือ บ้านเหล่า บ้านอ้อ ต.เปือ อพยพมาจากเมืองเลน หลวงพระบาง เชียงลม เชียงแสน คือ บ้านหนองแดง ต.เชียงกลาง อพยพมาจากเมืองเลน เชียงลม เมืองเงิน คือ บ้ายเชียงโคม บ้านศรีอุดม บ้านงิ้ว

อำเภอสองแคว มีชาวไทยลื้ออาศัยอยู่ที่ตำบลยอด ที่บ้านปางส้าน บ้านผาสิงห์และบ้านผาหลัก
อำเภอทุ่งช้าง บ้านงอบ บ้านปอน ห้วยโก๋น และส่วนที่อพยพเข้ามาใหม่ ซึ่งจะอยู่ปะปนกะชาวเมืองน่านแถบชายแดน (มีจำนวนมากที่สุด อพยพมาจาก แขวงไชยะบุรี และ สิบสองปันนา)

จังหวัดพะเยา อำเภอเชียงม่วน อำเภอเชียงคำ (มีจำนวนมาก) อำเภอภูซาง

จังหวัดลำปาง อำเภอเมือง ประกอบด้วย 5 หมู่บ้าน บ้านกล้วยหลวง บ้านกล้วยแพะ บ้านกล้วยม่วง บ้านกล้วยกลาง และบ้านกล้วยฝาย และบางส่วนใน อำเภอแม่ทะ

จังหวัดลำพูน อำเภอเมือง อำเภอบ้านธิ อำเภอป่าซาง อำเภอแม่ทา

จังหวัดแพร่ อำเภอเมืองแพร่ ต.บ้านถิ่น

ส่วนในต่างประเทศนั้น มีการกระจายตัวกันเกือบทุกประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เช่นในรัฐฉาน ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม(เมืองแถน และ เมืองเดียนเบียนฟู ก็มีการบันทึกไว้ว่ามีชาวไทลื้อ อยู่ที่นั่นด้วย)

วัฒนธรรม
ชาวไทลื้อมีชีวิตที่คล้ายคลึงกับชาวไทยหรือชนเผ่าอื่นๆทางภูมิภาค คือมีการสร้างบ้านเรือนเป็นบ้านไม้ มีใต้ถุนสูง มีครัวไฟบนบ้าน ใต้ถุนเลี้ยงสัตว์ แต่ในปัจจุบันวิถีชีวิตได้เปลี่ยนไป การสร้างบ้านเรือนก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย เรือนที่ยังคงสภาพเป็นเรือนไม้แบบเดิมสถาปัตยกรรมแบบไทลื้อผสมล้านนายังพอจะมีให้เห็นบ้างในบางชุมชน เช่น บ้านธาตุสบแวน และบ้านหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

ชาวไทลื้อส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัด นิยมสร้างวัดในชุมชนต่างๆ แทบทุกชุมชนของชาวไทลื้อ ทั้งยังตกแต่งด้วยศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์งดงาม มีการบูรณะ ซ่อมแซม ให้คงสภาพดีอยู่เสมอ ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่เพียงบางแห่ง เช่น วิหารวัดดอนมูล วิหารวัดหนองแดง วิหารวัดหนองบัว วิหารวัดท่าฟ้าใต้ วิหารวัดแสนเมืองมา(วัดมาง) วิหารวัดหย่วน เป็นต้น

ศิลปะที่โดดเด่นของชาวไทลื้อได้แก่งานผ้าทอไทลื้อ นิยมใช้ผ้าฝ้าย บางสมัยนิยมใช้เส้นไหมจากต่างถิ่น ทอลวดลายที่เรียกว่า "ลายเกาะ" ก้วยเทคนิคการล้วง ซึ่งปัจจุบันนิยมเรียกว่า ลายน้ำไหล มีการฟื้นฟูและถ่ายทอดศิลปะการทอผ้าแบบไทลื้อในหลายชุมชนของภาคเหนือในปัจจุบัน

ผู้ชายไทลื้อส่วนใหญ่จะนิยมสวมเสื้อขาวแขนยาว สวมทับด้วยเสื้อกั๊กปักลวดลายด้วยเลื่อม เรียกว่า "เสื้อปา" สวมกางเกง(หม้อห้อม) ขายาวต่อหัวกางเกงด้วยผ้าสีขาว เรียกว่า "เตี่ยวหัวขาว" นิยมโพกศีรษะ ("เคียนหัว") ด้วยผ้าสีขาว สีชมพู ส่วนหญิงไทลื้อนิยมสวมเสื้อปั๊ด (เป็นเสื้อที่ไม่มีกระดุมแต่สาบเสื้อจะป้ายเฉียงมาผูกไว้ที่เอวด้านข้าง) นุ่งซิ่นต๋าลื้อ สะพายกระเป๋าย่าม ("ถุงย่าม")และนิยมโพกศีรษะด้วยผ้าสีขาวหรือสีชมพู

เรื่องของชาวไทลื้อ ซึ่งบรรพบุรุษได้อพยพมาจากเมืองยอง เมืองยู้ เมืองเชียงลาบ (เมืองทั้งหมดนี้อยู่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า) และชาวไทยอง (คนไทลื้อเมืองยอง เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือหรือล้านนา) นั้น มีความเกี่ยวข้องกันมาก ดังนั้นจึงอาจจะไม่สามารถแบ่งแยกกันได้ว่าไทยองไม่ใช่ไทลื้อ

สมเด็จพระเป็นเจ้าหอคำเชียงรุ่ง 1 (พญาเจื๋อง) เป็นปฐมกษัตริย์ของชาวไทลื้อ แห่งราชวงค์อาฬโวสวนตาล จนถึงสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 41 เจ้าหม่อมคำลือ (ตาวซินซือ) ก่อนสิ้นสุดลงเพราะรัฐบาลจีนได้ถอดถอนท่านออกจากการเป็นเจ้าแผ่นดิน ยุบเลิกระบบการปกครองเดิมของสิบสองปันนา ส่วนพระอนุชาได้ลี้ภัย มาอยู่ที่อำเภอแม่สาย หม่อมตาลคำ ได้ลี้ภัยมาอยู่กรุงเทพ









(หมายเหตุ : ระยะทางจากบ่อเต็นถึงคุนหมิงคำนวณจาก Google map ถนนช่วงนี้มีอุโมงค์ถึง 30 แห่ง ยาวที่สุดคืออุโมงค์ที่ 13 ยาว 3.373 กม.)






 

 

 
  Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์

copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)

ต้องการ save ภาพ

Contact Us : photo482@gmail.com

Home      City Tour     Events     Photo Gallery     Outbound tour     King Photos    Wallpaper     Flowers     Portraits    Asia Girls      Site Update    Contac Us