Home
Home : Outbound : Sipsongpanna Part 7

สิบสองปันนาหรือเมืองเชียงรุ่ง ชนชาตืไต(ไทลื้อ)ที่อยู่ทางตอนใต้ของมณฑลยูนนาน โดยเดินทางผ่าน สปป.ลาว
 
 

Sipsongpanna Part 7 : Local Market & Return Date ตลาดสิบสองปันนา และวันเดินทางกลับ

 
 
                                   


                                 


                                


                                  

 



Sipsongpanna Part 7
ตลาดสิบสองปันนา และวันเดินทางกลับ

(เดินทางเดือนกรกฏาคม ปี56)



ทริปสิบสองปันนาได้มาถึงตอนสุดท้ายแล้วครับ แต่ก่อนกลับก็จะพาไปเที่ยวตลาดสดสิบสองปันนากันก่อนว่าทีอะไรน่าสนใจบ้าง 

ความจริงตลาดสด(ในตอนเย็น)ไม่ได้อยู่ในโปรแกรมการเดินทาง แต่หลายคนอยากรู้ว่าจะมีบรรยากาศคล้ายบ้านเราหรือไม่จึงขอให้ไกด์ช่วยพาไปที

เหตุที่มาเที่ยวตลาดก็เนื่องจากหลังทานข้าวเย็นในวันสุดท้ายแล้ว เห็นว่ายังมีเวลาเหลือเยอะ ก่อนจะถึงเวลาดูโชว์พาราณสีที่ถือว่าเป็นไฮไลท์สำคัญ ซึ่งนำเสนอไปตอนที่แล้ว(ตอนที่ 6)

ส่วนเรื่องทัวร์ตลาดนัดน่าจะเป็นเหตุบังเอิญ คือรถได้พาพวกเราไปลงที่หน้าสถานที่ราชการแห่งหนึ่ง ซึ่งจำไม่ได้ว่าทำไมต้องไปจอดแถวนั้น

เหลียวไปเหลียวมามองเห็นตึกใหญ่มีบริเวณกว้าง มีทหารเฝ้าด้านหน้า จึงเข้าใจว่าเป็น “กรมทหาร”

พวกเราก็ยืนเก้ๆกังๆ นั่งบ้างยืนบ้างแถวโคนต้นไม้ใหญ่อยู่หน้ากรมทหาร ไม่นานก็มีทหารสห.ที่ยืนเฝ้าหน้าประตูเดินมาหากลุ่มเราพร้อมส่งภาษาจีนด้วยน้ำเสียงที่ขึงขัง

ฟังภาษาจีนไม่รู้เรื่องแต่ก็พอจะเดาว่า แถวนี้ห้ามนั่ง ห้ามยืน (เกะกะสถานที่ราชการ)ให้ไปอยู่ตรงโน้น พร้อมกับชี้มือไปทางหน้าตลาดสดที่มีคนพลุกพล่าน

ตอนนั้นก็เข้าใจดีว่ายืนตรงนี้นานๆคงไม่เหมาะ เดี่ยวเค้าจะหาว่ามาทำจารกรรม เนื่องจากเป็นที่โล่ง ไกด์เราจึงพาเดินเลี่ยงไปที่หน้าตลาดที่เปิดขายของในตอนเย็น

หลังจากเช็คเวลาแล้วยังมีเวลาสำหรับชมโชว์พาราณสี ทั้งหมดจึงพากันไปที่ตลาด และคิดว่าน่าจะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของเมืองนี้

ภาพในตลาดสดก็ไม่ต่างกับบ้านเรา  แต่ที่นี่เน้นของกินอย่างเดียว พวกของใช้ เช่นรองเท้า เสื้อผ้า และของจิปาถะที่เคยเห็นตามตลาดสดหรือตลาดนัดในบ้านเรา ที่นี่จะไม่มีให้เห็น คิดแล้วก็ดีเหมือนกัน ตลาดสดของเมืองสิบสองปันนา ยังรักษาความเป็นตลาดสดได้เหมือนอดีต

ในตลาดมีสิ่งแปลกตาหลายอย่างสำหรับคนไทย

เช่นพวกผลไม้ต่างๆ ที่นี่ไม่มีการคัดเกรด และแยกราคา ผลไม้ทุกชนิดขายคละปนๆกันไป ดีบ้างมีตำหนิบ้าง แต่ราคาก็ถูกมากแถมต่อราคาได้ด้วย

วันนั้นไกด์สาวชาวสิบสองปันนาจึงช่วยต่อช่วยเจรจาให้เสร็จสรรพ จึงได้ผลไม้ราคาถูกๆกันคนละถุงสองถุง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเน่าจะเสีย เนื่องจากพรุ่งนี้เช้าก็จะเดินทางกลับแล้ว

เห็นราคาถูกๆก็ไม่แน่ใจว่าจะโกงตาชั่งหรือไม่ เนื่องจากประเทศจีนขึ้นชื่อว่าโกงทุกรูปแบบ

แต่พออุ่นใจได้ในระดับหนึ่งเนื่องจากที่ร้านนี้ใช้ตาชั่งดิจิตอล เรียกว่าทันสมัยกว่าบ้านเรา ใครไม่รู้จักตราชั่งดิจิตอลก็ลองนึกถึงภาพตอนซื้อของในแผนกอาหารของห้างโลตัสก็แล้วกัน

ตราชั่งแบบนั้นนั้นแหละที่ใช้กันในตลาดสิบสองปันนา

หมดห่วงเรื่องตราชั่ง แต่จะมีลูกไม้ตุกติกหรือไม่ก็ไม่ทราบ หากมีก็ถือว่าซวยก็แล้วกัน เขาถึงบอกว่ามาเที่ยวจีนแล้วไม่ถูกโกงถือว่ายังมาไม่ถึง

ถัดมาก็เรื่องของสดๆ เช่นปลา ไก่ เป็ด พวกสัตว์ต่างๆในตลาดสิบสองปันนาส่วนใหญ่จะขายแบบตัวเป็นๆ ซึ่งตลาดที่ไหนๆในประเทศจีนก็จะเป็นแบบนี้ทั้งนั้น ทั้งๆที่ราคาสัตว์เป็นกับสัตว์ตายจะต่างกันลิบลับ บ้านเรานิยมกินเนื้อสัตว์ที่ตายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปลา กุ้ง เป็ด ไก่

หลังจากคนซื้อชี้นิ้วเลือกเป็ด-ไก่ เป็นๆแล้ว ก็นำมาชั่งน้ำหนักด้วยตราชั่งแบบโบราณ หรือที่เรียกว่าตราชั่งแบบลูกตุ้ม ซึ่งเมืองไทยเลิกใช้ไปแล้วเป็นสิบปี ไม่พอที่นี่ก็มีบริการเชือดไก่(แต่ไม่ให้ลิงดู) เชือดเสร็จก็ต้องต้ม และถอนขน เสร็จแล้วก็หิวกลับบ้าน

นี่แหละที่เป็นความนิยมของคนจีนที่มักจะทานอาหารสดๆ หรือสัตว์พึ่งตายใหม่ๆ เรียกว่าเป็นวัฒนธรรมของจีนเลยก็ว่าได้

ในตลาดที่นี่ยังมีของแปลกอื่นๆพวกผักต่างๆ เช่นรากบัวหัวใหญ่เท่าบ้านเท้าเมือง มะเขือยาวลูกโตก็ทั้งยาวทั้งใหญ่ มะเขื้อส้มลูกกลมดิ๊กสีแดงแจ๊ด และลูกโตกว่าบ้านเรามาก

นอกจากนี้ก็ยังมีผักอีกหลายชนิดที่ไม่รู้จัก ซึ่งเป็นผักท้องถิ่น ที่งุนงงมากเห็จะเป็นผักชีลาวใบฝอยๆ ที่ทานกับแก่งอ่อมของอีสาน ปรากฏว่าที่นี่มีขายด้วย
นึกไม่ออกว่าผักกลิ่นฉุนๆแบบนี้คนจีนชอบด้วยหรือ หรือว่าเป็นผักที่ชาวไทลื้อชอบทาน



มีผักชนิดหนึ่งที่ตอนถ่ายภาพคิดว่าเป็นผักขม แต่พอซูมดูจากหน้าจอคอมปรากฏว่ามันเป็นใบยี่หร่าที่ร้านอาหารป่าในบ้านเรานิยมนำไปปรุงเพี่อให้รสชาติเผ็ดร้อน เช่นผัดเผ็ดหมูป่า ผัดเผ็ดปลาไหล ฯลฯ

น่าแปลกที่ชาวสิบสองปันนาทานใบยี่หร่าด้วย

ใบยี่หร่าจริงๆครับท่าน ซูมภาพดูหลายรอบแล้ว ฟันธงว่าเป็นใบยี่หร่าแน่นอน


เดินทางกลับ

รุ่งเช้าเราตื่นตามปกติเช่นเดียวกับเมื่อวาน ไกด์บอกว่าจะไปถึงกรุงเทพในคืนวันนี้

เมื่อหลายปีก่อนเคยมาเที่ยวสิบสองปันนาก็ต้องแวะค้างที่เมืองหล้าหรือเมืองกาหลั่นป้าก่อนจะข้ามแดนลาวมายังไทย แต่วันนี้เปลี่ยนไปแล้ว

ไกด์บอกว่าถนนดีขึ้น ไม่ต้องใช้เส้นทางเก่า ทำให้โปรแกรมท่องเที่ยวจากเดิมในตอนขากลับที่จะต้องออกจากสิบสองปันนาตอนเย็นๆ แล้วแวะพักที่เมืองล้าหรือเมืองกาหลั่นป้า ก็เปลี่ยนมาออกตอนเช้า

ส่วนโปรแกรมที่เคยนั่งกระเช้าลอยฟ้าข้ามแม่น้ำโขงไปเที่ยวสวนลิง ซึ่งเป็นเขตพระราชวังของ "เจ้าหลวงคำลือ"  ไกด์บอกว่าพื้นที่บริเวณนั้นรัฐบาลให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ ส่วนเอกชนจะสร้างโครงการที่อยู่อาศัยหรือไม่ หรือทำอย่างอื่นก็ไม่ทราบเหมือนกัน

สำหรับกระเช้าข้ามแม่น้ำโขงได้รื้อออกไป เนื่องจากบริเวณที่เป็นจุดขึ้นกระเช้ากำลังโครงการขนาดใหญ่ ไม่เหลือเค้าโครงเดิมให้เห็นอีกแล้ว




สิบสองปันนาในปี 55 นี้ ต่างกับปี 51 ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

การพัฒนาด้านต่างๆของจีนเรียกว่าเป้นแบบก้าวกระโดด เชื่อว่าใครที่เคยไปมาแล้วและหากมีโอกาสไปอีกครั้งหนึ่ง ก็คงจะเห็นว่าแต่ละแห่งแต่ละเมืองนั้นมีความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

และไม่ไช่ว่าเฉพาะเมืองสิบสองปันนาเท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลง เมืองอื่นๆหรือมณฑลอื่นๆก็เติบโตเร็วไม่แพ้กัน

สิ่งที่รัฐบาลจีนเป็นห่วงในเวลานี้ก็คือว่ากลัวประชาชนจะก้าวตามไม่ทัน อาจทำให้จีนมีปัญหาเรื่องคนยุคเก่ากับยุคใหม่  สิ่งที่ตามมาก็คือปัญหาทางสังคมวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป ต้องแข่งขันและเร่งทำมาหากิน ซึ่งอาจทอดทิ้งบุพการีจนกลายเป็นภาระให้กับประเทศ

เมืองไทยก็มีปัญหาเช่นกัน แต่ปัญหาในเมืองไทย เมื่อเทียบกับจีนแล้วถือว่าน้อยนิดมาก

เคยเห็นสารคดีจากต่างไประเทศไปถ่ายทำเรื่องปัญหาต่างๆจากการเติบโตแบบก้าวกระโดดของจีน  เห็นผู้คนคอยเข้าคิวเพื่อรักษาพยาลบาลที่โรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งแล้วตกใจ ปรากฏว่าตอนเช้ามึดของแต่ละวันจะมีคนมาคอยคิวราว 2 พันคน (ย้ำว่าตัวเลขนี้ไม่ผิดแน่นอน) เรียกว่ายืนแน่นเต็มไปหมด

และจำนวนไม่น้อยหอบเสื่อหอบหมอนจากบ้านมานอนแถวๆโรงพยาบาล

นักข่าวถามชาวบ้านที่มานอนค้าง เค้าบอกว่ามาจากต่างจังหวัด กว่าจะหารถออกจากหมู่บ้านก็แสนลำบาก จึงต้องทำแบบนี้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีทางได้รักษา

ประเทศจีนแม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะดูดี แต่ในซอกในหลืบ ก็ยังมีปัญหาที่รอการแก้ไขอีกมากมาย


ออกจากสิบสองปันนา

ก็อีกเช่นเคยนั่นคือฝนตกเกือบตลอดทาง  โดยเฉพาะในเขตประเทศจีน  จะเบาบางลงบ้างก็ในช่วงที่ผ่าน สปป.ลาว

รถมาถึงเมืองห้วยทรายแขวงบ่อแก้วในตอนเย็นๆ จากนั้นก็ต้องนั่งเรือข้ามไปยัง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ภาพที่นักท่องเที่ยวใช้บริการเรือข้ามฟากของชาวบ้าน ต่อไปคงไม่มีให้เห็นอีกแล้ว เนื่องจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 ทำพิธีเปิดใช้เมื่อเดือนธันวาปี56
 
ภาพชุดนี้จึงเป็นฉากสุดท้ายของการเดินทางแบบดั่งเดิม นักท่องเที่ยวคงไม่มีโอกาสสัมผัสกับแม่น้ำโขงอย่างใกล้ชิดเช่นนี้

สิบสองปันนา จบบริบูรณ์


 

โฟโต้ออนทัวร์
31 มกราคม 2559



ชมภาพท่องเที่ยวสิบสองปันนาปี51





(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย)



สิบสองปันนา (จากวิกิพีเดีย)

เขตปกครองตนเองชนชาติไต(ไทลื้อ)  Xishuangbanna ตั้งอยู่ทางใต้สุดของมณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

สิบสองปันนา มีความหมายว่า "นาสิบสองพัน" หรือ "นา 12,000 ผืน" อีกนัยหนึ่งก็คือ 12 เมือง มีเมืองเอก คือ เมืองเชียงรุ่ง


ภูมิประเทศ

เขตปกครองตนเองพิเศษสิบสองปันนามีเนื้อที่ประมาณ 19,700 ตาราง กม. มีอาณาเขตติดกับ แขวงหลวงน้ำทา แขวงพงสาลี ของประเทศลาวและ รัฐฉาน ของ พม่า โดยมีชายแดนยาวถึง 966 กิโลเมตร และมีแม่น้ำโขงไหลผ่านตอนกลาง

สิบสองปันนา มีความหมายว่า "12 อำเภอ" คำว่า "พันนา" ไม่ได้หมายถึง นาพันผืน "พันนา" เป็นหน่วยการปกครองของคนไทในอดีต ตามหนังสือพงศาวดารโยนก เชียงรายมีพันนา พะเยามี ๓๖ พันนา ถ้าเท่ากับหน่วยการปกครองปัจจุบัน ก็คือ "อำเภอ"

ประวัติ

ในสมัยโบราณนั้น เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรน่านเจ้า มีเมืองหลวงอยู่ที่ หนองแส หรือ เมือง ต้าลี่ ในประเทศจีนปัจจุบัน
สิบสองปันนานั้นได้เป็นราชอาณาจักรหอคำเชียงรุ้ง เมื่อประมาณ 825 ปีก่อน โดย พญาเจือง หรือสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 1 ในตำราของไทย เมื่อพุทธศตวรรษที่ 18 ชาวมองโกลได้รุกรานอาณาจักรล้านนา ส่วนสิบสองปันนานั้นจึงได้เป็นของมองโกล และก็ได้เป็นของจีนต่อมา(ตามประวัติศาสตร์จีน)

การอ่อนแอของราชวงค์อาฬโวสวนตาลครั้งแรกเริ่มคราวสมัยสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 3 (ท้าวอ้ายปุง) รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงค์อาฬโวสวนต๋าน จากนั้นเกิดความวุ่นวายเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ

สุดท้ายถึงรัชกาลที่ 24 ท้าวอินเมิง (ท้าวอินเมือง) อาณาจักรสิบสองปันนาเริ่มเป็นปึกแผ่นมากที่สุด การขยายอณาเขตเข้าไปยึดถึงเชียงตุ๋ง เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) เชียงแสน ล้านช้าง

จึงเป็นเหตให้การอพยพชาวไทลื้อจากเชียงรุ่งและอีกหลายหัวเมืองลื้อเข้าไปสู่ดินแดนดังกล่าว เพื่อเข้าไปตั้งชุมชนปกครอง หัวเมืองประเทศราช ซึ่งหากมองมาถึงปัจจุบันมีชาวไทลื้อกระจายไปทั่วทั้งเมืองแถน หัวเมืองทางเหนือของลาว ทุกเมือง รัฐฉานของพม่า จนถึงเชียงตุง และแถบไต้คง

สิบสองปันนาดำรงความมั่นคงเฟื่องฟูอยู่ 100 กว่าปี ก็ถูกรุกรานอีกครั้งโดยชาวมองโกล และตกอยู่ในการปกครองของจีนอีกครั้งในปี พ.ศ. 1835 การสิ้นสุดอำนาจการปกครอง และการยอมรับอำนาจของมองโกล เมื่อรัชกาลที่ 33

เมื่อพระเจ้ากรุงจีนส่งตราหัวเสือ(จุ่มกาบหลาบคำ)มาให้เป็นตราแผ่นดินแทนตรานกหัสดีลิงก์ การเปลี่ยนชื่อเจ้าผู้ครองนคร จากชื่อภาษาไทลื้อ เป็นภาษาจีน เริ่มขึ้นในยุคนี้ เจ้าผู้ครองนครชาวไทลื้อถูกเรียกว่าเจ้าแสนหวีฟ้า

เมื่อ พุทธศตวรรษที่ 21 พม่าได้ก่อตั้งอาณาจักรตองอู และขยายอาณาเขตของตนไปทางตะวันออก พม่าได้โจมตีสิบสองปันนา ต่อจากนั้นจึงได้แบ่งเมืองเชียงรุ้งเป็น สิบสองปัน และก็เป็น เมืองในปัจจุบัน ได้แก่ เมืองฮาย ม้าง หุน แจ้ ฮิง ลวง อิงู ลา พง อู่ เมืองอ่อง และ เชียงรุ้ง

จึงเรียกเรียกเมีองแถวๆ นี้รวมกันว่า สิบสองปันนา ในช่วงสมัยนี้เป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมพม่า และ ศาสนาได้เข้าไปในสิบสองปันนา

ตามเอกสารที่ได้บันทึกเมื่อปี พ.ศ. 2113 จัดแบ่งไว้ ดังนี้

1 เมืองเชียงรุ่ง เมืองยาง เมืองฮำ รวมเป็น 1 พันนา
2 เมืองแจ เมืองมาง (ฟากตะวันตก) เมืองเชียงลู เมืองออง เป็น 1 พันนา
3 เมืองลวง เป็น 1 พันนา
4 เมืองหน เมืองพาน เชียงลอ เป็น 1 พันนา
5 เมืองฮาย เชียงเจือง เป็น 1 พันนา
6 เมืองงาด เมืองขาง เมืองวัง เป็น 1 พันนา
7 เมืองหล้า เมืองบาน เป็น 1 พันนา
8 เมืองฮิง เมืองปาง เป็น 1 พันนา
9 เชียงเหนือ เมืองลา เป็น 1 พันนา
10 เมืองพง เมืองมาง (ฟากตะวันออก) เมืองหย่วน เป็น 1 พันนา
11 เมืองอูเหนือ เมืองอูใต้ เป็น 1 พันนา
12 เมืองเชียงทอง อีงู อีปาง เป็น 1 พันนา
13 เมืองภูแถนหลวง เวียงคำแถน เป็น 1 พันนา

สมัยหลังราชวงศ์มังราย

หลังจากพระเจ้ากาวิละได้ปลดปล่อยเชียงใหม่ และ อาณาจักรล้านนา จาก พม่าแล้ว พระเจ้ากาวิละทรงพิจารณาเห็นว่าเมืองเชียงใหม่ขณะนั้นเป็นเมืองร้าง เพราะผู้คนหนีภัยสงคราม อีกทั้งในกำแพงตัวเมืองเชียงใหม่ยังมีต้นไม้เถาวัลย์ปกคลุม ชุกชุมด้วยเสือ สัตว์ป่านานาพันธ์

ผู้คนของพระองค์มีน้อยไม่อาจบูรณะซ่อมแซมเมืองใหญ่ได้ ดังนั้นจึงยกทัพไปกวาดต้อนผู้คนโดยไปตีเมืองไตในดินแดน 12 ปันนา ทั้งไตลื้อ ไตโหลง(ไทใหญ่) ไตขึน (คนไตลื้อในเมืองเชียงตุง) ไตลื้อเมืองยอง ไตลื้อเมืองลวง ไตลื้อเมืองพน เมืองหย่วน เมืองล่า มาอยู่ที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และ น่านเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรียกกันว่ายุค "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" อันเป็นวิธีฟื้นฟูอาณาจักรล้านนาวิธีหนึ่ง เพราะในช่วงก่อนนั้น พม่าได้กวาดต้อนชาวล้านนาไปอยู่ที่ พุกาม และ มัณฑะเลย์ ไปจำนวนมาก

ในช่วงสงครามโลกสิบสองปันนานั้น ตกอยู่ในแผ่นดินจีน ถูกยุบเมืองเชียงรุ่งจากเมืองหลวงเป็นแค่เมือง พร้อมๆกับเจ้าทั้งหลายด้วย โดยเคยมีเจ้าปกครองอยู่ถึง 45 พระองค์ ในปัจจุบัน คนที่มีแซ่เต๋า ก็คือ เจ้าในสิบสองปันนาที่เคยครองเมืองทั้งหลายเหล่านี้

ชนเผ่า
จำนวนประชากรแบ่งตามชนเผ่า เมื่อปี พ.ศ. 2543
เชื้อชาติ
ประชากร
เปอร์เซนต์
ไท 296,930 29.89%
ฮั่น 289,181 29.11%
อาข่า 186,067 18.73%
ยี 55,772 5.61%
ลาหู่ 55,548 5.59%
ปะหล่อง 36,453 3.67%
จินัว 20,199 2.03%
อิ้วเมี่ยน หรือ เย้า 18,679 1.88%
แม้ว หรือ ม้ง 11,037 1.11%
ไป๋ 5,931 0.60%
ประชากรส่วนน้อย 5,640 0.57%
หุย 3,911 0.39%
ว้า 3,112 0.31%
จ้วง 2,130 0.21%
อื่นๆ 2,807 0.30%
รวม

993,397

 









ข้อมูลกลุ่มชาติพันธ์ชาวไทลื้อ

ไทลื้อ
(จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

ไทลื้อ (ไตลื้อ)

ปัจจุบันมีประชากรประมาณ 1.5 - 2 ล้านคน กระจายอยู่ตามประเทศต่างๆดังนี้
1 ประเทศจีน             400,000 คน
2 ประเทศพม่า           300,000
3 ลาว ประเทศลาว      134,000
4 ไทย                  1,000,000
5 เวียดนาม                  4,960

ภาษา : ภาษาจีน, ภาษาลื้อ, ภาษาไทเหนือ, ภาษาไทดำ, ภาษาลาว, ภาษาไทย, ภาษาพม่า
ศาสนา ซ พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท
   
ไทลื้อ หรือ ไตลื้อ เป็นชาวไทกลุ่มหนึ่ง มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแถบสิบสองปันนาของจีน มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือการใช้ภาษาไทลื้อ และยังมีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์อื่นๆ เช่น การแต่งกาย ศิลปะและประเพณีต่าง ๆ


การอพยพ

เดิมชาวลื้อ หรือไทลื้อ มีถิ่นที่อยู่บริเวณ เมืองลื้อหลวง จีนเรียกว่า "ลือแจง" ต่อมาได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่บริเวณเมืองหนองแส หรือที่เรียกว่าคุนหมิงในปัจจุบัน แล้วย้ายลงมาสู่ลุ่มน้ำน้ำโขง สิบสองปันนาปัจจุบัน ประมาณศตวรรษที่ 12 จึงเกิดมีวีรบุรุษชาวไทลื้อชื่อ เจ้าเจื๋องหาญ ได้รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ในสิบสองปันนา

ปัจจุบันตั้งเป็นอาณาจักรแจ่ลื้อ (เซอลี่) โดยได้ตั้งศูนย์อำนาจการปกครองเอาไว้ที่หอคำเชียงรุ่ง นาน 790 ปี ต่อมาถึงสมัยเจ้าอิ่นเมือง ครองราชต่อมาในปี ค.ศ. 1579-1583 (พ.ศ. 2122-2126) ได้แบ่งเขตการปกครองเป็นสิบสองหัวเมือง แต่ละหัวเมืองให้มีที่ทำนา 1,000 หาบข้าว (เชื้อพันธุ์ข้าว) ต่อนาหนึ่งที่/หนึ่งหัวเมือง จึงเป็นที่มาจนถึงปัจจุบันเมืองสิบสองปันนาได้แบ่งเขตการปกครองเอาไว้ในอดีตดังนี้ (ที่มาของคำว่า สิบสองพันนา อ่านออกเสียงเป็น "สิบสองปันนา")

ชาวไทลื้ออาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำโขง คือ ด้านตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำ มีเมืองต่างๆ ดังนี้ภาษาไทลื้อ ได้กล่าวไว้ว่า ห้าเมิงตะวันตก หกเมิงตะวันออก รวมเจียงฮุ่ง (เชียงรุ่ง) เป็น 12 ปันนา และทั้ง 12 ปันนานั้น ประกอบด้วยเมืองใหญ่น้อยต่างๆ เช่น

ฝั่งตะวันตก : เชียงรุ่ง, เมืองฮำ, เมืองแช่, เมืองลู, เมืองออง, เมืองลวง, เมืองหุน, เมืองพาน, เมืองเชียงเจิง, เมืองฮาย, เมืองเชียงลอ และเมืองมาง

ฝั่งตะวันออก : เมืองล้า, เมืองบาน, เมืองแวน, เมืองฮิง, เมืองปาง, เมืองลา, เมืองวัง, เมืองพง, เมืองหย่วน, เมืองมาง และเมืองเชียงทอง
การขยายตัวของชาวไทลื้อสมัยรัชกาลที่ 24 เจ้าอินเมืองได้เข้าตีเมืองแถน เชียงตุง เชียงแสน และล้านช้าง กอบกู้บ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น พร้อมทั้งตั้งหัวเมืองไทลื้อเป็นสิบสองเขต เรียกว่า สิบสองปันนา และในยุคนี้ได้มีการอพยพชาวไทลื้อบางส่วนเพื่อไปตั้งบ้านเรือนปกครองหัวเมืองประเทศราชเหล่านั้น จึงทำให้เกิดการกระจายตัวของชาวไทลื้อ ในลุ่มน้ำโขงตอนกลาง (รัฐฉานปัจจุบัน)

อันประกอบด้วยเมืองยู้ เมืองยอง เมืองหลวย เมืองเชียงแขง เมืองเชียงลาบ เมืองเลน เมืองพะยาก เมืองไฮ เมืองโก และเมืองเชียงทอง (ล้านช้าง) เมืองแถน(เดียนเบียนฟู) ซึ่งบางเมืองในแถบนี้เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวไทลื้ออยู่แล้ว เช่น อาณาจักรเชียงแขง ซึ่งประกอบด้วย เมืองเชียงแขง เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองเชียงกก เมืองเชียงลาบ เมืองกลาง เมืองลอง เมืองอาน เมืองพูเลา เมืองเชียงดาว เมืองสิง เป็นต้น

ชาวไทลื้อบางส่วนได้อพยพหรือถูกกวาดต้อน ออกจากเมืองเหล่านี้เมื่อประมาณหนึ่งร้อยถึงสองร้อยปีที่ผ่านมา แล้วลงมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศตอนล่าง เช่น พม่า, ลาว และไทย

ในสมัยรัชกาลที่ 1 เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ (เจ้าผู้ครองนครน่าน) และเจ้าสุมนเทวราช (เจ้าผู้ครองนครน่าน) ยกกองทัพขึ้นไปกวาดต้อนชาวไทลื้อจากสิบสองปันนามายังเมืองน่าน และเมืองบางส่วนในประเทศลาว และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เจ้าสุริยะพงษ์ (เจ้าผู้ครองนครน่าน) ก็ได้ยกกองทัพขึ้นไปกวาดต้อนชาวไทลื้อจากสิบสองปันนามายังเมืองน่าน


ไทลื้อปัจจุบัน

ปัจจุบันชาวไทลื้อกระจายตัวอยู่ที่

ประเทศพม่า มีแถบเมืองยอง เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองเชียงลาบ เมืองไร เมืองพะยาก เมืองโก เมืองโต๋น เมืองเลน เชียงตุง
ประเทศลาว เมืองหลวงน้ำทา เมืองหลวงพูคา เมืองบ่อแก้ว ไชยะบุลี (เชียงฮ่อนเชียง เชียงลม หงสา) เมืองหลวงพะบาง
ประเทศไทย เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง แพร่ น่าน
ประเทศเวียดนาม เมืองแถน

สำหรับในประเทศไทย มีชาวไทลื้อในหลายจังหวัดทางภาคเหนือตอนบน ดังนี้

เชียงราย : อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงของ อำเภอเชียงแสน อำเภอพานซึ่งเป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากจังหวัดลำปาง (ส่วนหนึ่งได้อพยพไปเมืองเชียงรุ้ง เมื่อเกิดสงครามไทยพม่า)
เชียงใหม่ : อำเภอสะเมิง อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอสันกำแพง กิ่งอำเภอแม่ออน
น่าน : อำเภอเมืองน่าน (ต.ในเวียง บ้านเชียงแขง บ้านเมืองเล็น)

อำเภอท่าวังผา มีชาวไทลื้ออยู่ 5 ตำบล คือ ต.ศรีภูมิ บ้านห้วยเดื่อ ต.ป่าคา เป็นชาวไทลื้อที่มาจากเมืองล้า มี 5 ประกอบด้วยหมู่บ้าน บ้านหนองบัว บ้านดอนแก้ว บ้านต้นฮ่าง บ้านดอนมูล บ้านแฮะ ,ตำบลยม มีชาวไทลื้อ 5 หมู่บ้านเป็นชาวไทลื้อที่มาจากเมืองเชียงลาบ และเมืองยอง ประกอบด้วย บ้านลอมกลาง บ้านทุ่งฆ้อง บ้านเชียงยืน บ้านเสี้ยว บ้านหนองช้างแดง ,ต.จอมพระ เป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองยองและเมืองยู้มีชาวไทลื้อ 5 หมู่บ้าน บ้านถ่อน และถ่อนสอง บ้านยู้ บ้านยู้เหนือ บ้านยู้ใต้

อำเภอปัว เป็นอำเภอที่มีชาวไทลื้ออยู่มากที่สุด ประกอบด้วย ต.ศิลาเพชรเป็นชาวไทลื้อ ที่อพยพมาจากเมืองยอง คือ บ้านดอนไชย บ้านทุ่งรัตนา มาจากเมืองเลน คือ บ้านป่าตอง บ้านนาคำ(หัวโต้ง) บ้านทุ่งศรีบุญยืน ,ตำบลศิลาแลง เป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองเชียงรุ่ง เมืองเลน เมืองยอง เมืองเงิน และเมืองพวน(ลื้อในเมืองพวนไม่ใช่ไทพวน) คือ บ้านดอนไชย-ไร่อ้อย บ้านฝาย(นาร้าง) บ้านหัวน้ำ บ้านตีนตก บ้านเฮี้ย บ้านหัวดอย, ต.วรนคร อพยพมาจากเมืองเลน (ลิน) เมืองยอง ปัจจุบันอยู่ในเขตพม่า คือ บ้านเก็ต บ้านร้องแง บ้านดอนแก้ว บ้านมอน ต.ปัว อพยพมาจากเมืองขอน เมืองยองและเมืองพวน คือ บ้านขอน บ้านป่าลาน อพยพมาจากเมืองยอง เมืองพวน คือ บ้านดอนแก้ว อพยพมาจากเมืองยอง คือ บ้านปรางค์ ต.สถาน อพยพมาจากเมืองยอง เมืองเชียงลาบ เมืองล้า เมืองเงิน คือ บ้านนาป่าน บ้านสันติสุข นอกนั้นในยังมีอีกไม่ต่ำกว่า 20 หมู่บ้านในอำเภอปัวที่เป็นชาวไทลื้อ

อำเภอเชียงกลาง ต.พระพุทธบาท อพยพมาจากเมืองยอง เมืองเชียงแขง เมืองเลน คือ บ้านเหล่า บ้านอ้อ ต.เปือ อพยพมาจากเมืองเลน หลวงพระบาง เชียงลม เชียงแสน คือ บ้านหนองแดง ต.เชียงกลาง อพยพมาจากเมืองเลน เชียงลม เมืองเงิน คือ บ้ายเชียงโคม บ้านศรีอุดม บ้านงิ้ว

อำเภอสองแคว มีชาวไทยลื้ออาศัยอยู่ที่ตำบลยอด ที่บ้านปางส้าน บ้านผาสิงห์และบ้านผาหลัก
อำเภอทุ่งช้าง บ้านงอบ บ้านปอน ห้วยโก๋น และส่วนที่อพยพเข้ามาใหม่ ซึ่งจะอยู่ปะปนกะชาวเมืองน่านแถบชายแดน (มีจำนวนมากที่สุด อพยพมาจาก แขวงไชยะบุรี และ สิบสองปันนา)

จังหวัดพะเยา อำเภอเชียงม่วน อำเภอเชียงคำ (มีจำนวนมาก) อำเภอภูซาง

จังหวัดลำปาง อำเภอเมือง ประกอบด้วย 5 หมู่บ้าน บ้านกล้วยหลวง บ้านกล้วยแพะ บ้านกล้วยม่วง บ้านกล้วยกลาง และบ้านกล้วยฝาย และบางส่วนใน อำเภอแม่ทะ

จังหวัดลำพูน อำเภอเมือง อำเภอบ้านธิ อำเภอป่าซาง อำเภอแม่ทา

จังหวัดแพร่ อำเภอเมืองแพร่ ต.บ้านถิ่น

ส่วนในต่างประเทศนั้น มีการกระจายตัวกันเกือบทุกประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เช่นในรัฐฉาน ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม(เมืองแถน และ เมืองเดียนเบียนฟู ก็มีการบันทึกไว้ว่ามีชาวไทลื้อ อยู่ที่นั่นด้วย)

วัฒนธรรม
ชาวไทลื้อมีชีวิตที่คล้ายคลึงกับชาวไทยหรือชนเผ่าอื่นๆทางภูมิภาค คือมีการสร้างบ้านเรือนเป็นบ้านไม้ มีใต้ถุนสูง มีครัวไฟบนบ้าน ใต้ถุนเลี้ยงสัตว์ แต่ในปัจจุบันวิถีชีวิตได้เปลี่ยนไป การสร้างบ้านเรือนก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย เรือนที่ยังคงสภาพเป็นเรือนไม้แบบเดิมสถาปัตยกรรมแบบไทลื้อผสมล้านนายังพอจะมีให้เห็นบ้างในบางชุมชน เช่น บ้านธาตุสบแวน และบ้านหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

ชาวไทลื้อส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัด นิยมสร้างวัดในชุมชนต่างๆ แทบทุกชุมชนของชาวไทลื้อ ทั้งยังตกแต่งด้วยศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์งดงาม มีการบูรณะ ซ่อมแซม ให้คงสภาพดีอยู่เสมอ ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่เพียงบางแห่ง เช่น วิหารวัดดอนมูล วิหารวัดหนองแดง วิหารวัดหนองบัว วิหารวัดท่าฟ้าใต้ วิหารวัดแสนเมืองมา(วัดมาง) วิหารวัดหย่วน เป็นต้น

ศิลปะที่โดดเด่นของชาวไทลื้อได้แก่งานผ้าทอไทลื้อ นิยมใช้ผ้าฝ้าย บางสมัยนิยมใช้เส้นไหมจากต่างถิ่น ทอลวดลายที่เรียกว่า "ลายเกาะ" ก้วยเทคนิคการล้วง ซึ่งปัจจุบันนิยมเรียกว่า ลายน้ำไหล มีการฟื้นฟูและถ่ายทอดศิลปะการทอผ้าแบบไทลื้อในหลายชุมชนของภาคเหนือในปัจจุบัน

ผู้ชายไทลื้อส่วนใหญ่จะนิยมสวมเสื้อขาวแขนยาว สวมทับด้วยเสื้อกั๊กปักลวดลายด้วยเลื่อม เรียกว่า "เสื้อปา" สวมกางเกง(หม้อห้อม) ขายาวต่อหัวกางเกงด้วยผ้าสีขาว เรียกว่า "เตี่ยวหัวขาว" นิยมโพกศีรษะ ("เคียนหัว") ด้วยผ้าสีขาว สีชมพู ส่วนหญิงไทลื้อนิยมสวมเสื้อปั๊ด (เป็นเสื้อที่ไม่มีกระดุมแต่สาบเสื้อจะป้ายเฉียงมาผูกไว้ที่เอวด้านข้าง) นุ่งซิ่นต๋าลื้อ สะพายกระเป๋าย่าม ("ถุงย่าม")และนิยมโพกศีรษะด้วยผ้าสีขาวหรือสีชมพู

เรื่องของชาวไทลื้อ ซึ่งบรรพบุรุษได้อพยพมาจากเมืองยอง เมืองยู้ เมืองเชียงลาบ (เมืองทั้งหมดนี้อยู่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า) และชาวไทยอง (คนไทลื้อเมืองยอง เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือหรือล้านนา) นั้น มีความเกี่ยวข้องกันมาก ดังนั้นจึงอาจจะไม่สามารถแบ่งแยกกันได้ว่าไทยองไม่ใช่ไทลื้อ

สมเด็จพระเป็นเจ้าหอคำเชียงรุ่ง 1 (พญาเจื๋อง) เป็นปฐมกษัตริย์ของชาวไทลื้อ แห่งราชวงค์อาฬโวสวนตาล จนถึงสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 41 เจ้าหม่อมคำลือ (ตาวซินซือ) ก่อนสิ้นสุดลงเพราะรัฐบาลจีนได้ถอดถอนท่านออกจากการเป็นเจ้าแผ่นดิน ยุบเลิกระบบการปกครองเดิมของสิบสองปันนา ส่วนพระอนุชาได้ลี้ภัย มาอยู่ที่อำเภอแม่สาย หม่อมตาลคำ ได้ลี้ภัยมาอยู่กรุงเทพ









(หมายเหตุ : ระยะทางจากบ่อเต็นถึงคุนหมิงคำนวณจาก Google map ถนนช่วงนี้มีอุโมงค์ถึง 30 แห่ง ยาวที่สุดคืออุโมงค์ที่ 13 ยาว 3.373 กม.)






 

 

 
  Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์

copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)

ต้องการ save ภาพ

Contact Us : [email protected]

Home      City Tour     Events     Photo Gallery     Outbound tour     King Photos    Wallpaper     Flowers     Portraits    Asia Girls      Site Update    Contac Us