Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว    Home > Outbound Tour > Vietnam 11
ค้นหาคำในเว็บ ได้ทั้งภาษาไทย และ อังกฤษ  

 
 
Outbound Gallery : ภาพชุดเที่ยวต่างแดน Click > South Lao : Vietnam : Malaysia : Burma : Cambodia
Main Menu
 


Photo Gallery

Tour & Travel
Ciity tour
Royal Photos
Flowers & Nature
Events
Outbound Tour

Articles
About Tour
Today talk

Free Photos
Wallpapers
View & Landscape
Flowers
King Photo

Services
Free members
Free Advertize
Photo services
Wedding / Events /More

Others
Portrait Photos
Tip & Technic
Good Books


แกลลอรี่ภาพ
ภาพท่องเที่ยว
ภาพในเมือง
ภาพในหลวงและพระราชพิธี
ภาพดอกไม้และธรรมชาติ
ภาพเหตุการณ์
ภาพท่องเที่ยวในต่างแดน

บทความ
บทความท่องเที่ยว
บทความทั่วไป

ฟรีดาวน์โหลดภาพ
ฟรีภาพวอลเปเปอร์
ภาพวิว ทิวทัศน์
ภาพดอกไม้
ภาพในหลวง
การ์ดปีใหม่ และภาพอื่นๆ
.

 
 
เวียดนามตอนที่ 11 ฮอยอันเมืองเก่าเมื่อหลายร้อยปี กับบรรยากาศแสงสีในยามราตรี  อ่านต่อ
ดูเวียดนามชุดอื่นๆ  Click >
(46 ภาพ )
แผนที่ประเทศเวียดนาม ( 46 Photos )
 
     

เวียดนามตอนที่ 11 ท่องฮอยอันยามราตรี (Hoi An by night)
(บันทึกการเดินทางเมื่อเดือน เมษายน 2550)                     

 




เที่ยวเวียดนามใต้ตอนที่ 11 ก็ยังอยู่ที่ฮอยอัน เมืองเก่าที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากยูเนสโกเมื่อปี 2542 จนถึงวันที่มาเที่ยว (เมษายน 2550) นับเป็นเวลา 8 ปีมาแล้ว ถือว่ายังใหม่ๆซิงๆ เพราะตอนประกาศเป็นมรดกโลก เข้าใจว่าเมืองเก่าฮอยอันคงไม่ได้ปรับปรุงอะไรมากนัก สภาพตอนนั้นก็คงมีตึกเก่าๆ และถนนสายอดีต ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นย่านการค้าของต่างชาติเมื่อหลายร้อยปีก่อน

เมื่องเก่าฮอยอัน เป็นเมืองเล็กๆของเวียดนาม ปัจจุบัน (ปี 2550) มีประชากรประมาณ 1 แสนคน ที่ผ่านมาอาจเรียกว่าเป็นเมืองร้างก็ว่าได้ เพราะนับจากที่ได้ย้ายท่าเรือจากฮอยอันไปอยู่ที่เมืองดานัง เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ความเจริญเติบโตก็หลั่งไหลไปอยู่ที่ดานัง ไม่ต่างกับตลาดสามชุกในจังหวัดสุพรรณบุรี ที่เคยเป็นย่านการค้าทางเรือ ต่อมาการค้าขายค่อยๆย้ายไปอยู่บนบกเพราะถนนหนทางสะดวกขึ้น ตลาดสามชุกก็เงียบเหงาดูไร้ค่า จนกระทั่งได้พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมื่อ 2-3 ปีมานี้ ความมีชีวิตชีวาแบบดั่งเดิมก็หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

่เนื่องจากฮอยอันเป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญต่อภูมิภาคเอเชียใต้เมื่อหลายร้อยปีก่อน มีพ่อค้าวาณิชย์จากหลายเชื้อชาติเข้ามาค้าขาย และยังมีร่องรอยความเป็นอดีตที่ยังไม่สูญสลาย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลก เพื่อคุ้มครองให้เป็นสมบัติของมวลมนุษยชาติ

เมืองฮอยอัน หลังจากตลาดค้าขายทางเรือได้ย้ายไปอยู่ดานัง ก็ค่อยๆหมดความสำคัญ

ตึกอาคารต่างๆก็เปลี่ยนมือไปเป็นของพ่อค้าชาวจีนท้องถิ่น กลายเป็นย่านคนจีนที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของเวียดนาม บนถนนเมืองเก่านี้มีศาลเจ้าและสมาคมชาวจีนเก่าแก่อยู่หลายแห่ง สลับกับตึกอาคารที่มีรูปทรงหลายแบบ เช่นยุโรป จีน ญี่ปุ่น ส่วนใหญ่นิยมทาสีเหลือง หรือสีส้ม อันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองเก่าที่พบเห็นในประเทศต่างๆทางแถบยุโรป

ทุกวันนี้ตึกอาคารต่างๆในเขตเมืองเก่า หรือพื้นที่อนุรักษ์ได้ปรับปรุงซ่อมแซมให้มีสภาพดังเดิม ชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนชั้นล่างก็เปิดเป็นร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกประเภทงานหัตถกรรมพื้นบ้าน ใครมาเห็นก็อดชื่นชมไม่ได้ว่าเป็นเมืองเก่าที่มีเสน่ห์ ชนิดที่ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง ไม่สามารถบรรยายให้เห็นภาพด้วยตัวหนังสือ หรือดูจากภาพถ่าย

ผมขอตั้งชื่อตามความรู้สึกว่า “ ฮอยอัน เมืองเก่าที่ยังมีจิตวิญญาณ “

ความหมายก็คือว่า สภาพทุกอย่างยังเป็นแบบเดิมๆ ถนนก็ขรุขระเป็นหินปนดิน ตึกอาคารก็เก่าแต่ดูมีสไตล์ทั้งรูปแบบและสีสัน ส่วนเจ้าของตึกหรือเจ้าของร้าน ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหลานหรือญาติพี่น้องของตระกูลเจ้าของบ้านในยุคแรกๆ เรียกว่าทุกอย่างเป็นของเดิมหมด

นอกจากนี้ยังได้ยินว่าร้านอาหารบางร้าน ลูกหลานยังคงขายอาหารเวียดนามตามสูตรดั่งเดิม ทั้งวิธีการทำและรสชาติ เป็นมรดกตกทอดมาหลายชั่วอายุคน บางร้านก็บอกว่า ยังปรุงตามกรรมวิธีเมือร้อยกว่าปีก่อน

ถ้าเป็นบ้านเราก็ต้องบอกว่าเป็นตำรับอาหารชาววัง แต่บ้านเรามีหลายวัง ทั้งวังหน้า วังใน วังนอก หรือ วังละโว้ คือมีสูตรหลายวังจนมั่วไปหมด การนำคำว่าวังมาอ้าง ก็จะได้ดูมีราศรี มีสกุลขึ้นมาหน่อย ทั้งๆที่คนปรุงคนทำ ก็คือป้าตุ๊ก กับยายเมี้ยน ที่อาศัยอยู่ในซอยแถวๆนั้น

ใครมาเที่ยวฮอยอันและอยากทานอาหารสูตรดั่งเดิมของแท้แน่นอน ก็ต้องหาข้อมูลหน่อยนะครับ อาจถามไกด์ชาวเวียดนาม หรือเจ้าหน้าที่โรงแรม เพราะในย่านนี้มีร้านอาหารเก่าแก่มากมาย วันนั้นผมก็อยากลองเหมือนกัน แต่้ท้องมันอิ่มจนแน่นหมดแล้ว

ที่น่าแปลกก็คือของที่วางขายแทบในย่านเมืองเก่าไม่เห็นสินค้าสมัยใหม่เช่นน้ำอัดลม ตู้แช่ ของคบคี้ยว ผมจำได้ว่าหาร้านขายน้ำแทบไม่เจอ กว่าจะเจอก็เดินจนไกลแล้ว คนเวียดนามเองเค้าก็ไม่ได้ทานน้ำจากตู้แช่แบบบ้านเรา(คงจะแพง) ใครไปเที่ยวเวียดนามหรือต่างประเทศก็ต้องปรับตัวกันหน่อย อย่าคิดว่าบ้านเค้าเมืองเค้าจะเป็นแบบเรา

ถนนในเมืองเก่าฮอยอัน ทุกอย่างไม่มีการเสแสร้ง หรือแกล้งทำให้เป็นของเก่าเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ ที่เห็นนี้เป็นของจริงทั้งนั้น เดินเข้ามาในเขตเมื่องเก่าจึงไม่ต่างกับการเดินทางย้อนสู่อดีต บางร้านก็ใจดีให้เข้าไปดูภายในอาคารเพื่อพิสูจน์ว่าทุกอย่างยังเป็นของดั่งเดิมจริงๆ ไม่ได้ทำหลอกๆเพียงแค่ตกแต่งหน้าร้านให้เป็นของเก่าเท่านั้น

ภาพในชุดที่ 11 นี้ ได้พาไปสัมผัสเมืองเก่าในยามราตรี จะเห็นว่าถนนสายเก่าแก่นี้มีบรรยากาศน่าเดินเล่นเป็นอย่างมาก นักท่องเที่ยวจึงไม่ควรพลาดกับถนนสายเก่าที่เต็มไปด้วยแสงสี และชวนให้นึกถึงบรรยากาศสมัยเป็นเด็กบ้านนอก

ฮอยอันเมืองเก่าเคยเป็นเมืองท่าที่รุ่งเรืองที่สุดของเอเชียใต้ ในช่วงราว ค.ศ. 1600 – ค.ศ.1700 (พ.ศ.2143 – 2243) ก่อนเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส เทียบกับบ้านเราขณะนั้นก็อยู่ช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา ในปลายรัชกาลของสมเด็จพระนเรศวรฯ หรือต้นรัชกาลในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ (พระอนุชา) เรื่อยมาจนถึงสมัยพระรายณ์ มหาราช

หากย้อนประวัติศาสตร์ของไทยในยุคเดียวกับฮอยอัน พบว่ามีพ่อค้าชาวจีน และญี่ปุ่น ล่องเรือสำเภาเข้ามาติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยธุยากันบ้างแล้ว โดยเข้ามาทางอ่าวไทย และผ่านปากแม่น้ำที่จังหวัดสมุทรปราการ(ในปัจจุบัน) จากนั้นก็ขึ้นเหนือมาตามลำน้ำเจ้าพระยาจนถึงกรุงศรีอยุธยา อันเป็นที่มาของหมู่บ้านญี่ปุ่น ในตำบลเกาะเรียน อำเภอพระนครศรีอยุธยา

และหากเปรียบเทียบระหว่างฮอยอัน กับกรุงศรีอยุธยา จะเห็นว่าเวียดนามในขณะนั้นมีความรุ่งเรืองทางการค้ากว่ายุคกรุงศรีฯมาก เมืองฮอยอันคึกคักไปด้วยเรือสินค้า และพ่อค้าจากหลายเชื้อชาติ เช่นชาวจีน ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตุเกส ฮอลันดาหรือชาวดัชท์ ซึ่งประเทศเหล่านี้เป็นมหาอำนาจในการเดินเรือในยุคนั้น ขณะที่กรุงศรีอยุธยาในเวลานั้นไม่มีแผ่นดินที่ติดกับทะเล เรือสินค้าจากจีนและญี่ปุ่นต้องเข้ามาทางอ่าวไทย ส่วนพื้นที่จากปากน้ำขึ้นมาถึงกรุงเทพในช่วงเวลานั้นก็คงเป็นป่าสลับกับท้องนา

ในอดีตมีเมืองท่าหลายแห่งถูกต่างชาติเข้ามายึดครอง และต่อมาก็ได้ยึดประเทศด้วย ที่เห็นๆใกล้บ้านเราก็มีเมืองท่าดานังของเวียดนาม ถูกฝรั่งเศสส่งกองทัพเรือเข้าปิดล้อมอ่าวดานังเมื่อปี พ.ศ. 2401 ส่วนทางแหลมมลายูก็มีเมืองมะละกา เมืองท่าเก่าแก่ของมาเลเซีย ก็ถูกกองเรือโจรสลัด หรือโจรมูสลิมชาติอาหรับยึดไว้เป็นเมืองขึ้นเมื่อราว 5 – 600 ปี ก่อน เพื่อต้องการเครื่องเทศในดินแดนทางแถบมลายู หมู่เกาะชวา และเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย

ชนชาติท้องถิ่นดั่งเดิมของมาเลเซียจึงกลายเป็นชาติอิสลาม และนำรูปแบบการปกครองแบบสูลต่าน(หรือกษัตริย์ประจำรัฐต่างๆ) มาใช้ในการปกครองประเทศจนถึงทุกวันนี้ จากนั้นก็มีชาติโปรตุเกส และอังกฤษ เข้ามายึดเมืองท่ามะละกา ในช่วงต่อๆมา

มะละกาจึงไม่ต่างกับเมืองประวัติศาสตร์ของมาเลเซีย ที่สามารถอวดนานาประเทศได้ เช่นเดียวกับไทยที่มีเมืองเก่าสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยา เป็นเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์

เมืองมะละกาของมาเลเซีย ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกพร้อมๆกับ ปราสาทเขาพระวิหารเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ และเป็นสิ่งที่ทั้งสองประเทศรอคอยมาเป็นเวลานาน

ประเทศไทยมีโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมอยู่หลายแห่ง แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็คงไม่มีใครทราบ เพราะบ้านเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคำว่าประวัติศาสตร์กันมากนัก บางครั้งคนในวงการประวัติศาสตร์และโบราณคดี ก็กลับเป็นผู้มีส่วนร่วมกันทำลายด้วยซ้ำไป

หลายคนคงไม่ทราบว่าปัจจุบันยูเนสโกได้ประกาศให้สถานที่สำคัญของไทยขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรม(และประวัติศาสตร์) เมื่อ
พ.ศ. 2534 และ 2535 ไว้ 3 แห่ง ได้แก่
    1 อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร
    2 อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
    3 แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง


หลายประเทศที่ได้รับการประกาศให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ต่างดีใจและร่วมฉลองแสดงความยินดี พร้อมทั้งถือโอกาสนำมาโฆษณา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่เมืองไทยฉกฉวยประโยชน์จากเรื่องนี้หรือเปล่า ก็เป็นเรื่องน่าคิด เพราะแม้แต่คนไทยก็ยังไม่ค่อยมีคนรู้เรื่องมรดกโลก มรดกของชาติกันเลย

นับประสาอะไรกับการที่จะไปป่าวประกาศให้ชาวโลกหันมาสนใจ หรือแตกตื่นกันมาท่องเที่ยวเหมือนกับหลายประเทศที่กำลังทำอยู่ ที่ต่างได้ประโยชน์กับคำว่า มรดกโลก กันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นจีน กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย เรียกว่าก็รับทรัพย์จากนักท่องเที่ยวกันเพลิน

ผู้ที่เกี่ยวข้องอาจจะเถียงว่ามรดกโลกโลกที่เมืองไทยก็มีต่างชาติมาเที่ยวกันมาก ก็ต้องถามต่อไปว่าลองเทียบเคียงกับประเทศอื่นๆหรือไม่ว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในเมืองมรดกโลกมากน้อยแค่ไหน มีสถิติหรือไม่ และไทยเราอยู่อันดับที่เท่าไหร่

เรื่องราวของฮอยอันจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่จบนะครับ

ยังมีอีก 2 ตอน ที่เป็นภาคกลางวัน โดยจะพาไปเที่ยวตลาดฮอยอันซึ่งเป็นตอนที่ 12 ส่วนตอนที่ 13 จะพาย้อนมาเส้นทางเดิมในภาคกลางคืนที่กำลังนำเสนออยู่ในตอนที่ 11 นี้ จะได้เห็นบรรยากาศของเมืองเก่าฮอยอันระหว่างกลางวัน กับ ตอนกลางคืน ว่าแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน ก็ต้องบอกก่อนว่า ต่างกันจนจำแทบไม่ได้

สำหรับผู้ที่วางแผนมาเที่ยวฮอยอัน ในทริป เว้ – ดานัง – ฮอยอัน ซึ่งราคาค่าทัวร์ก็ไม่แพงมากนัก เดินทางโดยทางรถยนต์ ทริป 6 วัน ตกคนละไม่เกิน 9 พันบาท (ราคาเมื่อ พ.ศ.2551) ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว

อาจมีบางทัวร์ที่มีรายการแตกต่างกันบ้างในการพาเที่ยวฮอยอันยามราตรี บางทัวร์ก็จัดให้ บางทัวร์ก็งด เพราะเห็นว่ามีโปรแกรมตอนกลางวันอยู่แล้ว จึงอยากแนะนำสำหรับผู้อยากเห็นบรรยากาศฮอยอันยามค่ำคืนว่า หากทัวร์ไม่จัด เราก็สามารถนัดแนะในกลุ่มมาเที่ยวกันเอง โดยจ้างรถแท็กซี่จากโรงแรมที่พักในราคาแบบเหมาจ่าย คิดเป็นเงินไทยไม่ถึง 100 บาท เฉลี่ยกันออกก็ไม่กี่ตังค์ ระยะทางก็ราวๆ 5-6 กม. หากพักอยู่ใกล้แหล่งซ็อป หรือถนนคนเดิน ก็ยิ่งดีใหญ่ ออกมาเดินเล่นยืดเส้นยืดสายกันแบบสบายๆ



เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
2 ตุลาคม 2551




 
คลิกดูภาพเที่ยวเวียดนามใต้ เว้-ดานัง- ฮอยอัน
 
1 ประตูอินโดจีน
2 แม่น้ำแห่งสงคราม
3 ล่องเรือมังกร
4 สุสานไคนดินงห์
5 เมื่องเว้ (Hue)
6 วัดเทียนมู่
7 วังจักรพรรดิ์
8 สู่ดานัง
9 พิพิธภัณฑ์จาม
10 ฮอยอัน
11 ฮอยอันราตรี
12 ตลาดฮอยอัน
 
13 เมืองมรดกโลก
14 หมู่บ้านแกะสลัก
15 อำลาเมืองเว้
16 วัดพระธาตุอิงฮัง      
     
 
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ คลิก