Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว    Home > Outbound Tour > Vietnam 16
ค้นหาคำในเว็บ ได้ทั้งภาษาไทย และ อังกฤษ  

 
 
Outbound Gallery : ภาพชุดเที่ยวต่างแดน Click > South Lao : Vietnam : Malaysia : Burma : Cambodia
Main Menu
 


Photo Gallery

Tour & Travel
Ciity tour
Royal Photos
Flowers & Nature
Events
Outbound Tour

Articles
About Tour
Today talk

Free Photos
Wallpapers
View & Landscape
Flowers
King Photo

Services
Free members
Free Advertize
Photo services
Wedding / Events /More

Others
Portrait Photos
Tip & Technic
Good Books


แกลลอรี่ภาพ
ภาพท่องเที่ยว
ภาพในเมือง
ภาพในหลวงและพระราชพิธี
ภาพดอกไม้และธรรมชาติ
ภาพเหตุการณ์
ภาพท่องเที่ยวในต่างแดน

บทความ
บทความท่องเที่ยว
บทความทั่วไป

 
 
เวียดนามตอนที่ 16 วันเดินทางกลับ และแวะพระธาตุอิงฮัง แขวงสะหวันนะเขตของลาวเป็นรายการสุดท้าย   อ่านต่อ
ดูเวียดนามชุดอื่นๆ  Click >
(57 ภาพ )
แผนที่ประเทศเวียดนาม ( 57 Photos )
 
     

เวียดนามตอนที่ 16 Phrathat Ing Hung แวะวัดพระธาตุอิงฮังเป็นโปรแกรมสุดท้าย
(บันทึกการเดินทางเมื่อเดือน เมษายน 2550)                     

 


                               
และแล้วการเดินทางในทริป 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย – ลาว – เวียดนาม ระหว่างวันที่ 4 - 9 เมษายน 2550 ได้ดำเนินมาถึงตอนที่ 16 ซึ่งเป็นตอนสุดท้าย ทริปนี้ได้พาเที่ยวสถานที่สำคัญๆต่างๆของประเทศเวียดนามกลาง ได้แก่เมืองเว้ (Hue) ดานัง (Danang) และฮอยอัน (Hoi An) ทั้งสามเมืองนี้เป็นสถานท่องเที่ยวที่กำลังฮิตติดอันดับสำหรับคนไทยที่เดินทางโดยรถยนต์ ข้ามสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 2 ในเขตจังหวัดมุกดาหาร หลังเปิดใช้เมื่อต้นปี 2550 พร้อมๆกับถนนมิตรภาพ ลาว - ญี่ปุ่น ที่เปิดใช้ในเวลาไม่ห่างกันนัก

จากสะพานมิตรภาพไทย – ลาว ที่มุกดาหาร สู่ชายแดน ลาว-เวียดนาม หรือลาวบาว มีระยะทาง 250 กม. และจากลาวบาวสู่เมืองเว้มีระยะทางประมาณ 150 กม. รวมทั้งสิ้น ประมาณ 400 กม. ระยะทางอาจเห็นว่าไม่มากนัก แต่เนื่องจากทั้งลาวและเวียดนามมีกฎหมายจราจรห้ามขับเกิน 80 กม./ชม.สำหรับทางหลวง และ 40 กม./ชม. ในเขตชุมชน จึงทำให้ใช้เวลาเดินทางยาวนานกว่าที่อยู่ในเมืองไทยค่อนข้างมาก


เช้านี้พวกเราตื่นกันแต่มืด โดยให้ทางโรงแรมปลุกตอนตีสี่ (Morning call) ซึ่งเป็นระบบตั้งเวลาอัตโนมัติ ต่อกับโทรศัพท์ในห้องพัก ห้องไหนจะให้ปลุกเวลาไหนก็บอกเจ้าหน้าที่เค้า เมื่อถึงเวลาก็ดังไปตามห้องต่างๆ เวลารับโทรศัพท์ก็มีเสียงอัตโนมัติ แต่บางแห่งก็ Call กันแบบแมนนวล หรือโทรแจ้งตามห้องเป็นรายตัว ก็เหนื่อยกันหน่อยสำหรับลูกค้าที่มาเป็นหมู่คณะ

ตีห้ารถออกจากโรงแรมในขณะที่ท้องฟ้ายังมืดมิด อากาศเช้านี้เย็นสบายอย่าบอกใคร ขณะออกนอกเมืองก็เห็นชาวเวียดนามออกกำลังกายกันแต่เช้ามืด ริมถนนบ้าง บนสะพานบ้าง คึกคักมากทีเดียว

นี่เป็นวิถีชีวิตของคนเวียดนามที่ปฏิบัติเช่นนี้มาเป็นเวลานานมาก จนดูเป็นเรื่องปกติ ไม่แน่ใจว่าทำแบบชาวจีนที่ออกมาร่ายรำ “ ไทเก็ก “ ตอนเช้าๆหรือไม่ จะว่าไปแล้วคนเวียดนามก็มีเชื้อสายชาวจีนอยู่ไม่น้อย เวียดนามทางตอนเหนือก็เคยอยู่ใต้การปกครองของจีนมาเป็นเวลานานนับพันๆปีในสมัยชนเผ่า “ ไต “ คนจีน กับคนเวียดนามจึงมีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ไม่แตกต่างกันนัก เช่นใบหน้าคนเวียดนามใกล้เคียงกับคนจีนมาก มีความขยันไม่แพ้กัน แต่ต่างกันตรงที่คนจีนทานข้าวต้ม แต่คนเวียดนามทานข้าวสวยและทานผักกันเก่งมาก

ส่วนภาษาพูด เดิมนั้นจะเขียนหนังสือคล้ายกับอักษรจีน แต่หลังจากฝรั่งเศสได้เข้ามาปกครองจึงนำภาษาฝรั่งเศสมาปรับใช้ และเพิ่มวรรณยุกต์ เช่นขีดบน ขีดล่าง คล้ายไม้เอกไม้โทในภาษาไทย ภาษาเวียดนามจึงเขียนตามฝรั่งเศส แต่อ่านเป็นสำเนียงภาษาท้องถิ่น หรือ ภาษาเวียดนาม เช่นเดียวกับประเทศมาเลเซียที่เขียนภาษาอังกฤษตามภาษาอ่านของตนเอง

ดีที่ไทยไม่ได้อยู่ใต้การปกครองของใคร ไม่เช่นนั้นเราอาจเขียนภาษาไทยแบบอังกฤษหรือฝรั่งเศสก็เป็นได้เช่น คำว่า “ ไปไหนมา “ ก็อาจเขียนว่า “ Pai Nai Ma “ นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ทั้งเวียดนามที่เคยอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศส และประเทศมาเลเซียที่เคยอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ จะมีภาษาเขียนเป็นแบบที่ว่านี้ แต่เรื่องนี้ก็ไม่เสมอไป ทั้งพม่า ลาว เขมร ที่ตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกก็ยังใช้ภาษาเขียนแบบดั่งเดิมของตนเอง

ถามว่าคนฝรั่งเศสจะอ่านภาษาเวียดนามออกหรือไม่ ตอบได้เลยว่าไม่ เพราะเป็นการอ่านตามภาษาเวียดนาม แต่ข้อดีในการใช้ภาษาแบบนี้ ทำให้ชาวเวียดนามคุ้นเคยกับภาษาฝรั่งเศสมากขึ้น โอกาสที่จะศึกษาเรียนรู้ก็ง่ายขึ้น

ใครไปเที่ยวเวียดนามแล้วก็อย่าเข้าใจว่า คนเวียดนามไม่แข็งแรงภาษาอังกฤษนะครับ เพราะนักเรียนนักศึกษาที่นี่ส่วนใหญ่จะศึกษาภาษาฝรั่งเศสมากกว่าภาษาอังกฤษ หากเราสื่อด้วยภาษาฝรั่งเศสแล้วก็จะพูดคุยกันรู้เรื่องมากกว่าสื่อด้วยภาษาอังกฤษ ส่วนผมไปเที่ยวเวียดนามครั้งนี้ก็ใช้แต่ภาษามือเป็นหลัก ส่วนภาษาอังกฤษใช้นิดๆหน่อยๆ เวลาซื้อของก็ไม่ยาก เล่นแต่ How much กันลูกเดียว หรือแกล้งทำงง ไม่รู้เรื่อง แม่ค้าเค้าก็จะหยิบเงินดองมาให้ดูว่าราคาเท่านี้ ทันสมัยหน่อยก็จะกดเคริ่องคิดเลขให้ดู

เรื่องซื้อขายไม่ค่อยจะมีปัญหานัก บางร้านก็รับเงินบาทไทย เพราะคนไทยไปเที่ยวกันมาก บอกสิบบาทยี่สิบบาทแม่ค้าเข้าใจหมด และคิดกลับไปกลับมาระหว่างเงินดองของเวียดนาม กับเงินบาทของไทยได้อย่างคล่องแคล่ว แต่อย่าถามอย่างอื่นเด็ดขาด เพราะแกเรียนรู้ภาษาไทยมาแค่นั้น

ยังนึกขำกับตนเองที่ร้านขายหมวกหน้าวัดเทียนมู่ ริมแม่น้ำหอม ในเมืองเว้ ขณะนั้นยืนหลบฝนและมองไปที่กองหมวกภายในร้าน แม่ค้าก็พูดหมวกๆ พร้อมกับหยิบสีโน้นสีนี้มาวางให้ดู บอกราคาเป็นเงินบาทเสร็จสรรพ ทีแรกก็คิดว่าแกพูดไทยได้ จึงถามว่า สีตกหรือไม่ ปรากฏว่าแม่ค้าไม่ยอมตอบ พร้อมกับริ้อค้นหมวกในกองกันใหญ่โต ปากก็พูดว่า สีโต่ะ สีโต่ะ แกคงเข้าใจว่า สีตก ที่ผมถามนั้น เป็นสีใดสีหนึ่ง จึงริ้อหมดทั้งกอง คงหวังว่าจะมีสีตกสักใบหนึ่งที่ผมต้องการ

นีเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตนเอง พร้อมกับเล่าให้ไกด์ และคณะเดินทางมาด้วยกัน จนขำกันใหญ่ ป่านนี้เข้าใจว่า ไกด์รายนั้นคงนำเรื่องนี้ไปเล่าต่อให้คนไทยที่มาเที่ยวได้ฟังกัน

ก็มีเรื่องราวเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยหลายเรื่องในเวียดนาม ทั้งเรื่องดีและไม่ค่อยดี หากเป็นเรื่องไม่ดีก็ต้องถือว่า เวียดนามพึ่งจะเติบโต ไม่ต่างกับเมืองไทยที่อดีตทั้งเด็กขายของที่ระลึกและคนขับแท็กซี่ มีปัญหากับนักท่องเที่ยว หรือหลอกนักท่องเที่ยว จึงขอให้คนไทยเปิดใจกว้างกันหน่อยจะได้เที่ยวกันอย่างสนุก ไม่ต้องคิดอะไรมากนัก หากเจอกับตนเองก็คิดเสียว่าบ้านเราก็แย่พอๆกัน

ต่ออีกนิดก็ได้ที่ประสบกับตนเองในวันสุดท้ายที่เมืองเว้ ขณะเดินเล่นหลังทานข้าวมื้อเย็นเสร็จแล้ว ถนนสายนั้นเป็นย่านโรงแรมที่พัก และร้านขายของที่ระลึก สามล้อซิกโล่ หรือสามล้อถีบ เห็นคนไทยเดินมาแกก็รู้ทันทีว่า ไทยแลนด์แน่นอน จึงขับรถปรี่เข้ามาหาเหมือนเจอเหยื่อ พร้อมพูดภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำว่า "ผับๆสามแสน" ฟังแค่นี้ก็เข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงอะไร ในกลุ่มที่มาด้วยกันพอรู้ความหมายก็ขำกันใหญ่

แสดงว่าคนไทยชุดก่อนๆคงให้สามล้อพาเที่ยวแหล่งบันเทิงหรือแหล่งโลกีย์กันมากต่อมาก จึงทำใหสามล้อพวกนี้รู้ใจคนไทย ราว 3 - 4 คันเห็นจะได้ที่เข้ามาถามแบบนี้ จึงก็ลองแกล้งโง่ และทำเป็นงง ถามไปว่า What ? คนถีบสามล้อก็เอามือประกบกันทำท่ากดขึ้นกดลงให้ดู จึงรู้ว่าเดากันไม่ผิดแน่ ไช่เลย ผับๆ.. ร่วมรักร่วมสนุก (Make love)

สามแสน ก็คือสามแสนดอง คิดเป็นเงินบาทก็ราว 650 บาท เป็นค่าผู้หญิงหากินครับ ( 1 บาท เท่ากับ 450 ดอง )

อ่านมาถึงตรงนี้ก็อย่าคิดมาก บ้านเราทันสมัย และไปไกลกว่านี้ ก่อนหน้านี้สามล้อตุ๊กๆในบ้านเราถึงขนาดพกบรัวร์ชัวร์แหล่งบันเทิงในกรุงเทพฯไว้หลายแห่ง เจอเหยื่อก็ปราดไปหาบอกว่า Pat Pong Pat Pong พร้อมยื่นบรัวร์ชัวร์ โป้ เปลือย ประเภทไม่มีการเซ็นเซอร์ให้ดจนฝรั่งหลายคนเหยียดหยามว่า คนไทยนี่แปลกเห็นฝรั่งมาเที่ยวก็นึกว่าทุกคนคิดแต่จะมาเที่ยวผู้หญิงเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ ทำให้เสียภาพพจน์มาก

ฉันใดก็ฉันนั้น เวียดนามก็ไม่ต่างอะไรกับบ้านเรา แต่เวียดนามยังไม่ถึงกับมีคำว่า เมืองเซ็กซ์ ตามที่ฝรั่งจัดอันดับให้กับไทย พร้อมกับจัดเซ็กซ์ทัวร์ มาเที่ยวไทยแลนด์แดนศิวิไล ขณะเดียวกันหญิงไทยที่อาศัยอยู่ต่างประะเทศก็ได้รับการดูถูกดูแคลนกันมาก บางประเทศถึงขนาดตรวจเข้มที่ด่าน ตม.

หากเห็นหญิงไทยก็จะสงสัยไว้ก่อน พร้อมกันตัวมาสอบถามว่า มาทำไม พักทีไหน โรงแรมอะไร ใครมารับ ฯลฯ หากตอบไม่ได้ก็เสร็จ โดนกักตัวอยู่ตรงนั้น และไม่ต้องคิดว่าคุยกันไม่รู้เรื่องนะครับ ในห้องสอบสวนเค้าจัดเจ้าหน้าที่ที่พอจะพูดไทยได้ไว้รอต้อนรับอยู่แล้ว เข้ามาในห้องนี้ก็ไม่มีตัวช่วย ทั้ง ญาติ ไกด์ หรือคนอื่นๆ ห้ามเข้า ต้องช่วยตัวเองอย่างเดียว

ใครไปเที่ยวบ้านอื่นเมืองอื่นก็อย่าได้ติติงอะไรมากนัก ไปเที่ยวแล้วก็จะรู้บ้านเราซิแย่กว่า และคนไทยด้วยกันนี่แหละที่ทำให้เสียภาพพจน์

ในอดีตรัฐบาลฝรั่งเศสให้โอกาสคนเวียดนามไปศึกษาต่อที่ฝรั่งเศส หรืออพยพไปอยู่ฝรั่งเศสกันมาก เนื่องจากเคยปกครองมาก่อน และเพื่อมนุษย์ธรรม แต่มีข้อแม้ว่าต้องนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค และมีความรู้ภาษาฝรั่งเศส คนเวียดนามบางคนบอกว่า ฝรั่งเศสเข้มงวดมาก และจะคัดเฉพาะระดับหัวกระทิหรือคนที่มีความรู้เท่านั้น

เวียดนามมีความก้าวหน้าในทางเศรษฐกิจทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคนเวียดนามที่ไปศึกษาในต่างประเทศได้กลับมาช่วยพัฒนาชาติ และรัฐบาลเวียดนามก็มีนโยบายที่จะให้คนมีความรู้เหล่านี้เข้ามาร่วมงานกับรัฐบาล

คนเวียดนามส่วนใหญ่จะให้ความร่วมมือด้วนดีกับรีฐบาล รัฐบาลจะออกระเบรยบ หรือออกกฎเกณฑ์อะไร คนเวียดนามก็จะให้ความร่วมมือ

ตัวอย่างเช่นการสวมหมวกกันน็อคที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2550 (หลังไทยราว 2 ปี) ปรากฏว่าคนเวียดนามให้ความร่วมมือด้วยดี และวันดีเดย์ สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ก็มาทำข่าวเผยแผร่ไปทั่วโลก เพราะถือว่ามีผลบังคับใช้กับประชาชนเวียดนามที่ขับขี่มอเตอร์ไซด์จำนวนหลายสิบล้านคน

ผิดจากบ้านเราทีอิดๆออดๆ กว่าจะใช้เป็นกฎหมายอย่างได้ผลก็ต้องลุ้นกันมาก และก่อนที่กฏหมายนี้จะผ่านสภา กระทรวงสาธารณะสุขก็ออกมาสนับสนุน พร้อมพลักดันให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพราะจากสถิติแล้วการสวมหมวกกันน็อคช่วยให้รักษาชีวิตผู้ขับขี่อย่างได้ผล

แต่สื่อมวลชนบ้านเราก็ตัวดี เที่ยวเขียนข่าวทำนองว่านักการเมืองมีส่วนได้เสียบ้าง รับทรัพย์กันเละบ้าง ส่วนฝ่านค้านก็ออกมาโจมตีว่าประชาชนต้องจ่ายเงินซื้อหมวกกันน็อครวมๆกันแล้วหลายพันล้านบาท สิ้นเปลืองเงินโดยเปล่าประโยชน์ ควรชะลอออกไปก่อน

จากข่าวที่ออกมาในตอนนั้นทำให้ผู้คนสับสนพอสมควร รัฐบาลของ พล อ. ชวลิต ยงใจยุทธ (ในขณะนั้น) ก็ไม่เด็ดขาด ใครเย้วๆก็อ่อนปวกเปียกเป็นมะเขือเผา พร้อมกับชลอบังคับการใช้กฏหมายในบางจังหวัดออกไปอีก 180 วัน

ในวันที่ตะลอนทัวร์อยู่ในเวียดนามเมือเดือนเมษายน 2549 ซึ่งรัฐบาลเวียดนามได้ออกกฎหมายฉบับนี้มาแล้ว แต่จะมีผลบังคับในวันขึ้นปีใหม่ (1 มค.50) ก็มีโอกาสพูดคุยกับไกด์ว่าจะได้ผลหรือไม่ เพราะตัวอย่างในเมืองไทยก็วุ่นวายมาพักใหญ่กว่าจะลงตัว

ไกด์ชาวเวียดนามบอกอย่างมั่นใจว่า ที่เวียดนามไม่มีปัญหาครับ และทุกอย่างจะเรียบร้อย เพราะ...
1. คนเวียดนามส่วนใหญ่เชื่อในรัฐบาล การขอความร่วมมือ หรือออกกฏหมายใดๆจึงไม่ได้รับการต่อต้าน
2. ตำรวจเวียดนามเอาจริงกับการทำผิดกฏหมาย พูดภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่ายังเถื่อนๆอยู่บ้าง เหมือนกับตำรวจไทยในยุคอดีต (และปัจจุบัน) ประชาชนจึงไม่กล้าหือ
3. เวียดนามปกครองด้วยรัฐบาลเดียว ภาพความเกรงกลัวในยุคที่เคยปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ยังฝังใจคนเวียดนามอยู่
4. ค่าภาษีต่อทะเบียนรถมอเตอร์ไซด์ ได้รวมค่าหมวกกันน๊อคไว้แล้ว และแจกให้ตอนชำระภาษี ดังนั้นเมื่อกฎหมายประกาศใช้ ทุกคนจึงมีหมวกกันน็อกกันทุกคน

เพียงแค่เรื่องกฏหมายหมวกกันน๊อคเรื่องเดียวก็เห็นความแตกต่างระหว่างไทยกับเวียดนามอย่างมีนัยยะสำคัญ ดังนั้นการที่เศรษฐกิจประเทศเวียดนามมีอัตราการเติบโตที่สูงมาก ติดต่อกันมาหลายปี น่าจะพอจะมองออกว่าอนาคตอาจเป็นพี่ใหญ่ที่หลายประเทศหวังพึ่งพึง เช่นเดียวกับประเทศจีนที่เป็นตัวอย่างอยู่ในขณะนี้

ตลอดการเดินทางที่กลับเมืองไทยในเช้านี้ ทุกคนต่างหลับใหล เพราะเมื่อคืนมีเวลานอนน้อยกว่าวันอื่นๆ อีกทั้งก็เป็นเส้นทางสายเดิมเช่นเดียวกับตอนขามา จึงไม่ค่อยจะตื่นเต้นกันนัก ผิดกับตอนที่มาถึงครั้งแรก ที่รู้สึกตื่นเต้นกับภาพความวุ่นวายบนท้องถนน ที่เต็มไปด้วยจักรยาน และมอเตอร์ไซด์ แถมยังบีบแตรกันจนหนวกหู แต่ตอนนี้ทุกคนเริ่มชิน ไม่ตื่นเต้น วิ๊ด ว้าย เหมือนวันแรกๆ จึงนอนหลับพักผ่อนกันได้สนิทใจ จะมาตื่นนอนอีกทีก็ตอนที่รถแวะเติมน้ำมัน พวกเราจึงต้องลงรถไปยิงกระต่าย และเก็บดอกไม้กันตามสะดวก

ปั้มนี้ตั้งอยู่บนเขา ไม่ไกลจากชายแดนลาวบาวมากนัก พอลงจากรถก็ปะทะกับลมหนาวอย่างจัง เป็นการรับเอาความหนาวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนผจญกับอากาศร้อนที่อบอ้าวในเมืองไทย

ด้านหลังปั้มน้ำมันมีห้องน้ำห้องท่าที่พอใช้ได้ แต่บางคนก็อยากจะยิงกระต่ายป่า จึงเดินอ้อมไปด้านข้างที่รกๆ ขณะยิงกระต่ายอย่างเพลิดเพลิน พลันก็เหลือบเห็นสุสานอยู่เต็มไปหมด บางแห่งหญ้าขึ้นบดบัง ดูไปดูมาก็สวยงามไปอีกแบบหนึ่ง จึงถ่ายภาพมาให้ดูกันเป็นภาพสุดท้ายในเวียดนาม

เข้าสู่ประเทศลาว

เมื่อผ่านด่านชายแดนลาว – เวียดนาม หรือด่านลาวบาวแล้ว ก็แวะทานข้าวเที่ยงที่ เมืองพิณ ชื่อว่า ร้านแฟนต้า เป็นร้านอาหารในลาวเพียงร้านเดียวที่เปิดบริการนักท่องเที่ยว ซึ่งเปิดมาได้ราว 3 เดือน พร้อมๆกับถนนสายนี้ ใครไปใครมาก็ต้องมาแวะ เรียกเป็นการผูกขาดที่หาคู่แข่งได้ยาก เพราะคนลาวแถวนี้ส่วนใหญ่ยังยากจน แค่มีอาหารปะทังพอให้หายหิว และมีห้องน้ำให้รีดน้ำหนัก ก็น่าจะพอเพียงแล้วสำหรับที่นี่

ใครมาเที่ยวเวียดนามโดยผ่านเส้นทางนี้ จึงต้องเตรียมตัวเตรียมใจ ที่อาจมีโอกาสยิงกระต่าย และเก็บดอกไม้กันริมทาง(หากจำเป็น) ถือว่าได้ประสบกาณ์ไปอีกแบบ ทางที่ดีสุภาพสตรีควรเตรียมร่มมาด้วย การเก็บดอกไม้จะได้สะดวกยิ่งขึ้น และป้องกันผู้ร่วมเดินทางไม่ให้ตาเป็นกุ้งยิง

ระหว่างทางได้มีโอกาสนัสการพระธาตุอิงฮัง อยู่ห่างจากถนนเข้าไปราว 1 กม. พระธาตุอิงฮังเป็นพระธาตุองค์สำคัญ และใหญ่ที่สุดของแขวงสะหวันนะเขต หรือเมืองใหญ่ของเขตลาวกลาง

พระธาตุอิงฮังเป็นที่นับถือของชาวลาวมาก เป็นวัดที่สร้างในยุคเดียวกับพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม

พระธาตุอิงฮังสร้างแบบศิลปะล้านช้าง โดยสร้างครอบพื้นที่เดิมที่เคยเป็นเทวสถานของยุคขอม ที่เคยรุ่งเรืองในแถบลาว เขมร และเวียดนาม เมื่อหลายร้อยปีก่อน ปัจจุบันพบหลักฐานที่แสดงว่าเคยเป็นสถานที่เก่าแก่ และมีอายุนับพันๆปี

นักท่องเที่ยวไทยที่มีโอกาสผ่านเส้นทางนี้ก็คงไม่พลาดที่จะเข้าไปทำบุญกับพระธาตุที่ชาวลาวถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ปลายปี 2549 สมเด็จพระเทพฯได้เสด็จฯมาทำพิธีเปิดสะพานมิตรภาพ ไทย- ลาว แห่งที่ 2 จากนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินมายังวัดพระธาตุอิงฮังแห่งนี้ด้วย สร้างความปลึ้มปิติแก่ชาวลาวเป็นล้นพ้น ไกด์ลาวกล่าวว่าคนลาวเดินทางมาต้อนรับสมเด็จพระเทพฯกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน เป็นครั้งแรกของวัดพระธาตุอิงฮังที่มีผู้คนมากมายขนาดนี้ และเป็นครั้งแรกที่มีบุคคลระดับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเสด็จมาที่นี่

แห่งสุดท้ายที่มีโอกาสแวะเที่ยวและซื้อของฝาก ก็คือตลาดอินโดจีน ริมฝั่งแม่น้ำโขงในเขตจังหวัดมุกดาหาร ห่างจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ราว 3-4 กม. ที่นี่เป็นตลาดนัดขายของจากหลายชาติหลายภาษา เช่นจากประเทศ จีน เวียดนาม ลาว และไทย ส่วนจะมีอะไรน่าสนใจบ้างก็ดูได้จากภาพถ่ายได้นะครับ ใครไปเที่ยวเวียดนามกลับมาแล้ว หากพอมีเวลาก็อาจแวะซื้อของฝากเป็นจุดสุดท้าย

สำหรับผมอุดหนุนหมูยอกระบอกไม้ไผ่ และหมูยอใบตองกลับบ้านจากร้านของชาวบ้านที่ขายบนรถเข็น เพราะชิมแล้วได้รสชาติดีไม่แพ้ร้านใหญ่ที่มีชื่อ เป็นการอุดหนุนให้ร้านเล็กๆได้มีโอกาสกับเค้าบ้าง

ทริปเวียดนามกลาง ก็เหน็ดเหนื่อยมาพอสมควร ว่ากันยาวถึง 16 ตอน และไม่ยอมจบกันง่ายๆ แต่ก็ดีที่ให้รายละเอียดค่อนข้างมาก เพราะนอกจากจะเผื่อแผ่ชาวบ้านแล้ว ก็เป็นอัลบั้มภาพที่ผมมักเข้ามาดู เพื่อนึกถึงบรรยากาศในเวียดนาม เปรียบเทียบกับปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก

เวียดนาม ยังมีอีกหลายภาคหลายตอนนะครับ หากสนใจประเทศนี้ และอยากเห็นสาวๆชาวเวียดนาม ก็ต้องติดตามกันต่อไป เที่ยวครั้งแรกครั้งนี้เรียกว่าดูใจกันก่อน ภาคต่อไปเลิกดูใจกันแล้ว เห็นแล้วก็ไม่พูดพล่าม ทำแต่เพลงอย่างเดียว

ทริปเวียดนามตอนต่อไปก็จะพาขึ้นเหนือไปเที่ยวฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม หรือเมืองของลุงโฮ และต่อด้วยนั่งรถไฟไปเที่ยวให้ไกลถึงเมืองซาปาโน่นนะครับ ไกลไม่ไกลก็อยู่ติดๆกับคุณหมิงประเทศจีน พร้อมกับจะพาไปทานลูกท้อสดลูกโตๆ ที่สามารถเอามีดเฉาะกินได้ไม่ต่างกับฝรั่งบ้านเรา ถูกมากโลละ 60 บาทเท่านั้นเอง

ซาปา เมืองหนาวสุดๆของเวียดนาม ได้รับฉายาว่า สวิสเซอร์แลนด์ของเวียดนาม จะงดงามแค่ไหนก็บอกไม่ได้ รู้แต่ว่าใครเห็นก็ตะลึงด้วยกันทั้งนั้น อยากตะลึงด้วยอีกคน ก็ต้องติดตามครับ...เร็วๆนี้



เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
4 มกราคม 2552





 
คลิกดูภาพเที่ยวเวียดนามใต้ เว้-ดานัง- ฮอยอัน
1 ประตูอินโดจีน
2 แม่น้ำแห่งสงคราม
3 ล่องเรือมังกร
4 สุสานไคนดินงห์
5 เมื่องเว้ (Hue)
6 วัดเทียนมู่
7 วังจักรพรรดิ์
8 สู่ดานัง
9 พิพิธภัณฑ์จาม
10 ฮอยอัน
11 ฮอยอันราตรี
12 ตลาดฮอยอัน
13 เมืองมรดกโลก
14 หมู่บ้านแกะสลัก
15 อำลาเมืองเว้
16 วัดพระธาตุอิงฮัง    
   
 
   
 
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ คลิก