Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว    Home > Outbound Tour > Vietnam 5
ค้นหาคำในเว็บ ได้ทั้งภาษาไทย และ อังกฤษ  

 
 
Outbound Gallery : ภาพชุดเที่ยวต่างแดน Click > South Lao : Vietnam : Malaysia : Burma : Cambodia
Main Menu
 


Photo Gallery

Tour & Travel
Ciity tour
Royal Photos
Flowers & Nature
Events
Outbound Tour

Articles
About Tour
Today talk

Free Photos
Wallpapers
View & Landscape
Flowers
King Photo
New Year Card & More

Services
Free members
Free Advertize
Photo services
Wedding / Events /More

Others
Portrait Photos
Tip & Technic
Good Books


..................................................

แกลลอรี่ภาพ
ภาพท่องเที่ยว
ภาพในเมือง
ภาพในหลวงและพระราชพิธี
ภาพดอกไม้และธรรมชาติ
ภาพเหตุการณ์
ภาพท่องเที่ยวในต่างแดน

บทความ
บทความท่องเที่ยว
บทความทั่วไป

ฟรีดาวน์โหลดภาพ
ฟรีภาพวอลเปเปอร์
ภาพวิว ทิวทัศน์
ภาพดอกไม้
ภาพในหลวง
การ์ดปีใหม่ และภาพอื่นๆ

บริการ
บริการถ่ายภาพโดยสมาชิก
ภาพแต่งงาน รับปริญญา สินค้า

เมนูอื่นๆ
ภาพคน ภาพเด็ก ภาพนางแบบ
แนะะนำเทคนิคการถ่ายภาพ
แนะนำหนังสือถ่ายภาพ


.................................................

 
 
 
เวียดนามตอนที่ 5 วิถีชีวิตชาวเมืองเว้ (Hue) เมืองหลวงเก่าของเวียดนาม ก่อนจะย้ายไปอยู่กรุงไซ่ง่อน   อ่านต่อ
ดูเวียดนามชุดอื่นๆ  Click >
( 54 ภาพ )
  ( 54 Photos )
 
     


เวียดนามตอนที่ 5
วิถีชีวิตของชาวเวียดนามที่เมืองเว้ หรือเมืองหลวงเก่า ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่กรุงไซ่ง่อน

(บันทึกการเดินทางเมื่อเดือน เมษายน 2550)


                     หลังจากที่เดินทางมาถึงเมืองเว้เมื่อวันวาน ทำให้เมื่อคืนนี้นอนหลับสนิทดีทีเดียว ที่หลับสนิทก็เป็นเพราะนั่งรถยนต์กันนานหลายชั่วโมง ความจริงระยะทางจากชายแดนไทย จ.มุกดาหาร - ลาว - เวียดนาม จนมาถึงเมืองเว้ ก็ไม่ได้ไกลมากมากมายนัก แต่เนื่องจากกฏจราจรของลาว และเวียดนาม กำหนดให้รถวิ่งได้ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ต้องใช้เวลามากกว่ากับการเดินทางในเมืองไทย ค่อนข้างมาก

คนไทยที่เดินทางมาถึงเวียดนามใหม่ๆ ต่างงุนงงที่เห็นบนถนนยั้วเยี้ยไปด้วยจักรยานและมอเตอร์ไซด์ บางคันก็ขับมาประชิดรถใหญ่อย่างน่าหวาดเสียว หรือบางครั้งรถบัสที่เรานั่งก็สร้างความหวาดเสียวไม่แพ้กัน จนได้ยินเสียงวีดว้ายจากสาวไทยในรถทัวร์ดังมาเป็นระยะๆ

ความเป็นจริงแล้วเป็นเรื่องปกติในประเทศเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นเมืองเล็กหรือเมืองใหญ่ ที่ผู้ขับขี่ยานพาหนะบนท้องถนน จะเข้าใจ และรู้ใจกันดี อุบัติเหตุจึงไม่เกิดบ่อยนัก คนไทยที่มาเที่ยวเวียดนามควรพยายามปล่อยวาง อย่าหงุดหงิด ต้องเข้าใจด้วยว่าแต่ละประเทศมีธรรมเนียมปฏิบัติแตกต่างกัน เช่นบีบแตรจนน่าหนวกหู

 
   
       
 


ไกด์เวียดนามบอกว่าคนที่ใช้รถใช้ถนนจะไม่ถือสากัน การบีบแตรเป็นการบอกให้รู้ว่ามีรถอยู่ข้างหลัง ให้ระวัง หรือให้หลบหน่อย

สิ่งที่ไกด์เน้นอยู่เสมอว่า “ เวลาจะข้ามถนนให้ค่อยๆเดินไปเรื่อยๆ ห้ามวิ่ง ห้ามหยุด เด็ดขาด “
และห้ามมองไปข้างหลังด้วย เพราะรถที่วิ่งบนถนนเค้าจะหลบให้เราเอง

ใครมาเที่ยวเวียดนาม แนะนำว่าลองหัดข้ามถนนสัก 2 -3 ครั้ง แต่ต้องข้ามทีละคนนะครับ ไม่ไช่ข้ามเป็นกลุ่มๆ หรือข้ามตามไกด์ หากใครข้ามได้เป็นปกติโดยไม่รู้สึกหวั่นไหว ก็ต้องชมกันละครับว่า “ สอบผ่าน “ และถือว่ามาถึงเวียดนามอย่างแท้จริง

สำหรับผมแล้ว บอกตรงๆว่าหากจราจรคับคั่งมันก็รู้สึกปอดๆเหมือนกัน จะข้ามถนนก็เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

แต่ยังไงก็ถือว่าสอบผ่าน เพราะวันสุดท้ายที่อยู่เมืองเว้ ตอนกลางคืนได้ชักชวนนักท่องเที่ยวที่มาด้วยกััน 5 คน เช่าจักรยานขี่เล่น ซึ่งมีให้เช่าใกล้กับโรงแรม ค่าเช่าราว 40-50 บาท ดูซิว่ามันจะยากแค่ไหนเชียว ไหนๆ ก็ไหนๆ เห็นพวกฝรั่งขี่จักรยานเราก็นึกอยากสนุกบ้าง

“ เอาละวะ คืนนี้เป็นไงเป็นกัน ขอลุยด้วยจักรยานเหมือนคนเวียดนามกันหน่อย “

พอเลือกจักรยานได้คันที่ถูกใจก็ให้คนที่พอจำเส้นทางได้ ขี่นำหน้า แต่ทำไปทำมาต่างผลัดกันนำเพราะจักรยานแต่ละคนเริ่มมีปัญหา หน้าแกว่งบ้าง เบรคไม่ดีบ้าง โซ่หลุดบ้าง หรือวิ่งไม่ค่อยออก แต่สรุปแล้วก็ลุยกันได้ อย่างชนิดที่ต่างคนก็ขำกลิ้ง เช่นตอนที่ติดไฟแดงแล้วจะเลี้ยวขวา ปรากฏว่าที่นี่เลี้ยวขวาผ่านตลอด พวกเรางงกันตั้งนานแต่ก็ผ่านไปได้ แต่ตอนถึงสี่แยกใหญ่ๆ และต้องตัดข้ามถนนไปอีกฝากหนึ่ง คราวนี้ละมันส์....มันยากตรงที่เราอยู่เลนขวา แต่ต้องตัดข้ามไปทางซ้าย ฝ่าดงรถที่กำลังเปลี่ยนเป็นไฟเขียวพร้อมกันจากทางข้้างหน้า

ทุกคนพร้อมใจกันบอกว่า “ สู้โว้ย “

งานนี้ถือว่ายากเอาการ เพราะรถฝั่งตรงกันข้ามฮือตรงเข้ามาเป็นร้อยๆคัน ส่วนเราก็ต้องพยายามตัดเบี่ยดออกซ้ายให้ได้ จนบางครั้งก็ทำท่าจะประจันหน้ากัน จึงต้องชูมือซ้ายโบกไปว่าเราจะตัดออกซ้ายนะ ทำให้รถคันอื่นเดาทางเราได้ และหลบให้

นั่นแหละจึงรอดมาได้ชนิดที่เหงื่อซึม เจอแยกที่ว่านี้ทำเอาพวกเราแตกแยกไปคนละทิศละทาง บางคนก็อ้อมไปซะไกล บางคนก็ถึงก่อนเพราะรีบชิงตัดหน้า ก่อนข้าศึกจะประชิดตัว

หลังจากรวมพลกันและนับหัวว่าอยู่กันครบ งานนี้ถือว่ารอดชีวิตชนิดเส้นยาแดง มันเป็นประสบการณ์ที่ต่างคนก็มีเรื่องมาเล่ากันอย่างสนุกสนาน

ลองดูนะครับ มาเที่ยวเวียดนามให้มันส์ สุดๆ ต้องลองลุยกันเอง จะบอกว่ามากับทัวร์ไม่มีเวลา ก็ไม่น่าจะนำมาอ้าง ยามค่ำคืนที่เค้าปล่อยให้เป็นอิสระ ก็ลองนัดแนะหาหน่วยกล้าตายมาลุยสู้ศึกหน่อย ทางที่ดีควรบอกกับไกด์ไว้ล่วงหน้าว่าคืนนี้จะไปออกรบ เผื่อว่าตอนเช้านับยอดนักท่องเที่ยวได้ไม่ครบ เค้าจะได้ตามไปที่โรงพัก หรือ โรงพยาบาล กันถูก

นี่แหละครับ วิถีชาวเมืองเว้ ที่ใช้จักรยานกันทั้งบ้านทั้งเมือง

ขี่จักรยานแล้วก็ต้องมานั่งทานเฝอ บนเก้าอี้ตัวเล็กๆริมถนน

เฝอ เป็นอาหารหลักของชาวเวียดนาม คำว่าเฝอ แต่อ่านออกเสียงเป็นเฝ๋อ ภาษาอังกฤษเขียนว่า Pho ตอนเช้าๆตามหัวมุมถนนจะเห็นคนเวียดนามนั่งยองๆทานเฝอกันทั้งเมือง เป็นอาหารที่ทานได้ทุกมื้อ แต่มื้อเช้าจะนิยมกันมากที่สุด

เฝอตามริมทาง น่าทานกว่าในโรงแรมที่ผมพัก ที่เตรียมอาหารเช้าแบบนานาชาติไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว ซึ่งก็มีเฝอด้วยเช่นกัน แต่เฝอริมทางดูจะมีสีสันและเครื่องเคียงมากกว่าในโรงแรมมากทีเดียว

ใครมาเวียดนามแล้ว น่าจะหาโอกาสนั่งยองๆทานอาหารท้องถิ่นเหมือนคนเวียดนาม จะได้รู้รสชาติอาหารเวียดนามที่แท้จริง หากไม่ทานเฝอก็อาจเลือกทานขนมปังยัดใส้ก็อร่อยถูกปากคนไทย ขนมปังอังไฟร้อนๆ แล้วยัดใส้กับเครื่องปรุง รับรองว่าติดใจแน่ๆ อร่อยถึงขนาดผมต้องจดจำแล้วกลับมาหัดทำที่บ้านกันเลยละครับ แต่ทำแล้วมันไม่เหมือนต้นตำรับ ต้องทนกล้ำทนกลืนด้วยความเสียดาย ครั้นจะคายทิ้งก็ดูกระำไรอยู่

ผมใช้เวลาไม่มากนักในการสำรวจวิถีชีวิตของชาวเมืองเว้กันในยามเช้า ซึ่งยังไม่ถึงเวลานัดหมายจากไกด์ทัวร์ วันนี้ผมตื่นเช้าก็เพื่อจะได้มีเวลาไป เดินเล่นไปตามถนนที่ไม่ห่างจากโรงแรมมากนัก เวลาราวชั่วโมงเศษๆ ได้รู้ได้เห็นอะไรมาเยอะทีเดียว

เวลาส่วนใหญ่ของผมในเช้านี้ อยู่ที่หน้ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เห็นนักศึกษากำลังนั่งทานเฝอตรงหน้ามหาวิทยาลัยกลุ่มใหญ่ การแต่งกายของนักศึกษาที่นี่ก็แต่งกันปกติใส่เสื้อผ้าตามสบาย กางเกงยีนส์ ใส่เสื้อแขนยาว ลองเลียบๆเคียงๆเข้าไปนั่งพูดจากันหน่อย ปรากฏว่าส่วนใหญ่หนี (หน้า) ครับ มีบ้างเท่านั้นที่พอจะกล้าคุยกัน บอกเลยว่าคนเวียดนามกลัวกล้องกันมาก .. (กลัวกล้อง หรือ กลัวหน้าผม ป่านนี้ก็ยังตัดสินไม่ถูก)

ผมบอกพวกนักศึกษาว่าเป็นคนไทย แต่บางคนบอกว่าหน้าตาผมคล้ายคนเวียดนามมาก หากไม่บอกก็คงนึกว่าเป็นคนเวียดนาม

บรรยากาศเริ่มดีในขณะพูดคุยกัน ก็ฟังกันได้บ้าง และไม่ค่อยรู้เรื่องบ้าง ตัดสินไม่ถูกว่าใครพูดผิด แต่สรุปแล้วพวกเค้ามีความรู้สึกชอบเมืองไทย และก็ชอบคนไทย(คิดเอง) และก่อนจาก นักศึกษา(สาว) ก็ขอจับมืออำลา...ว้าว ผมละมือสั่น เขินอายจนหน้าแดงไปหมด (ขอสาบาน)

วันนี้จะเป็นวันเปิดเรียนปกติ หรือเรียนภาค summer หรือเปล่าก็ไม่ได้ถาม รู้แต่ว่าอาคารที่เห็นข้างหลังเป็นมหาวิทยาลัย แต่เขียนเป็นภาษาเวียดนามซึ่งอ่านไม่ออก ถามไกด์แล้วบอกว่าแถวๆนี้เป็นมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการแพทย์

นักศึกษาส่วนใหญ่จะมีจักรยานคู่ชีพกันทุกคน ดูเป็นภาพที่แปลกตาหากเทียบกับนักศึกษาไทยในต่างจังหวัดที่อาจนั่งรถสองแถว ขี่มอเตอร์ไซด์ หรือมีรถเก๋งส่วนตัว แต่ที่เห็นชัดเจนว่าต่างกับบ้านเราก็คือ ไม่เห็นนักศึกษาคนไหนพก หรือพูดโทรศัพท์มือถือเลยแม้คนเดียว มือถือที่เวียดนามมีราคาไม่แพงมากนัก ส่วนใหญ่ก็นำเข้าจากจีนราคาราว 2 - 4 พัน เทียบกับเมืองไทยในวันนี้ (เมษายน 50) ใช้มือถือกันเกลื่อนเมือง ขนาดขอทานในกรุงเทพ ก็ใช้มือถือคุยกันแล้ว

คนเวียดนามโดยเฉพาะเมืองเว้ หากเทียบกับเมืองอื่นแล้วฐานะความเป็นอยู่ยังห่างกับเมืองใหญ่ๆค่อนข้างมาก พูดง่ายๆก็คือยังจนครับ สิ่งฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยไม่มีให้เห็นเลย ร้านฟาสฟู้ดจากต่างประเทศ ไม่มีในเมืองนี้ การแต่งกายก็เป็นปกติธรรมดาๆ ไม่มีคำว่าแฟชั่น วัฒนธรรมตะวันตกอาจยังมาไม่ถึงเมืองเว้ ผิดกับบ้านเราที่อ้าแขนรับในทุกๆด้าน จนสังคมเสื่อมถอยและสร้างปัญหามากมายอยู่ในขณะนี้

ใครอยากเห็นคนเวียดนามแท้ๆ ที่ยังรักษา และดำเนินชีวิตแบบอดีต ต้องมาที่เมืองเว้ครับ เมืองที่เต็มไปด้วยสีสันทางวัฒนธรรมแบบดั่งเดิม วิถีชีวิตที่เรียบง่าย แต่ขยัน มาแล้วก็ลองย้อนเปรียบเทียบกับบ้านเรา อาจได้ข้อคิดว่า ประเทศเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่สร้างปัญหาหาทางสังคมจนไม่สามารถเรียกกลับมาได้ มาเที่ยวเมืองเว้แล้วรู้สึกชื่นอกชื่นใจ ที่เห็นการดำเนินชีวิตเป็นแบบพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อ

สำหรับโปรแกรมเที่ยวเมืองเว้วันนี้จะไปหลายแห่งครับ ได้แก่สุสานจักรพรรดิ์ไคดิงห์ (
ซึ่งได้นำเสนอไปแล้ว) ต่อมาก็เป็นวัดเทียนมู่ จากนั้นก็จะเป็นพระราชวังจักรพรรด์ หรือพระราชวังต้องห้าม แต่จะเที่ยวได้มากน้อยแค่ไหน คงเดายาก เพราะเช้านี้อากาศดูขมุกขมัวมีฝนตกปรอยๆ

ตอนนี้เกือบจะได้เวลาที่นัดกันไว้แล้ว ผมเห็นรถทัวร์มาจอดที่หน้าโรงแรมแล้วครับ พบกันใหม่ในตอนที่ 6 จะพาไปเที่ยววัดเทียนมู่ วัดพุทธของเวียดนามในอดีต ที่ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปแล้ว เมื่อหลายสิบปีก่อนวัดนี้ตกเป็นข่าวทั่วโลก ที่พระรูปหนึ่งเดินทางไปยังกรุงไซ่ง่อนด้วยรถออสติน จากนั้นก็เอาน้ำมันราดตัวเองและจุดไฟเผา

อะไรเป็นสาเหตุให้พระเวียดนามต้องเผาตัวเอง ตอนต่อไปจะมาให้คำตอบครับ



เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
15 พฤษภาคม 2551



 
คลิกดูภาพเที่ยวเวียดนามใต้ เว้-ดานัง- ฮอยอัน
1 ประตูอินโดจีน
2 แม่น้ำแห่งสงคราม
3 ล่องเรือมังกร
4 สุสานไคนดินงห์
5 เมื่องเว้ (Hue)
6 วัดเทียนมู่
7 วังจักรพรรดิ์
8 สู่ดานัง
9 พิพิธภัณฑ์จาม
10 ฮอยอัน
11 ฮอยอันราตรี
12 ตลาดฮอยอัน
13 เมืองมรดกโลก
14 หมู่บ้านแกะสลัก
15 อำลาเมืองเว้
16 วัดพระธาตุอิงฮัง    
   
 
   
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ คลิก