Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว    Home > Outbound Tour > Vietnam 7
ค้นหาคำในเว็บ ได้ทั้งภาษาไทย และ อังกฤษ  

 
 
Outbound Gallery : ภาพชุดเที่ยวต่างแดน Click > South Lao : Vietnam : Malaysia : Burma : Cambodia
Main Menu


Photo Gallery

Tour & Travel
Ciity tour
Royal Photos
Flowers & Nature
Events
Outbound Tour

Articles
About Tour
Today talk

Free Photos
Wallpapers
View & Landscape
Flowers
King Photo

Services
Free members
Free Advertize
Photo services
Wedding / Events /More

Others
Portrait Photos
Tip & Technic
Good Books


แกลลอรี่ภาพ
ภาพท่องเที่ยว
ภาพในเมือง
ภาพในหลวงและพระราชพิธี
ภาพดอกไม้และธรรมชาติ
ภาพเหตุการณ์
ภาพท่องเที่ยวในต่างแดน

บทความ
บทความท่องเที่ยว
บทความทั่วไป

ฟรีดาวน์โหลดภาพ
ฟรีภาพวอลเปเปอร์
ภาพวิว ทิวทัศน์
ภาพดอกไม้
ภาพในหลวง
การ์ดปีใหม่ และภาพอื่นๆ
.

 
 
เวียดนามตอนที่ 7 พระราชวังไดโน้ย พระราชวังต้องห้าม ใจกลางเมืองเว้ ฉายาเมืองประวัติศาสตร์ของเวียดนาม  อ่านต่อ
ดูเวียดนามชุดอื่นๆ  Click >
( 40 ภาพ )
( 40 Photos )
 
   


เวียดนามตอนที่ 7 พระราชวังไดโน้ย หรือพระราชวังเมืองเว้
(บันทึกการเดินทางเมื่อเดือน เมษายน 2550)                     

 



หลังจากออกจากวัดเทียนมู่ริมฝั่งแม่น้ำหอม โปรแกรมต่อไปก็จะเที่ยวพระราชวังต้องห้าม หรือพระราชวังไดโห้ย ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเว้ ความจริงพวกเรานั่งรถผ่านสถานที่อยู่หลายครั้งแล้วนับจากวันที่เดินทางมาถึง แต่ไกด์บอกว่าพรุ่งนี้เช้าจึงจะได้ชม พระราชวังแห่งนี้มองจากภายนอกคงเดาได้ว่าน่าจะมีพิ้นที่กว้างขวางใหญ่โต แค่กำแพงก็เห็นยาวเหยียดถึง 2.5 กม. หากไกด์ไม่บอกว่าเป็นวังก็คงนึกว่าเป็นเขตทหาร เพราะรั้วรอบขอบชิตเป็นปราการแน่นหนามาก บรรยากาศก็ดูขึงขัง แถมด้านหน้ามีเสาธงขนาดใหญ่ โบกสะบัดด้วยธงสีแดงมีสัญญลักษณ์ดาวสีเหลืองอยู่ตรงกลาง

บอกตัวเองว่าไช่เลย “ ประเทศคอมมิวนิสต์ … ชัวร์ ”

เมืองเว้เป็นเมืองเก่าของเวียดนามในสมัยที่ปกครองด้วยกษัตริย์ (เวียดนามและชาติตะวันตกจะใช้คำว่า Emperor หรือจักรพรรดิ) และกษัตริย์ในราชวงศ์เหงียนทุกพระองค์ ตั้งแต่องค์ที่ 1 ถึงองค์ที่ 13 จะประทับอยู่ที่พระราชวังแห่งนี้ เป็นเวลานานถึง 150 ปี เว้จึงมีชื่อว่าเป็นเมืองของกษัตริย์ และเป็นที่มาของต้นแบบทางวัฒนธรรมของเวียดนาม เช่น อาหารเวียดนาม และ ชุด อ่าวหญ๋าย หรือชุดประจำชาติของสตรีเวียดนาม

จากอดีตที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่า และเป็นเมืองประวัติศาสตร์ของเวียดนาม เว้ยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงการศึกษามาแต่อดีต ในขณะนั่งรถผ่านไปที่ถนนสายหนึ่ง ไกด์ได้ชี้ให้ดูตึกเก่าสไตล์ฝรั่งเศส ทาสีออกแดงๆ บอกว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ประธานาธิบดีโฮจิมินห์เคยศึกษา และก็เป็นนักศึกษาหัวรุนแรงเสียด้วย เคยเป็นผู้นำนักศึกษาประท้วงรัฐบาลเวียดนามซึ่งปกครองโดยฝรั่งเศสอยู่หลายครั้ง จนถูกหมายหัวและถูกกดดันจนต้องเดินทางไปอยู่ต่างประเทศ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่พาชีวิตสู่โลกกว้าง และมีโอกาสซึมซับแนวคิดแบบสังคมนิยม พร้อมกับมีโอกาสร่วมมืออย่างลับๆกับหลายประเทศ เพื่อปลดแอกประเทศเวียดนามให้เป็นอิสระจากฝรั่งเศส

วีรกรรมของโฮจิมินห์ ทำให้รัฐบาลเวียดนามและประชาชนยกย่องให้เป็นวีระบุรุษในดวงใจ ทุกคนให้ความเคารพนับถือยิ่งกว่ากษัตริย์พระองค์ใดของเวียดนาม ซึ่งความรู้สึกนี้สามารถสังเกตเห็นได้จากภาพวาดรูปโฮจิมินห์ ที่เห็นตามร้านขายภาพวาดอยู่ทั่วประเทศ รวมทั้งภาพสกรีนเสื้อยึดที่วางขายให้นักท่องเที่ยว
(และหากใครได้มีโอกาสชมสุสานโฮจิมินห์ที่กรุงฮานอยก็จะรู้ว่ารัฐบาลเวียดนามรวมทั้งชาวเวียดนามให้ความสำคัญกับอดีตผู้นำคนนี้เพียงใด )

ระบอบกษัตริย์ของเวียดนามมีมายาวนานเช่นเดียวประเทศอื่นๆทางแถบอินโดจีน ซึ่งรวมถึงไทยด้วย แต่ราชวงศ์ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดก็คงเป็นราชวงศ์ เหงียน (หรือราชวงศ์หงวน หรือ เหวียน ) และเป็นราชวงศ์ที่คนไทยจะคุ้นเคย เพราะปฐมกษัติย์ของราชวงศ์เหงียน มีชื่อว่าจักรพรรดิยาลอง ก็คือ องเชียงสือ รัชทายาทของราชวงศ์เหงียน ที่เคยมาขอพึ่งบรมโพธิสมภารในปลายรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2326 และพำนักเรื่อยมาจนถึงสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ อันเนื่องจากญวนหรือเวียดนามในขณะนั้นเกิดกบฏภายใน เรียกว่า กบฏไตเชิน ที่ยึดเมืองไซ่ง่อน  องเชียงสือ ซึ่งเป็นเชื้อสายราชวงศ์เหงียนและเป็นเจ้าเมืองไซ่ง่อนในขณะนั้นไม่สามารถต้านทานได้ จึงหนีมาพึ่งไทย

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ โปรดให้ยกทัพไปตีช่วยองเชียงสือตีเมืองญวนถึงสองครั้ง ในปี พ.ศ. 2326 และ พ.ศ. 2327 แต่ทำการไม่สำเร็จ ต่อมาองเชียงสือเห็นว่าไทยไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ ในปีพ.ศ. 2330 จึงได้หลบหนีออกจากพระนครไปพร้อมกับพวกญวนที่ตามมาในครั้งกระนั้นอีกหลายร้อยคน เพื่อไปกู้บ้านเมืองของตน การณ์ครั้งนั้นได้รับการสนับสนุนจากไทย และทหารอาสาสมัครจากชาติตะวันตก ได้แก่ ฝรั่งเศส อังกฤษ ไอริช จนทำลายทัพเรือของพวกไตเซินลงในปี พ.ศ. 2335

เมื่อจัดการกบฏที่เมืองไซ่ง่อนได้สำเร็จแล้วก็จัดระเบียบการปกครองญวนใต้ให้มั่นคง แล้วยกทัพไปตีเมืองเว้ เมื่อปี พ.ศ. 2343 หลังจากนั้นจึงได้รวบรวมเมืองสำคัญๆของเวียดนามให้เป็นเป็นปึกแผ่น แล้วจึงสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ที่เมืองเว้ หรือพระเจ้าจักรพรรดิ์แห่งอาณาจักรเวียดนาม เมื่อปี พ.ศ. 2345 เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เหงียน มีพระนามว่า จักรพรรดิยาลอง ( Gai Long)

หลังจากกษัตริย์ยาลองสถาปนาเมืองเว้เป็นราชธานีแล้ว ได้ทรงสร้างพระราชวังขึ้นบนเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ณ ใจกลางเมืองเว้ เมื่อปี พ.ศ. 2348 แต่มาแล้วเสร็จในสมัยจักรพรรดิ์ มินหม่าง (Minh Mang ) ใน พ.ศ. 2375 รวมระยะเวลาก่อสร้างถึง 27 ปี

พระราชวังไดโน้ย (Dai Noi) สร้างตามความเชื่อแบบจีน โดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง ซึ่งจำลองแบบมาจากพระราชวังกู้กงหรือพระราชวังต้องห้ามที่ยิ่งใหญ่ของกรุงปักกิ่งประเทศจีน และการก่อสร้างพระตำหนักต่างๆรวมถึงกำแพงรอบพระราชวังทั้งหมด ได้นำอิฐมาจากประเทศฝรั่งเศสโดยทางเรือ

คำว่าพระราชวังต้องห้าม ไกด์อธิบายว่า ภายในพระตำหนักชั้นในสุด จะเป็นเขตพระราชฐานสำหรับราชวงศ์เท่านั้น ห้ามบุคคลที่ไม่ใช่เครือญาติของกษัตริย์เข้าไปเด็ดขาด หรือหากเข้าไปแล้วก็จะไม่มีสิทธิ์ออกมาภายนอกได้ คนทั่วไปจึงเรียกพระราชวังแห่งนี้ว่าพระราชวังต้องห้าม เหมือนกับที่คนจีนเรียกพระราชกู้กงว่าพระราชวังต้องห้ามเช่นเดียวกัน

พระราชวังไดโน้ย มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ล้อมรอบด้วยคูน้ำขนาดใหญ่ทั้งสี่ด้าน (คล้ายกับพระราชวังสวนจิตรลดา) มีกำแพงอิฐขนาดใหญ่ถึง 3 ชั้น กำแพงชั้นนอกมีความยาวตลอดแนว 11 กิโลเมตร หรือยาวด้านละ 2.5 กิโลเมตร สูง 6 เมตร หนา 2 เมตร มี 11 ประตู มี 24 ป้อมปราการ มีเนื้อที่ประมาณ 5 ตารางกิโลเมตร และพระราชวังแห่งนี้ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์ในราชวงศ์เหงียนมาทุกพระองค์ ตั้งแต่จักรพรรดิยาลอง องค์ที่ 1 จนถึงจักรกรพรรดิเบ่าได๋ กษัตริย์องค์สุดท้าย องค์ที่ 13 ซึ่งทรงสละอำนาจให้กับรัฐบาลของประธานาธิบดีโงดินห์เดียม เมื่อปี พ.ศ. 2488 (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 8 ของราชวงศ์จักรี)

เวียดนามใช้นโยบายต่อต้านการเผยแพร่คริสต์ศาสนาของชาติตะวันตกในสมัยราชวงศ์เหงียนตอนต้น มีการจับกุมและประหารชีวิตบาทหลวงชาวตะวันตกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงชาวเวียดนามที่นับถือคริสต์ศาสนา

จนถึงรัชกาลจักรพรรดิองค์ที่ 4 คือจักรพรรดิตึดึ๊ก ทรงต่อต้านชาวคริสต์อย่างรุนแรง จนในที่สุดบาทหลวงชาวฝรั่งเศสต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลของตนให้ช่วยคุ้มครอง เหตุการณ์ครั้งนั้นได้สร้างความไม่พอใจให้กับฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก กษัตริย์นโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศสจึงส่งเรือรบเข้ามาปิดล้อมอ่าวดานัง ในปี พ.ศ. 2401 (ห่างจากเมืองเว้ราว 108 กม. หรือสถานที่เดียวกันกับสหรัฐอเมริกาเคยยกพลขึ้นบกในสมัยสงครามเวียดนาม) และยึดเวียดนามได้ในปี 2403 (ค.ศ.1860)

นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำฝรั่งเศสเข้ามามีัอำนาจเหนือประเทศเวียดนาม นับเป็นเวลาถึง 97 ปี (พ.ศ.2401 – 2498)

เมื่อกองทัพฝรั่งเศสบุกขึ้นฝั่งที่เมืองดานังแล้ว จากนั้นก็บุกตีดินแดนภาคใต้ของเวียดนาม จนจักรพรรดิตึดึ๊กยอมสงบศึกและมอบดินแดนภาคใต้ 6 จังหวัดให้แก่ฝรั่งเศส

จักรพรรดิห่ามงี และประชาชนชาวเวียดนามพยายามปกป้องประเทศไม่ให้ฝรั่งเศสเข้ายึดในพื้นที่ส่วนที่เหลือ แต่ก็ไม่สามารถต้านทานได้ ในที่สุด ปี พ.ศ. 2428 (ตรงกับสมัย รัชกาลที่ 5 ของราชวงศ์จักรี ) กองทัพฝรั่งเศสก็บุกเมืองเว้ และยึดพระราชวังได้สำเร็จ พร้อมกับเนรเทศจักรพรรดิห่ามงีออกไปอยู่แอลจีเรีย ประเทศในอาณานิคมของฝรั่งเศส

หลังจากเวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสอย่างสมบูรณ์แล้ว ฝรั่งเศสได้เข้ามาจัดระเบียบการปกครองใหม่ ส่วนสถาบันกษัตริย์นั้นยังคงมีสถานะเช่นเดิม เพียงแต่การแต่งตั้งสถาปนาจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลฝรั่งเศส ทำให้ระบอบกษัตริย์ในเวียดนามเริ่มขาดความมั่นคง กษัตริย์บางองค์ก็เป็นเพียงหุ่นเชิดของฝรั่งเศส ทำหน้าที่เพียงลงพระนามและประทับตรากฏหมายเพื่อใช้ในการปกครองประเทศ

พระราชวังเมืองเว้ หรือพระราชวังไดโน้ย ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการบุกยึดของกองทัพฝรั่งเศส ทั้งถูกกระสุนปืนใหญ่ และถูกเผา จนเหลือพระตำหนักที่สำคัญๆเพียงไม่กี่หลัง พอมาถึงสมัยสงครามเวียดนามก็ถูกกองทัพสหรัฐเข้าไปกวาดล้างพวกเวียดกง หรือฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่ซ่องสุมอยู่ในเขตพระราชวังเก่า จนพระราชวังกลายเป็นสมรภูมิ ต่างฝ่ายก็ใช้กำแพงวังหรือตำหนักต่างๆเป็นเกราะกำบัง และยิงต่อสู่กันจนทำให้ได้รับความเสียหายยับเยิน

พระราชวังแห่งนี้ถูกทิ้งร้างมาเป็นระยะเวลาเนิ่นนานนับจากจักรพรรดิเบ่าใด๋ หรือจักรพรรดิองค์ที่ 13 องค์สุดท้ายของราชวงศ์เหงียน สละราชสมบัติ และเสด็จลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ หลังจากถูกประธานาธิบดีโงดินห์เดียมโค่นล้มเมื่อปี พ.ศ. 2498 (ตรงกับสมัยรัชกาล ที่ 9)

หลังสงครามเย็นผ่านพ้นไปแล้ว รัฐบาลจึงเริ่มให้ความสำคัญ และหันมาบูรณะเพื่อให้พระราชวังแห่งนี้มีสภาพสมบูรณ์อีกครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากองค์การยูเนสโก พร้อมกับให้เงินสนับสนุนในการบูรณะซ่อมแซม

จากพระราชวังที่ถูกปล่อยให้รกร้างจนชาวบ้านเข้ามาทำนา เลี้ยงสัตว์ หรือปลูกผักทำการเกษตร ก็ค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาตามลำดับ กลายเป็นสิ่งดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากต่างชาติเข้ามาเยี่ยมชมไม่ขาดสาย และเป็นสถานที่เชิดหน้าชูตาของชาวเมืองเว้

ในวันที่เข้าชมพระราชวังแห่งนี้ เรียกว่าโชคไม่ดีเพราะฝนตกลงมาตลอดเวลาทั้งที่เป็นช่วงต้นเดือนเมษายน ปี 2550 ขณะที่เมืองไทยเรายังเป็นฤดูร้อน และเป็นปีที่ร้อนอบอ้าวมาก แต่สำหรับเมืองเว้ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเวียดนามกลาง ใกล้กับเส้นขนานที่ 17 กลับเป็นช่วงเวลาที่อากาศเย็นสบาย และมีฝนเป็นส่วนใหญ่ ระหว่างเดินทางจะเห็นทุ่งนาเขียวตลอดเส้นทาง การท่องเที่ยวในยามฝนตกจึงค่อนข้างลำบากสำหรับนักท่องเที่ยว ทำให้พลาดชมพระตำหนักหลายแห่งในเขตพระราชวังต้องห้ามนี้ โดยเฉพาะพระตำหนักไทฮวา ซึ่งเป็นเป็นท้อง
พระโรงขนาดใหญ่ และเป็นตำหนักที่กษัตริย์จะเสด็จประทับเมื่อมีการเข้าเฝ้าของราชวงศ์หรือขุนนาง

ในสมัยนั้นเวลาเข้าเฝ้าจะทำการแต่ตอนกลางคืนก่อนเช้าตรู่หรือก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ในเวลาประมาณ ตี 2- ตี 4 เท่านั้น อีกทั้ง กษัตริย์ทั้ง 13 พระองค์ของราชวงศ์เหงียนจะทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ตำหนักไทฮวาแห่งนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ตำหนักไทฮวายังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติเวียดนาม คือ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ตำหนักนี้ใช้ป็นที่ประกาศสละราชสมบัติหรือสละบัลลังก์ขององค์กษัตริย์บ่าวได๋ องค์กษัตริย์สมัยที่ 13 หรือกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เหงียน ซึ่งเป็นลูกชายของกษัตริย์องค์ที่ 12 คือ กษัตริย์ขายดิก และวันนั้นก็ถือเป็นวันสิ้นสุดการปกครองระบอบกษัตริย์ของเวียดนาม

พระราชวังต้องห้ามถือเป็นไฮไลท์สำคัญของรายการเที่ยวเมืองเว้ เนื่องจากพื้นที่ภายในมีความกว้างขวางใหญ่โตและต้องใช้เวลานานในการเข้าเดินชม เมื่อข้ามสะพานผ่านประตูวังขนาดมหึมาแล้วก็เห็นลานกว้าง ดูแล้วใหญ่โตกว่าลานพระรูปบ้านเรา และตำหนักแต่ละแห่งก็ห่างกันค่อนข้างมาก แต่วันนี้ถือว่าซวย.....ฝนตกครับ ได้แต่นั่งดูสายฝนไปพลางๆ

ไกด์บอกว่าเนื่องจากพระราชวังนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเว้ และมีพื้นที่กว้างขวาง รวมทั้งมีประตูเข้าออกนับสิบๆประตู ชาวบ้านจึงใช้พระราชวังนี้เป็นทางผ่านออกไปสู่ฝั่งตรงข้ามได้เป็นปกติ ต่างกับบ้านเราที่จะกำหนดเขตพระราชวัง ไม่ว่าจะเป็นวังเก่าหรือวังใหม่ ก็ถือเป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาด ทำให้นึกถึงว่าความศรัทธาต่อระบอบกษัตริย์ในเวียดนามนี้สูญสลายไปจากจิตใจคนเวียดนามไปหลายสิบปี ต่างกับสถาบันกษัตริย์ของไทยที่มีความเหนียวแน่นมั่นคงมาตั้งแต่ครั้งประวัติศาสตร์ ทำให้ประชาชนและสถาบันกษัตริย์มีความเป็นปึกแผ่น

สรุปว่าความรู้สึกของตนเวียดนามที่มีต่อกษัตริย์แทบไม่มีความหมายอะไรเลย ผิดกับประเทศไทยที่ประชาชนต่างเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับประชาชน จะมีแต่บุคคลบางกลุ่มบางพวกเท่านั้นที่พยายามจะลดความน่าเชื่อถือ หรือคิดล้มสถาบันกษัตริย์ ตามที่เป็นข่าวอยู่เนืองๆ ทำให้เป็นห่วงว่าอนาคตจะมีคนไทยเป็นจำนวนมาก ถูกปลูกฝังให้เกลียดชังสถาบันกษัตริย์โดยไม่รู้ตัว เช่น รวมกลุ่มกันไปบุกบ้านป๋าเปรม ซึ่งเป็นถึงประธานองค์มนตรี เพื่อให้มีผลกระทบถึงเบื้องสูง หรือพูดจาจาบจ้วง เช่นเดียวกับนายจักรภพ เพ็ญแข แนวร่วมกลุ่มทักษิณ และอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาอยู่ในขณะนี้ ซึ่งคำพูดจาบจ้วงที่ได้รับการเปิดเผยต่อทางโทรทัศน์นั้น มีความชัดเจนจนไม่ต้องมาตีความ หรือแปลไทยเป็นไทยกันอีก เหมือนกับที่กลุ่มพรรคพวกเดียวกันพยายามจะตะแบงให้เป็นอย่างอื่น
และในอนาคตอันใกล้นี้คาดหมายได้เลยว่า จะมีการดูหมิ่นสถาบันในรูปแบบต่างๆอย่างต่อเนื่องและค่อยๆรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

เขียนเรื่องกษัตริย์เวียดนาม แล้วมาจบลงที่สถาบันกษัตริย์ไทยเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่า มีแต่ประเทศไทยนี่แหละที่ประชาชนคนไทยยังพร้อมใจกันรักษาสถาบันกษัตริย์ให้เป็นมิ่งขวัญแก่ประเทศชาติ เหมือนมีสิ่งศักดิ์ที่ล้ำค่า สถิตย์อยู่ในจิตใจของคนทั้งไทยประเทศ

ขณะเดียวกันคนไทยทุกคนก็ไม่ควรตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนที่พยายามปลุกปั่นให้คนไทยไขว้เขวในเรื่องนี้ ที่พยายามหาจุดมาโจมตีสถาบันกษัตริย์ู่ตลอดเวลา ซึ่งมีแนวร่วมเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่ากำลังตกเป็นเครื่องมือทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว หากคนกลุ่มนี้ขยายแนวร่วมมากเท่าใด ก็จะเป็นอันตรายต่อสังคมไทยที่เคยยึดมั่นต่อระบอบกษัตริย์มากขึ้นเท่านั้น

และเมื่อถึงวันนั้น ประเทศไทยอาจถึงจุดเปลี่ยน ระหว่างกลุ่มคนที่ยังคงให้สถาบันกษัตริย์เป็นอยู่เช่นทุกวันนี้ และกลุ่มคนที่ไม่ต้องการให้พระมหากษัตริย์ มีบทบาททางการเมืองการปกครองของประเทศอีกต่อไป เช่น ในอนาคตอาจแก้กฏหมายลดทอนพระราชอำนาจเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยของกฏหมายรัฐธรรมนูญ หรือกฏหมายอื่นๆ ดังนั้นอำนาจในทางรัฐสภาจึงเป็นความต้องการของกลุ่มบุคคลที่มุ่งประสงค์ร้าย และใช้เป็นช่องทางเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มของตนเองต่อไป

หรือใครอยากจะเห็นการสละพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทยอีกเป็นครั้งที่สอง นับจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯทรงสละพระราชอำนาจมาแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2475




เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
30 กรกฏาคม 2551




 
คลิกดูภาพเที่ยวเวียดนามใต้ เว้-ดานัง- ฮอยอัน
1 ประตูอินโดจีน
2 แม่น้ำแห่งสงคราม
3 ล่องเรือมังกร
4 สุสานไคนดินงห์
5 เมื่องเว้ (Hue)
6 วัดเทียนมู่
7 วังจักรพรรดิ์
8 สู่ดานัง
9 พิพิธภัณฑ์จาม
10 ฮอยอัน
11 ฮอยอันราตรี
12 ตลาดฮอยอัน
13 เมืองมรดกโลก
14 หมู่บ้านแกะสลัก
15 อำลาเมืองเว้
16 วัดพระธาตุอิงฮัง    
   
 
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ คลิก