Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว    Home > Outbound Tour > Vietnam 9
ค้นหาคำในเว็บ ได้ทั้งภาษาไทย และ อังกฤษ  

 
 
Outbound Gallery : ภาพชุดเที่ยวต่างแดน Click > South Lao : Vietnam : Malaysia : Burma : Cambodia
Main Menu
 


Photo Gallery

Tour & Travel
Ciity tour
Royal Photos
Flowers & Nature
Events
Outbound Tour

Articles
About Tour
Today talk

Free Photos
Wallpapers
View & Landscape
Flowers
King Photo

Services
Free members
Free Advertize
Photo services
Wedding / Events /More

Others
Portrait Photos
Tip & Technic
Good Books


แกลลอรี่ภาพ
ภาพท่องเที่ยว
ภาพในเมือง
ภาพในหลวงและพระราชพิธี
ภาพดอกไม้และธรรมชาติ
ภาพเหตุการณ์
ภาพท่องเที่ยวในต่างแดน

บทความ
บทความท่องเที่ยว
บทความทั่วไป

ฟรีดาวน์โหลดภาพ
ฟรีภาพวอลเปเปอร์
ภาพวิว ทิวทัศน์
ภาพดอกไม้
ภาพในหลวง
การ์ดปีใหม่ และภาพอื่นๆ
.

 
 
เวียดนามตอนที่ 9 เมืองดานัง เมืองท่าสำคัญของเวียดนามตอนใต้ ชมพิพิธภันฑ์จาม (จำปา) ยุคเดียวกับขอมโบราณ   อ่านต่อ
ดูเวียดนามชุดอื่นๆ  Click >
(52 ภาพ )
แผนที่ประเทศเวียดนาม ( 52 Photos )
 
   
 

เวียดนามตอนที่ 9 บรรยากาศเมืองดานัง ชมพิพิธภัณฑ์จาม
(บันทึกการเดินทางเมื่อเดือน เมษายน 2550)                     

 
 



จากทัวร์เวียดนามตอนที่ 8 มาจบลงตรงที่ลงจากอุโมงค์ ไฮเวิน (Hai van Tunnel) หรือถนนที่เจาะลอดภูเขาไฮเวิน ซึ่งเป็นกำแพงกั้นระหว่าง เมืองเว้ และ ดานัง เป็นการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 1 ให้ร่นระยะทางลง จากทางเดิมที่คดคี้ยวอยู่บนเขา และเป็นอันตรายสำหรับผู้ขับขี่ ไกด์บอกว่าเมื่อก่อนใครจะผ่านเขาลูกนี้ ต้องมีการตรวจสอบอากาศกันทุกครั้ง เพราะถนนลื่นยามฝนตก หรือมีเมฆหมอกหนา

เรามาถึงดานังในช่วงราว 3 โมงเย็น ท้องฟ้าโปร่ง มีแดดจัดจ้าน ต่างกับฝั่งตรงข้ามของภูเขาที่มีฝนตกเกือบตลอดเวลา แต่เมื่อลอดถ้ำทะลุภูเขาที่เป็นกำแพงกันนี้แล้ว ทุกอย่างก็ดูแตกต่างกันอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ

เมืองดานัง เป็นเมืองท่าสำคัญสำหรับเรือสินค้าที่เดินทางมาจากทะเลจีนใต้ และจากบริเวณอ่าวตังเกี๋ยของจีน เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเรือที่สำคัญมาตั้งแต่ย้ายท่าเรือมาจากเมืองเก่าฮอยอัน

่ก่อนที่อ่าวดานังจะกลายเป็นเมืองท่าของเวียดนามตอนกลาง มีเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งที่อยู่ห่างจากดานังไปราว 30 กิโลเมตร ชื่อ เมืองฮอยอัน เมืองนี้เป็นเมืองท่าเก่าแก่สมัยที่มีการติดต่อค้าขายกับชาติยุโรป เช่นโปรตุเกส อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน และเอเชียใต้
แต่ต่อมาได้เกิดตะกอนทรายตรงบริเวณปากแม่น้ำดูบง (Thu Bon) เรือขนาดใหญ่ไม่สามารถผ่านมาได้ จึงได้ย้ายท่าเรือมาอยู่ที่อ่าวดานัง

อ่าวดานังกับจุดยุทธศาสตร์ทางทหารสมัยฝรั่งเศส
พ.ศ. 2401 หรือราว 150 ก่อน พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ของฝรั่งเศส ได้ส่งกองทัพเรือมาเปิดล้อมอ่าวดานัง และยึดเมืองดานังไว้ได้ พร้อมกับตั้งชื่อเมืองนี้ใหม่ว่า ตูราน (Tourane) นับเป็นจุดเริ่มต้นของการล่าอาณานิคมทางแถบอินโดจีนลงไปถึงลาวและเขมรในเวลาต่อมา

เหตุผลที่ยึดเมืองนี้ ฝรั่งเศสอ้างว่า นักบวช หรือพวกมิชชั่นนารีคาทอลิกชาวฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามาเผยแพร่ศาสนา ถูกชาวเวียดนามฆ่าตายไปหลายคน และทางการก็ไม่สามารถจัดการได้ ต่อมาฝรั่งเศสรุกคืบเข้าตีเมืองต่างๆของเวียดนาม จนกระทั่งตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ในอีก 2 ปีต่อมา

คำว่า ตูราน Tourane หากใครไปเที่ยวเมืองดานัง ก็อาจเห็นชื่อนี้ปรากฏอยู่ตามสถานที่ต่างๆหลายแห่ง เช่นชื่อโรงแรม และภัตตาคาร เป็นต้น

อ่าวดานังกับจุดยุทธศาตร์การรบ สมัยสงครามเวียดนาม
อ่าวดานังเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อกองทัพเรือสหรัฐพร้อมนาวิกโยธินชุดแรกจำนวน 3500 นาย ยกพลขึ้นบกเมื่อพ.ศ. 2508 (ค.ศ. 1965 ) ตามคำร้องขอของรัฐบาลเวียดนามในสมัยนั้น ขณะกำลังเพลี่ยงพล้ำจากกองกำลังเวียดมินห์ หรือพวกเวียดกง ของเวียดนามเหนือ ซึ่งกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากประเทศเวียดนามถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ ตามสนธิสัญญาที่กรุงเจนีวา เมื่อปี พ.ศ. 2497 หรือหลังจากที่กองกำลังของโฮจิมินห์ชนะการต่อสู้กับฝรั่งเศส

การยกพลขึ้นบกของกองเรือสหรัฐทางภาคพื้นแปซิฟิค ซึ่งรวมทั้งมีเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ Enterprise รวมอยู่ด้วยนั้น จึงถือว่าเป็นการกระโจนเข้าสู่สงครามเวียดนามแบบเต็มตัว ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องประเทศเวียดนามใต้ และประเทศอื่นๆทางแถบอินโดจีน (ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย) ให้รอดพ้นการรุกรานจากพวกเวียดกง และประเทศคอมมิวนิสต์ รัสเซีย - จีนแดง

เมืองดานัง นับแต่ปี คศ. 1965 เป็นต้นมา ก็กลายเป็นฐานปฏิบัติการของสหรัฐ ร่วมกับพันธมิตรนาโต้ (NATO - ประเทศพันธมิตรทางภาคพื้นยุโรป) และพันธมิตรจากเอเชียใต้ (SEATO) มีทหารจากหลายประเทศถูกส่งเข้ามาประจำการตามฐานต่างๆราว 200,000 – 300,000 นาย

ดานัง อาจเรียกว่าเป็นรัฐๆหนึ่งของอเมริกาในสมัยนั้น เป็นแหล่งขุดทองของชาวเวียดนาม(ใต้) ที่หลั่งไหลกันมาหางานทำ ทำให้ประชากรเมืองนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ต่างกับพัทยาในบ้านเรา ที่เจริญเติบโตจนเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ก็มีจุดเริ่มต้นจากทหารอเมริกันเช่นกัน


พัทยา - ดานัง หัวอกเดียวกัน
ี่ทหารสหรัฐและหน่วยพลเรือนจากสหรัฐ เข้ามาปฏิบัติการอยู่ที่ฐานทัพอู่ตะเภา หรือสนามบินอู่ตะเภา อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี หลังสงครามเวียดนามเริ่มต้นขึ้นไม่นาน โดยสหรัฐใช้ไทยเป็นฐานทัพของกองกำลังทางอากาศ ซึ่งกระจายอยู่ตามต่างจังหวัดด้วย เช่นที่สนามบินตาคลี นครสวรรค์ สนามบินอุดรธานี ฯลฯ แต่ที่สนามบินอู่ตะเภาใช้เป็นฐานปฏิบัติการของเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดยักษ์ด้วย มีชื่อว่า B52 หากใครเห็นภาพเครื่องบินนี้จากภาพข่าว ก็ต้องบอกว่าบินมาจากสนามบินอู่ตะเภาในบ้านเรา

พัทยา เติบโตมาแบบไล่ๆหลังเมืองดานังไม่นานนัก ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ที่พัก บ้านเช่า ห้องเช่า อบายมุข ซ่อง โสเภณี ไนท์คลับ และแหล่งบันเทิงอื่นๆ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีเงินสะพัดมหาศาล ในทางตรงข้ามก็ทำให้สังคมเสื่อมถอยจนประมาณค่าไม่ได้ มีผลกระทบตามมามากมายเช่นเด็กหัวดำไม่มีพ่อ ที่เรียกว่าข้าวนอกนาในสมัยนั้น รวมไปถึงอาชีพโสเภณีที่เฟื่องฟู จนลามมาถึงกรุงเทพในย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ทั้งอาบอบนวด คลับบาร์ เต็มไปหมด กลายเป็นค่านิยมที่ทำให้เกิดอาชีพขายลูกสาวของคนทางภาคเหนือ เช่นที่อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดเชียงราย และอีกหลายท้องที่ในภาคเหนือ บางแห่งก็ขายลูกสาวกันทั้งหมู่บ้าน จนมีคำเรียกว่า"ตกเขียว" หรือดูตัวและวางมัดจำกันกันตั้งแต่วัยเด็ก พอโดจนถึงวัยขบเผาะก็จะมารับไปทำงานที่กรุงเทพ

่เมื่อสงครามเวียดนามสิ้นสุดลง ดานังก็กลับสู่สถานะภาพเดิม มีแต่พัทยาเท่านั้นที่กู่ไม่กลับ และกลายเป็นแหล่งบันเทิงระดับโลกต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

พิพิธภันฑ์จามที่เมืองดานัง ( Da Nang Museum of Cham Sculpture)
จาม ( Cham) หรือจัมปา(จามปา) ( Champa) เป็นแหล่งรวบรวมวัตถุโบราณที่สำคัญในสมัยที่ อาณาจักรจาม เคยมีความรุ่งเรืองอยู่ในดินแดนแถบตอนกลางของเวียดนาม ได้แก่ เมืองเว้ เมืองดานัง และเมืองใกล้เคียงอื่นๆ วัตถุโบราณที่รวบรวมมาไว้ที่นี้มีจำนวนถึง 300 ชิ้น และเป็นพิพิธภันฑ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก

จาม หรือ จำปา หรือแขกจาม ที่คนไทยสมัยก่อนเรียกกัน เริ่มมีมาเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 7 -20 สันนิษฐานว่าเป็นพวกแขกฮินดู หรือแขกพราห์ม ที่มาจากประเทศอินเดียในสมัยหลังพุทธกาล ต่อมามีการค้าขายกับพวกมลายูที่เป็นชนชาติอาหรับ จึงได้เปลี่ยนมานับถืออิสลาม

อาณาจักรจำปา เป็นอาณาจักรเก่าแก่ เกิดหลังอาณาจักรฟูนันไม่ถึง 100 ปี (ฟูนัน หรือ ฟูนาน เกิดขึ้นราว พุทธศตวรรษที่ 6 -11 มีศุนย์กลางอยู่ที่แถบลุ่มแม่น้ำโขง ในเวียดนามตอนใต้ และบางส่วนของดินแดนกัมพูชาในปัจจุบัน)

เมื่ออาณาจักรฟูนันเสื่อมลงราว พ.ศ. 1100 จากนั้นชนชาติฟูนันบางส่วนก็สลายกลายเป็นอาณาจักรขอมในเวลาต่อๆมา (อาณาจักรขอมเริ่มต้นราว พ.ศ. 1100 ในยุคของ Pre Angkor หรือขอมยุคแรก )

และเนื่องจากชนชาติจามสืบทอดมาเป็นเวลานานถึงพันกว่าปี และแผ่อาณาจักรลงมาถึง ลาว และ กัมพูชา ทำให้เกิดศึกสงครามระหว่าง พวกจาม กับ พวกขอม อยู่หลายครั้ง ตามภาพหินสลักการรบทางเรือที่กำแพงปราสาทบายน และ ภาพสลักการเดินทัพที่กำแพงปราสาทนครวัด ของกัมพูชา และในภาพสลักนูนต่ำที่นครวัดนั้น ยังมีภาพกองทหารจากสยามไปช่วยขอมรบกับพวกจามถึงดินแดนเวียดนามด้วย ซึ่งขอมเรียกพวก สยำ กุก ( เสียมกุก ) แต่ทางไทยเราสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นทหารรับจ้างมากว่า เพราะเดินทัพไปอย่างไม่เป็นระเบียบ และมีท่าทางร่าเริง

พิพิธภัณฑ์จามในเมืองดานัง เป็นที่รวบรวมโบราณวัตถุของพวกจามไว้มากที่สุด และมีอยู่เพียงแห่งเดียวในภูมิภาคนี้ โดยมีนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสเป็นออกทุนก่อสร้างเมื่อปี ค.ศ.1915 หรือ พ.ศ.2458 (สมัยที่เวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส)

งานศิลปะของจาม หากมองผ่านๆจะคล้ายกับศิลปะของขอม เช่นหินสสักเทวรูป พระศิวะ และศิวลึงค์ เช่นเดียวกับ นครวัด -นครธม แต่ภาพสลักหินของจาม ดูจะมีความละเอียดอ่อนมากกว่า บางชิ้นดูคล้ายกับทำด้วยโลหะ มากกว่าเป็นหินแกะสลัก เพราะมีลวดลายที่ละเอียดมาก

มีเทวรูปอยู่ชิ้นหนึ่งเป็นเทวรูปนั่งองค์ใหญ่ เป็นการนำหินที่แตกหักเป็นชิ้นใหญ่ๆมาประกอบกันให้เป็นรูปร่าง แต่ส่วนที่เป็นศรีษะขาดหายไป เทวรูปองค์นี้ดูลักษณะแล้วน่าจะเป็นพระพุทธรูป ตามแบบพุทธ เพราะดูคล้ายนุ่งจีวร สันนิษฐานว่าในยุคแรกๆที่เข้ามาตั้งรกรากนั้น เป็นพวกจามที่นับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน ต่อมาได้เปลี่ยนมานับถือพราห์มฮินดู ตามอิทธิพลของขอม และสุดท้ายได้หันมานับถืออิสลาม จากการที่ติดต่อค้าขายกับแขกอาหรับทางแหลมมลายู และเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย

หากพิจารณาดูงานศิลปะของพวกจามที่มีอารยะธรรมมานับพันๆปี (พุทธศตวรรศที่ 6 -20 ) จะเห็นว่า สะท้อนถึงความการเปลี่ยนแปลงในการนับถือศาสนาได้อย่างชัดเจนว่า มีทั้งพุทธ พราห์ม-ฮินดู และอิสลาม

จามกับสยามประเทศ
ในพุทธศตวรรษที่ 17 อาณาจักรจามปาได้ถูกกองทัพของพระเจ้าไชยวรมันที่ 2 กษัตริย์ขอมเข้าโจมตี และต่อมาใน พ.ศ. 1856 พ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัยได้ให้กองทัพสยามยกทัพเข้าโจมตี และ พ.ศ. 2014 อาณาจักรจามปาได้ถูกกษัตริย์ราชวงศ์เลของเวียดนามยกกองทัพเข้าตียึดราชธานีคือ เมืองวิชัย (เมืองบิญดิ่ญ)ได้ การทำสงครามกับเวียดนามครั้งนี้ชาวจามเสียชีวิต 60,000 คน และถูกจับเป็นเชลยอีก 30,000 คน จึงทำให้อาณาจักรจามปาสิ้นสูญความเป็นชาติไป โดยถูกญวนครอบครอง และชาวจามบางส่วนได้พากันอพยพหนีเข้ามาในอาณาจักรสยาม โดยเข้ามารับราชการเป็นทหารอาสาจามในกองทัพสยามสมัยอยุธยา ทหารอาสาจามนี้มีบทบาทในการรบหลายครั้ง ส่วนใหญ่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านเรือทะเล โดยรับหน้าที่เป็นพนักงานกำปั่นหลวงมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ปัจจุบันคนไทยเชื้อสายจามที่นับถือศาสนาอิสลามนั้นยังเหลืออยู่ที่ ชุมชนบ้านครัว หลังตลาดเจริญผล เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

ในพิพิธภัณฑ์จาม มีสิ่งที่สร้างความน่าแปลกให้กับนักท่องเที่ยว ก็คือไม่มีการห้ามถ่ายภาพ ซึ่งแตกต่างจาก Museum ทั่วไป นักท่องเที่ยวจึงสามารถถ่ายภาพได้ในทุกซอกทุกมุม น่าจะเรียกว่าเป็นความใจกว้างของผู้ดูแลสถานที่ก็ว่าได้ ซึ่งแน่นอนว่าภาพถ่ายจากผู้ที่มาชมจะช่วยประชาสัมพันธ์ไปในตัว นอกจากนี้ก็ให้ช่างแกะสลักหิน นำภาพที่ถ่ายนี้ไปเป็นต้นแบบ สลักหินทรายให้เหมือนของจริง เพื่อจำหน่ายเป็นการค้าได้อีกด้วย (จะมีภาพให้ดูภายหลัง)

เรื่องนี้บ้านเราน่าจะลองคิดดูว่าทำได้หรือไม่ หรือห้องไหนมุมไหนควรเปิดให้ถ่ายภาพได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นในบ้านเรามักจะถูกห้ามในทุกแห่งทีมีคำว่า "พิพิธภัณฑ์ " ก็ไม่ทราบว่าเราหวง หรือกลัวเกินเหตุ

ในเวียดนามหลายแห่งไม่ว่าจะเป็นพระราชวังต้องห้ามที่เมืองเว้ หรือที่อื่นๆ ส่วนใหญ่แล้วแทบไม่มีหารห้ามถ่ายภาพ ที่จำได้ก็มีห้องท้องพระโรงซึ่งเป็นที่ประทับในเขตพระราชวังต้องห้ามเพียงห้องเดียวเท่านั้น ส่วนที่สุสานจักรพรรดิไคดิงห์ ก็ไม่มีการห้าม แถมไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ดูแลแม้แต่คนเดียว

พิพิธภันฑ์จาม ที่เมืองดานัง เป็นอาคารสองชั้นแบบเปิดโล่ง ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมายนัก แต่ไม่น่าเชื่อว่ามีผู้เข้าชมปีละนับล้านคน (ล้านคน ย้ำอีกที) ค่าบัตรเข้าชมคนละ 30,000 ดอง หรือประมาณ 66 บาท ตกมีรายได้ปีละ 66 ล้านบาท ไม่น้อยเลยนะครับ

บ้านเรายังมีแนวความคิดค่อนข้างอนุรักษ์เกินไป บรรดาพิพิทธภันฑ์ที่มีอยู่มากมาย จึงไม่ต่างกับอาคารร้างที่แทบไม่มีใครเข้าไปชม ถึงมีก็น้อยเต็มที (ผมคนหนึ่งละที่ไม่ชอบไปเที่ยว เพราะไม่สามารถถ่ายภาพมาให้คนอื่นเห็นได้)

ดานังเป็นเมืองใหญ่อันดับ 5 ของเวียดนาม เป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศเวียดนามตอนกลาง และมีโรงงานอุตสาหกรรมราว 3 -4 พัน แห่ง ดานังเป็นแหล่งค้าขายอาหารทะเลที่มีชื่อของเวียดนาม และในเมืองดานังก็มีภัตตาคารซีฟู้ดอยู่หลายแห่ง ปัจจุบัน (ปี 2550) รัฐบาลได้จัดโซนให้เอกชน และนักลงทุนต่างชาติ เข้าไปกิจการภัตตาคารร้านอาหารอยู่ติดริมทะเล เป็นระยะทาง ยาวหลายกิโลเมตรบนบนถนนสายใหม่เลียบอ่าวดานัง พื้นที่บริเวณนี้เตรียมไว้สำหรับสำหรับนักลงทุนให้มาลงทุน ด้านอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ รองรับการขยายตัวในอนาคต

ในทริปของเรานี้ก็มีโอกาสได้ทานอาหารทะเลมื้อกลางวันในตอนขากลับ(จากฮอยอัน) ณ ภัตตาคาร 4 U (หรือ Four U) ซึ่งเป็นภัตตาคารที่มีชื่อที่สุดของเมืองดานัง ชนิดที่ใครมาถึงเมืองนี้แล้วไม่ได้มาร้านนี้ ก็ถือว่ายังมาไม่ถึงเมือง ตูราน หรือ เมืองดานัง อาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่ เป็น Sea Food หรืออาหารทะเลสดๆ และเมนูพิเศษสำหรับพวกเราในทริปนี้ ได้แก่กุ้งมังกร ที่พิเศษจนไกด์แอบกระซิบ ว่าที่นี่มักหาพนักงานสาว(สวย) มาไว้ต้อนรับลูกค้าโดยเฉพาะ (แต่ก็ลืมถามว่าไว้ตอนรับกรุ๊ปทัวร์คนไทยหรือไม่) เรียกว่าเป็นสีสันที่ทำให้หนุ่มไทยแย่งกันขอถ่ายภาพกันใหญ่ จนบางคนลืมตัวลืมตนไปว่า "มากับเมีย"

ใครมาเที่ยวเวียดนาม(ไม่ว่าจะเป็นเมืองใด) และหากมีเวลา หรือสามารถปลีกวิเวกจากคณะทัวร์ได้ ก็ควรหาโอกาสเข้าร้านซีฟู้ด บอกได้เลยว่า อาหารทะเลที่เวียดนามราคาถูก สด และอร่อยกว่าบ้านเราครับ เรื่องเนื้อปู เนื้อกุ้ง ไม่ต้องพูดถึง เนื้อแน่นทุกตัว ถือเป็นมาตรฐานของซีฟู๊ดในเวียดนาม



เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
19 กันยายน 2551


 
คลิกดูภาพเที่ยวเวียดนามใต้ เว้-ดานัง- ฮอยอัน
1 ประตูอินโดจีน
2 แม่น้ำแห่งสงคราม
3 ล่องเรือมังกร
4 สุสานไคนดินงห์
5 เมื่องเว้ (Hue)
6 วัดเทียนมู่
7 วังจักรพรรดิ์
8 สู่ดานัง
9 พิพิธภัณฑ์จาม
10 ฮอยอัน
11 ฮอยอันราตรี
12 ตลาดฮอยอัน
13 เมืองมรดกโลก
14 หมู่บ้านแกะสลัก
15 อำลาเมืองเว้
16 วัดพระธาตุอิงฮัง    
   
 
 
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ คลิก